*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2341
  • จำนวนผู้ชม : 6900050
  • จำนวนผู้โหวต : 11805
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11805 คน
<< กันยายน 2021 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 22 กันยายน 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 237 , 05:35:56 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Switzerland (19) .. “ปราสาทชิลยอง”  (Château de Chillon)

 

Château de Chillon หรือ “ปราสาทชิลยอง” (Castle of Chillon) .. โดดเด่น นิ่งสงบ บนแนวก้อนหินที่ล้อมรอบด้วยน้ำมานานกว่า 800 ปี

ตัวปราสาทมีฐานรากฝังลึกลงไป 300 เมตรที่ก้นทะเลสาบเจนีวา .. มองมาแต่ไกลจึงให้ความรู้สึกเหมือนปราสาทลอยอยู่ในทะเลสาบที่มีภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยม

บางคนเชื่อว่า .. Château de Chillon สร้างมาตั้งแต่ยุคทองสัมฤทธิ์ (Bronze Age) ซึ่งในยุโรปกลางตรงกับช่วงปี 1800-1600 ก่อนคริสตศักราช

ต่อมาถูกชาวโรมันครอบครอง จากหลักฐานเสาหินแบบโกธิกในห้องใต้ดิน .. ต่อมาปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าถูกต่อเติมสร้างเป็นปราสาทขนาดใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 11–13

Château de Chillon เดิมถูกสร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมที่มีความแข็งแกร่งและความงดงามของยุคกลาง เพื่อใช้เพื่อควบคุมการเดินเรือที่สัญจร ระหว่างบูร์กอญกับช่องเขากร็อง-แซ็ง-แบร์นาร์ และเป็นด่านเก็บค่าผ่านทางระหว่างเทือกเขาแอลป์ที่รู้จักกันดีว่า la route d'Italie หรือถนนสู่อิตาลีนั่นเอง

.. ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยทะเลสาบเจนีวาที่สวยงามและเทือกเขาอัลเบอร์สที่ยิ่งใหญ่

ใครๆก็บอกว่า ปราสาท Chillon ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำ เมืองมองเทรอซ์ (Montreux) เมืองเล็กๆ แสนน่ารักที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบเจนีวา (Lake Geneva) ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ..

ดังนั้นสำหรับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์โบร่ำโบราณ เมื่อมาเยือนเมืองสวยๆของ Montruex ก็ต้องไม่พลาดการมาเดินชม Château de Chillon

ภาพด้านหน้าของปราสาทเมื่อแรกเห็น มีป้อมปราการและหอคอย 3 ยอดที่ห่างออกมาจากฝั่ง ..

เชื่อว่าเป็นที่พักร้อนของราชวงศ์ซาวอย (SAVOY) และที่พักของท่านเคานต์แห่งซาวอย (Counts of Savoy) เจ้าของปราสาทในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ซึ่งขณะนั้นปกครองทางตอนเหนือของอิตาลีและกินพื้นที่เข้ามาทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน ..

ส่วนอีกด้านหันหน้าเข้าหาทะเลสาบ ซึ่งเงียบสงบร่มเย็นคาดว่าน่าจะเป็นที่ประทับของเจ้าชาย และฝั่งด้านติดทะเลสาบนั้นยากแก่การลอบเข้าโจมตีของศัตรู

เมื่อเข้ามาในบริเวณปราสาท .. รู้สึกว่าตัวเรารายล้อมด้วยบรรยากาศของความลึกลับผสมกับความสวยงามแบบคลาสสิค

ซึ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างดีว่าในปราสาทนี้จะมีอะไรบ้าง

เราเริ่มการทัวร์ปราสาท ชิลยอง ด้วยการลงไปชมสถานที่ที่หลายคนบอกว่าสำคัญที่สุด .. นั่นคือ คุกลับที่มีร่องรอยแห่งความหนาวเหน็บ มืดมิด และโหดร้ายแห่งยุคสมัยกลาง

คุกใต้ดินของชิลยอง (dungeon of Chillon) .. สร้างโดยมีสถาปัตยกรรมแบบโกธิก จึงน่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโรมัน ที่นี่ เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปราสาท ด้วยเหตุที่มีร่องรอยบุคคลสำคัญของโลกประทับไว้...เขาคือ “ลอร์ด ไบรอน” กวีและนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ขณะที่ยุคโรแมนติกกำลังเฟื่องฟู มีกวีหลายคนได้เยี่ยมเยียนปราสาทชิลยองแห่งนี้ .. แต่ละคนกลับออกไป แล้วพรรณนาเป็นทั้งข้อเขียนและบทกวีต่างๆ มากมาย

.. ไม่ว่าจะเป็น Jean-Jacques Rousseau .. Percy Bysshe Shelley .. Vigtor Hugo .. Alexandre Dumas .. Charles Dickens และแน่นอนว่ารวมถึงลอร์ดไบรอน ที่สลักชื่อของเขาเองลงบนเสาต้นที่ 3 ในคุกส่วนที่เคยขังฟรังซัวส์ โบนิวาร์ด (François Bonivard)

François Bonivard เป็นทั้งนักบวชที่ดูแลวิหารเซนต์วิกเตอร์ ในเมืองเจนีวา .. เขาเป็นทั้งนักบวชและนักการเมือง ที่ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้ให้เจนีวาเป็นอิสระจากซาวอย

... เขาจึงถูกจับล่ามโซ่ตรึงเข้ากับเสาต้นที่ 5 ในคุกใต้ดินแห่งนี้ระหว่างปี 1532-1536 และโชคดีที่กองทัพสวิสจากเบิร์นเข้ามายึดอำนาจของเคานต์แห่งซาวอยในปี 1536

.. ทำให้ โบนิวาร์ด เป็นอิสระ และกลับไปใช้ชีวิตที่เหลือด้วยความรักชาติยิ่งชีพที่เจนีวา

... เรื่องราวของ โบนิวาร์ด ประทับจับใจ ลอร์ด ไบรอน มากมาย ..

และหลังจากได้เห็นสภาพคุกที่เคยขังฮีโร่ของเขา ลอร์ดไบรอนก็ได้แรงบันดาลใจกลับมาแต่งบทกวีชื่อว่า “นักโทษแห่งชิลยอง” (The Prisoner of Chillon) ซึ่งนับเป็นอีกผลงานชิ้นเอกของยอดกวีแห่งอังกฤษผู้นี้เลยทีเดียว

ภายใน dungeon มีลายเซ็นสลักของ ลอร์ด ไบรอน ซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของการลงไปผจญภัยใต้ดันเจียนที่ทั้งเย็นและมืดสลัว ..

ทางปราสาทจัดแสดงติดกรอบรอบชื่อไว้เป็นอย่างดี และดูเหมือนว่าตามเสาหินในคุกใต้ดินนั้นมีลายเซ็นสลักชื่อผู้คนไว้มากมาย

... เรากลับขึ้นมาสู่โลกแห่งแสงสว่างด้านบน .. รู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีต

.. เราเดินตามทางเดินที่เหมือนสะพานรอบๆปราสาท .. มีช่องเป็นระยะๆ ให้ส่องดูพวกเรือสินค้าต่าง ๆ ที่จะผ่าน ณ จุดนี้ หรือในกรณ๊สงคราม ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวของข้าศึกที่จะเข้ามาโจมตี

Château de Chillon ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ Castle of Chillon Foundation .. ปราสาทมีห้องน้อยใหญ่ทั้งหมด 25 ห้อง แต่มีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ชมตามตำแหน่งต่างๆ ไว้ 32 จุด พร้อมทั้งมีคำอธิบายไว้ให้คนที่มาเยี่ยมชมได้อ่านกันด้วยค่ะ

ไกด์อิเล็กทรอนิกส์ (Audio Guide) จะเป็นตัวช่วยแนะนำให้เราเดินชมปราสาทด้วยการไล่เรียงหมายเลข เริ่มจากหมายเลข 1 ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงโมเดลจำลองปราสาท ก่อนต่อไปยังชั้นล่างสุด คุกเก่าจองจำนักโทษ จนไปถึงหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขสุดท้าย ...

... ผ่านห้องรับประทานอาหาร ห้องทำเฟอร์นิเจอร์ประจำปราสาท ห้องนอน ห้องประชุม ไปจนถึงโบสถ์ขนาดเล็กบนชั้นสูง โดยทุกห้องจะมีนิทรรศการขนาดย่อมที่บรรยายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องนั้นๆ บางห้องก็มีของโบราณจัดแสดงให้ชมจริงๆ บางห้องก็เป็นของใหม่ที่สร้างจำลองของเก่ามาช่วยสร้างบรรยากาศ

มีห้องโบราณจัดแสดงสิ่งของที่ใช้โดยผู้คนที่อาศัยอยู่ในปราสาท ...ช่องว่างต่าง ๆ ระหว่างห้องในปราสาทจะวนไปรอบ ๆ และเชื่อมถึงกัน

... และขั้นบันไดที่คล้ายเขาวงกตจะนำไปสู่หลังคา และเมื่ออยู่บนหลังคาคุณสามารถมองเห็นภูเขาและผืนน้ำของทะเลสาบเจนีวา

ห้องจัดแสดงโมเดลจำลองปราสาท ..

เป็นห้องแรกที่จะทำให้เราคุ้นเคยกับรายละเอียดส่วนต่างๆของปราสาท

"ห้องครัวใหญ่" ... เราจะได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์การทำอาหาร ทำไวน์ เบียร์ รวมถึงประวัติการใช้เครื่องเทศต่างๆ ที่คนยุโรปทำการค้าขายกับชาติอื่นๆในอดีต

ห้องนี้มีพื้นที่กว้างขวางสว่างโล่ง เตาผิงขนาดใหญ่ที่พอจะให้ความอบอุ่นได้ทั่วห้อง ตู้เก็บจาน ถ้วยโบราณเรียงรายอยู่รอบๆ ที่น่าสนใจคืออุปกรณ์ทำครัวดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่มีประสิทธิภาพ

ห้องรับแขก .. มีเก้าอี้ยักษ์เรียงรายพร้อมด้วยเสาหินอ่อนดำที่เคยมีมากมายในแถบนี้

Hall of Justice .. ห้องแห่งการสังสรรค์ ของเจ้าของปราสาทยุคหลัง แต่ในสมัยของเคานต์ออฟซาวอย ส่วนนี้เป็นโถงรับแขก การจัดเลี้ยงและงานรื่นเริง ..

ความสวยงามของห้องนี้ คือ ห้องนี้จะสว่างไสวกว่าห้องอื่นๆ มีช่องหน้าต่างที่กว้างกว่า เปิดให้แขกผู้มาเยือนชมวิวทะเลสาบเจนีวาที่ล้อมรอบปราสาทไปพร้อมๆ กับการสังสรรค์

 

"เสาหินอ่อนดำ" ที่ใช้คำยันเสริมความแข็งแรง น่าสนใจมาก ..

ซึ่งอาจจะพูดได้ว่า เสาเหล่านี้สะท้อนถึงทรัพยากรในสมัยก่อน ที่บริเวณแคว้นแห่งนี้มีหินอ่อนดำ ทั้งนำมาทำเป็นเสาและรูปปั้นตามปราสาทต่างๆ รวมทั้งยังเป็นแหล่งส่งออกหินอ่อนดำไปทั่วยุโรป .. แต่ปัจจุบันไม่มีเหลืออีกแล้ว

Chapel "ห้องสวดมนต์" อันเป็นพื้นที่แห่งความศรัทธา เป็นอาคารหลังเล็กที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ที่ดูลึกลับ .. ว่ากันว่า ในตอนแรกสร้าง ท่านเคานต์ออฟซาวอยใส่ความนับถือโรมันคาทอลิกสไตล์อิตาเลียนเข้าไปอย่างเต็มที่ ทั้งภาพฝาผนัง การประดับตกแต่งตามส่วนต่างๆ ของห้องสวดมนต์ .. แต่เมื่อคราวต้องสูญเสียปราสาทให้แก่ชาวเบิร์น ซึ่งนับถือโปสแตสแตนท์ ทำให้ภาพวาดในห้องสวดมนต์แห่งนี้ถูกเผาและขูดออกทั้งที่ฝาผนัง เพดาน จนแทบไม่เหลือร่องรอยแห่งศตวรรษที่ 12

.. แต่ก็ยังโชคดีที่มีศิลปะเล็กๆ เป็นรูปสลักตรีเอกานุภาพ (พระบิดา-พระบุตร-พระจิต) ซ่อนไว้ที่หัวเสา จึงทำให้นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังสามารถหาเค้าร่างแรกเริ่มของการสร้างห้องนี้ได้ โดยสังเคราะห์ออกมาเป็นภาพฉายขึ้นบนผนังและเพดานไปตามบริเวณที่คาดว่าน่าจะเป็น ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยแบบนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเหนื่อยกับการสร้างจินตนาการที่ไม่คุ้นเคย

ห้องนอน .. หรูหราโอ่อ่าด้วยเตียง ขนาดสี่เสาใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง

หอคอยป้องกันคลังแสง .. ห้องที่จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์โบราณ

นาฬิกาโบราณ ปี 1897 .. มีเพียงกลไกที่น่าทึ่งในการทำงาน ไม่มีเข็มนาฬิกา

ห้องจัดแสดงงานไม้ และเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงวิธีการสร้าสรรค์ผสงานและกลไกที่ใช้ในยุคนั้น ..

.. ชิ้นงานเหล่านี้สืบย้อนไปได้ถึงยุคโกฑิก หรือแม้แต่ยุคโรมันโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ช่วยในการสืบค้นไปถึงยุคต่างๆได้

ภาพเขียนสรโบราณบนแผ่นไม้ ใช้ตกแต่งประดับ พื้นที่ด้านที่ถัดลงมาจากฝ้าเพดาน

.. ดูสวยงาม คลาสสิก .. ชอบค่ะ

 

บริเวณด้านนอกของปราสาท .. มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีต้นไม้ใหญ่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อน

.. สามารถมองเห็นวิวท่าเรือ  วิวทะเลสาบ และวิวภูเขาที่ล้อมรอบ

เรือท่องเที่ยวผ่านเข้ามาในสายตา .. เพื่อนที่เคยมาล่องเรือระยะสั้นๆที่นี่ บอกว่า วิวระหว่างการล่องเรือนั้นสวยมาก .. จะได้เห็นเมือง Montruex จากทะเลสาบ ในมุมมองที่ไม่เหมือนตอนที่เดินอยู่บนฝั่ง

..และจุดที่เป็นไฮไลท์ของการล่องเรือ คือในช่วงที่เรือแล่นใกล้ถึงปราสาทชิลยองนี่เองค่ะ มุมมองแปลกตาที่เราไม่สามารถเห็นหือถ่ายภาพได้จากบนฝั่ง

สะพานด้านข้างปราสาท .. จุดนี้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นจุดฮิตของการถ่ายรูปมาก

Château de Chillon ถือได้ว่าเป็นปราสาทที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง ..

.. แต่การขุดค้น สืบหาประวัติที่มายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบค้นในช่วงแรกสุดก่อนที่เคานต์ออฟซาวอยจะเข้ามาครอบครอง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน