*/
  • ชาจีน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : peenfa@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-11
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 182131
  • จำนวนผู้โหวต : 58
  • ส่ง msg :
  • โหวต 58 คน
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม 2551
Posted by ชาจีน , ผู้อ่าน : 4566 , 12:14:58 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

            วันหยุดสุดสัปดห์ที่ผ่านมาวางโปรแกรมให้กับตัวเองว่าจะนั่งจัดระเบียบไฟล์รูปและไฟล์ข่าวให้เป็นระบบเพื่อการค้นหาที่สะดวก (กว่านี้) เจอไฟล์รูปๆหนึ่งที่ได้มาจาก Google Earth ในรูปเห็นร่องรอยของพื้นที่วงกลมๆราวกับลากด้วยวงเวียน เป็นรูปของ “เวียงเจ็ดลิน” รอยประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ทำให้นึกถึงสกู๊ปที่เคยเขียนและอดไม่ได้ที่ต้องเปิดไฟล์ข่าวอ่านเรื่องราวของเวียงแห่งนี้อีกครั้ง

            น่าเสียดายที่การคำนึงถึงรากและจุดขายของเชียงใหม่ไม่มีใครสนใจในแก่นแกนของคำว่า “วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” มากนัก ทั้งๆที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุดิบที่หลากหลายทั้งที่เป็นกายภาพและเรื่องราว (story) ที่จะสามารถเล่าขานได้ไม่รู้จบ หรือจุดอ่อนด้อยของเราคือ การเป็นนักล่าประวัติศาสตร์ที่ไม่เก่ง แต่กลับเก่งในเรื่องการทำลายทรัพย์สินที่มีค่าของตนเองลงไปทุกวัน

            “เวียงเจ็ดลิน” คือกรณีศึกษาของการลดคุณค่าของเชียงใหม่ (De-Value Creation) อีกกรณีหนึ่ง ด้วยเพราะสภาพปัจจุบันไม่ได้กำหนดเป็นเขตอนุรักษ์ แต่กลับมีภาพของคอนกรีตปูทับ ความมหัศจรรย์ของเวียงเจ็ดลิน มิใช่อยู่ที่อายุที่ยาวนานกว่า 1,000 ปี ก่อนที่เมืองเชียงใหม่จะเกิดขึ้น แต่ยังมีมิติของภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้คิดถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์มาก่อน การวางผังเมืองแบบล้ำยุคที่มีลักษณะวงกลม เพื่อป้องกันน้ำหลากในฤดูฝนที่อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลการเกษตร บ้านเรือน รวมทั้งเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

สร้างความพิศวงอย่างยิ่งว่า คนในยุคเมื่อกว่าพันปีก่อนนั้นสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาด้วยวิธีใด เมืองเชียงใหม่ที่สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นว่ายากแล้ว แต่เวียงเจ็ดลินที่เป็นวงกลมนั้นยิ่งยากกว่าหลายเท่า

            นอกจากนั้น ยังมีทั้งเรื่องราวที่สามารถให้ผู้รับรู้ได้สัมผัสถึงความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ทั้งความเป็นอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนสร้างเวียงเชียงใหม่ มีเรื่องราวของขุนวิลังคะผู้พยายามพุ่งหอกไปตกที่หริภุญไชย ฯลฯ

            หากมองในมิติทางประวัติศาสตร์ – โบราณสถานเหล่านี้ถูกฝังลืมไปในอดีตของคนเชียงใหม่และไม่มีใครเห็นความสำคัญที่จะหยิบยกเอามาเป็นความสำคัญของเมือง ตรงกันข้ามกลับถูกมองข้าม ไม่มีแม้แต่สายตาที่เหลือบแล แล้วอนาคตเชียงใหม่จะมีอะไรเหลือไว้เล่าให้ลูกหลานฟังอีก

 

เวียงเจ็ดลิน : รากประวัติศาสตร์เชียงใหม่

ระยะ 3 – 5 ปีที่ผ่านมางบประมาณหลายพันล้านบาทถูกเทลงมาโถมทับเมืองเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เรียกกันว่าแหล่งท่องเที่ยว Man – Made หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น  ด้วยเหตุผลที่ว่าเชียงใหม่ไม่มีจุดขายทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ซ้ำเดิม ใครมาเที่ยวครั้งเดียวก็ไม่อยากกลับมาซ้ำอีก นี่อาจเป็นเหตุผลที่คิดกันง่าย ๆ มองกันง่าย ๆ โดยหลงลืมไปว่าบ้านนี้เมืองนี้มีของดีมากมาย เป็นสมบัติอันล้ำค่า เป็นสินค้าการท่องเที่ยวที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

หลงลืมไปว่าแผ่นดินนี้มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่บ้านเมืองอื่นทั่วโลกอาจไม่มี แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สิ่งเหล่านี้กำลังถูกลืมไปตามกาลเวลา ทั้งยังมีบางสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ มีเรื่องราวที่ร้อยเรียงไว้นานนับพันปี แต่กลับไม่มีใครที่คิดจะหยิบขึ้นมาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว สิ่งนี้เป็นรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างแท้จริง

“เวียงเจ็ดลิน” บริเวณพื้นที่เชิงดอยสุเทพ ที่มีลักษณะเป็นเขตคันดินและคูน้ำก่อขึ้นเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 900 เมตร คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่านั้น

จากหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเวียงเจ็ดลิน ที่รวบรวมโดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ ระบุว่า เวียงเจ็ดลิน ที่ปรากฏหลักฐานขอบเขตคันดินรูปกลม 2 ชั้น ระหว่างคูน้ำบริเวณเชิงดอยสุเทพ (ด้านทิศตะวันออก) นั้น แม้ในระยะประวัติศาสตร์ล้านนา หลักฐานด้านเอกสารได้กล่าวถึงชื่อเวียงเจ็ดลิน ในรัชกาลพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1945 – 1985) คราวศึกจากเมืองสุโขทัย (พระเจ้าไสลือไท) ยกทัพมาประชิดเมืองเชียงใหม่ จากการที่เจ้ายี่กุมกามผู้เป็นพี่พญาสามฝั่งแกน ได้ขอกำลังพลมาช่วยตีเมืองเชียงใหม่หวังได้ขึ้นครองราชย์ ที่ต่อมาเกิดการประลองฝีมือทหารแทนการต่อสู้ทำสงครามกัน ปรากฏฝ่ายเชียงใหม่สามารถประลองได้รับชัยชนะ ทำให้ฝ่ายสุโขทัยถอยกำลังออกไปตั้งค่ายพักกำลังพลอยู่ที่ดอยเจ็ดลิน พร้อมได้ขึ้นสรงดำเศียร (อาบน้ำ-สระผม) ที่ดอยผาลาดก่อนการยกทัพกลับสุโขทัย

เมื่อสุโขทัยยกกำลังพลกลับไปแล้ว พญาสามฝั่งแกนได้ถือเอานิมิตที่พระเจ้าไสลือไทขึ้นไปสรงน้ำ ณ ดอยผาลาดแล้วเกิดมีใจครั่นคร้ามจนเลิกทัพกลับไปนั้น เป็นสาเหตุทำให้สถาปนาเวียงเจ็ดลินขึ้นที่บริเวณดอยเจ็ดลิน ซึ่งจากเรื่องราวและเหตุการณ์ดังกล่าว พิจารณาว่าคือตำแหน่งที่ตั้งเวียงเจ็ดลินในปัจจุบัน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกระยะทางเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ดังนั้น ความเป็นเวียงหรือชุมชนที่มีความเจริญในสมัยประวัติศาสตร์ของล้านนา ก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่เวียงเจ็ดลินอีกครั้งตั้งแต่รัชกาลพญาสามฝั่งแกน หรือราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

หากพิจารณาเพิ่มเติมในระยะเวลาย้อนก่อนหน้าขึ้นไปอีก ก็พบหลักฐานด้านเอกสารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นตำนาน/พงศาวดาร เล่าถึงชุมชนบ้านเมืองในเขตดอยสุเทพ-ดอยคำ และเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง คือเรื่องราวเหตุการณ์ของแคว้นหริภุญไชยและสภาพชุมชนสมัยก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย ในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 ขึ้นไป จากเรื่อง “ฤาษี” ผู้นำชุมชนเขตนี้ได้สร้างเมืองให้กลุ่มคนพื้นเมืองในเขตนี้ปกครองกันเอง และมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมหริภุญไชยในระยะหลังมา กรณีที่พบหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานที่มีรูปแบบอิทธิพลหริภุญไชยจากการขุดแต่งโบราณสถาน – วัดสันกู่ บนดอยสุเทพ และเขตวัดต่าง ๆ ของเวียงกุมกาม

ความน่าสนใจและเด่นชัดของเวียงเจ็ดลินคือ การสร้างขอบเขตคู-คันดินที่มีลักษณะกลมนั้น จัดเป็นรูปแบบผังเมืองที่แปลกหรือพิเศษกว่าชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ ที่สามารถพิจารณากำหนดอายุสมัยได้ทั้งในรุ่นเก่าก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หรือรุ่นพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา หรืออาจเป็นรูปแบบที่ทำสืบเนื่องกันมา การสร้างขอบเขตคู – คันดินในระยะแรก ๆ นั้น เป็นไปได้ว่าเป็นการสร้างแนวป้องกันน้ำจากกรณีน้ำหลากท่วมขังในฤดูฝน อันจะเป็นอันตรายหรือก่อเกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและบ้านเรือนอยู่อาศัย รวมถึงการได้ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง ที่โดยมากลักษณะเขตคันดินจะวางตามแนวภูมิประเทศ เช่นยาวขนานไปตามลำแม่น้ำ หรือเป็นรูปวงรีตามขอบชายเนิน หรือรูปแบบคดโค้งตามลักษณะภูมิประเทศแบบอื่น ๆ โดยไม่จัดอยู่ในแบบรูปทรงเราขาคณิตใด ๆ อันเป็นรูปแบบคู-คันดินชุมชนโบราณในเขตล้านนาโดยทั่วไป ที่พิจารณาว่าได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนล้านนา ซึ่งแตกต่างกับรูปแบบเวียงพระธาตุ ในระยะที่ล้านนารับเอาอิทธิพลพุทธศาสนาแล้ว ที่มีผังการก่อสร้างตามคติจักรวา (Cosmology) หรือมณฑล (Mandala) ที่สร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญไว้ตรงจุดศูนย์กลาง

เวียงเจ็ดลิน  แม้จะมีขอบเขตคู-คันดินรูปวงกลม แต่กลับไม่พบศาสนสถานหรือร่องรอยสิ่งก่อสร้าง   อื่น ๆ ของวัดที่ศูนย์กลางเมือง แต่มีวัดอย่างน้อย 2 วัดในเขตสถานีโคนมเชียงใหม่เดิม หรือศูนย์ราชการสำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน และจากการขุดค้นในพื้นที่สวนรุกขชาติห้วยแก้วบริเวณใกล้กำแพงเมืองภายในด้านทิศใต้ พบหลักฐานการกระจายของอิฐก้อนขนาดใหญ่ (25 x 55 x 15 ซม.) อันเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารศาสนสถานหรือวัด เช่นเดียวกับอิฐของวัดร้างในเขตสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ภายนอกติดกับกำแพงเวียงเจ็ดลินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก็ได้พบหลักฐานวัดร้างที่สำรวจพบแล้วจำนวน 6 แห่ง อันเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองด้านนี้

ดังนั้น จึงพิจารณาว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับคติจักรวาล แต่น่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่มาจากพื้นฐานภูมิปัญญาของคนพื้นเมืองในท้องถิ่นเอง ซึ่งมีพัฒนาการก่อสร้างมาตั้งแต่รุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ตามหลักฐานตำนาน-พงศาวดารได้กล่าวพาดพิงถึงกรณีเวียงมิคสังคร

การสถาปนาเขตชุมชนแห่งนี้ขึ้นเป็นเวียงในรัชกาลพญาสามฝั่งแกนของล้านนา จึงหมายความถึงการกระจายความเจริญเข้ามาสู่เขตพื้นที่เชิงดอยสุเทพ โดยการให้ขุนนางหรือบุคคลในราชวงศ์มาปกครองดูแลขึ้นตรงต่อเมืองเชียงใหม่ ภายหลังจากที่เป็นเขตชุมชนที่อาศัยของกลุ่มคนพื้นเมืองตั้งแต่ระยะก่อนสมัยล้านนา ที่น่าจะมีขอบเขตคู – คันดินขึ้นก่อนแล้วในฐานะที่เป็นเมืองชุมชนที่ตั้งยู่ชายขอบ (Peripheral) ของแคว้นหริภุญไชย หรือในระยะก่อนหน้าขึ้นไปในสมัยฤาษีวาสุเทพ

 

ไขปริศนาวงกลมพันปี

นายไกรสิน อุ่นใจจินต์ จากสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ อธิบายว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชี้ให้เห็นว่า เวียงเจ็ดลิน น่าจะมีอายุมากกว่า 1,000 ปี ซึ่งหมายความว่าเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ก่อนที่จะมีเชียงใหม่ จุดเด่นของเวียงเจ็ดลินอยู่ที่การมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมืองดั้งเดิมของเชียงใหม่คือ “ชนเผ่าลั๊วะ” ที่มีพัฒนาการทางด้านอาชีพการเกษตรในที่ราบ เก็บของป่า ทำข้าวไร่ และจากหลักฐานที่พบในสมัยนั้นยังไม่รู้จักการทำเหมืองฝาย

จะเห็นว่าการวางผังเมืองของเวียงเจ็ดลินที่มีลักษณะวงกลม หลักฐานทางประวัติศาสตร์อ้างอิงว่าเพื่อป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน ที่อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลการเกษตร บ้านเรือน รวมทั้งเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

 และต้องยอมรับว่าแนวคิดการออกแบบนั้นค่อนข้างแตกต่างและพิเศษกว่าชุมชนโบราณทั่ว ๆ ไป การสร้างขอบเขตคูและแนวคันดินที่เป็นวงกลม อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเจริญด้าน Primitive Technology ซึ่งตามตำนานที่บันทึกไว้การออกแบบก่อสร้างเวียงในลักษณะวงกลม อาจไม่ใช่ฝีมือของคนพื้นเมืองในสมัยนั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าฤาษีวาสุเทพ อาจติดต่อช่างออกแบบก่อสร้างมาจากลังกาหรืออินเดียเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ไม่มีหลักฐานบ่งบอกชัดเจนว่าลักษณะการสร้างเวียงลักษณะกลมๆนั้นใช้วิธีการหรือเทคนิคอะไร แต่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงภูมิปัญญา ความรู้ของคนสมัยนั้นที่ไม่ใช่แค่จับสัตว์ หาของป่า แต่ยังมีความสามารถในการสร้างเมืองที่รู้จักใช้รูปทรงเลขาคณิตที่มีความประณีต แปลกและแตกต่าง

ล่าสุด ทางกรมศิลป์ฯ ได้เข้าไปปักหมุดคอนกรีตไว้แล้ว เป็นหลักหมุดขนาก 20 x 20 เมตร เพราะถือเป็นโบราณสถานชิ้นสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งอนาคตถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอก็สามารถดำเนินงานสำรวจ ขุดค้นหาแหล่งอาศัยจากชั้นดินทางโบราณคดี หรืออาจขุดแต่งบูรณะโบราณสถานในเขตเมืองโบราณเวียงเจ็ด  ลินได้ครอบคลุมกว้างขึ้น แต่ที่ขุดค้นไปแล้วภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ พบวัดกู่ดินขาวเป็นวัดร้างที่อยู่ใกล้เวียงเจ็ดลิน หรืออย่างการขุดบริเวณสวนรุกขชาติที่อยู่ในแนวเขตเวียงเจ็ดลินในอดีต ขุดเจอหลักฐานของลำพูนจำนวนมาก

ควรอย่างยิ่งที่ดินแดนบริเวณเวียงเจ็ดลินต้องอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด ต้องสงวนไว้เป็นเมืองโบราณ แม้ปัจจุบันจะถูกรุกเข้ามาตามการเจริญเติบโตของเมือง ปัจจุบันพบว่ากรมปศุสัตว์ได้ครอบครองพื้นที่บริเวณเวียงเจ็ดลินประมาณ 80 % ซึ่งสภาพพื้นที่และการใช้ที่ดินกำแพงและคูน้ำเวียงเจ็ดลิน มีหน่วยราชการตั้งอยู่ อาทิ สวนรุกขชาติเชียงใหม่ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ เป็นต้น

            ในระยะที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1.สภาพพื้นที่และการใช้ที่ดิน 2.สภาพการสัญจร 3.ทัศนียภาพ ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันพื้นที่เวียงเจ็ดลินจะเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่งและมีถนนห้วยแก้วตัดผ่าน แต่ก็ยังมีแนวเขตคันดินเห็นชัดในหลายจุดและบางจุดก็ยังคงมีสภาพคูน้ำที่สมบูรณ์

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า คงไม่ถูกนักที่ใครหลายคนบอกว่าเชียงใหม่ไม่มีจุดขายทางการท่องเที่ยวแล้ว จริง ๆ แล้วคือไม่รู้ว่าเชียงใหม่จะขายอะไรมากกว่า เพราะไม่ยอมมองดูในสิ่งที่มีอยู่ แต่กลับไปค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จุดขายของเชียงใหม่คือวัด โบราณสถาน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่มีอยู่ถูกมองว่าขายไม่ได้ ก็เพราะไม่เคยมีการพัฒนาอย่างจริงจัง วัดร้างมีมากมายมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก เช่นเดียวกับคลองแม่ข่า ลำคูไหว และกำแพงดิน ก็ถูกบุกรุกจนไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่

            กรณีของเวียงเจ็ดลิน ถือเป็นพื้นที่โบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ควรสงวนไว้ให้เป็นเมืองโบราณ สามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และสามารถผูกเรื่องราวได้อย่างชัดเจน เพียงแค่คันดินกลม ๆ ก็ทำให้การท่องเที่ยวมีเสน่ห์ได้ สามารถพัฒนาให้เป็นการท่องเที่ยวแบบ Open Mesume ได้ ทั้งยังเชื่อมโยงกับดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัย สวนรุกขชาติ สวนสัตว์ ซึ่งต่างก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ร้อยโยงกันได้

            อาจกล่าวได้ว่า เวียงเจ็ดลิน ไม่มีฐานการเมืองมาหนุนปลุกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนเวียงกุมกาม กลับกลายเป็นเวียงที่ตายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ขณะที่ภาครัฐและเอกชนก็พยายามค้นหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะสร้างจุดขายใหม่ๆให้กับเมืองเชียงใหม่ เพราะวันนี้กำลังเดินไปสู่ทางตัน และมุ่งสู่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่ดูเหมือนเป็นการลดมูลค่าตัวเองไปทีละเล็กละน้อย เป็นการค้นหาสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

            รากประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวงดงามหลายแห่งถูกละลืม ละเลยที่จะบอกเล่าให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับรู้และเก็บไว้ในความทรงจำหนึ่ง รวมถึงเรื่องราวที่จะเล่าขานให้พลเมืองของเมืองเชียงใหม่แห่งนี้อย่างไม่รู้จบต่อทอดไปอีกหลายรุ่นคน

            การก้าวไปข้างหน้าโดยกัดกร่อนฐานรากของตัวเองทุกวัน จึงสามารถทำให้อนาคตอาจล่มสลายท่ามกลางกระแสทุน – วัตถุนิยมได้อย่างแน่นอน จึงได้แต่เพียงหวังว่า “เวียงเจ็ดลิน” จะฟื้นกลับมาให้คุณประโยชน์ในเชิงภูมิปัญญา – เป็นแหล่งความรู้และเป็นมรดกที่สำคัญและมีคุณค่าของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
theeratatt วันที่ : 07/09/2008 เวลา : 22.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebier

ไปเชียงใหม่ค่อยข้างบ่อย
แต่ไม่เคยรู้เรื่องที่นี่เลยครับ

ครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี ไม่เคยซ้ำร้านเลยครับ
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 01/09/2008 เวลา : 03.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ClubOffit
มิตรแท้นั้น..จะดีทั้งต่อหน้า และลับหลังเรา ..จะคอยส่งเสริมและมีแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน..นี่คือมิตรแท้..

มาเที่ยวหาอีกรอบค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
มะอึก วันที่ : 30/08/2008 เวลา : 18.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ไปเชียงใหม่จะขอไปชมนะครับ....

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 28/08/2008 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

ประทับใจเชียงใหม่
เคยไปเที่ยวกับเพื่อนสมัยเรียนเมื่อยี่สิบปีแล้ว
ติดตามความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่
แต่ใจชาวเชียงใหม่คงไม่เปลี่ยน

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
เคียงดิน วันที่ : 27/08/2008 เวลา : 09.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

อรุรสวัสดิ์ค่ะ

ขอบคุณที่ไปอ่านต่างเรือนะคะ แต่วันนี้มีหวั่นดอกไม้ร่วงก่อนถึงดวงดาว ให้เสพการเมืองแบบเบาๆค่ะ

พี่เล็งภาพคูเมืองเวียงเจ็ดลิน มาหลายครั้งแล้ว พี่ว่า มันคล้ายแก้มลิง ชะลอการไหลแรงของน้ำไปท่วมเมือง เป้นการเก็บน้ำไว้ใช้ก่อนลงแม่ปิง ถ้ามันมีหลายเวียง ก็จะเกาะเป็นพวงลำใย
เพราะพี่เชื่อว่า ลักษณะทางภูมิศาสตร์กำหนดรูปแบบวัฒนธรรมของมนุษย์ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ชาจีน วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutida

โอเค๊ โอเคค่ะอ้ายภู มิตรเก่าอย่างประชาไทขอไม่ให้ได้ไงล่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ภู_เชียงดาว วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 07.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phuchiangdao

เวียงเจ็ดลิน...น่าสนใจดีครับ
ขอเอาไปเผยแพร่ในประชาไทได้มั้ยนี่

น้อยทำงานหลายอย่างเลยนะ...ยังเหมียนเดิม ha ha

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
daddynop วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 02.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    



ความคิดเห็นที่ 16 (0)
theeratatt วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 00.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebier

แวะมาเชียงใหม่

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Mothemon วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mothemon

โอ้โห อ่านแล้วอายเลยอ่ะค่ะ
อยู่เชียงใหม่ 20 กว่าปี ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย...ขอบคุณมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
thaiconservative วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaiconservative

ประวัติศาสตร์สุโขทัยตอนหนึ่งเล่าว่ามีกษัตริย์สุโขทัยพระองค์หนึ่งเคยเสด็จมาสรงน้ำที่เวียงเจ็ดลินกับน้ำตกผาลาดบนดอยสุเทพ พระองค์คือ พระมหาธรรมราชาที่ 3 ไสลือไท ระหว่างยกกองทัพจะมาตีเชียงใหม่ แต่ไม่ได้เข้าตียกทัพกลับก่อน คิดว่าสมัยนั้นเวียงเจ็ดลินคงเป็นที่น่ารื่นรมย์มากมาย อยากให้คนเชียงใหม่ช่วยรักษาเอาไว้ครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Phithak_C. วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phithak1970

แว่บเข้ามาอ่านงานเขียน(ในสต็อค)ครับ
อึ่ม!ไม่เคยได้ยินชื่อเวียงเจ็ดลินเลยครับ ยิ่งข้อเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์นี่ก็น่าสนใจดี และทำให้คิดถึงเมืองอุโมงค์ใต้กำแพงประตูท่าแพของเด็กๆเร่ร่อน แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขายังอยู่กันหรือเปล่า?

ขอบคุณขอ-รับชาจีน

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Dogstar วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ผังเมืองฉบับใหม่ จะมีการขยายถนนสุเทพเป้น30เมตร
เกือบทุกสายในเชียงใหม่ยกเว้นถนนเจริญราษฏร วัดเกต
เส้นเดียวเท่านั้นที่ไม่โดน เชิอ่านเรื่องของเชียงใหม่ ที่บล็อกของdogstar นะคะ หัวข้อชื่อ ตนเมืองเหนือ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 19.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ClubOffit
มิตรแท้นั้น..จะดีทั้งต่อหน้า และลับหลังเรา ..จะคอยส่งเสริมและมีแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน..นี่คือมิตรแท้..

มรดกที่คู่ของเมืองเชียงใหม่

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เมธา วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

เพิ่งรู้ว่ามันเก่าขนาดนี้ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
komyos วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

สวัสดีเจ้า..

ขอบคุณเจ้า..เวียงเจ็ดลิน..ประวัติศาตร์ของจาวเจียงใหม่


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Canary วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ajhara


ขอบคุณที่นำมาเขียนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เวียงเจ็ดลิน
อยากให้อนุรักษ์ไว้ แต่ไม่รู้จะไปบอกใครได้...เศร้าจัง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 17.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

คนไทย ไม่ค่อยชอบ ประวัติศาสตร์ของตัวเอง

แต่ชอบวัฒนธรรม ชาติอื่น

ขอบคุณครับ ผมรู้จักเวีงเจ็ดลิน เมื่อมาเรียนที่ เชียงใหม่ กว่า 20 ปีแล้วครับ

ขอบคุณมากสำหรับบทความนี้ ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

เคยเห็นสติกเกอร์ติดหลังรถยนต์
ชาวเวียงเจ็ดลิน.....บ่อย ๆ
คือ ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา...
ที่เห็นในรูป.....ใช่ไหมคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
pk_kasem วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 16.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pairotkasem

ควรจะอนุรักษ์ใว้ให้รู้จักกันและทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ktu วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ktu

เรื่องน่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณที่มาเขียนให้อ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เพิ่งรู้จักนี่แหละครับ
ผมชอบประวัติศาสตร์ทางเหนือนะครับ
ขอบพระคุณที่นำมาบอกเล่าให้ทราบครับ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

น่าสนใจมากค่ะ ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง


ดีจัง ได้รู้จักคนรักภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพิ่มอีกคน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน