*/
  • น้ำปาย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : i-am-surgeon@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 85
  • จำนวนผู้ชม : 295319
  • จำนวนผู้โหวต : 198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 198 คน
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2553
Posted by น้ำปาย , ผู้อ่าน : 5562 , 21:04:36 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

•·.·´¯`·.· 청계천!! ·.·´¯`·.·•

โอ้ววว ......... กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !!

เจ้าพระคุณรุนช่อง !!  เมื่อได้เห็นกับตาก็พบว่า

ตัวเองได้มาเห็นคลองที่งดงามที่สุดในโลก

ไม่เคยเห็นคลองที่สวยงามเท่านี้มาก่อน 

ช่างแตกต่างจากคลองแสนแสบบ้านเรายิ่งนัก 

นั่นก็คือ  “คลองชองเกชอน” ( 청계천 )  นั่นเอง

เมื่อวันก่อนนี้หลังจากที่เลิกจากการประชุมอันแสนสาหัสแล้ว

คณะเรารวมกันทั้งหมด 7-8 ชีวิตอันประกอบไปด้วย

ผู้นำคณะ .... พี่อภิชาติ .... ไกด์หนุ่มชาวเหนือผู้อารีย์

และพวกเราคณะศัลยแพทย์ชาวไทยตาดำๆ หัวโตๆ

ก็ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าพวกเราจะไปตะลุยกรุงโซลกัน

หลังจากที่ต่างคนต่างก็เงียบๆ เหงาๆ กันมา 2 วันแล้ว

ด้วยภาระงานอันหนักหนาสาหัสและอากาศที่เปลี่ยนแปลง

(ทำให้วันก่อนนี้หมอน้ำปายเกือบจะแย่เอา)

 

พี่อภิชาติ ... ได้พาเราไปยังต้นกำเนิดของคลองอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เป็นที่แรก

ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสถาปัตยกรรมลอยตัวรูปหอยเจดีย์

และไม่ไกลจากหอยนักก็มีน้ำผุดออกมา ไหลเป็นทางตามร่อง

แล้วตกสู่ผาน้ำอันกว้างใหญ่  ... คลองสายนี้มีความเป็นมาที่ยาวนานมาก

เป็นคลองโบราณอายุกว่า 600 ปีที่มีมาตั้งแต่สมัยโชซอน

วัดความยาวได้ 145 เส้น (ประมาณ 5.8 กิโลเมตร) พอดิบพอดี

คลองสายนี้เคยไหลจากภูเขานัมซานก่อนที่จะไหลบรรจบ

กับคลองจุงนังชอนแล้วไหลลงแม่น้ำฮันที่ไหลลงสู่ทะเลเหลืองในที่สุด 

เดิมเป็นคลองที่ใสสะอาดพอๆ กับคลองแสนแสบในสมัยก่อนเชียว

แต่หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงแล้วประเทศเกาหลีใต้

ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนไม่สนในคูคลองและทรัพยากรป่าไม้

ชองเกยชอน ถูกถมแล้วตัดถนนผ่านทั้งสองด้าน .. ต้นน้ำก็ถูกตัดขาด

เมื่อมีการสร้างทางด่วนคร่อมอีกชั้นคลองสายนี้ก็เน่าเสียและตื้นเขิน

นายลี มยองบัก นักการเมืองชาวเกาหลีผู้คิดการณ์ไกล

ซึ่งในขณะนั้นเค้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงโซล

ก็ได้ริเริ่มการฟื้นฟูคลองนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวโซล

แต่ก็ถูกชาวบ้านที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองประท้วง

พอบูรณะเสร็จแล้วในปี 2005 (ก็ไม่นานนี่เองเนอะ)

คลองสายนี้ก็กลายเป็นสรวงสวรรค์สำหรับชาวเมือง

คนเกาหลีจึงยกย่องนายลีและเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

 

เนื่องจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนโซล

และเป็นสายน้ำที่นี่ความงดงามอย่างยิ่ง 

จึงมีคู่รักมาพลอดรักกันทุกวันที่นี่ (แอบอิจฉานะเนี่ย)

 

เดินชมบรรยากาศวนกันไปเวียนกันมาจนใกล้จะย่ำค่ำ

ดูเวลาก็เกือบ 6 โมงแล้ว ... ที่นี่ 6 โมงกว่าๆ ก็เริ่มมืดแล้วหล่ะ

เรา (หมายถึงหมอน้ำปาย) ยังไม่ได้ซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

พอแจ้งความประสงค์แล้ว ... พี่อภิชาติ ... ก็เลยพาพวกเรา

ลัดเลาะไปด้วยความชำนาญมาจนถึงสถานที่ๆ อันตรายสุดๆ

(สำหรับหมอน้ำปาย) นั่นก็คือ .... ย่านเมียงดง (명동) 

เมียงดง เป็นย่านการค้าที่จัดผังเป็นระเบียบดีมาก

เปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้ากลางแจ้ง

อากาศเย็นสบายโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ

และย่านการค้า เมียงดง ก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรานัก

แค่เดินอ้อมไป 2-3 บล็อกก็ถึงแล้ว ......... ^^

 

เมียงดง ไม่เคยขาดลูกค้า .. ทุกๆ วันชาวเมืองในละแวกใกล้เคียง

จะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันไม่ขาดสายโดยเฉพาะวัยรุ่น

เมื่อเลิกเรียนแล้วก็มาจับกลุ่มกันที่ เมียงดง เพื่อดูของสวยๆ งามๆ

ของสินค้ามีระดับ สินค้าเลื่องชื่อ สินค้าทำมือและของกิน ฯลฯ

 

เมียงดง เป็นย่านการค้าที่สะอาดสะอ้าน มีท่อระบายน้ำ มีทางเท้า

มีถนน มีถังขยะ ไม่มีแม้แต่เศษใบไม้ ไม่มีกลิ่นเหม็นและน้ำท่วมขัง

โอ๊ย !!  ดีกว่าจตุจักรบ้านเรามากโขเลยอ่ะ !! 

อย่างแรกที่เราซื้อเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือ ไอศกรีม  (4,000 วอน)

เมื่อคณะเราเดินมาถึงสักพักก็ประสบพบกับร้านไอศกรีมร้านหนึ่ง

คับคั่งไปด้วยนักศึกษาชาย-หญิงในชุดนักเรียน ม.ปลายสีกรมท่า

เป็นไอศกรีมโคน 2 รส  (ก็เหมือนไอติมที่ขายใน KFC บ้านเราอ่ะ)

มีพนักงานหน้าร้านวัย 30 ปลายๆ ตัดผมทรงสกินเฮด

พนักงานผู้นี้ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่พวกเราด้วยการ

พูดภาษาไทย !!  โอ้วววว  พระเจ้าช่วยกล้วยทอด

ในที่สุดเราก็เจอคนเกาหลีคนแรกที่สามารถพูดไทยได้

แสดงว่าที่ เมียงดง แห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่ของคนไทยเป็นอย่างมาก

เจ้าหมอนี่ก็เลยรู้จักวิธีเรียกลูกค้าชาวไทยแบบพวกเราได้ 

ตลอด 4-5 วันที่อยู่ในโซลสังเกตได้ว่าแทบทุกตรอกซอกซอย

จะมีร้าน “ดังกิ้นโดนัท” แต่เราไม่เห็นร้าน “มิสเตอร์โดนัท” เลยอ่ะ

สงสัยคนเกาหลีคงนิยมทานโดนัทของดังกิ้นมากกว่ามั้ง ??

เมียงดง นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของสาวไทย (อย่างเรา)

เพราะมีครบทุกอย่างตามที่ผู้หญิงอยากได้ไม่ว่าจะเป็น

เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า กิ๊ฟชอป ของเล่น และของกิน

รวมถึงยังมีร้าน brand name รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ฯลฯ

หลากหลายยี่ห้อที่คอยล่อตาล่อใจกะเหรี่ยงชาวไทยอย่างเราอีกด้วย

 

ร้านเครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์ดังอย่าง Etude , Skinfood

Missha , The Face Shop ฯลฯ  นี่แทบจะมีทุกซอยเลยทีเดียว

แต่ละร้านก็พยายามเรียกลูกค้าด้วยหลากหลายเทคนิคแตกต่างกัน

เช่นการแจก tester บ้างอะไรบ้าง ... แต่ไม่ได้กินตังค์น้ำปายหรอก

เพราะเราเป็นคนไม่แต่งหน้าอ่ะ ^^ อีกอย่างก็แพ้เครื่องสำอางด้วย

พวกลังคงลังโคมหรือคลินิกอะไรประเภทนี้มิมีบุญได้แตะผิวหน้าเด็ดขาด

นอกจากผลิตภัณฑ์ “จอห์นสัน & จอห์นสัน” เท่านั้น  5555+

ที่จะพอได้ตังค์จากหมอน้ำปายบ้างก็จำพวกน้ำหอมกะลิปมันนี่แหละ

เพราะไปไหนแต่ละทีก็บ้าซื้อน้ำหอมเหลือเกิ๊นนนนน !!

ถ้าใครไป เมียงดง แล้วไม่เจอคนไทยต้องขอบอกเลยว่า

ยังไปไม่ถึงเมียงดงจริงๆ โดยเฉพาะในร้าน Skinfood

ประชากรที่แออัดอยู่ในนั้นกว่า 80% เป็นคนไทยอ่ะ

หลังจากที่แยกย้ายกันใช้เวลา (และเงิน) ในย่านนี้กันพอสมควรแล้ว

ก็ใกล้เวลาที่จะกลับไปรวมตัวกันที่จุดนัดพบตามที่ได้นัดกันไว้

ขณะที่กำลังพากันเดินลัดเลาะไปยังจุดนัดหมาย

และแล้ว !! สายตาเจ้ากรรมของท่านอัยการต้นหลิว

ก็เหลือบไปเห็น TAG Heuer Shop ตั้งตระหง่าน

อยู่ตรงมุมถนนฝั่งตรงข้าม ... 4 มือล้วงกระเป๋า 4 เท้ามุ่งตรงไป

พอเข้าไปก็ใช้เวลาสื่อสารกันพอได้เหงื่อเรา 2 คนก็ได้สิ่งที่ต้องการ

หลังจากที่เคยหาในเมืองไทยแล้วแต่ตอนนั้นราคามันยังสูงไปอ่ะ

นั่นก็คือ TAG Grand Carrera  & TAG Link Lady

มาครอบครองกันคนละ 1 เรือน ^^ สมอยากเจ้าน้ำปายแล้วหล่ะทีนี้

สนนราคาเบาะๆ ทั้ง 2 เรือนรวมกันก็ไม่มากไม่มายเท่าไหร่ (แหะๆๆๆ) 

ก็แค่ทำให้บัตรเครดิต American Express และบัตร visa

ของท่านอัยการต้นหลิวมีรอยไหม้เป็นริ้วๆ ไปพอสมควร  55555+

เดินออกมาจาก shop ก็เจอพวกเรารออยู่เกือบครบจำนวนสมาชิก

พี่อภิชาติ ... แจ้งว่าอีกสักครู่รถบัสจะมารับพวกเราตรงจุดนี้

เพื่อจะไปทานอาหารและไปดูโชว์กัน ^^ ว้าว !! สนุกหล่ะ

ระหว่างทางได้ผ่านสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นถนนทอดลงเนินเขาไป

มีแสงสีม่วงนวลตาสว่างไสวเห็นวิบๆ วับๆ อยู่เบื้องล่าง

พี่อภิชาติ ... บอกกับพวกเราว่านั่นเป็น “บาร์เกย์”  

 

ที่เกาหลีนั้นไม่ค่อยส่งเสริมเรื่องเพศที่สามสักเท่าไหร่

แต่เท่าที่สังเกตเราก็เห็นมีเกย์และกะเทยจำนวนไม่น้อยเลย

ซึ่งจากการสอบถามเพื่อนหมอเจ้าถิ่นที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

ก็ได้ความว่าส่วนใหญ่พวกนี้เค้าก็จะเดินทางมาผ่าตัดแปลงเพศที่บ้านเรา

อาจเพราะฝีมือแพทย์ไทยนั้นก็ไม่เป็นสองรองใครอีกทั้งราคาก็ถูกกว่า

 

ค่ำนี้ก่อนที่จะไปดูโชว์กัน ... พี่อภิชาติ ... ได้พาคณะของเรามาลิ้มรส

อาหารที่ขึ้นชื่อของเกาหลีอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ บุลโกกิ (Bulkoki)  

มื้อนี้เรากินกับข้าวสวย ซึ่งส่วนใหญ่เขาสั่งจากเมืองไทยนะ

เป็นข้าวสวยพันธุ์เชียงรายซึ่งเม็ดค่อนข้างเหนียว ^^ ก็อร่อยดีอ่ะ

บุลโกกิ คือการเอาเนื้อวัวสดๆ มาหมักตามแบบเกาหลี

แล้วจากนั้นก็เอาไปแช่ไว้ในกระทะร้อน (คล้ายสุกี้) 

รสชาติมันจะออกหวานหน่อยๆ กินกับพวกเครื่องเคียงผักดองต่างๆ

ส่วน กระทะร้อน ต้นตำรับของที่นี่เค้าก็อร่อยดีเหมือนกันค่ะ 

มีให้เลือกทั้ง หมู เนื้อ ไก่ กุ้ง แล้วเค้าก็มีวิธีกินเฉพาะตัวอยู่อย่างหนึ่ง 

ก็คือเค้าจะเอาเนื้อที่ปิ้งสุกแล้วมาห่อกินกับผักหรือสาหร่ายใบใหญ่ๆ 

จะใส่กับแกล้มอะไรเพิ่มเข้าไปก็ได้ตามชอบใจแต่ต้องห่อไส้ให้พอดีๆ คำ

แล้วเอาแบบเข้าปากทีเดียวจบเพื่อให้ได้อรรถรสตามแบบเกาหลีแท้  

 

คนเกาหลีนี่เห็นเค้าหน้าขาวๆ ซีดๆ แต่เค้าก็กินเผ็ดดุเดือดเหมือนกันนะ

มีอยู่มื้อหนึ่งที่พวกเราได้กินข้าวร่วมกับเพื่อนๆ แพทย์ชาวเกาหลี

พี่หมอจากไทยแลนด์คนหนึ่งโดนท้าให้ลองกินพริกเกาหลีเม็ดยักษ์

ตอนแรกพวกเราก็คิดในใจว่า ... โหย !! กินพริกแค่นี้เด็กๆ อ่ะ

คิดว่าคนเกาหลีคงกินเผ็ดสู้คนไทยไม่ได้หรอก ^^ แล้วอีกอย่าง

ไอ้พริกเม็ดใหญ่มันก็คงจะเหมือนกับพริกหยวกที่ออกหวานนิดหน่อย  

พวกเราก็เลยยุให้พี่เค้ารับคำท้าเพื่อไม่ให้เสียชื่อคนไทย J

 

พี่เค้ามาเล่าให้ฟังทีหลังว่าตอนที่เคี้ยวคำแรกยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร

แต่พอคำที่สองนี่สิ ... น้ำตามันไหลพรากๆๆ มาจากไหนก็ไม่รู้

เดือดร้อนพวกเราชาวคณะต้องช่วยหาน้ำมาดับเผ็ดให้ ... ฮา !!

คนเกาหลีนิยมกินข้าวกับกิมจิเป็นหลักเรียกว่าทุกมื้อจะขาดกิมจิไม่ได้

นอกจากกิมจิแล้วก็มีผักอีก 2-3 อย่างให้พวกเราได้เลือกกินกัน

เช่นหัวบีทรูตสีแดง สาหร่าย และเครื่องดื่มก็จะเป็นน้ำเปล่า

หลังจากที่อิ่มหนำสำราญแล้ว ^^ ก็อย่างที่ .. พี่อภิชาติ .. บอกไว้

ว่าค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พิเศษมากเพราะคณะของเราจะได้ไปดูโชว์

ซึ่งถึงแม้จะจบการแสดงที่ประเทศไทยไปนานแล้ว

แต่ที่กรุงโซลยังมีการแสดงอยู่ที่ Pagoda Theater

ถูกต้องนะค๊าบบบบ !! เรากำลังจะมาดูโชว์ของ Jump นั่นเอง

 

Jump เป็นละครเวทีรูปแบบใหม่ของประเทศเกาหลี 

เป็นละครใบ้ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่การนำเสนอศิลปะการต่อสู้แบบโบราณ

อันได้แก่ เทควันโด้และเทคยอน ผสมผสานกับศิลปะการต่อสู้ของชนชาติอื่น

ในแถบเอเชีย ... เช่นกังฟู คาราเต้ กระบี่กระบอง และมวยจีน

โดยมีมุกตลกขำขันเป็นเสมือน "ผงชูรส"

 

สุนทรีย์ในการสร้างเสียงหัวเราะของ Jump ไม่ได้มาจากมุก

"ตลกเจ็บตัว" เหมือนการแสดงตลกคาเฟ่ในบ้านเรา

และก็ไม่ได้ชูจุดขายอยู่ที่การแสดงแบบ "เล่นจริง-เจ็บจริง"

แต่เป็นการแสดงความสวยงามในท่วงท่าลีลาของวิชาศิลปะป้องกันตัว

และความสามารถในการแสดงภาพทุกแง่มุมของร่างกาย

ผ่านการแสดงตลก ศิลปะการป้องกันตัว และการเต้นรำ  ^__^

 

หลังจากที่ดูโชว์จบ ... เราก็รู้สึกว่าชักเริ่มง่วงแล้วสิ

ระหว่างที่นั่งรถกลับที่พัก Seoul Plaza Hotel ใจกลางกรุง

หนุ่มๆ ชาวคณะก็พูดคุยชักชวนกันไปตะลุยราตรีกันต่อ

โดยไม่ลืมชักชวน + คะยั้นคะยอน้องเล็กจอมซ่าส์อย่างเราด้วย

แต่ไม่ไหวอ่ะ ............. ต้องเตรียมตัวขึ้น present พรุ่งนี้นี้ด้วยสิ

 

โปรแกรมต่อไปในวันเสาร์ ^^ ภาคเช้าเราจะไปเกาะนามิ

ย้อนรอยซีรี่ส์เกาหลีเรื่องดังอย่าง winter sonata กัน

ส่วนภาคบ่ายก็จะไปตะลุยสวนสนุก Everland ย้อนวัยเด็ก

แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคร้า ......... ฝันดีค่ะทุกคน !!

เคล็ด (ไม่) ลับ

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินเที่ยวกรุงโซล :

+ รองเท้าใส่สบายๆ หนึ่งคู่ ... จำเป็นมาก

+ กล้องถ่ายรูป ... จำเป็นรองลงมา

+ น้ำขวดเล็กๆ ก็พอ (เดี๋ยวหนัก) ... จำเป็นนิดหน่อย

+ Traffic Card (교통카드) หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ

และสถานีรถไฟใต้ดิน .. เวลาเติมเงินก็สามารถเติมที่ตู้เติมอัตโนมัติ

แต่ถ้ามีเงินอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ !!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tanthainium วันที่ : 12/06/2010 เวลา : 10.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tanthainium

คิดถึงกิมจิ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
khox วันที่ : 12/06/2010 เวลา : 09.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"

วันนี้เรื่องจุใจ ภาพจุใจ อาหารการกิน ของช็อป โดนใจครับ ขอบคุณครับ

ว่ากันว่า นายลี มยองบัก นี่ฉายาเขาเรียกว่า Mister Impostible ใช่มั้ยครับ ชื่อที่ได้มาเพราะการฟื้นฟูแม่น้ำสายหรือคลองสายนี้นี่เอง ผมเคยอ่านประวัตินานมาแล้วจำไม่ได้ เป็นคนหน่มที่มีวิสัยทัศน์ และฝีมือบริหารสุดยอด ผมจำไม่ได้ว่าเคยอยู่ฮุนได รึเปล่า จากพนักงานธรรมดา พออายุ 28 ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของที่นี่เลย
สุดยอดมาก.........

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
โคมทอง วันที่ : 12/06/2010 เวลา : 02.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ji2551

อาหารน่าทานมากกกกกกกกกกค่ะ...น้ำลายไหลเลยอ่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน