• ท่านเจ้าคุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sut1919@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 931
  • จำนวนผู้ชม : 3867336
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3536 คน
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง http://www.facebook.com/home.php?ref=home,http://sutthikhun.hi5.com,http://innold.blogspot.com/2008/11/inn_24.html
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2552
Posted by , ผู้อ่าน : 2659 , 13:02:12 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

W48.Truth is.วัชระ.noom



เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์

 

วัชระ กรรณิการ์

รองโฆษกรัฐบาลและเรื่องเล่าจากวงใน

 

            เห็นเค้าหน้าแวบแรก ใครต่อใครต้องนึกว่าเขาคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดัง และมิใช่แค่หน้าละม้าย เพราะสายงานก็ไม่ไกลกันนัก แขกคนสำคัญของ WhO? รายนี้เขาอยู่หน้าไมค์เช่นกัน เพียงแต่มิใช่เพียงหน้าจอเท่านั้น เขายังส่งเสียงมาจากทำเนียบในฐานะของรองโฆษกด้วย

วัชระ กรรณิการ์ รับบท “ผู้แถลง” แทนคณะรัฐบาลหลังจากช่ำชองยุทธ์ จากการเป็นโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนามาก่อนแล้ว ทั้งยังเจนจัดคร่ำหวอดอยู่กับนักการเมืองและคนดังมากหน้าในรายการทีวีถึง 3 รายการ คือ รายการแขกรับเชิญ ช่อง NBT (ช่อง 11) รายการเจตนาดี ช่องทรูวิชั่นส์ 28 และรายการวัชระโชว์ ช่องนิวส์ไลน์ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและเป็นผู้ดำเนินรายการ 

ถ้าได้ติดตามรายการของเขาอย่างต่อเนื่อง จะรู้สึกได้ว่าคำถามของเขา ผู้ตอบจะเลี่ยงไม่ได้ และเช่นกัน…บางคำถามก็รู้สึกได้ว่า หากมีบาดแผล อาจถึงคราวเหวอะหวะได้อย่างเงียบๆ

เมื่อมาเป็นรองโฆษกรัฐบาล หรือตำแหน่งที่เป็นทางการคือรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขาจะเป็นอย่างไร WhO? ลุยไปถึงตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

 

เสียงเตือนว่า…อย่าซ่า

            เมื่อคนสื่อจากทีวีอย่างคุณวัชระมาทำงานการเมือง เขาจึงมีวิธีการตรวจสอบตนเอง ยืนยันด้วยคำปรารภว่า หากทำหน้าที่ครบ 6 เดือน ก็จะส่งแบบสอบถามถึงประดาผู้สื่อข่าวเพื่อประเมินระดับความพึงพอใจในการทำงานของเขา ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น WhO? จึงขออาสาเป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยการขอให้เขาแจกแจงเสียก่อนว่า การสวมหมวกโฆษกของหน่วยงานต่างๆ ถึง 3 ใบนั้น มีความเหมือนหรือต่างอย่างไรไหม

คุณวัชระตอบเสียงหนักแน่นว่า “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” เพราะโฆษกพรรคสามารถโต้ตอบได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อเป็นโฆษกประจำกระทรวงไหน ก็ต้องออกมาพูดแทนกระทรวงนั้น ส่วนการเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั่นนะหรือ…ต้องพูดในนามรัฐบาลเท่านั้น

“ใครแหยมกับพรรค ใครแหยมกับคุณบรรหาร หรือใครแหยมกับรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยพัฒนา ผมในฐานะโฆษกพรรคจะอัดและตอบโต้ทั้งหมด พอมาเป็นโฆษกรัฐบาล ตอนแรกคิดว่าไม่มีความต่าง คิดอย่างเดียวว่าผมมีทักษะในการพูด สบายมาก แต่พอเจอ คุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ท่านพูดแซวเลยว่า ‘วัชระไปเป็นรองโฆษกรัฐบาลอย่าซ่า เพราะสิ่งที่แถลงไม่ได้เป็นการพูดในนามเรา แต่เป็นการพูดในนามรัฐบาลเพื่อแถลงความจริง ฉะนั้นต้องระมัดระวัง บางครั้งไม่แถลงยังดีกว่าแถลงพลาด’

  “ซึ่งการที่รุ่นพี่สอนมาว่า ข่าว .ไก่ เราไม่แถลงหรือลืมแถลง ดีกว่าแถลงแล้วพลาด ผมก็รับฟัง แต่พอเข้ามาจริงๆ มันกดดันมาก ตอนเป็นพิธีกรทีวีผมไม่มีสคริปต์  จะพูดตามสไตล์ของตัวเอง พอมาเป็นโฆษกก็ต้องรู้ว่าควรแถลงยาวแค่ไหน  ถ้าพูดยาวนักข่าวจะไม่ทนฟัง โฆษกรุ่นพี่บอกว่า ตอนแรกๆ ที่เข้ามาเป็นทีมโฆษกจะอ่านแถลงเฉพาะวาระแต่งตั้งโยกย้าย มาถึงวันนี้ผมทำหน้าที่ผ่านไป 4 เดือนแล้ว แม้พรรคจะเตือนมาว่าอย่าซ่านัก แต่ตอนนี้ผมเริ่มซ่าแล้ว (หัวเราะ) เริ่มใส่สีสันของตัวเองลงไปบ้าง ยิ่งเป็นสื่อมาก่อน ยิ่งทำให้เรารู้ว่าสื่ออยากได้อะไร”

ผ่านไป 4 เดือน เขาเริ่มไปได้สวย จนแทบรอไม่ไหวที่จะอาสาเป็นกลุ่มแรก สำหรับแบบทดสอบประเมินระดับความพึงพอใจในอีก 2 เดือนข้างหน้า

 

ที่ประชุม ครม. เขตปลอดสัญญาณมือถือ 

            ทุกวันอังคาร เวลา 09.00 . คือวันประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีจะ นั่งหัวโต๊ะรูปไข่ ตามด้วยรัฐมนตรีทั้ง 35 คน ส่วนทีมงานโฆษกนั่งแถวที่สองพร้อมด้วย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาฯ อัยการสูงสุด ตัวแทนสำนักงานกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสภาพัฒน์ ส่วนแถวที่สามเป็นที่นั่งสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บันทึกรายงานการประชุม สำหรับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมวงโดยเด็ดขาด 

สนทนากับ “ผู้แถลงความจริง” ทั้งที เราจึงต้องขอบรรยากาศในที่ประชุม “ปิด” บ้างว่า จะเหมือนหรือต่างจากภาพในจินตนาการไหม  

“ประชุม ครม.ทุกครั้ง ฝ่ายความมั่นคงจะตัดวงจรโทรศัพท์ทั้งหมด ฉะนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถติดต่อกับคนภายนอกได้เลย เวลาผมเข้าประชุมจะต้องจดๆๆ เพื่อใช้เป็นถ้อยแถลงของเรา   แล้วต้องฟังด้วยว่าใครพูดอย่างไร เพราะจะมีนักข่าวมาถาม วันอังคารเลยเป็นวันที่ผมกลัวและเครียดที่สุดในชีวิต จนวันนี้ก็ยังไม่ชิน ผมว่าถ้าใครมาเป็นรองโฆษกแบบผมก็คงไม่ชิน (หัวเราะ) อาชีพของเราตอนนี้เลยต้องรู้ทุกเรื่อง  แล้วรู้แบบถูกต้องด้วย 

“ไม่กี่วันที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรียุติธรรมโทรศัพท์มาถามผมว่า ท่านวัชระ (เขาเล่าด้วยสรรพนามนิยมในแวดวงการเมือง) เรื่องกฎหมายอาชญากรรมข้ามชาติ ท่านแถลงอนุมัติในหลักการหรือรับทราบ ผมบอกว่าผมแถลงอนุมัติ ท่านก็แย้งขึ้นมาทันทีว่าไม่ใช่ แถลงแบบนั้นผิด ต้องแถลงว่ารับทราบ 

“ผมทราบเรื่องนี้ตอน 1 ทุ่ม ก็ต้องโทร.แจ้งนักข่าวทุกคนให้แก้ไขข้อความ กว่าจะจบก็เกือบเที่ยงคืน ตอนนี้อาชีพผมเลยต้องพูดจาให้อยู่กับร่องกับรอย” หลายครั้งนักบริหารหลังไมค์จึงต้องทำงานล่วงเวลาไปไกลด้วยเหตุนี้ 

 


วันนี้โฆษก วันหน้า…รัฐมนตรี?!?

ในฐานะกระบอกเสียงของรัฐบาล ต่อข้อกังขาถึงภาพลักษณ์ของสื่อในเครือข่ายภาครัฐ อาทิ โมเดิร์นไนน์ทีวี และ ช่อง 11 ว่าเป็นสถานีที่ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาล เป็นเรื่องเท็จจริงอย่างไร งานนี้รองโฆษกรัฐบาลรีบโต้แย้งทันควัน 

“เป็นสถานีของรัฐก็จริง แต่รัฐบาลไม่สามารถสั่งให้มาทำข่าวนั้นข่าวนี้ได้ ฉะนั้น ที่หลายคนชอบบอกว่าสถานีโทรทัศน์ถูกครอบงำ ผมปฏิเสธแทนได้เลยว่า…ไม่จริง  วันก่อนผมแถลงข่าวเรื่องยุวโฆษก ซึ่งมีเด็กนักเรียน 60-70 คนทดลองฝึกการเป็นโฆษกรัฐบาล ช่อง 9 กับช่อง 11 ก็ไม่มา มีเพียงสถานีไทยพีบีเอสเท่านั้น”

ตกไปหนึ่งประเด็น แล้วเรื่องของการแทรกแซงสื่อที่ถูกหยิบยกเป็นกรณีทุกเมื่อนั่นเล่า เป็นเช่นไร 

“ประเด็นที่ว่ารัฐบาลชอบแทรกแซงสื่อ ผมขอยืนยันว่า…ไม่จริง สายตาที่ผมไปเจอมานั้น…ไม่จริง เพราะเราเรียกเขามาไม่ได้ น้องๆ สื่อจะเป็นผู้ใช้วิจารณญาณเองว่าจะเลือกทำข่าวนั้นข่าวนี้ไหม ยังไงก็ตาม วันนี้ถือเป็นคุณอนันต์แก่ผมที่ได้เข้าร่วมประชุมกับ ครม. ทำให้ผมได้รู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร ยังนั่งนึกๆ อยู่เลยว่า วันหนึ่งได้เป็นโฆษกรัฐบาล อีกหน่อยคงได้เป็นรัฐมนตรี เพราะรู้เรื่องหมด (หัวเราะ

ว่าแต่ หากถึงวันนั้น ใครจะหาญกล้ารับเป็นโฆษกที่มีอดีตโฆษกเป็นรัฐมนตรีได้เล่า

 

 Juicy นายกฯ อภิสิทธิ์

         ไหนๆ ก็นั่งห่างผู้นำหมายเลข 1 แค่เก้าอี้คั่น ไม่มีเรื่องจากวงในมาเล่าสู่กันฟัง “ความจริง” ก็ขาดรสชาติและสีสันเท่านั้นเอง

           บางมุมของนายกรัฐมนตรีรูปหล่อ จึงเป็นเช่นนี้

-วันที่มีประชุม ครม.แม้กำหนดการจะเริ่มเวลา 09.00 น. แต่คุณอภิสิทธิ์จะถึงทำเนียบตั้งแต่ 07.00 . ฉะนั้นเวลาประชุมจึงมักจะร่นมาเป็น 08.00 .

-เครื่องดื่มยอดนิยมของนายกฯ อภิสิทธิ์คือ “น้ำดำ” “ผมสังเกตเห็นคุณอภิสิทธิ์ชอบดื่มน้ำดำมากๆ น้ำดำที่ว่านี้คือโค้ก ไม่ว่าจะประชุมกี่ชั่วโมง ก็จะเห็นท่านนายกฯ มีแก้วโค้กติดตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันว่า ไม่เห็นมีเสียงเรอออกมาเลย แสดงว่าเป็นน้ำที่ท่านชอบมากจริงๆ” 

            -อ่านทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง “ยิ่งผมมาทำงานกับคุณอภิสิทธิ์ รู้เลยว่าท่านเป็นนายกฯ ที่ดีคนหนึ่ง เชื่อไหมว่าทุกวาระในการประชุม คุณอภิสิทธิ์สามารถรู้และตั้งคำถามกับเจ้าของเรื่องได้ทุกประเด็น  แสดงว่าท่านอ่านทุกเรื่องจริงๆ” 

-นายกฯ นิยมเกม “บางมุมเชื่อไหมว่า คุณอภิสิทธิ์จะนั่งเก้าอี้แบบเอนๆ กึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วชอบเล่นเกมมือถือ ซึ่งคนที่กำลังรายงานอาจจะคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่สนใจฟัง ที่ไหนได้…ฟังทุกตัวอักษร ทุกเม็ด พอรายงานจบก็สามารถตั้งคำถามได้คม มีมิติและครอบคลุม ผมเลยคิดว่าคุณอภิสิทธิ์เหมาะที่จะเป็นนายกฯ เพราะ ไม่เคยนำประเด็นการเมืองมาพูดในที่ประชุมเลย จะพูดในวาระการประชุมจริงๆ”

การเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปลี่ยนใจจากพรรคชาติไทยพัฒนาไหม

“จากที่ผมไม่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี แต่ผมจะเลือกพรรคชาติไทยพัฒนา (หัวเราะ

นักล็อบบี้ นักเจรจาต่อรอง หรือผู้จัดการการเมืองทั้งหลาย โปรดทราบ กรุณาใคร่ครวญ

 

เป็ด เชิญยิ้ม : ผู้จุดประกายการเมือง

            เส้นทางสายการเมืองของเขาเริ่มขึ้น หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในฐานะพิธีกรมาพอสมควร แต่เขาว่าที่มาจริงๆ คือ หลังจากสัมภาษณ์ตลกคนดัง เป็ด เชิญยิ้ม หรือ ธัญญา โพธิ์วิจิตร ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นจากคณะรัฐศาสตร์ ภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

“ตอนนั้นพี่เป็ดเป็นนายกสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย แล้วยังเป็นเจ้าของรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ผมถามพี่เป็ดว่าสนใจการเมืองไหม พี่เป็ดตอบว่าสนใจเพราะวางแผนชีวิตไว้ จากครูและหนุ่มแบงก์ที่ไม่มีวันรวย แต่พูดอะไรคนก็ขำ เลยตัดสินใจมาเป็นตลก และคิดว่าต้องรวยให้ได้ พอรวยแล้วจะต้องมีอำนาจให้ได้ เลยก่อตั้งสมาคมตลก วันหนึ่งพี่เป็ดจะเข้ามาเล่นการเมือง สังเกตให้ดีสิครับ ตอนหลังพี่เป็ดไม่เคยออกรายการเล่นตลกอีกเลย สาเหตุเพราะไม่อยากให้คนจำภาพตลกในเวลาลงเล่นการเมือง หลายปีที่ผ่านมา พี่เป็ดถูกพรรคการเมืองจีบเข้าพรรคมาตลอด”

เขาเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ไม่น่าเชื่อ

 

สรอรรถ กลิ่นประทุม คือผู้เปิดประตูสู่ถนนการเมือง

ครั้งหนึ่งเขามีโอกาสสัมภาษณสรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำกลุ่มวังน้ำเย็น อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประโยคเชิญชวนว่า “ไปเล่นการเมืองกับพี่ไหม” ทำให้คุณวัชระคิดอยู่หลายตลบ จนในที่สุดสรุปได้ว่า “วันหนึ่งต้องเป็นนักการเมืองให้ได้”

จากนั้นเขาก็เป็นที่หมายปองจากหลายพรรค กระทั่งวันหนึ่ง ธรรมา ปิ่นสุกาญจนะ เหรัญญิกพรรคชาติไทยสมัยนั้นชวนให้ร่วมงาน “ผมเคยสัมภาษณ์ท่านบรรหาร ก็เรียกว่าชอบพอกันดี ผมเลยไปอยู่กับพรรคชาติไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก่อนการปฏิวัติ 19 ันยายน โดยมี นพ.วินัย วิริยะกิจจา รองหัวหน้าพรรคชาติไทยเป็นพี่เลี้ยง” จากจุดสตาร์ตเขาก็ออกตัวมาจนถึงวันนี้

 “ท่านบรรหารเคยหันมาถามว่า คุณจะเอาจริงหรือ ไม่เสียดายอาชีพคุณหรือ ที่ผ่านมาผมยังไม่แต่งตั้งคุณเพราะยังห่วงอาชีพคุณ” เมื่อเขาตอบได้ จึงประเดิมด้วยตำแหน่งรองโฆษกพรรคชาติไทย

 

คนรักและชัง…เพราะการเมือง

จากพิธีกรโทรทัศน์ที่มีผู้นิยมอยู่ไม่น้อย เมื่อเลือกทางสายใหม่ ปฏิกิริยาใหม่ก็ตามมาทันทีเช่นกัน “ผมมีความรู้สึกว่าการเป็นโฆษกทีวีกับโฆษกพรรคการเมือง เป็นเรื่องที่ต่างกันมาก เราออกทีวีแม้จะมีทั้งคนชอบและเกลียดอยู่บ้าง เพราะเป็นพิธีกรที่มีน้ำเสียงดุดัน จนมีคนโทร.มาบอกว่า เวลาสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ให้เกียรติบ้างสิ แต่พอมาเป็นโฆษกพรรคการเมือง จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เกลียดเลย”

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เขาถูกสังคมค่อนแคะอยู่บ่อยหน  ครั้งหนึ่งหลังจากมีการแนะนำว่าเป็นลูกน้องของบรรหาร ศิลปอาชา เท่านั้นเองก็มีประโยคสวนในทันทีว่า “ปลาไหลล่ะซีนี่น่ะ ทำให้ปีเกิดของผมจากปีมังกร กลายเป็นปีปลาไหลไปแบบอัตโนมัติ (หัวเราะ) อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมชอบซื้อต้นไม้ไปปลูกที่บ้าน จากร้านเดิมๆ ที่รู้จักกัน ซึ่งเขาก็ดีกับผมมาตลอด เขารู้จักผมในฐานะพิธีกร จนวันก่อนนี้เจอหน้ากันเขาพูดขึ้นว่า ผมเห็นพี่วัชระแถลงข่าวในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ผมปิดทีวีเลย ไม่ดู” แม้จะเสียแฟนประจำไปบ้าง แต่น้ำเสียงก็ยังหนักแน่นและหัวเราะได้ 

 

อดีตคนขี้อาย กลายเป็นวันนี้ฝีปากกล้า                      

ถือกำเนิดย่านชานเมืองกรุงเทพฯ แถบปทุมธานี ก่อนย้ายตามคุณพ่อไปอยู่ที่สกลนคร เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเด็กขี้อาย จากหลักฐานภาพถ่าย ที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปซึ่งจะมีรูปตั้งแต่แบเบาะ แต่คุณวัชระมีรูปน้อยมาก ย้อนกลับไปที่พอหาได้คือถ่ายไว้สมัยเรียนชั้น ป.6 เท่านั้น 

“แม่บอกว่าผมเป็นเด็กขี้อายมาก พอถ่ายรูป แม่ยืน น้าสาวยืน แต่ผมไปยืนอยู่ด้านหลังของแม่ ซึ่งในภาพก็จะเห็นแค่ข้อมือผมที่โผล่ออกมา ตั้งแต่เล็กผมจะเป็นคนเงียบๆ  ใครใช้ให้ร้องเพลงก็เขินอายอยู่ร่ำไป จนเริ่มเห็นชัดเจนว่ากล้าแสดงออก ตอนอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนบางกะปิ           

“ผมกล้าพูดได้เลยว่าเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง จบ ป.6 ผมสอบได้ที่ 1 ของสกลนคร จบ .6 ก็ได้ที่ 1 ของโรงเรียน พร้อมกับตำแหน่งประธานนักเรียน เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง แต่ก็เป็นศิษย์หลายแห่ง เคยเอนท์เข้าจุฬาฯ ได้ เลยเลือกเรียนรัฐศาสตร์การทูต เพื่อนรุ่นเดียวกันคือ คุณแจน-จิตติมา วรรธนะสิน รุ่นน้องผมคือ วสุ แสงสิงแก้ว จักรภพ เพ็ญแข นีโน่-เมทนี บุรณศิริ พยายามเรียนอยู่ 2 ปีก็ออก ฐานะทางบ้านปานกลางทำให้ต้องช่วยเหลือตัวเองมาตลอด  มาเรียนหนังสือด้วยการเช่าห้องพักเดือนละ 200 บาท”

ไปจบรัฐศาสตร์ที่รามคำแหง ปริญญาโทก็ยังไม่จบ เลยกลายเป็นศิษย์หลายแห่ง ทั้ง เกริกและนิด้า 

“สมัยนั้นพี่ชายเป็นนักหนังสือพิมพ์ เลยตั้งใจว่าเรียนจบเมื่อไรจะไปเป็นนักข่าวดีกว่า โดยมี คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ในยุคก่อนเป็นแม่แบบ เป็นฮีโร่ของผมอีกคนหนึ่ง    ในที่สุดหยุดเรียนไปเป็นนักข่าวสายการเมืองที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด ดาวสยาม  กระทั่งย้ายมาอยู่ฐานเศรษฐกิจ 

“พี่ชายเป็นคอลัมนิสต์ วันไหนพี่ชายกินเหล้าเมาเขียนไม่ได้ ผมก็จะเขียนแทน กระทั่งเครื่องร้อนเลยออกมาทำหนังสือเองชื่อ เดอะฮีโร่ (The Hero) เป็นแนวบุคคลแบบ WhO? นี่แหละ ตอนที่ทำคิดว่าเราแน่เพราะรู้จักแหล่งข่าวเยอะ แต่สุดท้ายเจ๊งระเนระนาด เป็นหนี้กว่า 2 ล้านบาท (หัวเราะ) จากนั้นเพื่อนก็ชวนมาทำทีวีใช้ชื่อรายการ ฮีโร่ 2000 เป็นรายการที่จัดจะเป็นแบบฮาร์ดทอล์ก สัมภาษณ์บุคคล ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง”

เขาเล่ายิ้มๆ ถึงฝันที่จะเป็นเจ้าพ่อสื่อเมืองไทย ที่เห็นความสำเร็จและความล้มเหลว เป็นเรื่องธรรมดา

 

อินไซด์ ครม.

            เขาว่าการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต และทำให้ทิศทางชีวิตในอนาคตชัดเจนขึ้น นอกจากใฝ่ฝันที่จะเป็นนักการเมืองที่ดี มีโอกาสทำงานให้กับประเทศชาติแล้ว  ตอนนี้เขายังใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักงานโฆษกรัฐบาลอีกด้วย ในรายการ “อินไซด์ ครมโดยการนำมติ ครม.มาพูดคุยในรายการความยาวประมาณ 50 นาที ทุกวันอังคารหลังข่าว

“ผมขอย้ำว่าจะเป็นกระบอกเสียงแสดงความคิดเห็นให้กับประเทศ เช่น กรณีจะปล่อยให้ชาวอาหรับมาเช่าที่ทำนา 99 ปี ปลูกข้าวเสร็จคนไทยไม่ได้กินข้าว แต่เป็นการปลูกให้ชาวอาหรับไว้กิน แต่ถ้าคิดในมิติของเศรษฐกิจอาจจะดี ประเทศไทยจะได้เงินจากประเทศที่ร่ำรวย แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่งเรากำลังขายประเทศ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องนำเสนอแล้วแสดงความคิดเห็น ในฐานะลูกหลานชาวนาคนหนึ่ง”

            หลังจาก “แถลง” ความจริงกับ WhO? แล้ว เขาต้องกลับไปเตรียมถ้อยแถลงงานในหน้าที่ต่อไป แต่หากอยากได้ถ้อยแถลงอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเสน่ห์ร้ายของโฆษกเนื้อหอมรายนี้แล้ว เห็นทีต้องยกให้เป็นเรื่องของถ้อยความ “หลังไมค์” แทน 



ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน 

ทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน

http://www.whoweeklymagazine.com/





สมัครสมาชิก WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน

วันนี้ รับเหรียญยันต์ 5 แถว หนุนดวง  

มูลค่า 1,000 บาท(ฟรี)


สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ 

โทร.086-389-5835 

โทรสาร