*/
  • ในนามสุรินทร์สโมสร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : surinsamosorn@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-25
  • จำนวนเรื่อง : 93
  • จำนวนผู้ชม : 164008
  • จำนวนผู้โหวต : 252
  • ส่ง msg :
  • โหวต 252 คน
คารวะครูกันตรึม

บทเพลง อาเรเร ขับร้องโดย สุพินเครื่องวิชา อยู่ในชุด บทเพลงกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์ คารวะครู บันทึก เมื่อ พ.ศ 2545..นำโดย ครูพูน สามสี และครูเปรย บุญช่วย

View All
วันเสาร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2550
Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 1993 , 17:04:01 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไปไหว้พระพุทธบาทที่เขาศาลา

โดย...กฤช เหลือลมัย


กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ ผมได้ไปสำรวจพุทธบาทหินพบใหม่ที่วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส ตำบลจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ กับคณะผู้จัดทำวารสารเมืองโบราณวัดนี้ตั้งอยู่บนเขาศาลา เขาหินทรายลูกหนึ่งในเครือข่ายเทือกพนมดองแร็กที่ทอดยาวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก กั้นเขตแดนอีสานตอนล่างกับกัมพูชาตอนบน พื้นที่แถบ นี้แต่เดิมเป็นจุดผ่านของนักเดินทางรุ่นแล้วรุ่นเล่า...พวกเขาขึ้นลงแผ่นดินสูงต่ำผ่านเทือกพนมดองแร็กอันสูงชันเหยียดยาวโดยอาศัยช่องเขาต่างๆ เช่น ช่องตาเมือน ช่องเสม็ด ช่องจอม เป็นต้น (๑)ช่องเหล่านี้มักมีปราสาทโบราณขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างแทบทุกแห่ง  แต่ครั้นสงครามกลางเมืองกัมพูชาระเบิดขึ้นในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ ลามมาถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วทั้งแผ่นดินอุษาคเนย์ พื้นที่ภาคอีสานของไทยช่วงที่เป็นป่าเขาภูสูง รวมทั้งเขตพนมดองแร็กก็พลอยถูกระบายสีแดงทั้งบนแผนที่และในความรู้สึกของผู้คนสืบเนื่องเนิ่นนาน มันกลายเป็นดินแดนที่คุกรุ่นด้วยบรรยากาศการสู้รบ และฝังแน่นไปด้วยกับระเบิดทุกหนทุกแห่ง...เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่ไหนบ้างเท่านั้น

อาจเพราะเหตุนี้เองกระมัง พุทธบาทเขาศาลาจึงพ้นจากความรับรู้มาเนิ่นนานนับร้อยๆ ปีได้อย่างน่าอัศจรรย์

เนื่องจากช่วงที่ไปนั้นเป็นหน้าฝน เมื่อจอดรถข้างกุฏิพระ ตั้งขบวนเดินแถวตอนเรียงหนึ่งเข้าไปตามทางเล็กๆ ตัดผืนป่าดิบไปได้นิดเดียวฝนก็เทลงมา โชคดีที่ไม่หนาเม็ดนัก...หลังจากก้มๆ เงยๆ ข้ามๆ ลอดๆ ต้นไม้ที่ล้มขวางทางไปได้เกือบสิบนาที เราก็ถึงที่ตั้งองค์พุทธบาทถ้าไม่ได้สังเกตหรือระแคะระคายมาก่อน ก็คงไม่มีใครรู้ว่าบนแท่นหินทรายใหญ่สูงพ้นสายตานั้นมีรอยสลักพุทธบาทขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ ใต้แท่นหินนั้นมีกิ่งไม้เล็กๆ นับเป็นร้อยเป็นพันกิ่งตั้งค้ำยันอยู่ ของแบบนี้ผมเคยเห็นที่เขาพระวิหาร ตอนที่ไต่ลงไปใต้หน้าผาเป้ยตาดี แล้วต้องตะลึง เมื่อพบว่ามีก้านไม้เล็กๆ จิ๋วๆ นับร้อยค้ำแผ่นชะง่อนผานั้นไว้ทางด้านทิศใต้ของแท่นหินมีบันไดเหล็กพาดไว้ให้ไต่ขึ้นไปบนลานประดิษฐานพุทธบาท พวกเราสามสี่คนไต่ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ช่างภาพเริ่มตั้งขาตั้งกล้อง บันทึกภาพทั้งเป็นฟิล์มสไลด์สีและระบบไฟล์ดิจิตอล ผมและเพื่อนจดรายละเอียด สเก็ตช์ภาพหยาบๆ เพื่อระบุตำแหน่งของรูปรอยบนฝ่าพระบาทขนาดยักษ์นั้นณ ขณะเวลานั้น ผมยังนึกไม่ออกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ชอบกลๆ อยู่จนกระทั่งอีกสี่เดือนให้หลัง..

นี่เป็นพุทธบาทหินทรายที่ใหญ่มาก ยาว ๓.๒ เมตร ส้นพระบาทกว้าง ๐.๗ เมตร ปลายพระบาทกว้าง ๑.๕ เมตรองค์พระบาทถูกแกะสลักให้ลึกลงไป ๐.๒ เมตร เป็นพระบาทข้างขวา แต่ขนาดนิ้วพระบาทแทบจะเท่ากัน มีลายก้นหอยประดับทั้งส่วนปลายนิ้วและข้อนิ้วที่จริง ผมก็อาจด่วนสรุปไปหน่อย...นี่อาจเป็นศิวบาท, วิษณุบาทหรือบาทของกูรูองค์ใดองค์หนึ่งที่ไม่ใช่พุทธองค์ก็เป็นได้ ที่สำคัญ รูปรอยบนฝ่าพระบาทไม่ใช่สิ่งที่เคยพบเห็นกันมาก่อน ไม่ว่าในสยาม ลาว หรือกัมพูชาพื้นที่กว่าสามตารางเมตรถูกตีเป็นกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เส้นขอบนูน ในกรอบสลักรูปสัตว์ใหญ่น้อยนานาชนิด มีทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระทั่งแมลงและบรรดาตัวอ่อน-ดักแด้ นับคร่าวๆ ได้เกินหนึ่งร้อยสี่สิบกรอบ มีเพียงแถวบนสุดไม่กี่กรอบที่สลักรูปกอบัวและไม้ใหญ่ นอกนั้นคือกองทัพช้าง วัว ควาย อีเห็น นกยูง หงส์ เป็ด ลิง กระต่าย ผีเสื้อ แมงมุม (เจ้านี่มักอยู่ตรงมุมพอดีทุกที) งู ปลา มีกระทั่งปูและตะขาบ มันน่าประหลาดที่ของที่ไม่นึกว่าจะมีก็ดันมีอยู่จริงๆ ฉะนั้น ก็ไม่แปลกสำหรับนักเรียนโบราณคดี ที่แวบแรกจะพากันฟันธงเลยว่า ปลอม" เด็ดๆ !

กลางฝ่าพระบาทและส้นพระบาทสลักลายบัวดอกใหญ่สองดอก...'คุณประภัสสร โพธิ์ศรีทอง' อดีตภัณฑารักษ์สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบอกผมว่า คล้ายกับบัวกลางอกพญานาคราวบันไดปราสาทเขมรมาก ลายเม็ดประคำเข้าแถวเป็นแนวกรอบ ล้อมรอบด้วยกลีบบัวอ่อนโค้งนี้ยังปรากฏเป็นแนวรอบนอกองค์พุทธบาทด้วย และเมื่อผมเพ่งดูนานๆ เข้า ก็ชักเริ่มคุ้นตากับรูปทรงสัตว์ในกรอบสี่เหลี่ยมบางตัว คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะเคยเห็นในพุทธบาทองค์อื่นๆ มาก่อนทว่าการที่มีแต่รูปสัตว์ ก็ทำให้ไม่อาจเปรียบเทียบในเชิงรูปแบบหรือประติมานวิทยากับอะไรได้เลย ดังนั้นเมื่อกลับมาแล้วผมลองเอารูปพุทธบาทนี้ให้เพื่อนที่ไม่ได้เป็นนักโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลปะดู พวกเขาบอกว่ามันน่าสนใจมาก และพากันสงสัยว่าคนทำคิดอะไรอยู่ในใจ จะเป็นพุทธบาทเชิงนิเวศหรือ? หรือเป็นการแสดง "โลก / จักรวาล" ในอีกความหมายหนึ่ง? หรือเป็นการรวมสัญลักษณ์ประจำชุมชน (totem) ในแถบนี้เข้าไว้ด้วยกัน?ประเด็นสุดท้ายนับว่าน่าสนใจ อย่างน้อยหมู่บ้านในชนบทสุรินทร์บางแห่งก็ยังมีร่องรอยการนับถือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ เช่น บ้านตรึม นับถือตะกวด ผมจำได้ว่าพอตกบ่ายๆ ตะกวดที่นั่นจะพากันออกจากรูมาเดินยืดเส้นยืดสายกันยั้วเยี้ยเลยทีเดียว หรือคือการแสดงนิบาตชาดก-เรื่องราวห้าร้อยชาติของพระโพธิสัตวก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้าศากยโคดม? แต่ก็นั่นแหละ เท่าที่ผมจำได้ พระโพธิสัตว์ไม่ทรงเคยเสวยพระชาติเป็นแมงมุม แมงป่อง หรือว่าผีเสื้อแน่ๆ สรุปแล้วคือเรายังไม่รู้ว่า พุทธ) บาทนี้สร้างขึ้นในระบบความเชื่อใดกันแน่ แต่มันก็ไม่ใช่ของปลอม เพราะลวดลายบางตัวมีความเก่าแก่ร่วมสมัยกับลายเขมรช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ 

ใช่หรือไม่ว่า เมื่อมองในฐานะรูปเคารพ พุทธบาทเขาศาลาก็เป็นของ "จริง" อย่างไม่ต้องสงสัย ยังกิ่งไม้ที่ค้ำแท่นฐานนั้นอีกเล่า มันแสดงถึงน้ำจิตน้ำใจเยี่ยงไร ใครไหนกันที่ตัดแต่ง จัดวาง รองรับรอยประทับบาทของพุทธองค์ ณ กลางป่าแห่งนี้...พุทธศาสนิกชนหรือ? ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการค้นพบพุทธบาทแบบโบราณหลายแห่ง เช่น วัดภูวังทองศิลาอาสน์ ตำบลตะขบ อำเภอปักธงไชย นครราชสีมา หรือ "รอยพระร่วง" บนแก่งหินกลางลำแควน้อย อำเภอนครไทย พิษณุโลก แล้วรอยพวกนั้นก็มีคนสงสัยว่าทำปลอมขึ้นใหม่ทุกแห่งไปแทนที่จะสงสัยอย่างนั้น ผมกลับคิดว่า หรือคติการสร้างและบูชาพุทธบาทจะหวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งเหมือนในอดีตกาล ที่พุทธบาทและพระธาตุเจดีย์ได้ประดิษฐานลงในดินแดนชนบทประเทศอันทุรกันดาร โดย พระสงฆ์อันเป็นพุทธสาวกเป็นผู้เผยแพร่ดอกบัวอันเบ่งบาน / หมุนกงล้อแห่งธรรมอันสถิตอยู่ ณ ใจกลางฝ่าพระบาทนั้นๆ ไม่มีอะไรแปลกปลอม ในเมื่อมันเกิดขึ้นจริงในสถานที่และเวลา...ความจริง / ปลอมของโบราณสถานวัตถุนั้น ใช่หรือไม่ว่าส่วนใหญ่วางอยู่บนมายาคติของโบราณคดี? 

แต่ผมก็เพียงคิดได้เท่านั้นเอง...บางทีมันก็น่าเศร้าเหมือนกัน เมื่อรู้ว่า
เราได้ผ่านเลยอะไรบางอย่าง และไม่มีวันหวนกลับไปได้อีกแล้ว

ตอนที่ผมเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ใหม่ๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น หลังจากชั่วโมง "ศิลปในประเทศไทย" ของท่านอาจารย์ 'หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล' ผ่านไปได้สามสี่ครั้ง ผมกับเพื่อนๆ ก็เริ่มรู้วิธี "ดู" พุทธรูปบ้างแล้วหลังเสร็จงานรับน้องใหม่ เรือลำใหญ่พาเราล่องแม่น้ำเจ้าพระยาจากอยุธยามาแวะที่วังบางปะอิน ระหว่างเดินดูโบราณวัตถุในวัง ผมเหลือบเห็นพุทธรูปนาคปรกศิลาองค์หนึ่ง ไวเท่าความคิด ผมตะโกนถามเพื่อนๆ ว่า "เอ้า...ช่วยกันดูซิ นาคนั่นหน้าเหมือนลิงรึเปล่า?" (นาคหน้าลิงเป็นแบบทวารวดีครับ ถ้าหน้าหมูก็เป็นแบบลพบุรี)เพื่อนคนหนึ่งสะดุ้งสุดตัว มันหันมาทางผม ตามันดุเหมือนเสือขณะตวาดเสียงดังลั่น "เฮ้ย!"...ผมใจหาย นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป

ผ่านมาเกือบสามทศวรรษ แน่นอนว่าผมจำแนกแบบพุทธรูปได้ดีขึ้นมาก แต่เรื่องบางเรื่องก็ทำให้ผมรู้สึกเศร้าใจ...

สี่เดือนให้หลัง ผมไปเขาศาลาอีกครั้ง คราวนี้กับพรรคพวกที่สุรินทร์ เราค้างคืนที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งตรงเชิงเขา ต้มเห็ด ปิ้งปลา ตำส้มกินกันอย่างแซ่บ แล้วผมชวนพวกเขาขึ้นไปพุทธบาทบนเส้นทางเดิม เราเดินกันไปเงียบๆ ฝนที่ขาดช่วงไปก่อนหน้าทำให้ป่าโปร่งขึ้นจนรู้สึกได้ เสียงนกอะไรที่เราไม่รู้จักดังเป็นระยะ ผมแกล้งเดินรั้งท้าย อยากรู้ว่าจะมีใครสังเกตเห็นแท่นหินพุทธบาทนั้นบ้างไหม-ไม่มี พวกเขาเดินเลยไปจนผมต้องเรียกให้ย้อนกลับมาขณะชี้บันไดทางขึ้น และกำลังอธิบายรายละเอียดของขนาด รูปแบบศิลปะ อายุสมัยอยู่นั้น ก็ต้องชะงักอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออกไปเป็นครู่ใหญ่...    

พวกเขา-เพื่อนผมทั้งชายหญิงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงบันได น้องผู้หญิงคนหนึ่งถามผมเบาๆ ว่า "หนูขึ้นได้หรือคะ?" ผมพยักหน้า "ก็ขึ้นไปซี จะได้ถ่ายรูปชัดๆ ไง" เธอลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง จากนั้นก็ถอดรองเท้าเขย่งตัวกราบแบมือสามหนบนแท่นหิน แล้วค่อยๆ ไต่ขึ้นไปช้าๆ พวกที่เหลือก็ทำเหมือนกันทุกคนบนแท่นหิน พวกเขานั่งล้อมรอบพุทธบาท ไม่มีใครยืนค้ำรอยสลักนั้นสักคนเดียว บ้างก็บรรจงเก็บเศษใบไม้ ช่วยกันวิดน้ำที่ขังอยู่ตรงข้อนิ้วพระบาท เช็ดถูจนแห้งสนิทดี อีกคนร้องถามว่า"จะให้ยกกระถางธูปเทียนหลบไปก่อนไหม จะได้ถ่ายรูปได้ชัดๆ" มีเสียงบอกว่า "ไม่ต้อง" ฯลฯเมื่อมองลงไปเห็นรองเท้าหลายคู่ที่ตีนบันได ผมถึงรู้ว่าความรู้สึกแปลกๆ ชอบกลๆ เมื่อมาสำรวจครั้งแรกนั้นคืออะไร...ตอนนั้นดูเหมือนไม่มีรองเท้าที่ตีนบันไดเลยสักคู่เดียว ร้ายกว่านั้น ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองได้มองลงไปจริงๆ หรือเปล่าด้วยซ้ำ


ถึงแม้ผมอาจจะขบปริศนาว่าด้วยศิลปะและประติมานวิทยาของพุทธบาทเขาศาลาได้ในสักวันหนึ่งข้างหน้า...แต่เรื่องบางเรื่องก็ยังคงทำให้ผมรู้สึกเศร้าใจ...
......................................................

(๑) ในหนังสือรายงานประจำปีจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ.๒๕๐๒ กล่าวถึงช่องเขาต่างๆ ในพื้นที่ เทือกเขาพนมดองแร็กของจังหวัดสุรินทร์ จากตะวันตกไปตะวันออกดังนี้ ช่องตาเมือน, ช่องเสม็ด, ช่องทมอกวน, ช่องปราสาทตาวาย, ช่องเหว, ช่องกันเทิง, ช่องจรายประทุน, ช่องเปิง,ช่องจอลดาง, ช่องสวายโดนแก้ว, ช่องโจก, ช่องปะเดก, ช่องเสกเยีย, ช่องระเนียม, ช่องดูล และช่องตำหนักกระแตะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายสำราญ วันที่ : 19/05/2007 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monthien

กูยเซร็นเจาเหยียมแล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายสำราญ วันที่ : 19/05/2007 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monthien

กูยเซร็นเจาเหยียมแหลว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 07/05/2007 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

สวยๆ ภาพสวย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน