*/
  • น้ำปาย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : i-am-surgeon@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 85
  • จำนวนผู้ชม : 295363
  • จำนวนผู้โหวต : 198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 198 คน
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2552
Posted by น้ำปาย , ผู้อ่าน : 961 , 23:37:11 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก่อนจะมานั่งพิมพ์บทความนี้หมอพึ่งเสร็จจากการดูข้อมูล

การอัพเดทข่าวสารในวงการแพทย์มาหมาดๆ ทำให้ได้รู้ว่า

ฤดูปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ .. ในเขตที่มีภาวะน้ำท่วมนั้น

โรคฮิตอีกโรคที่กำลังมาแรงเลยนั่นคือ  “ โรคท้องเสีย ” 

อาจจะเนื่องจากน้ำที่ดื่มเข้าไปไม่สะอาด

มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วมต่างๆ มากมาย

 

วันก่อนโน้นหมอได้ตรวจคนไข้ประมาณ  30-40  คน 

ในจำนวนนี้มีอาการท้องเสียแค่ 5 คนซึ่งก็ถือว่าแปลก 

เพราะนอกจากจำนวนคนไข้จะน้อยลงแล้ว 

คนที่มีอาการท้องเสียก็น้อยมากเพราะปกติแล้ว

หมอจะเจออย่างเบาะๆ 15-20% ของคนไข้ที่ได้ตรวจเสมอ 

 

แต่ในการที่ได้เจอ  case น้อยๆ ก็เป็นเหตุให้ต้องเอามาเล่า

เพราะว่าคนไข้ทั้ง 5 คนนั้นมีอาการตั้งแต่แบบไม่ต้องกินยา

เรื่อยไปจนถึงต้องส่งเข้า  ICU ไปแล้ว ...

และคาดว่าอาจจะไม่พ้นเช้าวันพรุ่งนี้ 

 

ก่อนที่จะมาเข้าเรื่องเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า  

ท้องเสีย  เป็นภาษาพูดที่เราเข้าใจไม่ตรงกันนัก 

โดยมีความหมายตั้งแต่ถ่ายบ่อย  ถ่ายเป็นก้อนนิ่ม 

ถ่ายเป็นน้ำ  ถ่าย 2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง   ถ่ายไม่สุด 

ปวดท้องแล้วไม่ถ่าย  ฯลฯ 

 

ความหมายและความเข้าใจของแต่ละคนย่อมไม่ตรงกัน 

แต่ในทางการแพทย์นั้นยึดเอาความหมายที่แพร่หลายที่สุด

คือ  การถ่ายเป็นน้ำ  และรวมเอาการถ่ายมากกว่า  3  ครั้ง  

ถ่ายเป็นมูกหรือเลือดปน  เป็นอาการท้องเสียค่ะ 

 

แล้วทำไมต้องคุยกันเรื่องนี้ ?? 

สมัยเรียนหมอเคยท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ   

ครั้งนั้นไปที่ร้านขายยา .. พอเอ่ยปากว่าท้องเสีย 

คนในร้านก็เอายามาให้แล้วก็บอกว่าให้กิน 3 เวลาหลังอาหาร 

รวมค่ายาทั้งหมดก็  40 บาท  พอเปิดซองออกมาก็มี

norfloxacin   400  mg   จำนวน  10  เม็ด   

พอหมอบอกว่าต้องการผงเกลือแร่คนขายก็ทำหน้างงๆ

แล้วมองไปทางตู้แช่น้ำแล้วชี้ไปที่ขวดสปอนเซอร์  

อ้าว !!  นี่ตกลงว่าที่ใส่เสื้อกาวน์นี่ไม่ใช่เภสัชกรใช่ไม๊เนี่ย ?? 

 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่คนที่ทำงานใกล้ชิดกับยาขนาดนี้

ยังไม่รู้จักการรักษาโรคพื้นฐานในประเทศไทยเลย

หมอก็เลยอยากให้เรามาเริ่มถึงสิ่งที่เราควรที่จะต้องรู้

เมื่อคุณเกิดอาการท้องเสียกันดีกว่านะคะ

 

1. สังเกตอาการก่อนว่าจำเป็นต้องไปหาหมอไหม ??

โดยเริ่มจากดูว่ามันมีทีท่าจะว่าหนักขึ้นหรือเปล่า  

เช่นถ่ายจนเพลียหรือว่าปวดท้องเพราะ 2 อาการนี้

เป็นอาการหลักในการที่ทำให้เราต้องไปหาหมอ 

ถ้าดูแล้วไม่หนักก็อาจกินแค่เกลือแร่หรือไม่ก็อยู่เฉยๆ

มันก็จะหายไปเอง  หรืออาจสังเกตก่อนว่าอาการนั้น

เกี่ยวพันกับอาหารที่เราทานไปหรือเปล่า ?? 

เช่นอาหารเผ็ดจัดนั้นเป็นตัวยอดฮิตที่ทำให้ถ่าย แสบท้อง ปวดท้อง 

แล้วก็ .. นม .. อาหารเยี่ยมไข้นี่แหละตัวดีที่ทำให้คนไม่สบาย

กินเข้าไปแล้วยิ่งอาการหนักเข้าไปใหญ่เพราะจะปวดท้อง

และถ่ายได้พอสมควร  อาหารเสริมหรือยาระบายต่างๆ 

ตัวนี้ก็ทั้งปวดทั้งถ่าย   บางครั้งเราถ่ายเพราะเราทำตัวเราเองแท้ๆ

ซึ่งพอเราหยุดกินอาการก็มักหายไปภายในวันเดียว 

 

2. อะไรที่ควรรู้ก่อนไปหาหมอ ??  ข้อมูลที่แพทย์จะถาม

ก็มีเรื่องจำนวนครั้งที่ถ่าย  ลักษณะมีมูกยืดๆ หรือเลือดปนไหม

การมีไข้  กลิ่น  เป็นน้ำหรือเนื้อมากกว่ากัน 

ซึ่งจะใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการจ่ายยาแก่คนไข้

และอาการที่สำคัญอีกอย่างคือ  การอาเจียน 

ซึ่งควรจำให้ได้ว่ามีการอาเจียนก่อน  หลัง 

หรือพร้อมๆ ไปกับอาการท้องเสีย  เพราะในโรคบางอย่าง

ท้องเสียเป็นแค่อาการประกอบในตัวโรคที่แย่ๆ ได้ค่ะ 

 

3. สิ่งที่สำคัญที่สุดของอาการท้องเสียไม่ใช่การหยุดถ่าย

แต่เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาด  ความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ 

คือการหยุดถ่ายนั้นแปลว่าดี .. ก็จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า

ที่คนส่วนใหญ่มักมาขอยาหยุดถ่ายจากหมอ

และก็ไม่น่าแปลกใจที่หมอไม่ชอบรักษาโรคนี้นัก

เพราะหมอมักไม่ค่อยจ่ายยาหยุดถ่ายแก่คนไข้

แล้วคนไข้ก็มักจะหาว่าหมอคนนั้นรักษาไม่เก่ง 

กลไกที่ทำให้ท้องเสียมักเกิดจากเซลล์ผิวลำไส้เสียไป

ทำให้น้ำในร่างกายรั่วออกมา  ดังนั้น !! การหยุดการถ่าย

จึงเป็นเหมือนแค่การปกปิดความผิดชนิดหนึ่ง   

เป็นแค่การทำให้ลำไส้หยุดการเคลื่อนตัว

เพื่อขับของเสียให้พ้นรูทวารออกไปเท่านั้น 

ในทางการแพทย์นั้นแพทย์ต่างก็รู้ดีว่าส่วนที่เสียไป

จะฟื้นงอกมาใหม่ใน 2-3 วันและไปเร่งมันก็ไม่ได้  

สิ่งที่ทำได้คือการเสริม  เพิ่มเติม  หรือทดแทนในส่วนที่ขาดไป

โดยการกินเกลือแร่ทดแทน   ส่วนการที่มีอาการท้องเสีย

แล้วมาให้หมอแทงเส้นให้น้ำเกลือก็เป็นความคิดที่ผิดๆ

เพราะน้ำเกลือ 1 ขวดก็มีค่าเท่ากับน้ำเกลือผง 1 ซองเท่านั้น 

ถ้าไม่ถึงกับแย่มากจนกินไม่ไหวก็ไม่ควรให้น้ำเกลือ

เพราะว่ามีผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ 

 

4. สุดท้าย ... ไปหาหมอแล้วจะได้อะไรมา ??

ที่แน่ๆ ก็จะได้น้ำเกลือแร่   ส่วนที่เหลือก็จะมี

ยาปฎิชีวนะ และ ยาแก้ปวดท้อง 

ยาปฏิชีวนะ .. มักจะให้ในรายที่มีการติดเชื้อ

ที่รักษาได้ด้วยยาโดยการให้จะมาจากการซักประวัติคนไข้ 

ข้อยกเว้นที่อาจทำให้หมอสั่งทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่ายานี้จะช่วยคือ 

     ก. คนที่เป็นเด็ก  สตรีมีครรภ์  หรือคนแก่

      ยาก็เปรียบเหมือนที่นั่งบนรถเมล์  

      คนกลุ่มเสี่ยงที่จะล้มง่ายๆ ก็สมควรได้ไว้ก่อน 

      เพราะหากรถเบรกแรงๆ จะได้ไม่เป็นอะไรมาก  

      ส่วนคนที่แต่เดิมแข็งแรงอยู่แล้วไม่ต้องนั่งก็ได้ 

      เพราะบางทีพุ่งกระเด็นออกนอกรถก็ยังไม่ตายเลย 

     ข. ชาวบ้านในแถบนั้นในหลายๆ พื้นที่

      หมอที่ต้องทำงานนานๆ หลายๆ ปีมักให้ยาฆ่าเชื้อไปเลย

      เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกับคนในพื้นที่ 

      ยาแก้ปวดท้องเป็นดาบสองคมในมือผู้เชี่ยวชาญหรือรู้จริง 

     มันจะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างดี

      แต่ในมือคนที่ไม่มีความรู้หรือรู้แต่ผิวๆ การให้ไป

      อาจทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้  กรณีที่หมอเจอ

      เป็นคนที่ไปซื้อยาแก้ปวดท้อง  ยาฆ่าเชื้อและยาหยุดถ่าย

      จากร้านขายยามาให้ลูกกิน .. พอเด็กกินก็หยุดถ่ายและไม่งอแง 

      ผ่านไปไม่นานก็ซึมลง ไข้สูงไม่รู้ตัว  ไปหาหมอก็พบว่า

      เชื้อโรคเข้ากระแสเลือด  ความดันตก  ใส่ท่อช่วยหายใจ

      เข้าไอซียูไปเลย ........ กรณีแบบนี้เจอได้ประปราย 

      ต้องมานอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น 

 

5. ข้อสรุปของเรื่องท้องเสียที่อยากให้จับประเด็นไปคือ 

         - ให้รู้วิธีรักษาตนเองในขั้นต้นค่ะ  ให้มีผงเกลือแร่ติดบ้าน

         ไว้  5-6 ซองก็ยังดี .. สำหรับการให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่

         ที่ทำได้ยากแสนยากอาจให้ใช้น้ำอัดลมเย็นๆ ผสมเกลือแร่

         ให้เด็กดูด  เด็กจะเต็มใจกิน  สำหรับคนเฒ่าคนแก่

         มักจะมีความเชื่อที่ไม่กินผงเกลือแร่หรือน้ำอัดลม 

         ให้คุณลองเอาน้ำข้าว (ต้มข้าวแล้วตักเอาแต่น้ำ) มาผสมเกลือ

         ให้ท่านดื่มก็ได้มีคุณค่าใกล้ๆ กัน  (เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ) 

      - รู้จักสังเกตอาการที่แพทย์จะซักถาม

         เพราะมันมีส่วนในการตัดสินใจในการให้ยา

         - รู้จักการรอคอยเพราะโรคนี้เป็นโรคของเลข 3 

         อาการมีสามอย่างหลักๆ คือวันที่ 1 ปวด  วันที่ 2 ถ่าย

         วันที่ 3 เพลีย ... หลังกินน้ำเกลือแร่กว่าจะดูดซึม

         และนำไปใช้ร่างกายจะหายเพลียก็ปาไปเกือบๆ 3 ชั่วโมง

      ผนังลำไส้ใช้เวลางอกตัวราวๆ 3 วัน 

         ดังนั้นอาการท้องเสียมักจะหายในวันที่ 2 หรือ 3

         หลังการรักษา  คนที่กินน้ำเกลือแร่แล้วไม่หายหรือเพลีย

         ก็นั่งรอนอนรอสักหน่อยอย่ารีบนักค่ะ

      คนที่ซื้อยามากินตอนเช้าก็ไม่มีทางหายได้ในตอนเย็น

         ต้องรอคอยสักหน่อยนะคะ

         - สุดท้าย .. รู้จักหาสาเหตุ 

         เหตุมีตั้งแต่อาหารรสจัด  อาหารที่ไม่ถูกส่วน 

         อาหารที่เป็นยาระบาย  โรคภัยบางอย่าง

         อนามัยส่วนตัว  ฯลฯ  ถ้ารู้จะได้ป้องกันได้ทันค่ะ 

 

หวังว่าเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้วอาจช่วยทำให้ทุกท่าน

เข้าใจในโรคนี้มากขึ้นและรักษาตนเอง

และคนที่ใกล้ชิดให้มีความสุขได้นะคะ !!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พานทอง วันที่ : 14/10/2009 เวลา : 23.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/andamantime

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ

ซึ่งเป็นความรู้ครับ คุณหมอ.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน