*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2375
  • จำนวนผู้ชม : 6948729
  • จำนวนผู้โหวต : 11847
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11847 คน
<< พฤศจิกายน 2021 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 225 , 06:56:58 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมู่พระวิมาน และงานประณีตศิลป์ในหมู่พระวิมาน (1) .. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร


หมู่พระวิมาน เป็นหมู่พระที่นั่งภายในพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์แรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นสมเด็จพระราชอนุชาร่วมพระชนกพระชนนีกับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

หมู่พระวิมานเป็นหมู่พระที่นั่งหลายองค์ประกอบกัน และมีการซ่อมแซมและปรับปรุงครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ปัจจุบัน เป็นอาคารหลักของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ใช้เป็นสถานที่ที่จัดแสดงนิทรรศการ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ

ประวัติ

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสร้างขึ้นเป็นที่ประทับ ในช่วงแรกนั้นพระราชมณเฑียรนั้นมีลักษณะและตั้งอยู่ที่ไหนนั้น ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด เพียงแต่มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตำหนักเจ้าพิกุลทอง

ในปี พ.ศ. 2332 จึงได้สร้างเป็นพระวิมาน 3 หลังเรียงต่อกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าทำตามคติที่เคยมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาที่ว่า การสร้างที่ประทับของพระราชชาธิบดีนั้น ควรมีพระมณเฑียร 3 หลัง ใช้เป็นที่เสด็จประทับในฤดูร้อน ฤดูฝน และ ฤดูหนาว ฤดูกาลละ 1 หลัง

แต่ระยะหลังได้ลดส่วนลงมาเป็นการสร้างเป็นเพียงหมู่พระวิมานเดียวที่ประกอบด้วยพระวิมาน 3 หลังต่อกัน

หมู่พระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ นั้น ประกอบด้วย พระวิมาน เรียงต่อกัน 3 หลัง โดยมีชาลา ซึ่งหมายถึง ชานเรือนหรือพื้นภายนอกเรือน คั่นอยู่ระหว่างพระวิมาน พระวิมานทั้ง 3 หลังนี้เป็นตึก 2 ชั้น มีนามว่า

พระที่นั่งวสันตพิมาน เป็นพระวิมานหลังใต้

พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ เป็นพระวิมานหลังกลาง

พระที่นั่งพรหมเมศรังสรรค์ เป็นพระวิมานหลังเหนือ ต่อมา ได้เปลี่ยนนามเป็น พระที่นั่งพรหมเมศธาดา เมื่อสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เพื่อให้สอดคล้องกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่ทรงสร้างขึ้นใหม่

ต่อจากพระวิมานทั้ง 3 หลังนั้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพระวิมานมีการสร้างพระที่นั่งชั้นเดียวขวางตลอดแนวพระวิมาน ประกอบด้วย พระที่นั่งมุข 4 องค์ พระที่นั่งมุขด้านหลังต่อออกมาจากพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ ใช้เป็นท้องพระโรงหลัง และพระที่นั่งมุขด้านหน้าที่ต่อจากพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ มีนามว่า พระที่นั่งพรหมพักตร์ ซึ่งในสมัยของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทนั้น ตั้งพระบุษบกมาลาเพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกแขกเมือง

เมื่อมีการซ่อมแซมพระราชมณเฑียรเมื่อครั้งสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระองค์ทรงให้เรียกพระที่นั่งมุขทั้ง 4 องค์ว่า

พระที่นั่งอุตราภิมุข สำหรับเรียกพระที่นั่งที่ตั้งในมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือ

พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข สำหรับเรียกพระที่นั่งที่ตั้งในมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้

พระที่นั่งบูรพาภิมุข สำหรับเรียกพระที่นั่งที่ตั้งในมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

พระที่นั่งทักษิณาภิมุข สำหรับเรียกพระที่นั่งที่ตั้งในมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ดัดแปลงพระที่นั่งมุขด้านหน้าให้เป็นมุขกระสัน แล้วขนานนามว่า พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร

ส่วนมุขด้านหลังนั้นให้ต่อเพิ่มเติมแล้วขนานนามว่า พระที่นั่งปฤษฏางค์ภิมุข นอกจากนี้ พระองค์ยังสร้าง พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อจากมุขเดิมของพระวิมานด้วย

 

พระที่นั่งที่สำคัญ และงานประณีตศิลป์ในหมู่พระวิมาน

พระที่นั่งวสันตพิมาน :

พระที่นั่งวสันตพิมาน เป็นพระที่นั่ง 2 ชั้น 1 ใน 3 หลังของหมู่พระวิมาน สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พระบรรทมของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในทำนองว่าใช้ประทับในฤดูฝน

โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเคยเสด็จมาประทับ ณ พระที่นั่งองค์นี้ หลังจากการปรับปรุงในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระองค์ก็มิได้เสด็จเข้ามาประทับที่พระที่นั่งองค์นี้

ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จมาประทับในพระที่นั่งองค์นี้ชั่วระยะหนึ่ง โดยมีการตั้งพระแท่นแขวนเศวตฉัตร ดังเช่นห้องพระบรรทมที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง หลังจากนั้น พระองค์จึงเสด็จย้ายไปประทับ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น

ปัจจุบัน พระที่นั่งแห่งนี้ ในส่วนชั้นบนของพระที่นั่งวสันตพิมาน จัดแสดงงาช้าง งาช้างจำหลัก จากช้างต้นและช้างสำคัญ รวมทั้ง งานศิลป์ที่สร้างขึ้นจากงาช้างด้วย

พระแท่นบรรทม .. ตามประวัติระบุว่าได้มาจากวัดอรถุณราชวราราม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า เดิมเป็นพระแท่นของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มนรัชกาลที่ 2 ตั้งแต่ครั้งที่ประทับอยู่ที่ตำหนักแดง ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังเมื่อเสด็จพร้อมพระโอรสออกไปประทับที่พระราชวังเดิม ธนบุรี .. พระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายพระตำหนักแดงทั้งหมู่ไปปลูกภวาย และคงนำพระแท่นนี้ไปด้วย

ต่อมาเมื่อพระโอรส คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ได้เสด็จบวรราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ย้ายพระตำหนักแดงส่วนที่เป็นที่ประทับของพระองค์ มาปลูกรักษาในบริเวณพระราชวังบวนสถานมงคล

และเมื่อพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร ได้รับพระแท่นองค์นี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าเคยอยู่ในตำหนักแดงมาก่อน จึงนำมาจัแสดง ณ ที่นั้น ก่อนจะย้ายมายังพระที่นั่งวสันตพิมาน ดังเช่นปัจจุบัน

โบราณวัตถึอื่นๆ ที่จัดแสดงที่พระที่นั่งองค์นี้

ชั้นล่างนั้นของพระที่นั่งวสันตพิมาน ..  จัดแสดงเครื่องถ้วยอย่างไทยในราชสำนักต่างๆ เป็นเครื่องถ้วยที่ใช้สำหรับชนชั้นสูง อันสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราชสำนักชาวสยามในสมัยนั้น

ที่จัดแสดงมีอาทิเช่น เครื่องถ้วยล้านนา ลพบุรี เบญจรงค์ลายน้ำทอง เครื่องถ้วยญี่ปุ่น และเครื่องถ้วยยุโรป นอกจากนี้ยังมีชามเบญจรงค์ศิลปะไทย-จีน สมัยอยุธยาดินเผาเนื้อกระเบื้อง

เครื่องถ้วยหรือเครื่องเบญจรงค์นี้เรียกอีกอย่างว่า “เครื่องถ้วยให้อย่าง” เพราะราชสำนักสยามเป็นผู้ ‘ให้ตัวอย่าง’ แก่จีนในการสั่งผลิต

ลวดลายที่ปรากฏ .. มีตั้งแต่ลายดอกไม้ตามธรรมชาติ ไปจนถึงลายครุฑ สัตว์ในตำนานของศาสนาฮินดู ซึ่งตามคติความเชื่อเรื่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพ ทำให้เข้าใจว่า เบญจรงค์ลายครุฑเป็นเครื่องใช้ที่ทำขึ้นสำหรับกษัตริย์

 

โดยสำรับอาหารชุดหนึ่งจะมีภาชนะรูปทรงต่างๆ ซึ่งจะมีการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ‘โถทรงแตง’ เป็นภาชนะใส่ข้าวสวย ‘จานเชิง’ หากมีขนาดใหญ่ ก็จะนิยมนำมาไว้ใส่อาหารประเภทยำ ส่วนจานเชิงขนาดเล็กเอาไว้ใส่เครื่องเคียงหรือขนม

เครื่องเบญจรงค์ ราชสำนักสยาม .. สร้างสรรค์ด้วยลวดลายที่มีความวิจิตรงดงาม เปี่ยมเอกลักษณ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื้องราวของเทพปกรณัม ธรรมชาติ และผ้าแพรพรรณ .. เครื่องเบญจรงค์มีแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในประเทศจีน

การเล่นเครื่องโต๊ะ กระแสการสะสมเครื่องลายครามคุณภาพดี เพื่อกานรประดับตกแต่งพระที่นั่ง พระตำหนัก และการเล่นเครื่องโต๊ะบูชาอย่างจีน เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก่อให้เกิดความนิยมการจัดเครื่องโต๊ะขึ้นแข่งขันและประกวดกันอย่างแพร่หลาย  .. จนต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเครื่องโต๊ะ และการตัดสินให้รางวัล

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริตั้งกฎหมายสำหรับการตรวจโต๊ะขึ้น และทรงแก้ไขเพิ่มเติม ตราเป็นพระราชบัญญัติข้อบังคับการตัดสินเครื่องโต๊ะ ร.ศ. 119 หรือ พ.ศ. 2443 ซึ่งยังคงใช้ในหมู่นักสะสมจนถึงปัจจุบัน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 17/11/2021 เวลา : 07.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน