*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2291
  • จำนวนผู้ชม : 6864196
  • จำนวนผู้โหวต : 11769
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11769 คน
<< สิงหาคม 2021 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 722 , 08:07:30 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นั่งรถไฟไปนครปฐม (1) .. พระปฐมเจดีย์ มหาสถูปสถานแห่งสยาม


นั่งรถไฟไปนครปฐม "ไหว้พระปฐมเจดีย์ รื่นรมย์ชมพระราชวังสนามจันทร์ เรียนรู้แหล่งอารยธรรมทวาราวดี เพลินใจย่านเก่านครชัยศรี"

นครปฐม … เป็นเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน เป็นเมืองโบราณที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของไทย นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเชื่อมต่อกับสมัยประวัติศาสตร์ตอต้น เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของพระพุทธศาสนาในสมัยทวาราวดี ที่หลายคนสันนิษฐานว่าเป็นดินแดนแห่งสุวรรณภูมิ

ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในอดีตอันมีหลักฐานสำคัญต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปศิลา การขุดค้นทางโบราณคดีที่มีมาอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่น่าสนใจของนครปฐมมากมาย

เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์มาหลายยุคหลายสมัยอย่างเมืองนครชัยศรี

การเดินทางใช่แค่การเคลื่อนไหวจากจุดเริ่มต้น ไปสู่จุดหมายเพียงเท่านั้น ..

.. แต่ยังเป็นการเรียนรู้ ซึมซับบรรยากาศที่ผ่านสายตาไปด้วย …

การเดินทางครั้งนี้ เราจึงเปลี่ยนบรรยากาศโดยใช้บริการของรถไฟไทย

นัดหมายมาเจอกันที่ สถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย)

ภาพชีวิตของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในสายตา … บนชานชาลาของสถานีรถไฟธนบุรี ผู้คนที่มาใช้บริการยังคงมีพอสมควร แต่ไม่มากจนล้นเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

อาจจะเพราะเดี๋ยวนี้มีทางเลือกของการเดินทางที่สะดวกบายมากขึ้น แต่สำหรับฉัน การโดยสารรถไฟยังคงเปี่ยมเสน่ห์เสมอ

บรรยากาศในรายทาง … เมื่อขบวนรถเร็ว ชบวนที่ 255 เพื่อเดินทางสู่สถานีรถไฟนครปฐม

โดยใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง

สถานที่แรกในการเที่ยวชม คือ “พระปฐมเจดีย์” … แวะที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” ภายในวัดพระปฐมเจดีย์

แต่ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์ปิดเพื่อซ่อมแซม เลยได้แต่เดินดูสวนด้านนอกที่มี การจัดแสดงกลางแจ้ง เป็นโบราณคดีที่ขุดค้นพบในบริเวณต่างๆในเขตนครปฐม

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีจากวัตถุจัดแสดง และความเป็นมาของการก่อตั้ง”พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” เกิดมาจากความพยายามในการรวบรวมโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายอยู่ภายในแขวงมณฑลนครชัยศรี

… กล่าวคือ ในราวปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ทรงโปรดให้มีการย้ายเมืองนครชัยศรีจากตำบลบ้านท่านา มายังบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์

โดยขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการรวบรวมโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายอยู่ภายในแขวงมณฑลนครชัยศรี …

ด้วยเหตุที่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ได้มีการรื้อทำลายโบราณสถานและโบราณวัตถุโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ตัดผ่านจังหวัดนครปฐม ทำให้เกิดการรื้อทำลายโบราณสถานเพื่อปรับหน้าดิน รวมถึงการนำเอาเศษอิฐจากโบราณสถานไปถมสร้างรางรถไฟด้วย ฯลฯ

ในปี พ.ศ.2438 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงทรงมีพระดำริให้ทำการรวบรวมโบราณวัตถุ ในแขวงมณฑลนครชัยศรี โดยขณะนั้นเจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี จึงมอบให้หลวงพุทธเกษตรานุรักษ์ (จร จรณี) กับหลวงไชยราษฎร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันท์) เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมโบราณวัตถุ

โบราณวัตถุที่รวบรวมได้ในระยะแรก ได้ถูกนำมาเก็บรักษาไว้บริเวณระเบียงคดรอบองค์พระปฐมเจดีย์ ต่อมาได้มีการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุดังกล่าวเข้าไปไว้ในวิหารด้านตรงข้ามพระอุโบสถ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2454 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงรามชานุภาพ โปรดประทานชื่อวิหารหลังนี้ว่า “พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน”

จากนั้นได้มีการขุดสำรวจกันอย่างกว้างขวางในสมัยรัชกาลที่ 6 และต่อมาได้โอนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้อยู่ในการดูแลของกรมศิลปากรและได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” มาจนถึงปัจจุบัน

พระปฐมเจดีย์

เราเริ่มต้นการเดินชม “พระปฐมเจดีย์” ด้วยการสักการะ “พระพุทธรูปศิลาขาว” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาสีขาวศิลปะทวารวดี ปางประทานพร สร้างในยุคทวารวดี ราวปี พ.ศ.1000-1200 อันเป็นยุคเดียวกับความเจริญรุ่งเรืองของบุโรพุทโธที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งที่อินโดนีเซียมีการค้นพบพระพุทธรูปศิลาขาวอีก 1 องค์ …

มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า เมื่อรวมทั่วโลกแล้วพระพุทธรูปศิลาสีขาว ถูกค้นพบเพียง 6 องค์เท่านั้น ที่สร้างในช่วงเวลาและมีศิลปะคล้ายคลึง

ในเมืองไทยนั้น พระพุทธรูปศิลามีทั้งหมด 5 องค์ โดยทั้งหมดนั้นเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นในยุคไล่เลี่ยกัน คือ

1.หลวงพ่อศิลาขาว พระประธานโบสถ์วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ในระเบียงรายรอบองค์พระปฐมเจดีย์

2.หลวงพ่อพระขาว (ตามความเข้าใจคนนครปฐม) หรือพระพุทธนรเชษฐ์ฯ ตั้งอยู่ที่บันไดลดวิหารรายรอบองค์พระปฐมดีย์ฝั่งหลังพระ

3.พระพุทธรูปศิลาขาว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ

4.พระพุทธรูปศิลาขาว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา

5.พระพุทธรูปศิลาเขียว พระประธานโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา

เดิมมีการค้นพบบันทึกว่าขุดพบที่โบราณสถานวัดทุ่งพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพระงั่ว กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาลำดับที่ 3 (ครองราช พ.ศ. 1913-1931) โดยได้ขุดพบองค์พระที่สมบูรณ์ 4 องค์ และชิ้นส่วนพระจำนวนหนึ่ง

จึงได้มีการชักลากไปยังพระนครศรีอยุธยา ณ วัดพระยากง ตำบลสำเภาล่ม จนเกือบสำเร็จครบ 3 องค์ (การนำไปใช้วิธีแยกส่วนแล้วนำไปต่ออีกครั้งเมื่อถึงที่หมาย) ทิ้งไว้เพียง 1 องค์ และชิ้นส่วนบางส่วนเท่านั้น

ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครปฐม 2 องค์ คือ

“หลวงพ่อพระขาว” ซึ่งตั้งอยู่ที่บันไดลดวิหารรายรอบองค์พระปฐมดีย์ฝั่งหลังพระ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เหลือและมิได้ชักลากไปในสมัยขุนหลวงพะงั่ว ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำชิ้นส่วนเหล่านี้มาต่อกัน แล้วนำมาประดิษฐาน ณ บันไดลดวิหารรายรอบองค์พระปฐมเจดีย์ฝั่งหลังพระ

ต่อมามีการพบเศียรพระศิลาขาวจากวัดพระยากงที่ถูกตัดมาขายให้ร้านขายของเก่าที่เวิ้งนครเกษม เมื่อนำไปต่อกับชิ้นส่วนที่พระนครศรีอยุธยาแล้วไม่เข้ากันดี จึงได้นำชิ้นส่วนของพระทั้งหมดจำนวน 3 องค์ ที่ไม่สมบูรณ์ดี (ที่อยุธยา 2 องค์ และหลวงพ่อพระขาวฝั่งใต้) มาถอดส่วนแล้วประกอบกันใหม่

จึงเห็นว่าเข้ากันได้พอดี และบูรณะสำเร็จเป็นพระจำนวน 3 องค์ … โดยองค์ที่บูรณะแล้ว แยกกันเก็บตามสถานที่ต่างกัน

องค์หนึ่งนั้นประดิษฐานไว้ที่เดิม คือที่องค์พระปฐมเจดีย์นั้นเอง ต่อมาพระสนิทสมณคุณ (พระอาจารย์แก้ว) เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ในขณะนั้น ให้ชื่อพระองค์นี้ว่า “พระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทวารวดีปูชนียบพิตร”

เสาประทีป  เป็นเสาสำหรับตามไฟให้สว่าง ตั้งอยู่บนลานหน้าวิหารด้านทิศใต้

ประตูทางเข้าสู่ลานด้านใน อันเป็นที่ตั้งขององค์พระปฐมเจดีย์ เป็นส่วนหนึ่งของวิหารคต ..

.. มีอับเฉารูปสลักหินแบบจีน ตั่งขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนทวารบาล

“พระปฐมเจดีย์” ..  เป็นเจดีย์ลักษณะทรงระฆังคว่ำ โครงสร้างเป็นไม้ซุงขนาดใหญ่รัดด้วยโซ่เส้นมหึมา ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีส้ม มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

และเป็นอีกหนึ่งเจดีย์ที่ไม่มีเงาไม่ว่าแสงแดดจะตกกระทบในทิศใดก็ตาม

ประกอบด้วยวิหารสี่ทิศ มีคดพระระเบียงชักแนวถึงกันโดยรอบเป็นวงกลม

โดยมีพระวิหารประจำทิศทั้งสี่ มีกำแพงแก้ว 2 ชั้นรอบพื้นที่

ภายในเจดีย์จะเป็นที่ประดิษฐ์ฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปฐมเจดีย์นั้นได้ถูกสร้างและปฏิสังขรณ์มาอย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่า “พระปฐมเจดีย์” ถูกสร้างในยุคสมัยใด (แม้จะมีเรื่องเล่าปรัมปราเกี่ยวกับเรื่องของ พระยากง พระยาพาน) … 

แต่มีข้อสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระอโศกมหาราช ซึ่งทรงส่งสมณทูต เผยแพร่ศาสนา นักโบราณคดีต่างเห็นพ้องกันว่า พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เป็นสมณทูต และมาตั้งหลักฐานประกาศหลักธรรมคำสอนที่นครปฐมเป็นครั้งแรก ในพุทธศตวรรษที่ 3 และได้สร้างพระเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ แบบเจดีย์สาญจิในประเทศอินเดียไว้

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช ได้เสด็จธุดงด์มานมัสการ ทรงเห็นพระเจดีย์ยอดปรางค์สูง 42 วา …

.. เมื่อทรงลาผนวชได้ขึ้นครองราชสมบัติ และในปีพุทธศักราช 2396 ทรงโปรดให้ก่อพระเจดีย์ใหม่ห่อหุ้มองค์เดิมไว้ สูง 120 เมตร กับ 45 เซติเมตร พร้อมสร้างวิหารคต 2 ชั้น ทั้ง 4 และระเบียงโดยรอบทิศ แต่งานไม่ทันเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคต

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็กจพระจุลจอมเกล้าเจ้ายอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดปฏิสังขรณ์จัดสร้างหอระฆัง และประดับกระเบื้องจนสำเร็จ

เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวง เขียนภาพพระเจดีย์องค์เดิมและภาพต่าง ๆ ไว้ที่ ผนัง รื้อมุขวิหารด้านทิศเหนือสร้างใหม่ เพื่อประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชบูชนียบพิตร และในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 โปรดให้สร้างพระอุโบสถใหม่

นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงทำการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อเติมในครั้งนั้น จนเวลารวมมาเป็นร้อยปีเศษ ก็ไม่ได้ทำการบูรณะอีกเลย ในส่วนที่ชำรุดบางส่วนนั้น ได้มีแต่เพียงซ่อมแซมเล็กน้อย

จนกระทั่งเมื่อปีพุทธศักราช 2509 ทางวัดพบว่าตัวองค์พระปฐมเจดีย์มีรอยแตกร้าวหลายแห่ง พระเบื้องที่ระดับหลุดร่วงลงมา จึงได้แจ้งเรื่องยังไปรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อทำการบูรณะใหม่ ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะร่วมถึง 8 ปี

วิหารทิศสี่วิหาร มีพระระเบียงเชื่อมต่อกันเป็นลักษณะวงกลม ที่ผนังระเบียงคตด้านในมีคาถาพระธรรมบท เป็นภาษาขอมทำด้วยปูนปั้น

หน้าต่างมีช่องรูปวงรี ตัวหน้าต่างด้านในปิดทอง บนพื้นชาดเป็นรูปต้นไม้ในพุทธประวัติ ถัดจากระเบียงคตเข้าไปเป็นลานชั้นในแล้วเป็นฐานองค์พระเจดีย์ และมีบันไดขึ้นไปลานประทักษิณได้

พระพุทธรูปปางร้อยแปดรอบพระระเบียงคต

ลานเจดีย์ ซึ่งมีหอระฆังอยู่โดยรอบจำนวน ๒๔ หอ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 27/08/2021 เวลา : 08.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน