• ท่านเจ้าคุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sut1919@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 931
  • จำนวนผู้ชม : 3720125
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3536 คน
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง http://www.facebook.com/home.php?ref=home,http://sutthikhun.hi5.com,http://innold.blogspot.com/2008/11/inn_24.html
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม 2553
Posted by ท่านเจ้าคุณ , ผู้อ่าน : 5881 , 18:28:07 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จดหมายจากพี่สิทธิกร

                        สวัสดีน้องๆ นักเรียนทุนสำนึกรักระยองบ้านเกิด วันนี้พี่สิทธิกรได้มีโอกาสเขียนจดหมายมาคุยกับน้อง หลังจากงานเททองหล่อพระประธาน ณ วัดสมบูรณารามผ่านพ้นไป พี่ได้ชมภาพถ่ายและ VCD แล้วรู้สึกละอายใจที่เห็นน้องๆ ต้องลำบากตากแดดตากลม เพื่อร่วมขบวนแห่รูปพระประธาน ซึ่งเดิมทีพี่สิทธิกรประสงค์ให้วงดุริยางค์และนักเรียนนาฏศิลป์ ร่วมขบวนแห่เพื่อเชิญชวนชาวบ้านให้มาร่วมทำบุญ                หล่อพระประธาน แต่ท่านอาจารย์ตุ๊กแกปรารถนาดีต่อพี่ ท่านจึงจัดนักเรียนทุนและนักเรียนที่ได้รับรางวัล       ไปร่วมแห่ด้วย เห็นภาพขบวนแล้วรู้สึกเกรงใจน้องๆ ที่ต้องตากแดดร้อนจริงๆ พี่เห็นน้องสโรชา ถือป้ายผ้า     เห็นน้องอภิรดี,น้องสุวิจักษ์,น้องสุรเสน,น้องสาธิดา,คุณหมอโอ๊ค,น้องมาลินีและน้องชลปณต ร่วมเดินในขบวน ทำให้พี่รู้เลยว่าน้องๆ มีน้ำใจต่องานของพี่ บางคนตัวโตมากๆ แทบจำไม่ได้ บางคนพี่มองแล้วนึกชื่อไม่ออก      บางคนเอ่ยชื่อแม่นเป็นเพราะจำได้ว่าน้องคนนั้นชอบเขียนจดหมายมาคุยให้พี่อ่านที่เรือนจำฯ เป็นประจำ

                        น้องๆ คงสงสัยว่า ทำไมพี่จึงทำบุญใหญ่ในวันคล้ายวันเกิด ทั้งที่ตัวพี่เองก็ไม่ได้ไปร่วมงาน เหตุผลก็คือ พี่ประสงค์จะทำสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ ให้เกิดขึ้นในโอกาสคล้ายวันเกิดทุกปี เพราะหากมองย้อยไป     เมื่อแรกที่เราเกิดมาลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อแม่ของเราท่านจะให้ความสำคัญมากเพราะถือว่า เราเป็นสิ่งวิเศษที่ดีที่สุดที่ถือกำเนิดในวันเกิดวันนี้ พ่อแม่บางท่านฉีกปฏิทินเก็บไว้ เพราะเกรงว่าจะลืม ท่านให้ความสำคัญกับวันนี้มาก ดังนั้นเมื่อเรามีความสำคัญและมีคุณค่า  ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ถือกำเนิดในวันนี้ พี่จึงยึดวันคล้ายวันเกิด         ของทุกปี สร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันเกิดวันแรกที่คุณแม่และคุณพ่อได้สร้างชีวิตเราให้กำเนิดมา ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาพี่จะสร้างอาคารโรงเรียนต่างๆ โดยกำหนดวางศิลาฤกษ์ในวันคล้ายวันเกิด แต่ปีนี้พี่จัดเททองหล่อองค์พระประธาน ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั่วไป น้องๆ รู้ไหมครับ ว่าองค์ประธานท่านจะประดิษฐานในอุโบสถ  เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธไปนานเป็นร้อยเป็นพันปี ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องยกมือไหว้ ใครที่มีความทุกข์ก็จะเข้ามาขอพรบนบานสานกล่าว  องค์ท่านจะเป็นที่พึ่งทางใจไปนานนิจนิรันดร์ แม้นอนาคตหากพี่ตายไปแล้ว พระประธานองค์นี้ยังจะสถิตสถาพรอยู่ตลอดไป

                        สิ่งที่พี่สร้างในวันคล้ายวันเกิดทุกอย่าง พี่พิจารณาดีแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่       มวลมนุษยชาติ อาคารโรงเรียนหลายหลังถือกำเนิดในวันคล้ายวันเกิด ทุกวันนี้วันเกิดแต่ละปีได้ผ่านไปแล้ว        แต่คุณค่าของอาคารเรียนต่างๆ ยังผลิดอกออกผลส่งเสริมคนให้มีความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง อายุของพี่เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งดีๆ ก็เพิ่มขึ้นตามอายุ นอกจากสิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นในวันคล้ายวันเกิดแล้ว ทุนการศึกษาต่างๆ จำนวนมาก     พี่ก็นิยมมอบให้ในวันคล้ายวันเกิดเช่นกัน ผู้ที่ได้รับทุนทุกคนก็จะมีความสุข ทำให้ความสุขทั้งปวงเกิดขึ้นใน    วันคล้ายวันเกิดของพี่ น้องลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของพี่ได้รับรู้รับทราบ ท่านจะมีความภาคภูมิใจขนาดไหน เพราะท่านทำให้พี่เกิดในวันนี้ สิ่งดีๆ ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นตามมาทุกปีอย่างไม่หยุดนิ่ง สิ่งดีๆ ที่พี่ทำไว้ส่วนหนึ่งบันทึกไว้ในหนังสือมงคลชีวิต ถ้าน้องคนไหนได้อ่านหมดก็คงงงแน่ๆ เพราะมันเยอะมาก มากจนพี่เองก็จำไม่หมด ที่บันทึกก็เฉพาะที่จำได้เท่านั้น ยิ่งวันคล้ายวันเกิดปีนี้ ๓๙ ปี มีโครงการทำบุญมากเต็มไปหมด ขนาดปัจจุบัน  พนักงานของบริษัทฯ ยังบรรจุพระเครื่องรุ่นต่างๆ ของบริษัทฯ ถวายวัดทั่วประเทศไม่ครบเลย    วันเกิดของพี่ปีนี้ พี่บริจาคพระเครื่องของดีๆ มีมูลค่ากว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถวายให้วัดต่างๆ ๓ หมื่นกว่าแห่ง    ทั่วประเทศ ถ้าน้องคนไหนอยากได้พระเครื่องของพี่ไปบริจาคให้องค์กรการกุศลใด หรือให้วัดไหนเพิ่มขึ้นจากที่พี่ได้ถวายไปแล้ว ก็ขอให้น้องแจ้งมาได้เลยนะครับ เราพี่น้องจะได้ทำบุญร่วมกันอีก

                        พูดถึงหนังสือมงคลชีวิต ที่บันทึกการทำบุญทำกุศล หรือการทำความดีต่างๆ ของพี่ไว้        ตามที่ปรากฏนั้น สิ่งสำคัญมากกว่าบันทึกการทำบุญก็คือ “เนื้อหามงคล ๓๘ ประการ” ที่ได้จัดพิมพ์       เพื่อประสงค์ให้คนทั่วไปได้อ่านและศึกษา ในโอกาสที่พี่มีอายุครบ ๓๘ ปี  มงคล ๓๘ ข้อจะเกิดคุณค่า ถ้าน้องๆ ของพี่ได้อ่านมงคลครบ ๓๘ ข้อ ค่อยๆ อ่านวันละข้อผ่านไป ๓๘ วันก็อ่านได้ครบ ๓๘ ข้อแล้ว ชีวิตของน้องก็จะได้รู้ว่า ทำอะไรดีจึงจะทำให้ชีวิตมีมงคล การศึกษาข้อมงคลเป็นการศึกษาความเจริญของมนุษย์ น้องคนไหนคิดอ่านด้วยตนเองก็แสดงว่า น้องคนนั้นมีความเจริญแล้ว อนาคตต้องเป็นใหญ่เป็นโตมีชีวิตที่ผาสุก อย่าเอาอย่างพี่ที่ฝ่าฝืนข้อคำสอนในมงคลเรื่องการงานเป็นโทษ จึงทำให้ต้องเกิดโทษทางคดีความ เพราะความประมาทเชื่อใจในตัวของผู้ใหญ่  สุดท้ายก็ทำให้ชีวิตพี่หายนะ  จริงๆ แล้วน้องๆ คงสงสัย เรื่องคดีความของพี่    พี่ก็ขอเล่าคราวๆ ให้ฟังนะครับ คือ การสร้างพระสมเด็จเหนือหัวนั้น มูลนิธิ ร.๘ คือ มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โดยประธานมูลนิธิ)  ได้มอบหมายให้พี่ดำเนินการแทน ซึ่งในหนังสือคำสั่งระบุว่า      “พระสมเด็จเหนือหัว สร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี” และมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งจากท่านประธานมูลนิธิฯ แจ้งไปยังราชเลขาธิการ มีข้อความเดียวกันกับหนังสือที่พี่ได้รับมา เมื่อข้อความที่ประธานมูลนิธิฯ สั่งการดังนี้ พี่ก็ดำเนินการสร้างตามหนังสือและได้ทำการโฆษณาข้อความดังกล่าวทางสื่อต่างๆ  สุดท้ายพอเกิดเรื่อง  ทางราชการแจ้งว่าผิด เพราะไม่ได้ขออนุญาตทางวังก่อน การสร้างพระสมเด็จเหนือหัวจึงไม่ถูกต้อง เพราะใช้ข้อความโฆษณาไม่เหมาะสม ช่วงแรกๆ ก่อนเกิดคดีนี้ ท่านประธานมูลนิธิฯ สั่งพี่ว่า “ให้ทำไปก่อน หากมีอะไรเกิดขึ้นค่อยว่ากัน ท่านจะจัดการให้” แต่พอคดีเกิดเป็นข่าวใหญ่โต ทางท่านประธานและคณะกรรมการมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ (มูลนิธิ ร.๘)           ก็กระโดดหนีความผิดทันที โดยโยนเรื่องเหมาให้พี่รับผิดชอบคนเดียว แถมเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองกลับกล่าวหาว่า  “พี่แอบอ้างชื่อมูลนิธิฯ  มูลนิธิฯไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ใช้  ไม่ได้อนุญาต” ช่วงนั้นพี่เข้าใจว่าผู้ใหญ่คงมีความจำเป็นจึงต้องแสดงเหตุผลอย่างนั้น พี่จึงกล้าออกตัวรับเรื่องแทนเพียงคนเดียว โดยปกป้องท่านประธานมูลนิธิฯ ซึ่งท่านเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทยไว้ ด้วยการไม่ยื่นหนังสือคำสั่งให้พนักงานสอบสวนที่ท่านประธานมูลนิธิฯ ลงนามระบุข้อความที่ใช้ให้พี่สร้างพระสมเด็จเหนือหัวแทนมูลนิธิฯ ดังนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดก็ดำเนินคดีฟ้องพี่เพียงคนเดียวโดยมีใจความหลักๆ ว่า “๑.มูลนิธิฯ ไม่ได้อนุญาตให้พี่จัดสร้าง,๒.สำนักราชเลขาไม่ทราบเรื่อง,๓.การสร้างพระสมเด็จไม่ได้ใส่ดอกไม้พระราชทานจริง และ            ๔.การจัดสร้างแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์” พี่ก็สู้คดีจนความจริงปรากฏต่อศาลว่า ๑.มูลนิธิฯ โดยท่านประธานฯ ใช้พี่จัดสร้างจริง, ๒.สำนักราชเลขาธิการ ก็เคยรับทราบหนังสือเรื่องเกี่ยวกับการสร้าง           พระสมเด็จเหนือหัวแล้ว, ๓.การสร้างพระสมเด็จเหนือหัวได้ใส่ดอกไม้ที่ประธานมูลนิธิฯ ได้รับพระราชทานมาจริง แต่เป็นดอกไม้ที่ได้รับพระราชทานเป็นเครื่องกัณฑ์เทศน์ และ ๔.การจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว เป็นโครงการของมูลนิธิฯ ร.๘ ซึ่งอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ ร.๙ เป็นความจริง แต่สุดท้ายศาลกลับตัดสินว่าพี่ผิด เพราะแม้นมูลนิธิ ร.๘ จะรู้เห็นให้พี่ทำแทน แต่การขออนุญาตเรื่องต่างๆ พี่ทำไม่ถูกต้อง พี่จึงมีความผิด พี่ก็แปลกใจว่าถ้ามูลนิธิฯ ใช้พี่ทำการนี้แทนแล้ว หน้าที่การขออนุญาตเรื่องต่างๆ พึงต้องเป็นหน้าที่ของมูลนิธิฯ หรือเป็นหน้าที่ของพี่กันแน่ เพราะตามความจริงพี่ไม่มีอำนาจที่จะลงนามใดๆ ในการขออนุญาตเรื่องต่างๆ แทนมูลนิธิฯ เลย  อีกทั้งตอนมูลนิธิฯ มีหนังสือใช้พี่ก็ระบุชัดแล้วว่า “พระสมเด็จเหนือหัว สร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์” แล้วความจริง พระรุ่นนี้ก็ใส่ดอกไม้พระราชทานจริงแต่เป็นดอกไม้ที่ในหลวงพระราชทานติดกัณฑ์เทศน์ มิใช่ในหลวงพระราชทานเพื่อสร้างพระสมเด็จเหนือหัวเป็นการเฉพาะเจาะจง สรุปตามความจริงก็คือ “เอาดอกไม้ที่ในหลวงถวายพระสงฆ์แล้ว ไปใส่จริง” เพียงแต่ทางวังแจ้งว่าไม่ได้ขออนุญาตจากวังก่อนเพื่อเอาไปใส่ ซึ่งความจริงแล้ว  เรื่องนี้ “ในหลวง”ท่านทรงถวายดอกไม้ติดกัณฑ์เทศน์ให้พระวิสุทธาธิบดี ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์แล้ว ดังนั้น ตามหลักการทำบุญในพระพุทธศาสนา ดอกไม้ที่ติดกัณฑ์เทศน์ถวายพระแล้วย่อมเป็นสิทธิ์ของพระที่จะนำไปทำประโยชน์อะไรก็ได้ และที่สำคัญพระวิสุทธาธิบดี (ประธานมูลนิธิฯ) ท่านก็ระบุในหนังสือถึงพี่และระบุถึงราชเลขาธิการชัดเจนแล้วว่า “พระสมเด็จเหนือหัวสร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์” ด้วยเหตุนี้ดอกไม้ที่ในหลวงถวายติดกัณฑ์เทศน์ให้พระมาแล้ว ทำไมเจ้าหน้าที่วังจะต้องให้พระที่ได้รับการถวายดอกไม้ ทำหนังสือกลับไปขออนุญาต     ราชเลขาที่จะนำดอกไม้ไปใช้อีกที ยกตัวอย่าง ก็เหมือนกับเงินทุนที่พี่ให้น้องๆ ไปแล้ว น้องจะเอาเงินไปใช้ทำอะไร น้องก็ไม่จำเป็นต้องมาขออนุญาตพี่อีกแล้ว เพราะพี่ให้แล้วย่อมเป็นสิทธิ์ของน้องโดยชอบธรรม สุดท้ายคดีนี้คนที่สั่งให้พี่ทำพระสมเด็จเหนือหัวโดยใส่ดอกไม้พระราชทาน คือ พระวิสุทธาธิบดี(ประธานมูลนิธิอัฏฐม    ราชานุสรณ์ฯ) แต่กลับไม่มีความผิดพี่เป็นคนรับงานนี้มาดำเนินการแทน ทำการโฆษณาตามความเป็นจริงกลับต้องรับผิดแทน นี่แหละคือ“ความเป็นธรรมของประเทศไทย” 

                        ก่อนเกิดคดีความท่านประธานมูลนิธิฯ ก็บอกให้พี่ทำไปก่อน มีเรื่องอะไรค่อยมาว่ากัน ท่านจะจัดการเอง พี่ก็เชื่อท่าน แต่พอเกิดเรื่องเข้าจริงๆ  อันดับแรกท่านก็โยนความผิดให้พี่ทั้งหมด,อันดับที่ ๒ ท่านก็ไม่ปกป้องคุ้มครองพี่เลย,อันดับที่ ๓ เกิดคดีความแล้ว ท่านก็ไม่ออกตัวช่วยเหลือใดๆ กับพี่ ,อันดับที่ ๔ ท่านประธานมูลนิธิฯ และคณะกรรมการกลับพร้อมใจกันให้การกับพนักงานสอบสวนว่า “ไม่รู้เรื่อง ไม่กี่ยวข้อง”,อันดับที่ ๕ ท่านประธานมูลนิธิฯ แจ้งกับพนักงานสอบสวนว่า พี่ทำให้มูลนิธิฯ เสียชื่อและเสียหาย ท่านไม่เอาผิดติดใจดำเนินคดีกับพี่ (ทั้งๆ ที่ท่านใช้ให้พี่ทำแทนมูลนิธิฯ),อันดับที่ ๖ พี่โดนจับที่สนามบิน ท่านประธานมูลนิธิฯ ไม่เคยเป็นห่วงถามทุกข์สุขพี่เลย,อันดับที่ ๗ พอศาลมีคำสั่งให้พี่เข้าคุกจนถึงปัจจุบันเกือบ ๒ ปีแล้ว             ท่านประธานมูลนิธิฯ ไม่เคยมาเยี่ยม ไม่เคยส่งน้ำใจมา ไม่เคยส่งคนมาเยี่ยม ไม่เคยถามถึงพี่ แม้นมีคนพูดถึงเรื่องพี่ ท่านก็ไม่พูดถึง ท่านประธานมูลนิธิฯ ท่านนี้เป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อ ๕๐ ปีก่อน คุณยายของพี่เคยอุปถัมภ์ท่านมา และตัวพี่เองก็ได้ทำงานใหญ่ๆ รับใช้ท่าน ทำให้ท่านได้รับเกียรติยกย่อง มีผลงานต่อสังคมมากมายเป็นร้อยๆ ล้าน แม้นท่านจะไม่เคยขอรางวัลใดๆ ให้เป็นเกียรติยศแก่ชีวิตของพี่ก็ตาม พี่ก็ไม่เสียใจ แต่ที่พี่เสียใจคือ “ท่านรับแต่ชอบ ส่วนความผิด ท่านให้พี่รับคนเดียว”

                        ผลจากการตัดสินของศาลเกี่ยวกับคดีการสร้างพระสมเด็จเหนือหัวทำให้น้องๆ หลายคนแสดงความคิดเห็นเสียใจและเสียความรู้สึกต่อผลการตัดสินนั้น แต่สำหรับพี่แล้ว พี่ไม่เสียใจหรือเสียความรู้สึก      ใดๆ เลย เพราะพี่รู้ดีแต่แรกแล้วว่า ๑.คดีนี้มีผู้ใหญ่ที่มีอำนาจราชศักดิ์เป็นผู้บงการกลั่นแกล้งกันมา และ          ๒.ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงาน ก็ไม่มีความรับผิดชอบ ผลการตัดสินเป็นอย่างนี้ก็เหมาะสมแล้วกับภาวะจิตของมนุษย์บนโลก ซึ่งยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง และยังต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชี้วัดความยุติธรรม ผลจากการตัดสินของคดีพี่ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะที่นี่คือโลกมนุษย์ มิใช่โลกของผู้ที่หลุดพ้น ความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมในโลก ผู้ที่มีหน้าที่ชี้วัดตัดสินจะมีธรรมในจิตใจได้เท่ากับผู้ที่หลุดพ้นคงไม่มี คนที่ไม่ผิดมาติดคุกทนทุกข์ทรมานมีจำนวนมาก คนแก่ คนป่วย  คนพิการ คนบ้า คนยากคนจน คนที่ไม่มีความรู้ คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์และคนที่ไม่มีญาติมิตร พี่เห็นมาติดคุกต้องโทษเป็นจำนวนมาก สำหรับคดีของพี่ การสร้างพระสมเด็จเหนือหัว “เขาชี้วัดตัดสินให้การทำความจริงว่าเป็นความผิด” แล้วอย่างนี้พี่จะเสียใจเนื่องในงานอะไร คดีนี้พี่โดนข้อหาโฆษณาเกินจริง แต่ความจริงมันคืออะไร            ดอกไม้ที่พระวิสุทธาธิบดีได้มาจากในหลวง จะให้เรียกว่าดอกไม้อะไร? ถ้าไม่เรียกว่าดอกไม้พระราชทาน คำตัดสินครั้งนี้พี่รู้สึกเฉยๆ เพราะพี่ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่พี่ทำมันผิดหรือถูก!! เกิดมาพี่ก็เพิ่งได้ยินเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการให้การต่อศาลว่า “ดอกไม้พระราชทานที่ในหลวงพระราชทานให้พระสงฆ์ แล้วมีการมอบต่อ ไม่ได้เรียกว่าดอกไม้พระราชทาน”ถ้าดอกไม้นี้จะไม่ให้เรียกว่าดอกไม้พระราชทาน แต่จะมีใครกล้าปฏิเสธได้ว่าในหลวงไม่เคยพระราชทานดอกไม้นี้ให้พระวิสุทธาธิบดีในงานครองราชย์ ๖๐ ปี พี่นำดอกไม้ที่ในหลวงพระราชทานติดกัณฑ์เทศน์ให้พระสงฆ์ มาใส่ในองค์พระสมเด็จเหนือหัวตามประสงค์ของท่านประธานมูลนิธิฯ พระสมเด็จเหนือหัวก็ยังเป็นของมูลนิธิฯ อยู่ ศาลก็ยอมรับว่ามูลนิธิฯ ใช้พี่สร้างพระสมเด็จเหนือหัวจริง แต่เหตุไฉน เขาจึงหาว่าพี่หลอกลวงประชาชน พระรุ่นนี้ใส่ดอกไม้ที่ในหลวงพระราชทานมาจริง แต่จะพระราชทานผ่านใครมาก็เถอะ ทางความรู้สึกของคนจงรักษ์ภักดีแล้วมันก็คือ“ดอกไม้พระราชทาน”หรือ“ดอกไม้ของในหลวง”ยิ่งการสร้างพระสมเด็จเหนือหัวเป็นโครงการของมูลนิธิ ร.๘ แม้นไม่เกี่ยวข้องกับวัง แต่ทางความรู้สึกของชาวไทย มันก็เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ดี เพราะอย่างน้อยมูลนิธิฯ เป็นอนุสรณ์ของ ร.๘ และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร.๙ ศาลกลับว่าหลอกลวง โดยโฆษณาแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าไม่หลอกลวง? หากโลกมนุษย์นี้ชี้วัดตัดสินให้ความยุติธรรมได้อย่างเที่ยงแท้จริงๆ โลกนี้ก็ไม่ใช่โลกมนุษย์แล้ว คงเป็น “เทวโลก” หรือ “พรหมโลก” !!

                        เรื่องนี้ในหลวงท่านทรงทำบุญถวายดอกไม้เป็นเครื่องกัณฑ์เทศน์งานฉลองสิริราชย์สมบัติ     ๖๐ ปี พระองค์ถวายของให้พระแล้ว พระองค์ทรงกรวดน้ำอุทิศพระราชกุศลแล้ว พระองค์ท่านคงไม่นึกหวง   ของแล้ว แต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังยังหวงทวงสิทธิ์ของที่พระองค์ทรงทำบุญเอาไว้อีก ดอกไม้ของพระองค์เหี่ยวแห้ง พระท่านจึงไม่กล้าทิ้งถังขยะ  เลยให้นำไปทำให้คุณประโยชน์ต่อ พระท่านก็รู้ว่านำไปใส่ในการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว เพื่อให้ประชาชนได้มีของมงคลคือ “ดอกไม้ของในหลวง”เก็บไว้บูชา เป็นการแสดงความจงรักษ์ภักดีต่อพระองค์ท่าน และรายได้จากการเช่าบูชายังได้สร้างสาธารณะประโยชน์สร้างวัดสร้างโรงเรียนต่อ

                        ความอัปยศของการทำให้เกิดคดีการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้ว “โครงการสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์ และการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว เป็นโครงการของมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์จริง” ซึ่งมูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์จะทำถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จ                    พระอัฏฐมรามาธิบดินทร์ รัชกาลที่ ๘ และเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ โดยโครงการนี้ปรากฏในบันทึกการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของมูลนิธิฯ ที่นำไปจดทะเบียนไว้ที่สำนักงานเขตพระนครเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ดังนั้นเมื่อเกิดคดีขึ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดเป็นคดีความจึงหลีกไม่พ้นความอัปยศที่ได้ทำความเสียหายต่อโครงการไว้ดังนี้

                        อัปยศข้อที่ ๑ สำนักราชเลขาธิการเคยได้รับหนังสือจากประธานมูลนิธิฯ แล้ว  เรื่องการสร้าง                พระสมเด็จเหนือหัว มีใจความเรื่องการสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์ และการสร้างพระสมเด็จเหนือหัวว่า สร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ฯ  แต่กลับแจ้งปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น ไม่ทราบเรื่อง และกลับมีหนังสือไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทำให้เกิดคดีอย่างอึกทึกคึกโครม

                        อัปยศข้อที่ ๒ เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ ไม่มีความรู้เรื่องหลักการทำบุญที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา จึงออกมาทวงสิทธิ์จากดอกไม้ที่ในหลวงทรงพระราชทานทำบุญ ถวายติดกัณฑ์เทศน์แด่     พระวิสุทธาธิบดีไปแล้ว และยังแจ้งเงื่อนไขการทำบุญต่อศาลว่า “พระราชทานเพื่อติดกัณฑ์เทศน์เป็น    การเฉพาะ มิได้พระราชทานเพื่อการอื่น”ทั้งๆ ที่ชาวพุทธทั้งประเทศก็รู้ว่าของถวายพระสงฆ์ไปแล้ว      ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของพระสงฆ์จะเอาไปทำอะไรต่อก็ได้ ผู้ทำบุญจะมาท้วงทวงสิทธิ์อีกไม่ได้

                        อัปยศข้อที่ ๓ พระวิสุทธาธิบดี ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิฯ ได้รับรู้ รับทราบ และมีการลงนามเอกสารสั่งการให้นำดอกไม้พระราชทานจากเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ที่ได้รับพระราชทานมาทำการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว แต่พอเกิดคดีความพระวิสุทธาธิบดีกลับกลัวโทษจากความผิด จึงแจ้งกับกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า “ไม่ทราบเรื่อง ไม่รู้เห็น และไม่ได้สั่งให้เอาดอกไม้ไปใส่พระสมเด็จเหนือหัว” ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ลงนามในหนังสือแจ้งไปทุกหน่วยงานทุกวัดทั่วประเทศว่า พระสมเด็จเหนือหัวสร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์งานฉลองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี

                        อัปยศข้อที่ ๔ คณะกรรมการมูลนิธิฯ(บางท่าน)ร่วมกันปฏิเสธโครงการสร้างอุโบสถ             ๒ กษัตริย์ และการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ทั้งๆ ที่มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ก็มีบันทึกการประชุมแล้ว และเงินรายได้ก็เข้าบัญชีธนาคารของพระวิสุทธาธิบดีประธานมูลนิธิฯ เพื่อนำไปสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์

                        อัปยศข้อที่ ๕ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยคณะกรรมการโฆษณา ตีความว่า              การสร้างพระสมเด็จเหนือหัว เป็นการกระทำของฆราวาส จึงไม่ใช้กฎหมายมหาเถรสมาคมดำเนินคดีกับ                  พระวิสุทธาธิบดี ทั้งๆ ที่พระวิสุทธาธิบดี เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนว่า “ได้ใช้ให้บริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ทำการแทนมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์” สรุปก็คือ พระรุ่นนี้พระสงฆ์เป็นผู้จัดสร้าง แต่กลับเอากฎหมายมาดำเนินคดีกับฆารวาส

                        อัปยศข้อที่ ๖ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อเอกสารการประชุมของกลุ่มคณะกรรมการมูลนิธิฯ (ฉบับปลอม) และเชื่อคำรับรองรายงานการประชุมของกลุ่มกรรมการมูลนิธิฯ ที่ขัดแย้งกัน อีกทั้งเลือกปฏิบัติโดยเชื่อพระวิสุทธาธิบดีที่โกหกว่า “ไม่ได้รู้เห็นกับการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว” และไม่ดำเนินคดีกับมูลนิธิฯ หรือดำเนินคดีกับพระวิสุทธาธิบดี ประธานมูลนิธิฯ โดยส่งสำนวนการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์ฟ้องดำเนินคดีนายสิทธิกร บุญฉิมเพียงคนเดียว

                        อัปยศข้อที่ ๗ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับคำร้องขอความเป็นธรรมจากนายสิทธิกรแล้วไม่ยอมสั่งสอบเพิ่มเติม กรณีเอกสารที่พระวิสุทธาธิบดีลงนามถึงบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด และลงนามถึงสำนัก               ราชเลขาธิการเรื่อง “พระสมเด็จเหนือหัว สร้างจากดอกไม้พระราชทานเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์งานฉลองราชสมบัติครบ ๖๐ ปี”ซึ่งชี้ชัดให้เห็นว่า ผู้สั่งการให้ใช้ดอกไม้พระราชทานในการสร้างพระสมเด็จ     เหนือหัว คือ ใคร?

                        อัปยศข้อที่ ๘ คณะกรรมการมูลนิธิฯ(บางท่าน) และพระสงฆ์ที่มาศาลกลับเบิกความเท็จโกหกต่อศาลในฐานะพยานโจทก์ว่า ไม่รู้เห็นกับการจัดสร้าง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับผลประโยชน์ ไม่ได้อนุญาตให้การจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวในนาม มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งๆ ที่มีบันทึกการประชุมของมูลนิธิฯ ยืนยันแล้ว แต่กลุ่มกรรมการมูลนิธิฯ ก็อ้างว่า “พิมพ์บันทึกการประชุมผิด”

                        อัปยศข้อที่ ๙ พระวิสุทธาธิบดี ไม่กล้ามาเบิกความจริงต่อศาล กลับยืนยันเอกสารที่ให้การโกหกไว้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ศาลพิจารณา ซึ่งคำให้การของพระวิสุทธาธิบดีที่มีต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และที่มีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ขัดแย้งกันเอง ท่านกลัวความผิดจนลืมพูดความถูกต้อง      ปล่อยให้คนที่ท่านใช้งานต้องรับผิดชอบแทนท่าน

                        อัปยศข้อที่ ๑๐ ศาลสถิตยุติธรรม เห็นปรากฏชัดเจนว่า ผลการสืบพยานต่างๆ ขัดต่อคำฟ้อง และพยานโจทก์ต่างเบิกความว่า “ไม่เคยมีข้อความปรากฏในโฆษณาว่านายสิทธิกรใช้ข้อความผิดตามที่อัยการฟ้อง”ทั้งๆ ที่มีความผิดสังเกตของคดี มีพิรุธในพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้อง มีข้อสงสัยมากมาย             แต่ศาลกับพิพากษาลงโทษจำเลยคนเดียวสถานหนัก โดยไม่คำนึงถึงคุณงามความดีที่นายสิทธิกรทำให้ต่อสังคมจำนวนมาก

                        ดังนั้นจากคำวินิจฉัยของศาลที่ว่า “โครงการสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์ เป็นโครงการของมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์จริง” ดังปรากฏในรายงานการประชุมใหญ่ของมูลนิธิที่ว่า “ประธานในที่ประชุมแจ้งว่า ในวโรกาสที่สมเด็จพระอัฏฐมรามาธิบดินทร์(ร.๘) ทรงเสด็จสวรรคตครบรอบ ๖๐ ปี ตรงกับวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.๙) ครองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี จึงเห็นสมควรให้มูลนิธิฯ จัดสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์ขึ้นที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและร่วมเทิดพระเกียรติ ต้องใช้งบประมาณในเบื้องต้นกว่า ๑๐๐ ล้านบาท โดยจะจัดสร้างพระสมเด็จมอบให้ผู้ร่วมทำบุญในครั้งนี้

                        สำหรับการดำเนินการทั้งสิ้นประธานรับว่า จะหาผู้มีประสบการณ์และชำนาญการในเรื่องนี้ มาทำการแทนมูลนิธิฯ ทั้งสิ้น โดยมูลนิธิฯ จะได้รับผลตอบแทน ๑๐ ล้านบาท”

                        เมื่อศาลยังยอมรับว่าเป็นโครงการของมูลนิธิฯ จริง ตามบันทึกการประชุมข้างต้น เพื่อทำถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๘ และเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นเรื่องดี เป็นบุญ เป็นกุศล อีกทั้งมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ เป็นมูลนิธิที่ก่อตั้งเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ โดยอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ แต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังและเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ,สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค,กรมสอบสวนคดีพิเศษ,สำนักงานอัยการสูงสุด และกลุ่มกรรมการมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์(บางคน) ร่วมกันทำลายโครงการสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์และการสร้าง         พระสมเด็จเหนือหัวซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายโครงการของมูลนิธิฯ แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ และเป็นการทำลายพระราชศรัทธาที่ในหลวง ร.๙ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ ในงานฉลองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี ทำให้เป็นมลทินในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายบูรพกษัตริย์ ณ พระที่นั่ง        อัมรินทร์ทรงวินิจฉัย  การทำลายโครงการดังกล่าว เกิดเป็นมลทินต่อมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นความอัปยศของเจ้าหน้าที่วังและเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ไม่คำนึงถึงพระเกียรติยศแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ในพระบรมโกศ อีกทั้งเป็นการทำลายความตั้งใจของพระมหาเถรของคณะสงฆ์ไทย (ชั้นรองสมเด็จ) ที่จะทำประโยชน์ให้เกิดแก่สถาบันชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการที่พี่ต้องมาติดคุก ก็เสมือนมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต้องมาติดคุกเช่นเดียวกันเหตุเพราะเรื่องคดีความการสร้างอุโบสถ ๒ กษัตริย์ และการสร้างพระสมเด็จเหนือหัวของมูลนิธิฯ นั่นเอง ถ้าพี่ทำผิด ก็แสดงว่ามูลนิธิฯ สั่งการให้พี่ทำผิด!!

                        ดังนั้นน้องๆ ไม่ต้องเสียใจกับภาวการณ์อยู่ในคุกของพี่ที่ต้องรับทุกข์ทรมานจากคำตัดสินของคนด้วยกัน เพราะตัวพี่เองยังไม่เสียใจ หากจะทุกข์ก็ทุกข์เพียงกาย เล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่อยู่คับแคบแออัด บรรยากาศร้อน สภาพโดยรวมสกปรก เป็นที่รวมของเชื้อโรค เป็นต้น แต่ในใจของพี่แล้ว พี่ยังมีความสุข             สุขเพราะใจไม่ได้คิดร้าย  ใจไม่ได้คิดชั่ว และใจไม่ได้คิดทำผิด กลับกันพี่ยังมีความสุขกับการได้สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ลำบากอยู่ในคุก ได้แบ่งปันการให้อย่างที่ผู้รับได้เพียงน้อยนิด แต่กลับเห็นมีคุณค่าอันยิ่งใหญ่          ถ้าไม่ทุกข์กายแล้ว ก็ถือว่าพี่มีความสุขทางใจมากทีเดียว ตลอดชีวิตพี่ไม่เคยได้อยู่ในภาวะที่สนุกสนานร่าเริงกับคนหมู่มากมาก่อน ฉะนั้น น้องอย่าพึ่งคิดเสียใจ เพราะจริงๆ แล้วการเข้ามาอยู่ในคุก เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่อยู่ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนสภาพจิตใจของพี่เลย พี่กลับมองว่าเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่มาเข้าคุก ก็จะไม่รู้ซึ้งถึงจิตใจบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเรา วันนี้ใครดี ใครไม่ดี ก็ชี้วัดด้วยน้ำใจ พี่ได้เห็นแล้ว มันคุ้มค่าจริงๆ นะครับ

                        การเกิดคดีความของพี่ ก็มาจากการละเมิดหลักคำสอนมงคล ๓๘ ประการ ข้อที่ว่า                “การงานให้โทษ” บวกกับการที่พี่มีผู้ใหญ่ที่ไม่มีความรับผิดชอบ และการที่พี่ไปคบค้าสมาคมกับ         “คนพาล” ซึ่งนี่ก็เป็นการละเมิดมงคลข้อที่ ๑ ที่ว่า “อเสวนา จะ พาลานัง” การไม่คบคนพาลเป็นความเจริญของชีวิต  คนพาลที่ว่าก็คือคนที่มาคบกับพี่เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ เขาพยายามทำดีกับพี่เพื่อหวังประโยชน์      ในตัวของพี่ พอไม่สมหวังเขาก็เล่นงานพี่ด้วยการอาศัยบารมีผู้ใหญ่ในวังทำให้เกิดคดีความขึ้นมา ดังนั้นน้องๆ จะคบใคร ก็ต้องดูดีๆ คนที่มาพูดดี ทำดีกับเรา เราต้องดูดีๆ ว่าเขาทำดีหรือพูดดี เป็นเพราะเขาเป็นคนดี หรือว่าเขาหวังในสิ่งดีๆ ในตัวของเรากันแน่

                        มนุษย์ในโลกนี้ ไม่มีใครจะเรียนรู้นิสัยใจคอได้หมด แม้นแต่นิสัยของเราเอง เรายังยากจะ    หยั่งถึง บางอารมณ์ก็ดี บางอารมณ์ก็ร้าย เราไม่ต้องแสวงหาว่าใครจะเป็นคนดีหรอก ขอให้เราแสวงทำความดีให้เกิดขึ้นในตัวเราก็พอ ในเมื่อเรายังอยากคบคนดีๆ  ไฉนคนอื่นใยไม่อยากคบคนดีอย่างเราบ้าง ดังนั้นถ้าเราพยายามทำดี พูดดี และคิดดี เพื่อเป็นคนดี สุดท้ายใครๆ ก็อยากคบค้าสมาคมกับเรา ผู้น้อยก็เคารพเรา            ผู้ที่เสมอกับเราก็จะรักเรา ผู้ใหญ่ก็จะเอ็นดูเรา การเป็นคนดีก็มีอยู่ ๒ อย่างคือ เป็นคนดีตามครรลองครองธรรม ปฏิบัติตัวอยู่ในศีล จิตใจมีหลักธรรมนำความดีเป็นแก่นของชีวิต ยึดความถูกต้องควบคู่กับความดีงาม อย่างนี้เรียกว่า “เราดีดั่งทองคำ” แต่ถ้าเราเป็นคนดีตามที่ใครๆ ปรารถนา เช่น ดีตามใจเพื่อน แม้นแต่สิ่งนั้นชั่วร้ายไม่ดี แต่เราก็ทำเพื่อตามใจเพื่อน ทำให้คนอื่นชมว่าเราดีก็พอ อย่างนี้เรียกว่า“เราดีดั่งทองชุบ” คือชุบไว้เพียงเปลือกนอกให้ดูดี แต่เนื้อในไม่ใช่ทอง ไม่ใช่ดีจริงโดยแท้

                        ความดี คือ การสร้างสรรค์โลกมนุษย์ ไม่เป็นสิ่งให้โทษแก่ผู้ใด ความดีในโลกมนุษย์ต้องควบคู่กับความถูกต้อง ความถูกต้อง คือ หลักปฏิบัติเพื่อรักษาสังคมไม่ให้เกิดความชั่วร้าย ถ้าใครสามารถยึดตัวเองและปฏิบัติตนให้อยู่ในความดีควบคู่กับความถูกต้องได้  คนๆ นั้นจะเป็นบุคคลที่พรั่งพร้อมด้วยคุณค่าน่าเคารพรักและน่าเกรงขาม พูดถึงเรื่องการวางตนให้อยู่ในความดีคู่กับความถูกต้อง ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างเดียว ก็จะอยู่ไม่ได้ เช่น ถ้าเราช่วยเพื่อนทำการบ้าน แม้นจะเป็นเรื่องดีสำหรับเพื่อน แต่กลับเป็นเรื่องไม่ถูกต้องสำหรับอาจารย์ที่รู้เห็น หรือถ้าเรายึดแต่กฎระเบียบของโรงเรียน เพื่อนทำผิดเราก็ฟ้องอาจารย์ ถึงแม้นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเพื่อนๆ ที่จะโดนลงโทษ อย่างนี้แล้วเราต้องหาวิธีวางตัวให้อยู่ในหลักของ     ความดีคู่กับความถูกต้อง เพื่อความอยู่รอดของเราและของผู้อื่นนั่นเอง เราถึงจะอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข

                        กลับมาพูดเรื่องความดี น้องๆ ได้รับเงินจากพี่ น้องๆ ก็ว่าพี่ดี แต่ที่จริงแล้วพี่ปรารถนาอยากให้น้องๆ  ทำดีด้วย ทำถูกต้องด้วย ไม่ต้องมาชมว่าพี่ดี แต่ขอให้ทำดีกับเงินของพี่ที่ให้ ก็คือ นำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำถูกต้องก็คือนำเงินของพี่ที่ได้ไป จงใช้ให้ถูกทางกับเจตนาของพี่ที่มอบ คือ ใช้เป็น “ทุนการศึกษา”

                        ดังนั้นเรื่องความดีและความถูกต้อง ขอให้น้องๆ รักษาให้หนักแน่น ให้ถามใจตัวเองตลอดเวลาว่า “วันนี้เราทำดีอะไรบ้าง และสิ่งที่นั้นทำถูกต้องหรือเปล่า” ถ้าน้องถามตนเองได้อย่างนี้ทุกวัน รับรองน้องๆ ก็จะเป็นคนดีทุกวัน และรักษาความถูกต้องตลอดเวลา ยังไงพี่ก็ขอฝากหนังสือมงคลชีวิต ให้น้องๆ ไปอ่าน อ่านแล้วลองเขียนสรุปย่อๆ มาเล่าให้พี่ฟังบ้าง ถ้าพี่ได้รับข้อความเรื่องมงคลชีวิต ๓๘ ข้อ         จากน้องคนใด เขียนสรุปมาให้พี่อ่านคนแรก พี่คงดีใจมากๆ นะครับ บทความมงคลชีวิตที่น้องๆ จะได้เขียนสรุปให้พี่อ่าน จะเป็นยิ่งกว่าการ์ดอวยพร หรือของขวัญใดๆ ในวันเกิดปีนี้ของพี่ แต่พี่ก็ไม่มั่นใจว่าจะมีใครเขียน     นะครับ เพราะแม้นแต่หลังวันเกิดของพี่ น้องๆ ได้รับทุนกันไปแล้ว พี่แทบไม่เห็นใครจะเขียนจดหมายมาขอบคุณเลย จะมีก็ไม่กี่คน

                        ขออนุญาตพูดถึงงานพิธีเททองหล่อพระประธาน ณ วัดสมบูรณาราม ในโอกาสคล้ายวันเกิดครบ ๓๙ ปีของพี่ ปีนี้ทุกคนคงแปลกใจว่า ทำไมพี่ถึงมอบหมายให้น้อง นต.ท ภัททิยะ พึ่งวงศ์ ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีแทนพี่ เหตุผลก็คือ

                        ๑.เพราะนักเรียนทุกคนก็เสมือนทายาทของพี่ สามารถทำหน้าที่เป็นประธานแทนพี่ได้ทุกคน

                        ๒.เพราะนต.ท ภัททิยะ มีการอบรมเรื่องการวางตัวอย่างดีจากทางสถาบัน

                        ๓.เพราะส่วนตัว นต.ท ภัททิยะ เคยเป็นผู้มอบทุนให้นักเรียนที่โรงเรียนเดิมมาบ้างแล้ว

                        ๔.เพราะพี่พิจารณาจากน้ำใจที่ นต.ท ภัททิยะ มีให้พี่ในยามที่พี่ลำบาก

                        ด้วยเหตุผล ๔ ประการนี้ พี่จึงตัดสินใจมอบภาระการเป็นประธานให้น้อง นต.ท ภัททิยะ        ซึ่งเป็นนักเรียนทุนรุ่นที่ ๓ และน้องภัททิยะ ก็ทำหน้าที่ได้ดีมากแทบไม่มีที่ตำหนิเลย การที่พี่มอบหมายให้น้องๆ นักเรียนทุนทำหน้าที่เป็นประธานแทน มิใช่มีแค่งานนี้ แต่ยังมีอีกหลายงาน เช่น งานเปิดป้ายอาคารโรงเรียนชุมชนวัดสุวรรณรังสรรค์,งานวางศิลาฤกษ์สร้างอาคารศูนย์คอมพิวเตอร์ โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา,งานสมโภชพระประธานวัดสมบูรณาราม,งานยกช่อฟ้าวัดสมบูรณาราม,งานเปิดตึกโรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง ลพบุรี และอีกหลายงานที่รอคิวการจัดงานอยู่  โดยประธานในพิธีก็จะเป็นน้องๆ นักเรียนทุนที่จะได้รับการคัดเลือกในโอกาสต่อไป การทำอย่างนี้เพื่อเปิดโอกาสให้น้องได้เรียนรู้การวางตัวเป็นประธานของงาน             ได้เรียนรู้การออกงาน ได้ฝึกการเป็นผู้ให้ และได้สัมผัสกับเหตุการณ์จริงๆ ที่อาจเป็นจริงกับชีวิตของแต่ละคน    พี่อยากเห็นน้องๆ ทุกคน เป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างโดดเด่นในอนาคต

                        ในวันงาน น้องๆ บางคนวางตัวดี บางคนวางตัวยังไม่เหมาะ เช่น การนั่ง การเดิน การยืน     การรอ การรับ การวางตัวต่อหน้าสาธารณชน ยกตัวอย่าง น้องผู้หญิงบางคนแต่งกายชุดนักศึกษาสั้นมาก กระโปรงเอวต่ำ สภาพเหมือนสาวเสริฟ์ บางคนกิริยาการนั่งเหมือนคนที่ไม่เคยได้รับการศึกษา คือ นั่งแถวหน้า แต่ยืดขา ไขว่ห้าง หรือนั่งอ้าขา บางคนนั่งเก้าอี้ตัวเอียงไปเอียงมา ส่วนการยืน การรอ บางคนไม่สำรวม ยืนไม่เป็นระเบียบ บ้างเอามือกอดอกขณะยืนรอรับทุน บุคคลอื่นมองแล้วดูไม่เหมาะสม บางคนไม่เตรียมตัวให้พร้อม ผมยาวเกินไปเวลาเข้ารับทุนในพิธี เส้นผมก็บังหน้าบังตา น้องก็เอามือจับแต่งผมขณะเข้ารับทุน ซึ่งเป็นกิริยา              ที่ไม่พึงควรปฏิบัติ ถ้าสมมติน้องเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้าพระพักตร์และปฏิบัติเช่นนี้ คิดดูภาพอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวของน้อง บางคนขณะเข้ารับทุนเร่งรีบไม่วางตัวให้สวยงาม บางคนมีเครื่องประดับ กระเป๋า เป๋ แลดูรกรุงรังไม่เรียบร้อย ภาพถ่ายที่ออกมา ก็ทำให้ตัวน้องๆ ดูไม่มีค่า ไม่เหมาะสมกับการเป็นนักศึกษา     ซึ่งแต่ละอย่างที่พี่กล่าวมาถือเป็นจุดสังเกตในการปรับปรุงตัวเราให้แลดูดีในสังคม ถ้าเรามีความรู้ดี มีจิตใจดีและมีการวางตัวที่ดี ก็จะทำให้เรามีคุณค่าต่อสายตาของผู้คน ชีวิตของเราก็จะเจริญเกินกว่าใครๆ การอยู่ในพิธีก็เหมือนการถ่ายละคร เราต้องวางตัวให้ดีๆ ต้องระมัดระวังการนั่ง การเดิน การยืน การพูด การกิน ฯลฯ       หากภาพที่น้องปฏิบัติไม่ดีถูกบันทึกภาพออกไป ภาพนั้นก็จะเป็นตัวประจานน้องไปตลอดชีวิต เหมือนภาพถ่ายพิธีเททองและแจกทุนการศึกษาในวันคล้ายวันเกิดของพี่ น้องคนไหนอยู่ในภาพมีกิริยาที่ดี พี่ดูกี่ครั้งก็ประทับใจ คิดแล้วอยากจะให้อะไรดีๆ เป็นรางวัลกับน้อง แต่ถ้าคนไหนปรากฏภาพไม่ดี มีกิริยาไม่เหมาะ พี่ดูภาพกี่ครั้ง     ก็เห็นแต่ความไม่ดีไปตลอด จะคิดให้อะไรดีๆ พอนึกถึงภาพก็ไม่อยากให้ จากเหตุการณ์พิธีเททองหล่อ        พระประธานในวันคล้ายวันเกิดของพี่ ทำให้พี่พิจารณาการวางตัวที่ดีของน้องๆ ไว้หลายคน เผื่อจะเลือกให้ทำหน้าที่เป็นประธานแทนพี่ในงานต่อไป แต่คนที่วางตัวไม่เหมาะ โอกาสหน้าพี่ก็จะไม่ให้มารับทุนอีก !

                        การที่คนเราได้เรียนรู้มาก ได้ฟังมาก ได้เห็นมาก และได้ปฏิบัติมามาก ก็จะทำให้ผู้นั้นมีความชำนาญมาก วันนี้น้องๆ ได้มีโอกาสออกงานใหญ่ๆ จงหมั่นสังเกตการจัดงานในแต่ละครั้ง ดูผู้ร่วมงานที่ดีและที่ไม่ดี ดูผู้เป็นประธานในพิธีเขาทำอะไรบ้าง และให้สังเกตหลักปฏิบัติต่างๆ ที่จะมาประดับสติปัญญาให้เป็นความรู้ สุดท้ายอนาคตของเราถ้าได้ทำงาน ได้เข้าสังคม ได้เป็นใหญ่เป็นโต ก็จะมีความรู้ในการวางตัวได้ดี      ซึ่งเราเคยเห็น เคยฟัง และเคยปฏิบัติมาแล้ว เราก็จะทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ ชีวิตของพี่เรียนมาน้อย แต่มีโอกาส   ฟังมาก  เรียนรู้มาก เห็นมาก็มาก ได้ปฏิบัติเรื่องต่างๆ มามาก จึงทำให้พี่มีความชำนาญ แม้นทุกวันนี้พี่จะไม่มีเกียรติแล้ว แต่น้องๆ ของพี่ควรวางตัวให้เพียบพร้อมที่จะมีเกียรติแทนพี่ เกียรตินี้จะพึงมีต่อทายาททางความคิดของพี่ การที่พี่ได้เห็นน้องๆ มางาน พี่ก็มีความสุข ยิ่งถ้าได้เห็นน้องวางตัวดี ก็จะทำให้พี่ภาคภูมิใจมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด มิใช่แค่แจกทุนให้คนได้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่พี่มีวัตถุประสงค์ที่อยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้น้องๆ ในจังหวัดระยอง การมีความรู้ดีเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเหตุผลที่จะทำให้คนได้รับผลดี การที่จะทำให้คนดีครบทุกอย่าง อันดับแรกต้องให้ทุกคนมีภูมิรู้ที่ดี (ก็คือการศึกษา) อันดับสองต้องฝึกฝนให้คนมีภูมิธรรมที่ดี (ข้อนี้หมายถึงคุณธรรมประจำจิตใจ) และข้อที่สาม คือ ต้องทำให้คนมีภูมิฐาน  ที่ดี(ข้อนี้หมายถึงองค์ประกอบภายนอก) ถ้าใครเคยได้รับไม้บรรทัดวันเด็กปีนี้ ก็จะต้องเข้าใจในคำอธิบายด้านหลังไม้บรรทัด ทุกวันนี้คนเกิดขึ้นมามาก ทุกคนมีพวก มีสติปัญญา ในสังคมจึงมีการแข่งขันกันสูง ชีวิตของเราต้องยังไม่ไปแข่งขันกับใคร ขอให้แข่งขันกับตัวเองก่อน ทำให้ตัวเรามี ๓ ภูมิอย่างที่กล่าวมาแล้ว สุดท้ายน้องก็เข้าถึงเส้นชัยแห่งความเจริญแก่ชีวิตโดยอัตโนมัติ พี่ไม่ประสงค์อยากให้น้องๆ มาตอบแทนหรือทำดีกับพี่       ทั้งวันนี้หรืออนาคต แต่ที่พี่ปรารถนาก็คือ พี่อยากมีส่วนร่วมฝึกฝนคนที่มีปัญญาให้เป็นคนดีพร้อมทุกด้าน     การให้ทุนการศึกษาของพี่ มิได้ปรารถนาอยากให้เงินกับน้องๆ เพื่อใช้ในการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่การให้เงินของพี่ พี่ปรารถนาอยากมีส่วนร่วมแนะนำสิ่งดีๆ ให้แก่ชีวิตของน้อง เพราะผู้รับมักจะรักผู้ให้ ดังนั้นแล้ว           พี่จึงอยากเป็นผู้ให้เงินและให้แนวคิดต่างๆ ซึ่งโดยปกติผู้รับก็จะคล้อยตามกับคำสอนของผู้ให้ ดังนั้นคำสอนที่ควบคู่กับเงินทุนการศึกษาของพี่จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ในชีวิตของน้องโดยปริยาย โครงการของพี่ไม่มีนโยบายจะให้น้องๆ มาตอบแทนอะไร และพี่เองก็ไม่หวังสิ่งนั้น(ถึงน้องจะตอบแทน ก็คงไม่ได้เท่ากับที่พี่เคยให้ไว้) หากน้องจะรำลึกนึกถึงพี่ที่เคยให้น้อง ก็ขอให้น้องจงตอบแทนโดยการให้สิ่งดีๆ แก่เยาวชนรุ่นต่อๆ ไปจะดีกว่า           แม้นนึกถึงพี่คราวใด ก็ขอให้น้องจงเป็นผู้ให้กับบุคคลอื่นๆ รอบข้าง ให้สิ่งดีๆ ต่อไปนะครับ การให้มิต้องให้เงินเพียงอย่างเดียวก็ได้ แต่การให้ยังรวมถึงให้สติปัญญา ให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือ ให้ความรักความอบอุ่นและให้ความยุติธรรม ฯลฯ

                        ชีวิตของพี่ไม่มีเกียรติเหลือพอที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่น้องๆ จะมายกย่องออกหน้าออกตา เพราะสถานภาพของพี่ทุกวันนี้ก็เหมือนคนตายแล้ว เหมือนซากศพที่มีกลิ่นเหม็น มีน้ำเหลืองเยิ้ม ใครๆ ก็รังเกียจ แต่กลับกันชีวิตของน้องๆ คือเกียรติอันภาคภูมิใจของพี่ พี่ต้องยกย่องส่งเสริมให้น้องๆ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ได้รู้สิ่งดีๆ หากมีใครถามน้องว่า “ได้รับทุนการศึกษาจากใคร” จงตอบเขาไปว่าได้ทุนจากโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด ก่อตั้งโดยอาจารย์โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา น้องๆ อย่าพูดบอกเขานะครับว่า            “ได้รับทุนจากพี่สิทธิกร” เพราะคนที่ฟังแล้ว เขาจะรังเกียจเอา จะมีคำถามไม่ดีอีกมากมายตามมาหา และจะมีเสียงติฉินนินทาน้องต่างๆ นาๆ  ซึ่งพี่ก็ไม่อยากให้ใครมานินทาว่ากล่าวน้องทุกคน

                        ขอย้อนไปเมื่องานเททองหล่อพระประธานในวันคล้ายวันเกิดของพี่ น้องๆ จะเห็นว่ามีการมอบรางวัลการเขียนเรียงความต่างๆ แท้จริงแล้ว พี่ไม่อยากให้ใครมายกย่องสรรเสริญพี่หรอกครับ แต่การกำหนดโครงการให้นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ได้เขียนเรียงความเรื่องการทำสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ของ  พี่นั้น  ก็เพียงเป็นกุสโลบายให้นักเรียนทั่วไปได้อ่านข้อมูลการทำบุญของพี่  เด็กๆ เมื่ออ่านแล้วจะรู้ จะทราบ   จะจำ จะนำไปเป็นแนวทางในการทำบุญ และเป็นแรงบันดาลใจให้เป็นแบบอย่างในการสร้างสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ เด็กๆ นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ได้อ่านและเขียนข้อความการทำสาธารณกุศลจำนวนมากของพี่ สิ่งที่เด็กๆ ได้อ่านข้อมูลก่อนแล้วเขียนออกมา จะเป็นข้อความที่เด็กๆ เหล่านั้นได้รับรู้แบบอย่างการทำบุญของพี่แล้ว ข้อความเหล่านั้นเป็นความภูมิใจที่พี่ได้เห็นแนวความคิดของเด็กๆ ในจังหวัดระยอง              ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเรียงความในโอกาสที่พี่มีอายุครบ ๓๙ ปี “เงินรางวัลการเขียนเรียงความเป็นเพียงเครื่องประกอบ  แต่หลักใหญ่คือ แบบอย่างแก่เด็กๆ ได้รับรู้” เสมือนบทสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธเจ้าที่เราสวดทุกวันนี้  พระพุทธองค์ท่านคงไม่อยากให้ใครมายกย่องท่านหรอก เพราะอย่างไรท่านก็หลุดพ้นไปแล้ว  แต่การที่มีบทสวดมนต์สรรเสริญยกย่องความดีของพระพุทธเจ้านั้น ก็เพื่อต้องการให้ผู้สวด  ได้รับรู้คุณความดีที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติไว้  จะได้เป็นแนวทางแบบอย่างให้แก่ผู้สวดมนต์ได้ปฏิบัติตามนั่นเอง อย่างนี้เข้าใจ     ไหมครับ !! แนวทางดีๆ พี่จึงอยากชักนำให้น้องๆ รับรู้รับเห็น การทำบุญของพี่ที่จัดมอบทุนการศึกษา           เพื่อประสงค์เรียกน้องๆ มารับเงิน  แต่แท้จริงแล้ว พี่มิได้หวังอยากให้เงินอย่างเดียว แต่พี่อยากให้น้องๆ ได้รับรู้ รับเห็น วิธีทำบุญ ได้เห็นการทำความดี ได้เห็นการสร้างประโยชน์ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปพัฒนาตัวน้องเอง วันข้างหน้าอนาคตน้องจะได้คิดและทำสิ่งดีๆ บ้าง

                        ส่วนโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด เป็นโครงการที่น้องๆ ได้พึ่งทุนทรัพย์นำมาสนับสนุน   การดำรงชีวิตในวัยเรียน โครงการนี้ผู้ริเริ่มก่อตั้ง คือ ท่านอาจารย์ตุ๊กแก น้องๆ รู้ไหมทุกวันนี้ที่น้องๆ ได้เงินใช้เป็นเพราะอาจารย์ตุ๊กแก ท่านเป็นกาวใจประสานอย่างดีที่สุด เรียกว่า กาวตราช้างยังเหนียวไม่เท่า             ท่านเชื่อมโยงสายใยให้ความสัมพันธ์กับพี่และน้องๆ  ยืนยงคงอยู่ดังเดิมในยามภาวะเกิดวิกฤตในชีวิตของพี่ ท่านอาจารย์ตุ๊กแกพยายามทำทุกอย่างให้พี่ รับรู้ รับทราบ ความเคลื่อนไหวของน้องๆ ใครน่ารักอย่างไร          ใครเรียนอะไร ใครได้รับรางวัลอะไรมา ท่านอาจารย์จะรายงานให้พี่ทราบตลอดเลยครับ ยกตัวอย่าง                  น้องสุรเสน แทนทด นักเรียนรุ่น ๔ สอบเข้าเทคโนพระจอมเกล้าลาดกระบังได้ ท่านอาจารย์ก็แจ้งพี่ พี่เลยให้น้องสุรเสนเลือกรางวัลพิเศษได้ ๑ ชิ้นให้กับตัวเอง หรือเช่น น้องพิริยะและน้องปาริฉัตร สอบติดแพทย์จุฬาฯ  ท่านอาจารย์ก็รีบแจ้งให้พี่ทราบ พี่เลยมอบรางวัลให้น้องทั้ง ๒ คน คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อง           นต.ท ภัททิยะ พึ่งวงศ์ สอบติดโรงเรียนเตรียมทหารได้ ท่านอาจารย์ก็แจ้งทันที พี่ก็มอบเงินทุนเป็นรางวัลความเก่ง ๕๐,๐๐๐ บาท และล่าสุด ท่านอาจารย์ได้แจ้งให้พี่ได้ทราบว่า น้องปิงปองสอบติดคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พี่ก็เตรียมจะมอบรางวัลให้เป็นทุนการศึกษาต่อไป ดังนั้นท่านอาจารย์ตุ๊กแกจึงเป็นบุคคลที่สำคัญต่อชีวิตของน้องๆ ท่านมิได้เป็นพ่อแม่ มิได้เป็นญาติพี่น้อง แต่ท่านทำทุกอย่างให้น้องได้โอกาสที่ดี ท่านไม่ได้เงินเดือนในการทำกิจกรรมนี้ ท่านต้องควักเงินส่วนตัวเสียค่าโทรศัพท์หาน้องๆ ทุกคน พี่เองยังดีใจแทนน้องๆ  ทำไมน้องถึงวาสนาดีอย่างนี้ น้องมีคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่ญาติคอยผลักดันส่งเสริมให้ได้สิ่งดีๆ      แก่ชีวิตอย่างต่อเนื่อง

                        ต้นไม้จะยืนต้นอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคนรดน้ำ แม้นน้ำจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของต้นไม้      แต่ที่สำคัญกว่าน้ำคือ “คนสวน” ที่สรรหาน้ำนำมารดต้นไม้ คนสวนจึงเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง อาจารย์ตุ๊กแกท่านนี้ก็คือคนสวนที่คอยสรรหาน้ำมารดต้นไม้ คอยตัดแต่งกิ่ง ช่วยหาปุ๋ยมาใส่ คอยแนะนำให้น้องๆ              ผลิดอกออกผลดีๆ เพื่อคนที่พบเห็นจะได้ชื่นชม ท่านอาจารย์จะไปขอน้ำของใครมารด เจ้าของน้ำก็ยินดีเพราะได้เห็นต้นไม้ออกดอกงอกงาม ออกผลดก การแสดงน้ำใจของน้องๆ ผลการเรียนดีๆ ความประพฤติที่ดีเด่นนั้นคือผลิตผลที่อาจารย์ตุ๊กแกพยายามให้มีตัวตนของน้อง บางคนอาจจะไม่ชอบอาจารย์ แต่สำหรับพี่แล้วเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้นไม้ถูกตัดแต่งกิ่งที่ไม่สวยออก ย่อมไม่พอใจคนสวน ซึ่งที่พี่เขียนมาทั้งหมดก็เพราะ พี่กำลังจะบอกว่า “ถ้าน้องเป็นดารา น้องรู้ตัวไหมว่า น้องกำลังมีผู้กำกับหรือผู้จัดการส่วนตัวที่ดีเยี่ยม” อย่างนี้การเป็นดาราของน้องต้องดังระเบิดแน่ๆ   พี่สิทธิกรมีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการส่วนตัวของคุณป๋อ ณัฐวุฒิ สะกิจใจ,คุณอั้ม พัชราภา ใจเชื้อ,คุณเวียร์,คุณวิน และคุณมาริโอ เมาเร่อร์ ดาราทั้งหมดนี้มีผู้จัดการคนเดียวกัน        คอยแนะนำสั่งสอนตักเตือนและช่วยเหลือ สุดท้ายดาราที่พี่กล่าวมานี้  ปัจจุบันเป็นดาราดังชั้นแนวหน้าของเมืองไทยทุกคน แต่ละคนมีงานการแสดงชุกชุม  ทำให้มีเงิน มีรถ มีบ้าน รวยเป็นร้อยล้านก็มี อย่างนี้น้องว่าต้องขอบคุณใครดีครับ? ถ้าไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัวที่คอยชี้แนะอบรมสั่งสอนและตักเตือน

                        กลับมาพูดถึงโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด พี่ปรารถนาจะให้น้องๆ มีส่วนร่วมทำกิจกรรมกับโครงการฯ โดยทุกคนเป็นชาวระยอง พี่ก็ประสงค์ให้น้องๆ ได้มีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้บ้านเกิดของตนเองบ้าง ดังนั้นพี่จึงกำหนดโครงการที่จะทำสาธารณกุศลปีละ ๓ หนคือ ช่วงวันแม่ ช่วงวันพ่อและวันคล้ายวันเกิดของพี่ โดยพี่จะจัดงบประมาณเพื่อทำกิจกรรมนี้อย่างต่ำครั้งละ ๕๐๐,๐๐๐ ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรืออาจมากกว่านี้ ซึ่งการทำกิจกรรมนั้นจะหมุนเวียนไปตามอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของน้องๆ จะเป็นที่วัด,ที่โรงเรียน,           ที่โรงพยาบาลหรือในชุมชนที่น้องอยู่  สำหรับการไปจัดกิจกรรม พี่จะให้น้องๆ ทุกคนไปด้วยกัน เป็นการได้ไปทำบุญร่วมกัน ได้พบเจอกันปีละ ๓ หน ดังนั้นพี่จึงขอเชิญชวนน้องๆ ร่วมเขียนโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด ว่าน้องอยากทำอะไรให้บ้านเกิดของตนเองบ้าง ถ้าใครเขียนโครงการได้ดีและสามารถทำได้ พี่จะจัดงบประมาณมาสนับสนุน และน้องเจ้าของโครงการต้องเป็นแม่งานประสานจัดการทำสาธารณกุศลครั้งนี้     น้องคนไหนเขียนเสนอโครงการดี และได้รับการพิจารณาดำเนินงาน น้องเจ้าของโครงการจะได้รับเงินรางวัล ๕๐,๐๐๐ บาทหรือ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเป็นทุนการศึกษากรณีพิเศษ

                        ดังนั้น พี่สิทธิกรจึงขอเชิญชวนน้องๆ นักเรียนทุนทุกคน และน้องนักเรียนที่ได้รับรางวัลการเขียนเรียงความคนดีศรีระยอง ร่วมเขียนโครงการสำนึกรักระยองบ้านเกิด “ภาคสัญจร” โดยบรรยายเหตุและผลรวมทั้งวิธีปฏิบัติงานด้วย ใครเขียนเสนอมาดี ก็มีทุนการศึกษาเป็นรางวัลและยังได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของน้องเอง เป็นการร่วมทำบุญของพวกเราชาวระยอง เพื่อเมืองระยอง โดยวัด,โรงเรียน,โรงพยาบาล,สถานศึกษา และชุมชนที่อยู่ในบ้านเกิดของน้อง จะได้รับสิ่งดีๆ จากความคิดของน้องเอง และจะได้เป็นการ     ชี้วัดภูมิปัญญา วิสัยทัศน์การมีบทบาทพัฒนาเมืองระยองของน้องๆ  

                        ใน ๑ ปีพวกเราทั้งคณะ จะได้พบเจอกัน ๓ ครั้ง เพื่อร่วมทำกิจกรรม “รักระยองบ้านเกิด” พวกเราทุกคนจะสัญจรไปทำสาธารณกุศลในบ้านเกิดของน้องๆ เป็นที่แน่นอนปีละ ๓ ครั้ง คือ วันที่ ๓ เมษายนของทุกปี,วันเสาร์ก่อนวันแม่แห่งชาติ เราทำบุญให้แม่กัน และวันเสาร์ก่อนวันพ่อ เราก็ไปทำบุญให้คุณพ่อเช่นเดียวกัน พวกเราทั้งหมดจะได้ไปทำบุญยังบ้านเกิดของเพื่อนๆ  เจ้าของบ้านซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก็ต้องได้ต้อนรับเราทั้งคณะ โอ้โฮน่าจะมีความสุขนะครับ ดังนั้นขอให้น้องๆ รีบเขียนโครงการด่วน ปิดรับข้อเขียนโครงการในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ และส่งได้ที่บริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ตู้ปณ.๙๘ ปณจ.จตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐ หรือโทรศัพท์สอบถามคุณกิตติศักดิ์ ภาคดวงใจ ๐๒-๙๓๗๔๔๔๔ และ ๐๘๑-๘๐๔๓๙๙๙ !! 

                        ท้ายที่สุดนี้ พี่ขออำนวยพรให้น้องๆ ได้มีผลการเรียนที่ดี มีสถานศึกษาที่ดี มีเพื่อนในวัยศึกษาที่ดี และมีครูบาอาจารย์ที่ดี คอยชี้แนะสั่งสอน เพื่อความสุขความเจริญที่รุ่งเรืองมั่นคงในชีวิตของน้องเอง       นะครับ

                        ปล.ไม่นานนี้ น้องๆ คงจะได้ชมรายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” ทางช่อง ๙ นะครับ เพราะคุณวู้ดดี้กำลังติดต่อเข้ามาสัมภาษณ์พี่ในเรือนจำฯ ครับ ยังไงก็อย่าลืมติดตามดูนะ ๔ ทุ่ม ช่อง ๙ วันอาทิตย์

 สวัสดีจาก.... พี่สิทธิกร  บุญฉิม

๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน 

http://www.whoweeklymagazine.com/

สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ 

โทร.086-389-5835 

โทรสาร  02-654-7577 




 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พิราบเงา วันที่ : 18/05/2010 เวลา : 18.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kenrama8

แวะมาอ่านครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เก็บตกจากเนชั่น

สมัคร สุนทรเวช และชีวิตลินดา ค้าธัญเจริญ

View All
<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]