*/
  • ในนามสุรินทร์สโมสร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : surinsamosorn@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-25
  • จำนวนเรื่อง : 93
  • จำนวนผู้ชม : 164664
  • จำนวนผู้โหวต : 252
  • ส่ง msg :
  • โหวต 252 คน
คารวะครูกันตรึม

บทเพลง อาเรเร ขับร้องโดย สุพินเครื่องวิชา อยู่ในชุด บทเพลงกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์ คารวะครู บันทึก เมื่อ พ.ศ 2545..นำโดย ครูพูน สามสี และครูเปรย บุญช่วย

View All
วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2553
Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 2187 , 10:27:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปากแพรก ท่าหักพร้าแห่งเมืองพระตะบอง สุวัฒน์  แก้วสุข เรียบเรียง



หนังสือสุรินทร์สโมสร ฉบับที่ ๖ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๑) ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่เล่าขานกันปากต่อปากจนตกทอดถึงปัจจุบันเกี่ยวกับขบวนเกวียนโบราณของพี่น้องชาวสุรินทร์บ้านแกใหญ่ที่เคยรอนแรมไปซื้อปลาแห้งถึง"บ้านปากแพร"เมืองพระตะบองประเทศกัมพูชา
         หมู่บ้านปากแพรกนี้บรรณาธิการสุรินทร์สโมสรให้ความเห็นว่าน่าจะหมายถึงเมือง"บ๊ะเปรีย"ที่ในปัจจุบันเป็นหมู่บ้านเล็กๆในตำบลเปียมเอก อำเภอเอกพนม จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ผมเองก็เห็นสอดคล้องอย่างนั้น ด้วยเหตุเพราะมีหลักฐานจำนวนมากที่บันทึกชื่อ"บ๊ะเปรีย"ว่าเป็นชื่อชุมชนโบราณริมทะเลสาป(บึงตนเลซาป)ที่เคยมีความสำคัญหลายด้านของเมืองพระตะบอง
         ความสำคัญที่ว่านั้นมิได้มีเฉพาะแต่เมืองเขมรเท่านั้นแต่ส่งผลมาถึงประเทศไทยอย่างกว้างขว้าง และยังผูกพันกับวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนชาวเขมรสูงแห่งอีสานใต้ด้วย
         "ปากแพร"กับ"บ๊ะเปรีย"นั้น คำว่า "บ๊ะ"ในภาษาเขมร กับคำว่า"ปาก"ในภาษาไทยตามอักขระแล้วสองคำนี้เขียนเกือบเหมือนกัน(ป+อา+ก)คนไทยออกเสียง"ปาก"แต่คนเขมรไม่ออกเสียง"กอ"จึงพูดแค่"บ๊ะ"แปลว่า หัก ส่วนคำว่า "เปรีย"แปลว่า พร้า
         เมืองพระตระบองในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จัดว่าเป็นเมืองใหญ่ มีพลเมืองนับแสนคน อาณาเขตกว้างขวางกว่าในปัจจุบันมาก ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบัยเตียเมียนเจย และบางส่วนของเสียมราฐ เรียกว่าพื้นมี่แถบนี้ล้วนแต่อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองพระตะบองทั้งสิ้น
         เจ้าเมืองที่ว่านั้นก็คือตระกูลของ"เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์"ที่มีบุตรหลานปกครองและสร้างวัดที่อยู่เมืองพระตะบองสืบทอดกันมาหลายรุ่น พงศาวดารเขมรบันทึกไว้ด้วยว่า เลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ปกครองเมืองนี้ต่างเป็นเขมรแท้กันทั้งนั้น
         สมัยก่อนนั้นเมืองพระตะบองถือเป็นขับขัณฑสีมาแห่งราชอาณาจักรสยาม สามารถเดินทางข้ามไป-มาได้อย่างสะดวก จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีใครห้าม ยิ่งเป็นชาวสุรินทร์ด้วยแล้วยิ่งสบาย เพราะพูดภาษาเขมรกันได้แบบพี่น้องทีเดียว
         สำหรับชาวเมืองพระตะบองแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก"บ๊ะเปรีย"เพราะเป็นชุมชนสำคัญริมทะเลสาบเขมร เ็ป็นท่าเรือหลักของเมือง มีเรือจ้างเดินทางไปเมืองต่างๆ เช่น โพธิ์สัต กำปงฉนัง กำปงจาม พนมเปญ รวมทั้งไปได้ไกลถึงเมืองไซ่งอน (นครโฮจิมินห์)ซึ่งในอดีตเคยเป็นดินแดนเขมรที่เรียกว่า"ไพรนคร"และเป็นท่าค้าขายข้าวที่สำคัญ
         ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ชาวบ้านต้องมาขึ้นเรือที่ท่า"บ๊ะเปรีย"(หักพร้า)แห่งนี้ ในสมัยที่เมืองเขมรเริ่มทันสมัย เรือกลไฟลำแรกๆก็เดินเรือขึ้น-ล่องจากพนมเปญไปพระตะบอง โดยมาจอด ณ ท่าเรือแห่งนี้ สมัยนั้นการสัญจรทางเรือสะดวกสบายและรวดเร็วกว่าทางบกหลายเท่านัก
        แต่ถ้าจะไปกันทางบกก็เห็นจะมีแต่ใช้คาราวานเกวียนเป็นหลักเช่น จะไปกรุงเทพฯ ก็มีทางจากเมืองพระตะบองไปเมืองเปียมเอก จนถึงเมืองอรัญประเทศ จากจุดนี้ก็มุ่งหน้าไปยังกบินทร์บุรีเพื่อเข้ากรุงเทพฯ แต่ถ้าจะไปทางอีสานใต้ต้องเลี้ยวขวาไปข้ามเขาที่ช่องตะโก(จังหวัดยุรีรัมย์)หรือผ่านทางช่องเสม็ดที่จังหวัดสุรินทร์นี่เหละ
         หมู่บ้านบ๊ะเปรีย(หักพร้า)ในช่วงฤดูน้ำจะมีสภาพเป็นชุมชนลอยน้ำไปไหนมาไหนต้องแจวเรืออย่างเดียวหมู่บ้านลอยน้ำอย่างนี้เรียกตามภาษาเขมรว่า"ภูมิบันแดดตึ๊ก"ลักษณะไม่ได้ต่างจากบ้านลอยน้ำที่เคยมีอย่างคับคั่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯสมัยต้นรัตนโกสินทร์เลย
         เมื่อถึงฤดูแล้งการเดินทางทางบกเข้าไปยังบ้านหักพร้าก็พอจะทำได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เท่าที่สอบถามจากชาวเมืองพระตะบองทราบว่าไม่มีถนนจะเข้าไป มีแต่ทางเกวียนผ่านป่ารกเท่านั้น ทุกวันนี้ต้องใช้รถอีแต๋นผลิตในกัมพูชาจึงจะฝ่าฝันเข้าไปรับซื้อปลาของชาวบ้านออกมาได้

พูดถึงทะเลสาบเขมรแล้ว อยากจะย้ำบึงยักษ์แห่งนี้เป็นความฝัน แห่งสุวรรณภูมิก็ว่าได้ มีความผูกพันกับผู้คนทั้งเผ่าไทยและเขมรมาหลายชั่วอายุคน เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด เฉพาะปลาอย่างเดียวก็มากมายมหาศาล จับไม่เคยหมด ปลาจะชุมมากตรงปากน้ำหรือปลาคลองพอเข้าฤดูหนาวช่วงน้ำลด พื้นที่แถวนี้รวมทั้งบ้านหักพร้าจะคึกคักเต็มปด้วยชาวบ้านพายเรือออกมาจับปลากันเต็มไปหมด
         พื้นที่ของทะเลสาบจะมีขนาดใหญ่เล็กไปตามฤดูกาล ตั้งแต่ ๒,๕๐๐-๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลมตร ปัจจุบันกินพื้นที่อยู่ ๕ จังหวัดของกัมพูชา คือ กำปงฉนัง กำปงธม โพธิ์สัต พระตะบอง และเสียมราฐ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบทะเลสาบมีมากกว่า ๑ ล้านคน ส่วนใหญ่ยังพึ่งพิงการทำประมงเหมือนในอดีตกาล
         ภูมิประเทศรอบเมืองบ๊ะเปรียมีสภาพเป็นป่าน้ำท่วม(Submerged forest) หรือภาษาเขมรเรียกว่า"พเร็ยแล็กตึ๊ก" คือในฤดูแล้งจะเป็นป่าเตี้ยๆแต่เมื่อเข้าฤดูฝนน้ำจะหลากมาท่วมเต็มไปหมด เป็นสภาพธรรมชาติที่ไม่มีปรากฎให้เห็นในบ้านเมืองเขมรสูงอย่างเรา ต้นไม้เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นไม้ไม่สูงนัก แต่น้ำจะท่วมอย่างไรก็ไม่ตาย ยังพอเห็นกิ่งใบเขียวขจีเป็นหย่อมปริ่มน้ำ หรือไม่ก็จมมิดใต้น้ำไปเลย
        สมัยก่อนชาวบ้านรอบทะเลสาบมีอาชีพอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การทำ "น้ำมันปลา" พวกเขาจะจับปลาเล็กปลาน้อยที่คนไม่กินกันมาเคี่ยวในกะทะร้อนจะไขออก แล้วแยกไขปลาออกจากเศษกระดูกด้วยวิธีง่ายๆคือเทลงในน้ำให้ไขปลาลอยฟ่องบนผิวน้ำ จากนั้นจึงช้อนตักใส่ภาชนะ
         ไขปลาที่ได้มาก็คือน้ำมันอย่างดี ใช้จุดตะเกียง จุดโคมส่องสว่างได้ชาวเขมรเรียกน้ำมันชนิดนี้ว่า"คลัญ-ตแร็ย" เป็นขอลขายได้ราคาดี พวกพ่อค้าชาวจีนจะมารอรับซื้อเอาไปขายถึงเมืองกรุงเทพฯ สมัยนั้นยังไม่มีน้ำมันก๊าดหรือเบนซิน ใช้กันแต่ตะเกียงไขปลานี้แหละ เป็นอุตสาหกรรมของชาวบ้านที่สาบสูญไปนานแล้ว
         หมู่บ้านหักพร้าซึ่งมีที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบจึงอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เป็นเมืองที่คนต่างถิ่นพากันมาจับปลา ชาวเขมรในสมัยนั้นก็เหมือนกับคนไทยที่ชอบกินปลาเป็นอาหารหลักและจะเลิกกินแต่ปลาตัวโต พวกปลาซิวปลาสร้อยไม่นิยมกิน
         ทุกวันนี้"ตแร็ยฮเอีร"(ปลากรอบ)แห่งทะเลสาบเขมร ยังคงความมหัศจรรย์ในรสชาติไม่มีที่ไหนจะเปรียบได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นปลาเนื้ออ่อนขนาดตัวเท่าแขน ไม่ว่าจะทำยำปลากรอบหรือต้มโคล้งเผ็ดแซ่บๆ รสชาติอร่อยอย่างไม่รู้ลืม ปลากรอบเมืองเขมรเป็นของฝากที่มีราคาสูงนับพันบาทต่อหนึ่งกิโลกรัมเลยที่เดียว

มีหนังสือเขมรเรื่อง"บัตตำบองสมัยลูก-มจ๊ะส์"แปลว่า"พระตะบองเจ้าเมือง(สยาม)"พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ได้บันทึกข้อมูลที่น่้าสนใจมากว่า สมัยที่สยามปกครองเมืองพระตะบองเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หลังการเก็บเกี่ยวไร่นาแล้ว จะมีกองเกวียนของชาวสุรินทร์นับร้อยเล่มเดินทางมายังทะเลสาบเขมร พวกเขาจะพักค้างเเรมอยู่หลายวันเพื่อจับปลาสารพัดชนิดเอามาทำปลาย่าง ปลาแห้ง และทำปลาร้าด้วย ตั้งหน้าตั้งตาทำจนพอใจแล้วบรรทุกใส่เกวียนกลับไปบ้านเมืองของตน
         มีหลักฐานอีกประการหนึ่งน่าตื่นเต้นมาก คือได้พบแผนที่สำรวจของ"นายเอเตียง เอโมมิเยร์"นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษที่เดินทางมายังเมืองพระตะบองเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนนั้น ได้บันทึกชื่อ"เปียม บ๊ะ เปรีย"(Peam Bak Prea) ไว้เป็นเมืองท่าปากแม่น้ำสะแก (เปียม แปลว่า ปากแม่น้ำ) และไม่ไกลจากกันนักก็ยังมีชุมชนที่เรียกชื่ออย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า"กำปงประเฮ๊าะ" แปลว่า ท่าปลาร้า อยู่ในแผนที่ของนักสำรวจผู้นี้ด้วย
         หลักฐานที่ปรากฏนี้สอดคล้องอย่างสมเหตุสมผลกับแรงจูงใจของชาวสุรินทร์ในอดีตที่พากันรอนแรมไปจนถึงเมืองพระตะบองเพื่อจับปลาที่มีอยู่อย่างชุกชุมในทะเลสาบเขมรเป็นเรื่องเล่าขานที่สะท้อนภาพชีวิตแห่งความเอื้ออาทร การแบ่งปันต่อเพื่อนมนุษญ์ผู้มาจากต่างถิ่นซึ่งแทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้วในปัจจุบัน
        ในแง่นี้เชื่อได้ว่า"บ้านปากแพรก"กับ"บ้านบ๊ะเปรีย"เป็นเมืองเดียวกัน หรืออยู่ริมทะเลสาบไม่ไกลจากกันนัก
 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน