*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2341
  • จำนวนผู้ชม : 6900185
  • จำนวนผู้โหวต : 11806
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11806 คน
<< ตุลาคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 208 , 08:10:35 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Turkey (13) .. Mevlana Museum อิสลามนิกายเมฟเลนา แห่งเมืองคอนยา


เราเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมืองคอนยา .. การเดินทางวันนี้เป็นแบบสบายๆบนถนนลาดยาง

.. อันเป็นเส้นทางของการขนส่งสินค้าจากพื้นที่ชายทะเล เข้าไปยังพื้นที่ตอนกลางของตุรกีที่มีประชากรบางเบา ใจกลางของคาบสมุทำอนาโตเลียที่มีใจกลางเป็นทุ่งราบเนินเขา

การเดินทางบนถนนที่ยาวไกล ... รถเคลื่อนไปข้างหน้า ผ่านทุ่งราบเนินเขาแห้งๆ

ระหว่างทางเป็นที่ราบสูง มองไม่เห็นอาคารสถานที่ ร้านค้าริมถนน หรือชุมชนเป็นระยะทางยาวไกล

.. มีแต่ภูเขาสูงและที่ราบใกล้เนินเขาโล่งๆที่ปราศจากต้นไม้ แต่ยังคงมีสีเขียวๆของส่วนที่ดูเหมือนไร่ ที่มีต้นสนขึ้นเป็นหย่อมๆ

บางจังหวะ บางช่วงยังมองเห็นร่องรอยของหิมะปกคลุมบนพื้น .. ประหนึ่งเหมือนเป็นดินแดนลับแลของตุรกี

ว่ากันว่า .. ผู้คนในพื้นที่แถบนี้ดำรงชีพด้วยการเป็นเกษตรกร ปลูกฝิ่น ผลไม้ และธัญพืชเป็นหลัก

เมืองคอนยา (Conya) หรืออีคอนิอุม (Iconnium)  .. เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ความสูงราว 1016 เมตรกว่าระดับน้ำทะเล บนที่ราบสูงกว้างใหญ่ เมืองนี้ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ เซลจุคเติร์ก ในช่วงระหว่างปี 1077-1308 นับเป็นอาณาจักรแรกของชาวเติร์กในตุรกี ในนามของอนาโตเลีย เป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่

เติร์ก เป็นเผ่าหนึ่งของอาณาจักรเซลจุค ที่อพยพมายังพื้นที่อนาโตเลีย .. ว่ากันว่า ชาวเติร์กเคยยกทัพเข้าตีเมืองอิชนิก (Iznik) ซึ่งอยู่ใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิล แห่งอาณาจักรไบเซนไทน์ แต่อาณาจักรไบเซนไทน์ได้ปักหลักต่อสู้จนชาวเชลจุคต้องถอยร่น หนีไปปักหลักอยู่ตอนกลางของอาณาจักรอยาโตเลีย พร้อมสถาปราอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา โดยมีเมืองคอนยา เป็นเมืองหลวง

ยุคทองของคอนยาอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 20 เมื่อครั้งเป็นนครหลวงของจักรวรรดิเซลจุก .. คอนยารุ่งเรืองมากในสมัยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท มีการสร้างสิ่งก่อสร้างมากมายด้วยสถาปัตยกรรมแบบตุรกี แต่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียและไบแชนไทน์ด้วย

อาณาจักรเซลจุกแม้จะล่มสลายไปตามสภาพการณ์ ... แต่ว่าเมืองคอนยา อดีตราชธานียังคงอยู่เรื่อยมานับจากอดีตถึงปัจจุบัน ในฐานะเมืองที่มีความสำคัญเมืองหนึ่ง ในศาสนาอิสลาม เพราะเป็นศูนย์กลางของนิกาย “เมฟเลวี” (Mevlevi) หรือสำนักลมวนอันเป็นที่เคารพนับถือกันมากในหมู่ปัญญาชนและชนชั้นปกครองในยุคนั้น

 

Mevlana Museum เมืองคอนยา … เป็นศาสนสถานอิสลามขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อราวปี ค.ศ. 1213 มีความสำคัญทางศาสนา โดยส่วนหนี่งนั้นเป็นสุสานของเมฟลาน่า เจลาเลดดิน รูมี่ (Mevlana Celaleddin Rumi) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามนิกายเมฟเลวี (Mevlevi)

เราเดินทางไปถึง Mevlana Museum ในวันฟ้าใส .. สิ่งแรกที่โดเด่นในสายตา คือ สถาปัตยกรรมเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบเซลจุก ที่ภายนอกดูเรียบง่าย .. เด่นสะดุดตา ประตูทางเข้าใหญ่โตและสง่างาม บางแห่งหรูหราตามแบบบารอก

บางสิ่งที่อยู่ด้านนอกอาคาร .. เสีดายที่ไม่รู้ที่มาและความหมาย

บนลานกว้างภายในอาคารส่วนนอก .. สถาปัตยกรรมสวยๆในรูปแบบของศาสนสถานของอิสลาม

ด้านข้างทำเป็นทางเดินคล้ายๆกับระเบียงคดในวัดพุทธ

ตรงกลางมีศาลาที่ตรงกลางมีรั้วรอบ ภายในรั้วมองเห็นสิ่งที่ดูเหมือนน้ำพุ

ด้านในของอาคารตกแต่งภายในสวยงามและกลมกลืน .. มองเห็นว่ามีการใช้กระเบื้องสีขาวกับฟ้า ให้ความรู้สึกสว่าง และสงบ

... ทำให้นึกถึงแนวทางของ ท่านเมฟลานา ที่มุ่งให้ผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายเมฟเลวี เชื่อมั่นในความอดทน ความรัก การเคารพเสรีภาพของผู้อื่น ยอมรับในความแตกต่าง รู้จักให้อภัย และแสวงหาความรู้แจ้ง

ภายในอาคาร .. ประดับประดาฝาผนังและเพดานแบบมุสลิม โดยใช้สีมากมายตระการตา

.. มีลวดลายวิจิตรละเอียดแบบมุสลิมโดยรอบ ซึ่งหาชมได้ยาก

ด้านในของโดม งามตระการตา .. ด้วยลวดลายการเขียนสีตามรูปแบบทางศาสนา เบื้องล่างมีโคมไฟ

ภายในห้องโถงมีการจัดแสดง สิ่งของต่างๆ ที่มีค่าและเก่าแก่ให้ชมอีกด้วย เช่น เครื่องประดับเสื้อผ้านักบวช เครื่องมือเครื่องใช้ ..

.. เสมือนเป็นการให้ผู้คนที่ผ่านเข้ามาถึงสถานที่นี่ ได้ระลึกถึงเมฟลานา เจลาเลดติน รูมี  .. ผู้ก่อตั้งและเป็นยอดกวีของตุรกีในปี ค.ศ.1231

เมฟลานา เจลาเลดดิน รูมี (Mevlana Celaleddin Rumi) เกิดที่ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อปี ค.ศ. 1207 บิดาเป็นนักปราชญ์ ท่านเดินทางไปทั่ว สุดท้ายจึงมาตั้งรกรากอยู่ตุรกี

... โดยท่านสุลต่านแห่งเซลจุค ได้เชิญมาเขียนบทกวีลี้ลับเป็นภาษาเปอร์เซีย .. ที่นี่ก็มรการจัดแสดงบทกวีของท่านด้วย

เมฟลานาได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งกษัตริย์อาเลดดิน เคย์โคบาท และได้รู้จักกับนักบวชในศาสนาอิสลามคือ เชมซี เทบริซลิ (Schemsi Tebrizli) ทั้งสองร่วมกันคิดวิธีทำสมาธิโดยเดินหมุนเป็นวงกลม

ว่ากันว่า ... เหล่าสาวกทั้งหลายของเมฟลานา ต่างเชื่อถือศรัทธาเสมือนเป็นผู้วิเศษแห่งศาสนาอิสลาม และที่สำคัญ เขาสามารถเปลี่ยนเปลี่ยนความเชื่อของผู้คนที่นับถือศาสนาคริสต์ให้หันมานับถือศาสนาอิสลามได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับผู้คนที่ต่างความเชื่อ ต่างศาสนา .. การได้เข้ามาเรียนรู้ นับเป็นการเติมสิ่งที่เคยเป็นคำถามที่เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับอิสลาม การเรียนรู้ผ่านสิ่งต่างๆ ทั้งคัมภีร์ และอักษรที่จารึกเป็นหนังสือโบราณ

ไกด์เล่าให้ฟังว่า ... หลักใหญ่ที่ทำให้ผู้คนศรัทธา คือ การทำสมาธิโดยการหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย .. ก่อนทำการหมุนต้องอดอาหารก่อน เข้าห้องฝึกทรมานร่างกาย ..

.. ว่ากันว่า ผู้มีความสามารถฝึกฝนดีแล้ว จะพาตัวเองหมุนลอยขึ้น เมื่อหมุนมาได้ช่วงเวลาหนึ่ง

ว่ากันว่า ... บทกวีของท่านแม้จะผ่านการแปล แต่ก็ยังจับใจและสร้างแรงบันดาลใจ .. น่าเสียดายที่ไม่มีใครอ่านและแปลให้ฟัง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นที่นี่ .. ถือเป็นหนึ่งของตำนานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ที่ยังมีคนสืบทอดรับมรดกความเชื่อมั่นในนิกายเมฟเลวีนั้นไว้

ท่านเมฟลานาถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1721 ..

ภายในมองเห็นสถานที่ที่ดูเหมือนจะเป็นสุสานของท่านเมฟลานา รวมถึงยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา และบุตรของเมฟลานาด้วย

ทุกเดือนธันวาคมของทุกปี โดยเหล่าสาวกของสำนักลมวนจะจัดพิธีซีมา (Sema) เพื่อเฉลิมฉลองระลึกถึงเมฟลานา ผู้ก่อตั้งนิกาย ด้วยการออกมาเต้นรำ (Sema Dance)

.. โดยเหล่าสาวกจะสวมกระโปรงยาวบานสีขาว สวมหมวกทรงกระบอก ออกมาร่ายรำไปตามจังหวะเสียงกลองและเสียงดนตรี ด้วยท่วงทำนองอันลี้ลับ

... อันเป็นการแสดงออกซึ่งความตายและการรวมเข้ากันเป็นหนึ่งกับพระอัลเลาะห์

เรามีโอกาสมาเดินชมสถานที่เหมือฯศูนย์ค้าขายย่อมๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ ..

สิ่งที่เห็นแล้วสะดุดตา คือ ตุ๊กตานักบวชที่กำลังเต้นระบำ Whirling Dervishes นอกจากนี้ ก็มีพวกธัญพืช


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน