*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2341
  • จำนวนผู้ชม : 6900198
  • จำนวนผู้โหวต : 11806
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11806 คน
<< ตุลาคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 3 ตุลาคม 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 203 , 14:47:02 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Turkey (04) .. ม่านประวัติศาสตร์ ก่อนวันที่กรุงสแตนติโนเปิลจะเปลี่ยนไปตลอดกาล


ช่องแคบบอสฟอรัส เป็นช่องแคบที่แบ่งยุโรปกับเอเชียออกจากกัน .. และในอีกมุมหนึ่งมันคือหนทางที่จะร้อยเชื่อมทะเลดำเข้ากับทะเลมาร์มาร่า ผ่านออกสู่ทะเลอีเจี้ยน จนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน .. ผู้ที่สามารถกุมอำนาจเหนือช่องแคบแห่งนี้ จะสามารถบงการความเคลื่อนไหวของผู้คนที่รายล้อม ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การค้า และที่สุดคือ สงคราม

คอนสแตนติโนเปิล คือ นครที่เจริญรุ่งเรืองอยู่เหนือทางสายน้ำนี้ด้วยปัจจัยดังกล่าว เป็นศูนย์อำนาจของอาณาจักรโรมันตะวันออกที่ฝังรกรากอยู่บนแผ่นดินนี้อย่างยาวนานถึงราว 1147 ปี ก่อนจะจมหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยกองกำลังอันกล้าแข็งของชาวเติร์ก ที่เฝ้าเพียรจู่โจมอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นด้วยเวลาที่ยาวนานหลายชั่วคน

.. ปราการสำคัญที่สามารถหยุดยั้งกองทัพชาวเติร์กเอาไว้แค่ชายฝั่งทวีปเอเชียในช่วงเวลาหนึ่ง ก็คือ ช่องแคบบอสฟอรัสแห่งนี้

.. เมื่อบอสฟอรัสนำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับตอนสแตนติโนเปิล บอสฟอรัสก็นำมาซึ่งความหายนะได้ด้วยเช่นกัน

บอสฟอรัส .. เป็นช่องแคบที่มีการเดินเรือที่ค่อนข้างคับคั่ง โดยเฉพาะเรือสินค้า

ปราการเก่าแก่ที่ยืนหยัดร่างเหนือเนินดินทั้ง 2 ฝั่งเหนือเนินเขา ทั้ง 2 ฝั่งของแคบ โดยแผ่ปีกเป็นกำแพงโอบคลุมผืนดินที่อยู่ลึกเข้าไปจากฝั่ง

ก้อนหินเก่าแก่ที่ก่อรูปขึ้นเป็นปราการตระหง่านให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม และนับเป็นสิ่งก่อสร้างยุคแรกที่สำแดงให้อาณาจักรโรมันและคอนสแตนติโนเปิล ที่อยู่ห่างกันแค่ลมหายใจ .. ได้ตระหนักว่ากองกำลังของเติร์กนั้นยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวแค่ไหน

ในยามนั้น คอนสแตนติโนเปิลเหมือนหัวใจของคริสต์ศาสนา ไม่แพ้วาติกันที่โรม .. การเผชิญหน้าระหว่างโรมันแห่งคอนสแตนติโบเปิล กับเติร์กที่นับถือศาสนาอิสลาม จึงกลายเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า “สงครามครูเสด” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคอนสแตนติโนเปิลถูกปิดล้อมจากเติร์ก

การคงอยู่อย่างมั่นคงของคอนสแตนติโนเปิล .. อาจจะมีผลมาจากทำเลที่ตั้งของเมืองที่ยื่นออกไปในทะเลมาร์มาร่า ตรงปากช่องแคบบอสฟอรัสด้านตะวันตก .. แต่เมื่อเติร์สามารถยึดช่องแคบดาร์ดาแนลล์ และยกกองกำลังทางบกเข้าปิดล้อมทางด้านเหนือ คอนสแตนติโนเปิลก็ถูกโดดเดี่ยวจากพันธมิตรแห่งคริสตจักร

... นั่นหมายถึงบทสุดท้าย และการจากลาของอาณาจักรโรมันตะวันออก

หนทางเดียวของลมหายใจแห่งการอยุ่รอด คือ ช่องแคบบอสฟอรัสที่อาจนำกองทัพคริสตจักรจากทะเลดำลงมาช่วย .. แต่ดูเหมือนว่าถนนสายนี้ค่อนข้างจะมืดมน เพราะบนฝั่งแผ่นดินเอเชียของช่องแคบก็หนาแน่นด้วยกองกำลังของเติร์ก ในขณะที่ช่องแคบดาร์ดาแนลล์ เติร์กก็ยึดเอาไว้ได้แล้วอย่างเบ็ดเสร็จ

การยึดครองช่องแคบบอสฟอรัสจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุลต่านยาซิทที่ 1 ไม่อาจจะปฏิเสธ พระองค์ได้สร้างผลงงานที่ยังคงตั้งตระหง่านมนจนถึงทุกวันนี้ .. เรือทุกลำที่ผ่านเข้ามา จะต้องพบพานกับหอรบสูงรอมฝั่งน้ำบนแผ่นดินเอเชียที่ถูกขนานนามว่า “ป้อมอานาโคลุ” ที่หมายความว่า “ปราสาทแห่งเอเซีย” .. ซึ่งอยู่ห่างจากคอนสแตนติโนเปิลเพียงสิบกิโลเมตรเท่านั้น

... และเป็นสิบกิโลเมตรที่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านและเข้ารบเพื่อขัดขวางการก่อสร้างปราการแห่งนี้ .. แต่รอคอยปารฏิหารย์ด้วยการสวดมนต์อ้อนวอน

ดูเหมือนปาฏิหาริย์จะมีจริง .. ปราการไม่ทันจะเสร็จสมบูรณ์ดี สุลต่านยาซิทที่ 1 ต้องถอนกำลังออกไปทำการรบกับกองทัพครูเสด ณ ยุทธภูมิแห่งแม่น้ำดานูป บริเวณเมือง นิโคโปลิส แม้การรบครั้งนี้สุลต่านยาซิทจะได้รับชัยชนะเหนือกองทัพคริสเตียนครูเสด .. แต่กับการรบครั้งที่ 2 คู่ต่อสู้กลับไม่ใช่คริสเตียน แต่เป็นชาวมองโกลบนยุทธภูมิแถบเมือง อังการา และที่นี่เองที่นักรบแห่งอาณาจักรออตโตมันต้องพานพบกับความปราชัยเป็นครั้งแรก

.. มิใช่แค่พ่ายแพ้ แต่ผู้นำอย่างสุลต่านเบยาซิทถูกจับกุม และเสียชีวิตในที่กักขังนั่นเอง

บทสรุปในเกมแห่งการชิงอำนาจ .. ชัยชนะตกเป็นของเมห์เมทซึ่งเป็นพี่คนโต โดยจัดการกับน้องชายทั้งสาม และเขาได้เป็นสุลต่านเมห์เมทที่ 1 ที่แม้จะได้ครองอำนาจแห่งอาณาจักรออตโตมันได้เพียง 8 ปี แต่ทายาทคือ เจ้าชายมูรัตที่ 2 ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับออตโตมันในฐานะนักรบที่สามารถ ที่ทำให้ออตโตมันเติบโตและมั่นคงต่อมายาวนานอีกไม่น้อยกว่าห้าร้อยปี

... แต่ก่อนหน้านั้น ความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลืมเลือนของเขาก็คือ ตลอดรัชกาลที่ยาวนานกว่า 30 ปี เขาวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อเข้ายึดครองคอนสแตนติโบเปิล ที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ห่างเพียงช่องว่างของสายน้ำแห่งบอสฟอรัสอย่างไม่ผลีผลาม

.. แผนแรกที่พระองค์กระทำ คือ ต้องยึดช่องแคบบอสฟอรัสแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ครึ่งๆกลางๆ

ทันทีที่ขึ้นสู่อำนาจในปี 1451 .. พระองคฺก็เริ่มยุทธศาสตร์ด้วยการส่งกำลังข้ามช่องแคบ เพื่อไปสร้างป้อมปราการขึ้นอีกฟากฝั่งในแผ่นดินยุโรปใกล้ทางออกทะเลดำ ตรงข้ามกับป้อมของปู่ทวดเบยาซิทที่ 1 โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 4 เดือน และตั้งชื่อป้อมแห่งนี้ว่า “ป้อมรูเมลี” หมายถึงปราสาทแห่งยุโรป

.. 4 เดือนแห่งการสกัดหินผามาสร้างเป็นปราการ

.. 4 เดือนที่ผู้คนและกองทหารแห่งคอนสแตนติโนเปิล ได้แต่เฝ้าดูศัตรูก้าวเท้าเข้าครองช่องแคบบอสฟอรัสอย่างเบ็ดเสร็จ และประกาศห้ามเรือทุกชนิดผ่านเข้าออก .. ด้วยอำนาจของของปืนใหญ่ที่จังก้าอยู่บนปราการทั้งสองฟากแห่งช่องแคบ

.. กระสุนชุดเดียวจากปืนใหญ่ที่กระหน่ำเข้าโจมตีเรือของเวนิสที่ผ่านเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว เท่ากับเป็นการปิดลมหายใจของคอนสแตนติโนเปิล

.. เวลาที่ยาวนานถึง 30 ปีในการถูกปิดล้อม ยังไม่พอที่จะทำให้ผู้คนคอนสแตนติโนเปิลหาหนทางที่จะป้องกันตนแอง

เมื่อมี 2 ปราการไว้คุมการเข้าออกช่องแคบ เมห์เมทที่ 2 จึงทุ่มกำลังจำนวนมากที่เหลือ มาออกันที่แผ่นดินตรงข้ามกำแพงเมือง แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่อย่างต่อเนื่องกว่า 50 วัน

.. โดยที่ผู้คนของเมืองทำได้เพียงการเข้าไปสวดมนต์อยู่แต่ภายในมหาวิหารเซนต์โซเฟีย ไม่เว้นแม้แต่เหล่าทหารที่ประจำอยู่บนเชิงเทินหอรบ

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า .. ในค่ำคืนของวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1453 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ได้เข้าร่วมสวดมนต์ในมหาวิหารแห่งนี้ด้วยพร้อมกับเหล่าทหาร โดยไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า นั่นคือการประกอบพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนาครั้งสุดท้ายภายในมหาวิหารแห่งนี้

บางทีความเชื่อของผู้คนในมหานครแห่งนี้อาจจะสืบเนื่องมาจากความมั่นใจในทำเลที่ตั้ง เพราะบริเวณอันเป็นเมืองคอนสแตนติโบเปิลนี้จะอยู่ตรงส่วนที่เป็นเหมือนแหลมปากทางเข้าช่องแคบบอสฟอรัสด้านติดทะเลมาร์มาร่า ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง น้ำได้แทรกตัวเข้ามาในแผ่นดิน กลายเป็นทะเลเล็กๆ มีชื่อเรียกว่า Golden Horn หรือปี่ทองคำ เพราะมีลักษณะเหมือนกับปากแตร ..

... เมื่อยามเย็นผืนน้ำตรงช่วงนี้จะถูกแสงตะวันอาบไล้ กลายเป็นสีทองอร่ามจนถูกนำเอามาตั้งชื่อเรียก ทำให้คอนสแตนติโนเปิลมีสภาพเหมือนกับแหลมที่มีน้ำล้อม เป็นปราการชั้นดีที่ป้องกันเมืองนี้มาเนิ่นนานนับพันปี จากการรุกรบของศัตรู ในขณะที่อีกด้านหนึ่งซึ่งเชื่อมอยู่กับแผ่นดินยุโรป ก็กางกั้นอยู่ด้วยกำแพงสูงเทียมฟ้าถึงสามชั้น

.. แต่ในความแข็งแกร่งกลับเปิดช่องว่างจุดอ่อน ให้ฝ่ายเติร์กที่เฝ้ามอง เฝ้าศึกษามานับชั่วอายุคนใช้โจมตี

รุ่งสางของวันต่อมา .. หัวใจของชาวโรมันแห่งคอนสแตนติโนเปิลก็วางวาย เมื่อพบว่าผืนน้ำแห่ง Golden Horn หนาแน่นด้วยหมู่เรือรบของเติร์ก เพราะพวกเขามัวแต่สวดมนต์อยู่ในโบสถ์จนลืมตรวจตรา ... ลืมคืดว่า เมห์เมทที่ 2 จะใช้วิธีขนเรือจากบอสฟอรัสตรงเขตที่พวกเขายึดครอง ข้ามเนินเขากาลาตา (Galata Hill) เข้ามาสู่ Golden Horn พร้อมกับกองกำลังภาคพื้นดินที่เข้าโจมตีอย่างพร้อมเพรียง

นั่นคือวันสุดท้ายของคริสต์ศาสนาบนแผ่นดินนี้ .. วันที่คอนสแตนติโบเปิลถูกกองทัพของมุสลิมเข้าโจมตียึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ .. เป็นวันแรกที่ศาสนาอิสลามได้ตั้งมั่นลงบนแผ่นดินนี้ แผ่นดินของอาจักรโรมันตะวันออกอันเกริกไกร ที่สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแตนติน และมีจักรพรรดิครอบครองสืบต่อกันมาถึง 96 พระองค์ จนกระทั่งจบลงโดยจักรพรรดิที่มีพระนามเดียวกันในอีก 1147 ปีต่อมา

... และวันนี้เองที่ คอนสแตนติโบเปิล ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น อิสตันบูล มาจนถึงปัจจุบัน

 

เกร็ดความรู้ “สงครามครูเสด”

“สงครามครุเสด” แปลว่า “สงครามไม้กางเขน” .. เป็นสงครามการรบทางศาสนาระหว่างคริสต์ และมุสลิม ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 200 ปี (ค.ศ.1095-1291) .. ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์โดยสมเด็จพระสันตปาปาเออร์บันที่ 2 (Pope Urban II) และศาสนจักรคาทอลิค มีเป้าหมายที่แถลงไว้ว่า เพื่อฟื้นฟูการเข้าถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในและใกล้กรุงเยรูซาเล็มของเหล่าคริสเตียน

.. โดยที่กรุงเยรูซาเล็มเป็นนครศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของศาสนาหลักทั้ง 3  (ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม)  

ภูมิหลังของสงครามครูเสดเกิดเมื่อ เซลจุกเติร์ก มีชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองทัพไบเซนต์ไทน์เมื่อ ค.ศ.1071 และตัดการเข้าถึงเยรูซาเล็มของชาวคริสเตียน .. จักรพรรดิไบเซนไทน์ อเล็กซิสที่ 1 ทรงเกรงว่าเอเชียไมเนอร์ทั้งหมดจะถูกบุกรุก พระองค์จึงทรงเรียกร้องผู้นำคริสเตียนตะวันตกและสันตะปาปา ให้มาช่วยเหลือกรุงคอนสแตนติโบเปิล โดยได้ไปจาริกแสวงบุญหาแนวร่วมเพื่อปลดปล่อยกรุงเยรูซาเล็มออกจากการปกครองของมุสลิม

อีกสาเหตุหนึ่ง เกิดจากการทำลายล้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียนเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเบียดเบียนศาสนิกชนภายใต้การปกครองของ อัล-ฮาคิม กาหลิบแห่งราชวงศ์ฟาติมียะห์ .. สุดท้ายแล้วชาวคริสต์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จนอาณาจักรไบเซนไทน์ต้องล่มสลายลง ทำให้ศาสนาอิสลามแพร่กระจายไปทั่วดินแดนตุรกี นับแต่นั้นเป็นต้นมา


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 03/10/2021 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน