*/
  • ชาจีน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : peenfa@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-11
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 199597
  • จำนวนผู้โหวต : 58
  • ส่ง msg :
  • โหวต 58 คน
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551
Posted by ชาจีน , ผู้อ่าน : 1784 , 19:00:38 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

            เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองวิกฤติ ท่องเที่ยวซบ ผลกระทบลูกโซ่ที่ไม่มีใครอยากประสบ แต่เหล่านี้กำลังแวะเวียนมาทักทายทุกอณูของประเทศไทยอย่างมิอาจปฏิเสธ รวมทั้ง “เชียงใหม่” นครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง บริบทที่ถูกบันทึกไว้เป็นสโลแกนของจังหวัด

            เข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว แสงแห่งความหวังของผู้คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวก็ดูจะเริ่มคึกคัก เพราะถัดจากนี้คือเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นบทเริ่มต้นแห่งฤดูการท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ที่จะกินเวลานานหลายเดือน

            แต่วิกฤติของประเทศเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนักต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งระบบ ขณะที่ปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ยากจะควบคุม ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมัน สงครามความขัดแย้งของหลายประเทศ ล้วนมีผลทั้งสิ้น

            ด้านหนึ่งเมื่อมองดูปัจจัยภายในของจังหวัดเชียงใหม่เอง ผู้คนในวงการท่องเที่ยวกำลังเป็นกังวล และต่างมองว่า สิ่งที่จะดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้มาเยือน โดยเฉพาะ “ของเก่า” ที่เคยขายได้ไม่อาจเป็นแม่เหล็กเรียกร้องการมาเยือนซ้ำของนักท่องเที่ยวได้อีกต่อไป เป็นโจทย์ที่หลายฝ่ายพยายามเร่งแก้ นั่นคือ “หาจุดขายใหม่”

            ประเด็นสำคัญคือ “อะไรคือจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่แท้จริงของเชียงใหม่” และการเป็นศูนย์กลางทางการบิน (Aviation HUB) ของเชียงใหม่ จะกลายเป็น Stop Over Destination หรือทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังประเทศอื่นหรือไม่

            ทั้งนี้ หากมองในประเด็น HUB ทางการบินแล้ว เรื่องนี้คือจุดเดียวในระบบการท่องเที่ยวเท่านั้น หาใช่เป็นปัจจัยที่จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ประสบความสำเร็จไม่ แต่จุดขายของเชียงใหม่ในเวลานี้คืออะไร คนในแวดวงท่องเที่ยวส่วนใหญ่บอกว่า เป็นคำถามที่ตอบได้ยากมาก เพราะที่ผ่านมาสินค้าของเชียงใหม่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ขาดความชัดเจนและขาดเสน่ห์

           ข้อมูลล่าสุด จำนวนเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่เชียงใหม่ ระหว่างปี 2550 – 2551 จากเดิมที่มีอยู่จำนวน 14 สายการบิน ได้ลดจำนวนลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 7 สาย และเมื่อเกิดภาวะวิกฤติของราคาน้ำมันจำนวนสายการบินลดลงอีก 2 สาย เหลือเพียง 5 สายคือ ซิลค์แอร์ (เส้นทางบินสิงคโปร์) แอร์เอเชีย (เส้นทางบินกัวลาลัมเปอร์) โกเรียนแอร์ (เส้นทางบินอินชอน) ไชน่าแอร์ไลน์ (เส้นทางบินไทเป) และลาวแอร์ไลน์ (เส้นทางบินหลวงพระบาง) ผลกระทบทางตรงต่อกรณีนี้คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดจำนวนลง ส่วนผลกระทบทางอ้อม ส่งผลด้านจิตวิทยาในด้านความสูญเสียที่มีผลต่อยอดการบูรณาการในอนาคต

            และจากผลการวิจัยเรื่องความต้องการใช้บริการการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จัดทำโดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีความสนใจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ใน 3 เรื่องหลักคือ 1.วัฒนธรรม (Culture) 2.วิถีชีวิต (Lifestyle) 3.ธรรมชาติ (Nature) ที่บ่งบอกถึงเรื่องราวและความเป็นเชียงใหม่อย่างแท้จริง

            สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่สะท้อนว่า ปัญหาโดยรวมที่ยังคงแก้ไขไม่ได้ เช่น แหล่งท่องเที่ยวหลักเดิมๆของเชียงใหม่เริ่มถูกลดความนิยมลงไป การชูจุดขายในภาพรวมไม่ชัดเจน ทั้งยังมีปัญหาที่เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ การขึ้นราคาบัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่มีการเก็บบัตรเข้าชมแตกต่างกันระหว่างคนไทยและต่างประเทศ และสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานที่ไม่สมบูรณ์ สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการที่ประกาศตัวว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับสากล เป็นประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

           ปัจจัยที่จะช่วยเกื้อหนุนด้านการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในอนาคตที่เป็นความหวังคือ โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2554 โดยขณะนี้สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่จะเร่งผลักดันเชียงใหม่เป็นเมืองแห่งการจัดประชุมและเดินทางท่องเที่ยวหรือ MICE in Green City อีกปัจจัยหนึ่งคือ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของสวนสัตว์เชียงใหม่ที่จะเปิดบริการ อะควาเรียมหรือ Chiang Mai Zoo Aquarium ในราวปลายปีนี้ ที่มีอุโมงค์ใต้น้ำยาวที่สุดในโลกและใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการเปิดพื้นที่สวนราชพฤกษ์เฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นการถาวรในปี 2552 ก็จะเป็นแม่เหล็กในการสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวได้ตลอดปี

            ขณะเดียวกัน ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้เริ่มวางกิจกรรมใหม่ๆทางการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติบรรจุเข้าในปฏิทินท่องเที่ยวของเชียงใหม่เป็นประจำทุกปี เช่น ระหว่างวันที่ 9 – 17 กรกฎาคม 2552 ได้ร่วมกับหลายในหน่วยงานองค์กรจัดงานมหกรรมผจญภัยในธรรมชาติ (Chiang Mai World Adventure) รูปแบบของกิจกรรมจะมีทั้งกิจกรรมบนท้องฟ้าคือ การท่องเที่ยวบนบอลลูน สกายไดร์เวอร์ กิจกรรมทางน้ำ เช่น การล่องแพ ล่องแก่ง พายเรือ และกิจกรรมในป่า เช่น การเดินป่า การขี่ช้าง เป็นต้น

            ส่วนอีกกิจกรรมคือ เทศกาลกลองนานาชาติเชียงใหม่ (Chiang Mai International Drum Festival) ระหว่างวันที่ 22 – 26 ตุลาคม 2552 เป็นประจำทุกปี ความน่าสนใจอยู่ที่การรวมกลองนาชาติจากหลายประเทศทั่วโลกมาอยู่ที่เชียงใหม่ และจะมีการแข่งขันกลองโบราณกับแนวฟิวชั่น เช่น กลองสะบัดชัยกับกลองเกาหลีประชันฝีมือกัน เป็นต้น

            เหตุและปัจจัยจึงสะท้อนถึงคำถามที่ตอบได้ยากยิ่งว่า อะไรคือจุดขายด้านการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ เพราะแก่นแกนที่เป็นตัวตนอย่างแท้จริงคือ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ธรรมชาติ 3 สิ่งนั้นแทบจะไม่หลงเหลือความดั้งเดิมในอดีตไว้ให้เห็นในปัจจุบัน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เคียงดิน วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 13.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ปัญหาเรื่องการเข้าจัดการทางวัฒนธรรมของการท่องเที่ยว เป็นต้นตอของปัญหา ในพื้นที่ภาคกลางก็เช่นกัน ที่ส่งผลกระทบหนักต่อชุมชนคือ สำนึกทางวัฒนธรรมเกิดการปรับเปลี่ยนฐานคิดเดิม เข้าสู่ระบบทุนอย่างสิ้นเชิง คนในชุมชนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าล้วนปรับตัว เปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นทุน ปัญหาในอนาคตที่ตามมาคือ การสูญหายของเสน่ห์ดั้งเดิมของวัฒนธรรมถิ่นนั้น และไม่อาจย้อนคืน จิตสำนึกเดิมต่อวัฒนธรรมชุมชน

เป็นธรรมดาไปแล้วกระมัง กับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยตัวกระตุ้น ตัวแปร เยอะกว่าเดิม เหมือนใส่ยาเร่ง ดอกใบ ยังไงยังงั้นเชียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ชาจีน วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 06.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutida

จริงค่ะคุณ thaihouse เสน่ห์ล้านนาเริ่มลดลงไปทุกวัน

คุณ kokkuri ดูเหมือนสมาชิกในบ้านหลังนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ

แหมอุตสาห์เขียนไม่ยาวยังไม่อ่านอีกแน่ะอ้ายภู ที่ไหนจะงามสู้สวนสวยบนเนินเขาได้เล่า อย่างนี้สิที่เขาเรียกธรรมชาติแต้ๆ จริงปะ

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะพี่ลูกเสือ เชียงใหม่เหมือนกรุงเทพฯเข้าไปทุกที อะไรๆถูกถมลงมาจนแทบจะสำลัก แต่ความชัดเจนในตัวเองไม่มี...ทุกวันนี้น้อยก็ยังชอบเที่ยววัดในเชียงใหม่ค่ะ แค่วัดในพื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมืองก็บอกเรื่องราวดีๆได้เยอะเชียว... คงต้องเริ่มจากตัวเราที่ต้องรักษาตัวอย่างจึงมีให้เห็นอยู่แล้วชัดเจนในสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้น เช่น ไนท์ซาฟารีนั่นไง เสียดายงบเป็นพันล้าน..เฮ้อ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/09/2008 เวลา : 19.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เชียงใหม่เป็น"เมืองสามัญประจำประเทศ"...
คนทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย ไปเที่ยวที่เชียงใหม่เพราะศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนา
น่าเสียดายที่(คน)เชียงใหม่อยากให้เป็นเหมือนกรุงเทพฯ

วันนี้ ตัวเมืองเชียงใหม่มีตึกระฟ้ามากที่สุดรองจากกรุงเทพฯ
อย่าว่าแต่ฝรั่งเลยครับ..คนไทยก็ไม่อยากไป

ทางแก้ที่สมาคมท่องเที่ยว หรือหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต้องเร่งแก้ คืออย่าให้ความเป็นล้านนาหายไป
เวียงกุมกาม แม่อาย หางดง ฯลฯ พวกนี้ยังมี"จุดขาย"นอกเหนือจากดอยอินทนนท์ หรือภูพิงค์ราชนิเวศน์

อยู่ที่คนเชียงใหม่จะรักษาไว้ได้หรือไม่
และผมอยากให้รักษาไว้ เพราะการสร้างใหม่หากเสียไป เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้...เชื่อเถอะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ภู_เชียงดาว วันที่ : 02/09/2008 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phuchiangdao

ดูรูปอย่างเดียวดีกว่า...
งามครับ
แต่ไม่เป็นธรรมชาติเนาะ

ไว้มาดูแถวเชียงดาวดีกว่านะ ha ha

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kokuril วันที่ : 02/09/2008 เวลา : 19.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kokuril

ยังไงเชียงใหม่ก็เป็นบ้านอ่ะครับ ถึงแม้จะไม่ได้ไปไหนก็เหอะ อยู่บ้านยังไงก็สบายใจ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปภาโต วันที่ : 02/09/2008 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaihouse

ความเป็นล้านนาไม่มีแล้ว
ฝรั่งเขาไม่มาดูความทันสมัยหรอกครับ
คิดผิด คิดใหม่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน