*/
  • ในนามสุรินทร์สโมสร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : surinsamosorn@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-25
  • จำนวนเรื่อง : 93
  • จำนวนผู้ชม : 164665
  • จำนวนผู้โหวต : 252
  • ส่ง msg :
  • โหวต 252 คน
คารวะครูกันตรึม

บทเพลง อาเรเร ขับร้องโดย สุพินเครื่องวิชา อยู่ในชุด บทเพลงกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์ คารวะครู บันทึก เมื่อ พ.ศ 2545..นำโดย ครูพูน สามสี และครูเปรย บุญช่วย

View All
วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม 2558
Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 1490 , 11:47:35 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

การคล้องช้างอันยิ่งใหญ่ต้อนรับเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
เป็นหนึ่งในบางตอน ของหนังสือชุด "ศาสตร์แห่งการจับช้างของชาวสยาม" 
อัษฎางค์ ชมดี และคณะ ได้เรียบเรียงขึ้นจากเอกสารและการพบปะพูดคุยกับผู้รู้ในพื้นที่ต่างๆ ในหลายปีที่ผ่านมา


ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ สมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกก่อตั้งได้ ๑๘ ปี นิตยสารของสมาคม ฉบับที่ ๑๒ ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๙ (ค.ศ.๑๙๐๖) ได้พิมพ์เผยแพร่สารคดีและภาพถ่ายประเทศสยามเป็นครั้งแรก (ขณะนั้นนิตยสารราคาเล่มละ ๒๕ เซ็นต์) สารคดีเรื่องนั้นชื่อว่า “The Greatest Hunt in the World” หรือ “การคล้องช้างอันยิ่งใหญ่” บันทึกถ้อยคำโดย “อีไลซา รูหะเมาะห์ สกิดมอร์” (Eliza Ruhamah Scidmore) กล่าวถึงเรื่องราวการคล้องช้างที่เพนียดอันยิ่งใหญ่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕  

อีไลซา รูหะเมาะห์ สกิดมอร์ จรดปากกาเขียนบันทึกด้วยอาการตื่นตะลึงในสิ่งที่ได้พบเห็น

การล่าสัตว์หรือการไล่ต้อนสัตว์ใดทั้งปวงมิอาจเทียบการคล้องช้างของพระเจ้ากรุงสยาม การคล้องช้างเป็นธรรมเนียมโบราณของเมืองสยามที่มากสีสัน แม้วันเวลาล่วงมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แต่ก็ยังคล้องช้างตามแบบแผนโบราณ เป็นที่โปรดปรานของบรรดาราชสำนักชาวพระนคร และชาวบ้านที่พำนักอยู่ริมน้ำรายรอบกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา แม้พระเจ้ากรุงสยามจะเคยรับสั่งให้คล้องช้างปีละครั้ง แต่ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงสยามพระองค์นี้ว่างเว้นไปบ้าง เนื่องจากทรงเสด็จประพาสยุโรปด้วยพลานามัยไม่สมบูรณ์ และความวุ่นวายในกรณีพิพาทกับอินโดจีนฝรั่งเศส

สยามกำลังเร่งรัดพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย ความเจริญก้าวหน้าและการเกษตรสมัยใหม่ การขยายเส้นทางรถไฟและการชลประทานได้เปลี่ยนป่าดงกลับกลายเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ เสียงหวูดรถไฟแผดสะท้านกลบเสียงร้องคำรามของช้างป่า และขับไล่ช้างป่ากระเจิงเข้าป่าลึกไป

เมื่อล่วงถึงปี พ.ศ.๒๔๔๕ เมืองสยามมีทั้งรถยนต์และรถม้าจากอังกฤษ ที่หน้าพระบรมมหาราชวังก็จัดตั้งปืนกลแบบญี่ปุ่น ช้างในงานราชการมีไว้เพียงประดับพระเกียรติยศ การใช้ช้างคงมีเพียงงานชักลากไม้ออกจากป่าและสำรวจเส้นทางทุรกันดารตามป่าเขา เนื่องจากช้างมีพละกำลังมหาศาลและฉลาดหลักแหลมกว่าเครื่องจักรกลของชาวอเมริกัน

การคล้องช้างครั้งนั้นจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕ ที่เพนียดหลวงพระนครศรีอยุธยา อดีตราชธานีของสยาม เพื่อความสำราญในพระราชหฤทัยในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จนิวัติพระนครหลังทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และทรงเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา การคล้องช้างครั้งนั้นเป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

ก่อนวันคล้องช้างหลายสัปดาห์ พนักงานกรมช้างออกไปไล่ต้อนช้างป่ามาจากทางเหนือและทางตะวันออก มีช้างต่อโอบล้อมช้างป่ามาราวสองสามร้อยตัว แล้วต้อนมาทางริมน้ำรอข้ามลำน้ำเพนียดไปยังเพนียดหลวง

พระเจ้ากรุงสยาม เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระราชวังบางปะอิน พร้อมกับทูตและแขกชาวต่างประเทศ แล้วเสด็จฯ ไปอยุธยาด้วยเรือครอบประทุนอันสะดวกสบาย ชาวกรุงเทพฯ โดยสารรถไฟไปกันแน่นขนัด ชาวบ้านที่พำนักอยู่ริมน้ำพายเรือมาตามลำน้ำลำคลองมุ่งหน้าสู่เพนียดหลวง กรุงเก่าอยุธยาที่เงียบสงัดวังเวงกลับครึกครื้นคล้ายเมื่อครั้งเคยเป็นราชธานีอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย

เจ้าพนักงานกรมช้างต้อนโขลงช้างออกจากป่าดงลงน้ำในคลองเพนียด เรือนับร้อยลอยลำทอดระยะห่างจากโขลงช้างลงเล่นน้ำด้วยหวั่นเกรงอันตราย เมื่อช้างป่านับร้อยลงเล่นน้ำครึกโครม ฝูงคนก็โห่ร้องตะโกนจนช้างป่าแตกตื่นร้องคำรามก้อง บางตัวสะบัดงวงพ่นน้ำท่าทางน่ากลัว รายรอบโขลงช้างป่ามีช้างต่อยืนขนาบล้อมป้องกันช้างป่าแตกโขลงหนี ช้างต่อยืนส่ายงาไปมาและโบกสะบัดใบหู เมื่อได้สัญญาณ ช้างต่อก็ต้อนโขลงช้างป่าเดินผ่านทุ่งหญ้าเข้าเพนียด

เพนียดจัดทำเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกก่อเชิงเทินเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนา ๖ ศอกมั่นคงแข็งแรง ด้านในปักเสาไม้ซุงสูง ๑๒ ฟุต รัดด้วยเหล็กแน่นหนา ระหว่างเสาไม้ซุงเว้นช่องเพียงให้ชาวสยามร่างบางเล็ดลอดหลบจากเพนียดได้ทันหากถูกช้างไล่

พระที่นั่งสำหรับทอดพระเนตรและให้บรรดาทูตและแขกชาวต่างประเทศทอดทัศนาการคล้องช้างปลูกคร่อมเชิงเทินด้านตะวันตกของเพนียด พระเจ้ากรุงสยามโปรดฉายพระรูป จึงให้สร้างพลับพลาขึ้นอีกด้าน เนื่องจากทิศตะวันตกเป็นทำเลไม่เหมาะกับการตั้งกล้องถ่ายรูป ที่พลับพลามีกล้องใหญ่น้อยหลายตัว พระเจ้ากรุงสยามทรงฉายภาพในเพนียดและทูตที่ทรงคุ้นเคยเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย ผู้ที่มาชมการคล้องช้างมีกล้องถ่ายรูปมาด้วยแทบทั้งนั้น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถ่ายภาพพระเจ้ากรุงสยามและพระบรมวงศานุวงศ์ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการหรือบัญชา อันเป็นธรรมเนียมที่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่แม้ในยุคที่สยามกำลังพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย

เมื่อโขลงช้างป่าเดินตามปีกกามาถึงทางเข้าเพนียดก็แตกตื่นเบียดเสียดส่งเสียงร้องอึงอล เนื่องจากต้องเดินเข้าประตูทีละตัว แม้ปิดประตูแล้ว แต่ช้างต่อยังต้องช่วยพยุงช้างป่าที่เจ็บให้เดินต่อ และงัดช้างป่าที่ล้มตายให้พ้นทาง การคล้องช้างทุกครั้งมักมีช้างป่าถูกเบียดจนถึงซี่โครงหัก หรือไม่ก็ล้มตายเสมอ เป็นเพราะว่าระหว่างเดินเข้าประตูซองช้างป่าเบียดเสียดกันปั่นป่วนวุ่นวาย ตัวที่เล็กกว่ามักบาดเจ็บหรือล้มตาย

ภายหลังช้างป่าเข้าเพนียด หมอช้างขึ้นช้างต่อคัดช้างป่าลักษณะดีแล้วคล้องเชือกบาศผูกหลักไว้ กรมช้างจะเลือกช้างป่าไว้หัดใช้งานหลวงจำนวนไม่มากนัก ที่เหลือเป็นช้างงานลากซุงและเดินป่าสำรวจ

ช้างป่าและช้างต่อปะปนกันอยู่ในเพนียด แต่จำแนกช้างป่าจากช้างต่อได้ไม่ยาก ช้างต่ออ้วนท้วนสมบูรณ์ สงบเสงี่ยมเชื่อฟังหมอช้าง ขยับเคลื่อนไปทางใดก็คล่องแคล่ว ส่วนช้างป่าค่อนข้างผอมโซ บางตัวมีราขึ้นบนหนังเป็นด่างดวงน่าสังเวช แต่ช้างเหล่านี้หากเลี้ยงดูชุบชูให้ดี เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็อ้วนท้วนงดงามและเชื่องเชื่อ

ชาวสยามชำนาญการดูลักษณะช้าง ใครหลายคนที่ยืนอยู่ข้างเพนียดโจษจันเกี่ยวกับช้างเอ็ดอึง ช้างงามต้องตามตำราผิวหนังงดงามไร้ริ้วรอยบาดแผล รอยย่นบนผิวหนังเป็นลายสม่ำเสมอ สีผิวยิ่งอ่อนจางยิ่งงดงาม เล็บเท้าควรมีสีดำ หางต้องไม่แหว่งหรือขาด ช้างดีที่เหมาะกับการเป็นพาหนะเดินทางต้องมีจังหวะการก้าวเท้าสม่ำเสมอ ช้างลักษณะไม่ดีจะถูกต้อนออกจากเพนียดกลับคืนป่า

หลังจากคัดเลือกช้างตามต้องการแล้ว กรมช้างก็ใช้เชือกบาศคล้องช้างป่าผูกไว้กับหลัก บางตัวแม้ถูกโยงกับหลักก็ยังดิ้นหลุดออกมาได้ ตัวที่หลุดตื่นคะนองทำท่าจะกระโจนเข้าใส่คน กรมช้างต้องโขยกช้างต่อโจนเข้าขวางปะทะกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงคนดูโห่ร้องดังก้องไปทั้งเพนียด

เมื่อคล้องช้างป่าได้ตามต้องการ กรมช้างก็ต้อนช้างป่าที่เหลือไปปล่อยให้กินหญ้ากินน้ำก่อนจะปล่อยกลับคืนป่า พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ กลับทางเรือ ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศชุดขาวสะอ้าน ทรงเร่งฝีพระบาทยามเสด็จพระราชดำเนิน พนักงานกางพระกลดต้องรีบก้าวเท้าตามให้ทัน ชาวสยามคุกเข่าถวายบังคมกันถ้วนหน้า ทูตหลายคนชื่นชมพระบารมีพระเจ้ากรุงสยามว่ามีพระวรรณะงดงามเป็นสง่าราศี บางคนพูดว่าทรงเป็นบุรุษรูปงามที่สุดในเอเชีย

เมื่อพระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ กลับแล้ว ชาวสยามที่ดูการคล้องช้างด้วยความสำราญก็หยิบหมากคำใหม่ใส่ปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ลุกขึ้นยืนจัดผ้านุ่งให้เรียบร้อย บางคนเดินลุยน้ำกลับ บางคนลงเรือแล้วจ้ำพายกลับ กรุงเก่าอยุธยาที่ครึกครื้นด้วยผู้คนล้นหลามก็พลันกลับกลายเป็นชุมชนริมน้ำใกล้กับวัดร้างกลางป่าเช่นเดิม

 

เชิงอรรถ

๑ Scidmore, Eliza Ruhamah. The Greatest Hunt in the World. Nation Geographic, vol.12 December 1906.

ขอบคุณภาพประกอบจาก : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน