*/
  • ในนามสุรินทร์สโมสร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : surinsamosorn@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-25
  • จำนวนเรื่อง : 93
  • จำนวนผู้ชม : 164879
  • จำนวนผู้โหวต : 252
  • ส่ง msg :
  • โหวต 252 คน
คารวะครูกันตรึม

บทเพลง อาเรเร ขับร้องโดย สุพินเครื่องวิชา อยู่ในชุด บทเพลงกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์ คารวะครู บันทึก เมื่อ พ.ศ 2545..นำโดย ครูพูน สามสี และครูเปรย บุญช่วย

View All
วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553
Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 3450 , 16:57:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ไหมโฮล โหวตเรื่องนี้

ตำบลท่าสว่าง ท่าเกวียนบนเส้นทางโบราณของเมืองสุรินทร์  สุวัฒน์ แก้วสุข เรียบเรียง
จากหนังสือ "สุรินทร์สโมสร"  ปีที่ ๒  ฉบับที่ ๗  (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๑)

                                

"ทมอ...ตระเปียงเตีย...กันตรวจระมวล...อำปึล...ตะตึงไถง"
         ชื่อแปลกๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นชื่อหมู่บ้าน ตำบล ในจังหวัดสุรินทร์ทั้งสิ้น นี่ไม่ใช่ชื่อภาษาไทย แต่เป็นภาษาเขมรแบบที่เขาพูดกกันอย่างชัดถ้อยชัดคำอยู่ในประเทศกัมพูชา
         ชื่อบ้านเมืองที่เป็นคำเขมรในจังหวัดสุรินทร์มีอยู่อย่างมากมายหลายแห่งตามพื้นที่ชนบท เลยไปถึงจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษก็ยังพบเห็นได้ไปทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวอีสานใต้แต่อย่างใด
         ชาวสุรินทร์นั้นแม้ว่าจะคุ้นเคยกับภาษาเขมรมาตั้งแต่เกิด แต่ส่วนใหญ่จะรู้แต่ภาษาพูด น้อยคนจะอ่านเขียนได้ ทำให้บางครั้งเมื่อเจอกับเขมรบางคำก็จนปัญญาจะรู้ความหมายเหมือนกัน ยิ่งเป็นชื่อเก่าก็ยิ่งยากจะรู้ไปถึงต้นตอรากเหง้าเดิมได้ ปัญหาทำนองนี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เมื่อพูดจาสื่อสารกันไปสื่อสารกันมา สำเนียงก็เพี้ยนไปได้เสมอ
         ในสมัยที่มีข้าราชการจากส่วนกลางเดินทางเข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อทำทะเบียนชื่อชุมชนทางอีสานใต้พวกเขาก็เคยงุนงงก็ชื่อบ้านเมืองที่เป็นคำเขมรเหล่านี้จนจดบันทึกผิดๆถูกๆ ไม่ตรงกับเสียงจริงมาแล้ว บ้างครั้งก็เห็นว่าหมู่บ้านบางแห่งเรียกชื่อพิกลนัก ไม่เป็นไทย จึงเขียนให้อ่านง่ายขึ้น หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อไปเลยก็มี ชาวบ้านก็ไม่รู้จะทักท้วงอย่างไร เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจึงอยากจะสืบสาวได้ว่าแต่ละชื่อนั้นมาจากคำพื้นถิ่นคำใดกันแน่
         สำหรับคนที่มาจากภาคอื่นนั้นจะไม่มีทางรู้ความหมายได้ด้วยตัวเองเลย ยิ่งเมื่อแวะเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว ได้ยินคนเขาส่งสำเนียงเขมรกันก็อาจถึงก็ไม่อยากเชื่อว่านี้เป็นเขตแดนของไทยจริงหรือ? คนต่างถิ่นเขาคิดกันอย่างนั้นจริงๆ เป็นความรู้สึกแรกที่ได้มาสัมผัส
เมืองสุรินทร์ของเรา

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสติดตามบิดามารดาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในตำบล"ท่าสว่าง" เป็นวัดเล็กๆ ชื่อ "มูลานิเวศน์" บิดาบอกว่าในอดีตเป็นวัดเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านซึ่งเคยอุปสมบทที่นี่เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ ต่อมาก็ย้ายไปจำวัดอยู่ในตัวเมืองและใช้ชีวิตในบรรพชิตอย่างยาวนานนับสิบปี
         ตำบลท่าสว่างอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ ๑๐ กิโลเมตรเศษ แม้จะไม่ไกลนัก แต่สภาพของชุมชนยังคงความเป็นชนบทอยู่ในหลายด้าน บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างขนานไปตามถนน พ้นจากบ้านช่องไปแล้วก็จะเห็นแต่ท้องไร่ท้องนาและต้นไม้พืชพรรณมองไปได้ไกลสุดสายตา
         สมัยก่อนผมเคยรู้สึกแบบเด็กๆว่าชุมชนแถวนี้ช่างดูเป็นบ้านนอกเสียเหลือเกิน ถนนหนทางบางช่วงยังไม่ได้โรยด้วยลูกรังด้วยซ้ำ มีแต่ดินฝุ่นตลบ ไปไหนก็ไม่ค่อยเจอบ้านช่องผู้คน มีแต่ต้นไม้ใหญ่น้อยจนแลดูเป็นป่าไปหมดถ้าไม่มีต้นหมาก ต้นพลู ที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ก็แทบดูไม่ออกว่าเป็นเขตชุมชนที่มีบ้านยุ้งฉางปลูกสร้างอยู่
         พอตกค่ำ ทุกอย่างจะมืดมอดเงียบสงัด เห็นแต่แสงสลัวของตะเกียงจากบ้านที่อยู่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง มีเสียงหรีดหริ่งเรไรระงม ช่วงหวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ถ้าคนในเมืองที่ไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศอย่างนี้ต้องระเห็ดเข้าไปค้างคืนมีหวังกลัวๆหวาดๆจนนอนแทบไม่ได้ทีเดียว
         ทุกวันนี้การพัฒนาได้เข้าไปถึงชุมชนบ้างแล้ว มีทั้งไฟฟ้าและโทรศัพท์จะลำบากอยู่บ้านก็แต่เรื่องน้ำทำการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อยู่ชั่วนาตาปี
         วัดมูลานิเวศน์มีที่ตั้งอยู่ที่หมู่ ๘ ของตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสรินทร์ คำว่าหมู่ ๘ ก็คือ "หมู่บ้านกาเกาะ"อันเป็นทำเลที่ตั้งอยู่ตรงนั้นเอง ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อวัดว่า "วัดกาเกาะ"  ไปตามชื่อหมู่บ้าน
         บ้านท่าสว่างเป็นชุมชนเก่าของเมืองสุรินทร์ ในอดีตก็เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ผู้คนพูดภาษาเขมรสำหรับติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ในบริเวณใกล้เคียงจึงมีหมู่บ้านชื่อแปลกอย่าง"บ้านจะแกโกน"และ"บ้านจะแกแสรง" ซึ่งเป็นชื่อเขมรขนานแท้ที่ทั้งชาวสุรินทร์และชาวเขมรในประเทศกัมพูชาต่างพูดสำเนียงได้ตรงกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย
         ชื่อพวกนี้จะเก่าแกโบราณแค่ไหนผมก็ไม่มีปัญญาจะรับรู้ได้ แต่สะกิดใจอยู่บ้างกับความหมายของคำว่า"จะแกโกน" ซึ่งแปลว่า ลูกสุนัข และ "จะแกแสรง" ที่หมายถึงสุนัขขี้เรื้อน เหตุใดเข้าจึงตั้งชื่อบ้านเมืองอย่างนี้ ดูแลไม่เป็นมงคลนัก ทำให้คนตีความไปต่างๆ นานา ผมเคยสอบถามคนในท้องถิ่นเขาก็ยืนยันไม่ได้แน่ชัด
         นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องชื่อบ้านนามเมือง เพราะรู้สึกว่าเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว
         (จากการศึกษาค้นคว้าของมงกุฏ แก่นเดียว ปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ ได้ความว่า คำว่าจะแกแสรงนอกจากจะเป็นคำที่ใช้เรียกหมาขี้เรื้อนแล้ว ยังเป็นชื่อต้นไม่ใหญ่ชนิดหนึ่ง ใช้ใบเป็นยา เปลือกและใบมีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นของหมาขี้เรื้อน ภาษาำไทยเรียกว่า "ต้นสะแกแสง" อย่างอำเภอขามสะแก จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น)
         เรื่องราวของบ้านท่าสว่างคงจะไม่มีอะไรมากหากมิได้สนทนากับท่านเจ้าอาวาส "พระอธิการเยียน จันทโชโต" แม้ว่าท่านจะยังไม่สูงอายุ แต่ความที่มีพื้นแพอยู่ในท้องถิ่นจึงรอบรู้เรื่องในอดีตของชุมชนเป็นอย่างดี
         ท่านเล่าให้ฟังว่า วัดมูลานิเวศน์ ก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๓๖ ฟังแล้วก็สะดุ้ง เพราะเท่ากับว่าก่อตั้งวัดขึ้นในช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อันเป็นช่วงเวลาไม่นานหลังจากได้รับพระราชทานชื่อ "สุรินทร์" ให้เป็นชื่อเมืองแทนชื่อ "ผไทสมันต์" ความเก่าแกถือได้ว่าคู่ขนานมากับชื่อจังหวัดทีเดียว
         ตามคำบอกเล่าจากสมัยปู่ทวด บ้านท่าสว่างเป็นชุมชนสำคัญในย่านนี้ เพราะเคยเป็นจุดแวะพักของขบานเกวียนที่เดินทางไปๆมาๆ โดยเฉพราะกองเกวียนจากบ้านเพี้ยราม (ปัจจุบันมีฐานะเป็นตำบล) จะมาถึงที่นี้ช่วงเวลาฟ้่าสางพอดี ได้เวลาพักหุงหาอาหารกินก่อนจะมุ่งหน้าเข้าเมืองหรือไปที่อื่นต่อ
         นี้คือเหตุผลที่ชาวบ้านเรียกชุมชนนี้ว่า "ท่าสว่าง" ซึ่งก็คือ "ท่าเกวียน" ในอดีตนั่นเอง ปัจจุบันพอจะเปรียบเทียบเป็นท่ารถหรือสถานีขนส่งอะไรทำนองนั้น
         ที่เรียก "ท่าสว่าง" มิใช่หมายความว่าชาวบ้านต้องอดหลับอดนอนเดินทางกันตลอดทั้งคืน ที่จริงแล้วพวกเขาจะเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อลุกขึ้นตั้งแต่ตีสี่ตีห้า แล้วก็เก็บข้าวของคุมเกวียนออกเดินทางจากหมู่บ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเป็นช่วงที่สบายที่สุด ไม่ต้องเดินฝ่าแดดร้อน
         เมื่อได้ตรวจสอบชัยภูมิของบ้านท่าสว่างดูแล้ว ก็พอจะยืนยันอย่้างไม่ลังเลว่า "ท่าเกวียน" แห่งนี้ ตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรของผู้คนในอดีตจริงๆ
         ถนนดังกล่าววิ่งออกจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านชุมชนหลายแห่ง อาทิ บ้านท่าสว่าง บ้านจะแกโกน บ้านจะแกแสรง บ้านกาเกาะ บ้านเพี้ยราม และยังมีทางแยกไปถึงเมืองสำคัญอย่าง เมืองลีง จอมพระ ท่าตูม ชุมพลบุรี และสตึกอีกด้วย
         ถนนสายเล็กๆ อย่านี้แหละเคยเป็นทางเกวียนเก่าแก่ที่ใช้สัญจรกันมาแล้วหลายชั่วอายุคน
         พ่อพาผมเดินเข้าไปด้านหลังวัดมูลานิเวศน์ แล้วชี้ให้ดูหนองน้ำ ๒ แห่ง ซึ่งมีน้ำเต็มทั้ง ๒ สระ พ่อบอกสมัยเป็นเด็กน้ำตรงนี้เคยมีอยู่ติดๆกันถึง ๓ สระ มีน้ำตลอดทั้งปี เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ที่สำคัญของคนในหมู่บ้าน ผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาก็มักจะแวะพักและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่อยู่ตรงวัดนี้ การเลือกหาสถานที่หยุดพักกลางทางไม่ว่าจะค้างแรมหรือไม่ก็ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับคนและวัวควายเสมอ
         การใช้เกวียนเป็นพาหนะเดินทางจึงถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับชาวอีสานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีเกวียนหนึ่งหรือสองเล่ม มีคอกเลี้ยงวัวควาย และเก็บกองฟางไว้สูงท่วมหัว เป็นเอกลักษณ์ชนบทที่พวกเราคุ้นเคยกันดี
         เมืองที่เคยเป็นท่าเกวียนอย่างบ้านท่าสว่างนั้นน่าจะมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค เป็นสถานที่ชุมชนทางการค้าพาณิชย์ และศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างสมาชิกในชุมชนกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง  ความสำคัญนั้นไม่ด้อยไปกว่าวัดวาอารามหรือตลาดชุมชนเลย

การตัดไม้เพื่อนำมาทำเกวียนขาย เคยเป็นธุรกิจสำคัญไม่ต่างจากการซื้อขายรถยนต์ในปัจจุบัน ผมยกตัวอย่าง "บ้านระแงง" ก็เคยมีชื่อเสียงในการทำเกวียนคุณภาพดีส่งขายไปทั่ว ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่อุดมสมบูรณ์ ในแง่นี้ "บ้านระเเงง" หรือ "กุดผไท" ก็ต้องเคยเป็นชุมทางเกวียนมาก่อนอย่างแน่นอน
         (ระแงง เป็นชื่อต้นไม้ในภาษาเขมร หมายถึงต้นติ้ว ซึ่งมีมากในชุมชนปัจจุบันเป็นตำบลอยู่ในอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ )
         ตามข้อเท็จจริงนั้น ชนชาติไทย ญาน จาม เขมร และลาว ต่างนิยมใช้เกวียนเป็นพาหนะเดินทางกันทั้งนั้น มีคำศัพท์เรียกเกวียนตรงกันอยู่คำหนึ่ง
         ภาษาเขมรใช้คำว่า "ระเต๊ะ" หรือ "โร-เท๊ะ" ไทยกับลาวก็เรียกเหมือนกัน แต่ออกเสียงเป็น "ระแทะ" ศัพท์คำนี้นักวิชาการบอกว่าเป็นคำโบราณที่ยืมมาจากภาษาอินเดีย (ไม่ใช่สันสกฤต) เก่าจนไม่รู้ว่าเป็นสมัยไหนแน่
         ในเมืองไทยเมื่อพูดถึง "ระแทะ" ก็มักจะนึกไปถึงเกวียนขนาดเล็กที่มีหลังคาไว้กันแดดกันฝนใช้วัวลากเพียงตัวเดียว ส่วนใหญ่ทำสำหรับให้คนนั่งคนเดียว เวลาเดินทางไปไหนไกลๆ ซึ่งจะไปได้เร็ว เพราะมีน้ำหนักไม่มากระแทะอย่างนี้เองที่พวกเจ้าขุนมูลนายและผู้มีฐานะทั้งหลายนิยมใช้นั่งกัน ยิ่งรวยก็ยิ่งตกแต่งให้ดูสวยสมฐานะ
         สมัยที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชนุภาพ เสด็จฯมาตรวจราชการทางอีสานเมื่อปลาย พ.ศ. ๒๔๔๙ พระองค์ทรงเคยสมบุกสมบันประทับนั่งเกวียนระแทะไปตามพื้นที่กันดารต่างๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีทั้งรถไฟและรถยนต์ จะเดินทางไปได้ก็แต่กับเกวียนหรือม้าเท่านั้น 
        ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อฝรั่งเศสนำรถไฟเข้ามาใช้ในกัมพูชาภาษาเขมรก็เกิดคำศัพท์เรียกรถไฟว่่า "ระต๊ะพลืง" เขียนสะกดด้วยอักษรแบบเดียวกับ "ระแทะ" นี่แหละ
         ความที่ระแทะมีลักษณะคล้ายรถตู้ มีหลังคากันแดดฝนและมีล้อใหญ่แข็งแรง ประกอบกับขบวนรถไฟในสมัยนั้นยังไม่ยาวนัก มีตู้โดยสารสองหรือสามตู้ลากด้วยหัวรถจักรที่เผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยไฟฟืนจนควันโขมง ดูไปก็เหมือนเอาเกวียนมาต่อๆ กันแล้วลากไปตามทาง คงอย่างนี้กระมังจึงพากันเรียกว่า"ระเต๊ะพลืง"(เกวียนไฟ) หรือรถไฟนั้นเอง
 คำว่า "ระเต๊ะ" มีใช้เป็นปกติอยู่ในชีวิตประจำวันของชาสวกัมพูชา ใช้กันหลายคำที่เดียว เช่น ระเต๊ะโก (ใช้วัวลาก) ระเต๊ะแส๊ะ (ใช้ม้าลาก) ระเต๊ะกระเเบ็ย (ใช้ควายลาก) แถมยังมีคำศัพท์สมัยใหม่ว่า "ปุล-ระเต๊ะ" แปลว่า เมารถด้วย
         ดังนั้นคำว่าเกวียนก็คงจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในระบบภาษาพูดของกัมพูชาไปอีกนานแสนนาน ยากที่จะสูญหาย กลายเป็นคำโบราณที่ไม่มีใครรู้จัก ในแง่นี้รู้สึกว่าจะแตกต่างจากบ้านเราที่มีคนพยายามสรรหาคำศัพท์แปลกๆมาใช้ตลอดเวลา ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร พูดกันจนวิบัติภาษา
 สภาพบ้านเมืองในปัจจุบันนั้น อะไรต่อมิอะไรก็ช่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เราแทบไม่เห็นชาวไร่ชาวนาใช้วัวลากเกวียนเสียงดังออดแอดไปตามทางอีกแล้ว วิถีชนบทเก่าๆ กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปอีกหนึ่งบทโดยเราก็อาจไม่ทันได้รู้ตัว
         ทุกวันนี้ตามบ้านในชนบทห่างไกลยังพอมีซากเกวียนและชิ้นส่วนเกวียนเหลือให้เห็นบ้าง ล้อเกวียนจะเห็นมากที่สุด ในระยะหลังมีคนจากในเมืองตระเวนเช้าไปซื้อเกวียนจากชาวบ้านเพื่อนำไปตกแต่งประดับบ้านเรือน
         แต่ประโยชน์ใช้สอยอย่างเช่นในอดีตคงไม่มีอีกแล้ว…

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน