• สุวิชานนท์รัตนภิมล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nonfiction777@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-04-11
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 13437
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
เดินใต้รอยเท้าพระจันทร์
การเดินทาง ชีวิตกลางแจ้ง เพลงดนตรี กวี หนังสือและความผูกพัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/suvichanon
วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2552
Posted by สุวิชานนท์รัตนภิมล , ผู้อ่าน : 2342 , 22:48:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


วันจันทร์ 6 เมษายน 2552  เวลาใกล้จะ 10 โมงเช้า  ผมอยู่ในขบวนแห่

ร่างไร้ชีวิตของกวีนักเขียนบ้านป่าเขาพ้อเลป่า  ขบวนแห่ที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไร  มีเพียงไม้กางเขนนำหน้า  และกลุ่มคนเดินตามรุมล้อม   ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านแม่แฮใต้และบ้านใกล้เคียง   รวมถึงญาติมิตรคนผูกพันในตัวหนังสือและชีวิตจริงอีกจำนวนหนึ่ง 

นับด้วยสายตาเกือบสองร้อยชีวิตออกเดินจากบ้านไม้ริมถนน  มุ่งหน้าไปตามถนนกรวดดินทราย   ไปให้ถึงป่าช้าของหมู่บ้าน  ที่เป็นผืนป่าใหญ่บนไหล่เขาก่อนถึงหมู่บ้าน  จะเรียกว่าป่าแคระก็ได้   เพราะเป็นป่าที่มีต้นไม้ไม่สูงไปมากกว่านั้นอีกแล้ว  ไม้ต้นใดแก่มาก  กิ่งก้านจะบิดหงิกงออย่างกับกระดูกเคลือบเทาดำโดนบิด       

โลงไม้สี่เหลี่ยมหุ้มกระดาษสีทอง  ผ้าขาวม้าปูห่มคลุม  มีเพียงเชือกร้อยผูกกับไม้ไผ่ดุ้นเดียว  ใส่บ่าแบกหามไป  คนแบกอยู่หัวท้าย  ได้ยินแต่เสียงเดินเท้ารวมหมู่ไปเท่านั้น  ส่งเสียงไปสู่ที่หมาย  พอโลงไม้มุดแหวกดงไม้เข้าไป  คนเดินเรียงแถวตามกันมาเหมือนมด        

เป็นพื้นที่สุสานตระกูลญาติของพ้อเลป่า   ที่ร่างเรียงรายอยู่ใต้ดินก่อนหน้านั้นล้วนเป็นญาติ   พื้นที่กลบฝังร่างถูกเลือกก่อนหน้าไม่กี่วัน  ญาติๆมาเดินดูและเลือกเอาทำเลไม่ไกลจากถนนมากนัก  ใต้เงาไม้ร่มรื่น  เป็นต้นก่อคู้อายุนับ 100 ปี โน้มกิ่งพองาม  ห้อมล้อมด้วยไม้หนุ่ม ที่สำคัญนั้น  มะลิต้น(ต้นพอกะ)กำลังออกดอกเหลืองสะพรั่ง                      

เข็มนาฬิกาเคลื่อนช้าเหลือเกิน  หนืดเนือยเต็มที  พอโลงไม้ตั้งวางลง  ญาติๆก็จับจอบขุดหลุมกันทันที  คนอื่นๆนั่งรุมล้อม  พูดคุยกันบ้าง  มองสิ่งรอบตัวคิดอะไรกันไป   รอเวลาพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์                      

ฝังร่างกวี

ผมนึกถึงคำพูดพ้อเลป่านานมาแล้ว                         

“ชีวิตมาจากดิน  วันหนึ่งต้องกลับลงไปในดิน  เหมือนเมฆเหมือนหมอก เดี๋ยวมีเดี๋ยวก็หาย”                     

คืนนี้  เป็นคืนแรกที่พ้อเลป่าจะได้นอนฟังเสียงเคลื่อนไหวของรากไม้ 

โอ  พ้อเลป่าจากไปจริงๆแล้ว…

งานเขียนเรื่อง  คนปกากะญอ   งานเขียนที่ปรากฏตัวต่อหน้านักอ่านครั้งแรก  บอกตัวตนของพ้อเลป่าได้ชัดเจนที่สุด   ตีพิมพ์เป็นตอนๆครั้งแรกในหนังสือ ฟ้าเมืองทอง  ว่ากันว่า เบื้องหลังการก่อเกิดนั้นน่าทึ่งมาก  “พ้อเลป่า” ลงมาจากภูเขา มาเก็บตัวอยู่ในบ้านท้ายสวน  ริมขอบเมืองลำพูน  บนพื้นที่ของร้านโขง-สาละวินในปัจจุบัน 

ขณะนั้นเรียกกันในชื่อบ้านพันไม้ 

พ้อเลป่าเขียนงานชิ้นนี้รวดเดียวจบภายในหนึ่งเดือน   เขียนด้วยภาษาปกากะญอ  และเจ้าของบ้านร่วมแปลเป็นภาษาไทย  ในชื่อ กัลยา-วีระศักดิ์  ยอดระบำ  จนนำมาสู่การรวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุคส์ครั้งแรกในปี 2530   และตีพิมพ์มาเป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี 2536    

“ความอดอยากแร้นแค้นเกิดขึ้นกับครอบครัวของฉันอีก  เงินหรือ? เงินก็ไม่มี  ข้าวหรือ?  ข้าวก็หมดไปนานแล้ว  ฉันจะไปเป็นลูกจ้างคนอื่น  ก็ยังทำงานไม่เป็น  คงไม่มีใครจ้างฉัน  แต่มีอยู่ทางหนึ่ง  ถ้าอยากกินข้าว  ฉันจะไปช่วยตักน้ำให้เพื่อนบ้าน  เขาก็จะให้ข้าวมากินก้อนหนึ่ง   เพื่อนของฉัน  บางคนพ่อแม่เขามีวัวควาย  เขาก็มาชวนฉันไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย  ฉันไปกับเขา  เมื่อกลับมาถึงบ้าน  เขาก็ให้ฉันกินข้าวด้วย  ฉันทำอย่างนี้เอง” (คนปกากะญอ)                     

ตัวหนังสือใช้คำเรียบง่ายๆ  ใสๆซื่อๆ บอกตรงๆ  เล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง  อันเป็นเสมือนตัวแทนของคนปกากะญอตามป่าภูเขา  ครอบคลุมการกินอยู่  พิธีกรรม  ความเชื่อ  การต่อสู้ดิ้นรน  เข้าป่าล่าสัตว์  งานในไร่  ฯลฯ ด้วยฉากจริงในแถบบ้านแม่แฮคี้และหมู่บ้านใกล้เคียง

หนังสือเล่มต่อมาชื่อ จากความทรงจำของฉัน   เป็นเรื่องเล่าเข้าป่าล่าสัตว์  ฉากล่าสัตว์อยู่ตามลำพัง  เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนหัว                      

“เรานอนอยู่ในโพรงไม้  คอยฟังเสียงนกที่ลงมากินน้ำ  มันส่งเสียงร้องมาเป็นกลุ่ม  บางตัวร้องดัง กิกอ! กิกอ! ควุย ควุยโล! ควุย ควุย โล! บางตัวดัง แกร๊ กอ! ก็มี กอรอ กอกอ! ก็มี ทางด้านบนด้านข้างโพรงไม้  มีจักจั่นส่งเสียงร้องดังซี้ซี้ซี้แซวแซว! ซี้ซี้ซี้แซวแหว! เราฟังๆดูก็รู้สึกไพเราะเพลิดเพลิน”                        

ตัวหนังสือมีเสียง  กระจายอยู่ทั่วเล่ม  ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเพลงทา  เพลงกวีเพลงพื้นบ้านปากเปล่า  ที่ส่งมอบใส่ปากติดตัวกันมา  กระอยู่ทั่วเช่นกัน    พ้อเลป่าเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือครั้งแรก  ตั้งชื่อเป็นเล่มว่า  เพลงชีวิตปกากะญอ                       

“บนภูเขา  มีหญ้ามีหนาม

บนเทือกเขา  มีหญ้ามีหนาม

เด็กๆไป  เด็กๆถามทาง

ผู้ใหญ่ไป  ผู้ใหญ่ถามทาง

ที่ไม่ถามทางคือกระต่าย

ไปเอง  หลงทางเอง”                                           

“แม่น้ำสาละวินใหญ่  หลงตัวว่าใหญ่เอง

แม่น้ำโขงใหญ่  หลงตัวว่าใหญ่เอง

ใหญ่เพราะห้วยเล็กๆ  ไหลลงสู่

ใหญ่เพราะสายน้ำเล็กๆ ไหลลงสู่

เล็กๆ ไม่ไหลลงสู่

ใหญ่ๆก็แห้งขอด”

ยังมีงานเขียนอีกชิ้นหนึ่ง  ซึ่งยังไม่ได้แปลออกมา   เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเรื่อง คนปกากะญอ  ซึ่งบทสุดท้ายนั้น  พ้อเลป่าเขียนว่า “บนภูเขาเดี๋ยวนี้สบายขึ้นมากแล้ว  มีทางรถยนต์ไปถึงหมู่บ้าน  แต่บางหมู่บ้าน  ก็ยังไปไม่ถึง  ฉันไม่รู้หรอกว่า  ความสะดวกสบายที่เราได้รับจะนำความสุขหรือความทุกข์มาให้คนภูเขา” 

หลังจากนั้น  มีคนผ่านเข้าไปหมู่บ้านมากขึ้น  พ้อเลป่าบันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ 

ผมพบหน้าพ้อเลป่าครั้งแรก  เมื่อครั้งถูกเชิญมาพูดถึงงานเขียนให้คนทำงานเขียน บนดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่  พ้อเลป่าบอกว่า เห็นทุกคนจับปากกาเขียนหนังสือกันทั้งนั้น  อย่างนี้ก็เขียนหนังสือได้แล้ว 

พร้อมกับย้อนไปถึงวันคืนในป่าเขา  ที่ใช้ถ่านเขียนไว้ตามฝาบ้านพื้นบ้าน  ต่อมามีคนเอาสมุดทิ้งไว้ให้  จึงเริ่มเขียน  หน้าสมุดเหล่านั้นกลายเป็นกระดาษห่อยาเส้นยาสูบก็มี  มันถูกจุดสูบไปก็มี  กว่าจะถูกรวบรวมไว้เป็นชิ้นเป็นอัน

และปฏิเสธไม่ได้ว่า  ความคิดเชื่อมโยงถึงชีวิตสังคมนั้น  สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมีส่วนอย่างมาก  พ้อเลป่าต้องกลายเป็นข้อต่อให้แนวความคิดฝ่ายซ้าย  ให้นักศึกษาที่เข้าไปยังหมู่บ้าน  ตั้งค่ายสร้างที่พัก  สร้างโรงเรียน  สอนหนังสือ  จากความปรารถนาดี  ให้อยู่รอดปลอดภัยได้

พะเลอโดะชื่อเรียกกันตามหมู่บ้าน  เป็นหนึ่งในแนวร่วมต่อสู้อยู่ตามป่าเขา

“หลายครั้งที่พ้อเลป่าช่วยเหลือชีวิตพวกในป่า ให้ที่หลบซ่อนตัวอย่างดี  ให้ที่พัก  ให้อาหาร และให้ความเป็นมิตรกับแนวร่วม”

จากสายสัมพันธ์และความคุ้นเคยเช่นนี้เอง  ที่นำไปสู่การเกิดเป็นตัวหนังสือในเวลาต่อมา  ทำให้ตัวหนังสือที่จารึกอยู่ตามฝาบ้านพื้นบ้าน  กลับมีคุณค่าความหมายขึ้นมา  อธิบายวิถีชีวิตความเป็นอยู่คนปกากะญอได้ลึกซึ้ง

ทุกครั้งที่เข้าไปเยือน  พ้อเลป่ามักพาเดินไปตามทางเก่าๆที่ตัดผ่านทุ่งไร่ข้าว  เลาะสันเขา  ไปหมู่บ้านใกล้เคียงอย่าง เซโดซา  แม่สะป๊อก  บ้านลัวะมืดหลอง  พร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งตำนานมีชีวิตขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วดับไป   เมื่อครั้งนักรบจีนก๊กมินตั๋งพลัดถิ่น  กลายมาเป็นคนค้าขายธรรมดา  สร้างบ้านอยู่ระหว่างแม่แฮใต้กับเซโดซา  แผ่นดินแถบนี้ดูราวกับเมืองคาวบอย   ที่เหล่านักรบต่างมีชีวิตอยู่บนหลังม้า                     

การปรากฏตัวของคนต่างถิ่น  ในฐานะคนค้าขาย  ไม่ได้นำความยุ่งยากใดมาให้หมู่บ้าน  คนกลุ่มนี้เหมือนไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป  แต่มีสิ่งขายจากถิ่นอื่นมาขาย   บางคนมาแต่งงานอยู่กินกับลูกหลานปกากะญอ                          

บ้านหลังหนึ่งยังหลงเหลืออยู่ที่เซโดซา   เซโดซาอยู่ห่างจากแม่แฮใต้ราว 2 กิโลเมตรกว่าๆ  บ้านไม้สร้างขึ้นต่างจากบ้านหลังอื่นตามแบบจีน  พ้อเลป่าชวนขึ้นบ้านหลังนั้นในวันฝนโปรยละอองละเอียดยิบ  อากาศเย็นเฉียบ ฟ้าปิดทั้งวัน                    

วันนั้นเอง  พ้อเลป่ากับพะเลอโดะได้นั่งย้อนรอยความหลังกัน  ย้อนไปถึงปืนอาก้าตั้งวางใกล้ตัว  ขณะนั่งกินอาหารหมักดองตำราจีนอย่างดี  นักรบในป่ามักแวะเวียนมาที่แห่งนี้เสมือนหนึ่งโอเอซีสกลางทุ่งภูเขา                      

วันนั้นเช่นกัน  เหล้าป่าเซโดซาไหลมาเทมาจนหมดหมู่บ้าน  และค้างคืนกันในหมู่บ้านนั้น   พ้อเลป่าชวนขึ้นบ้านญาติ  หลังแล้วหลังเล่า              

อีกครั้งและอีกครั้งของการเดินไปตามทางเล็กๆ  และมากมายด้วยเรื่องเล่า  ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นถิ่นไกลลึก  ที่ฝ่ายรัฐก็อยากได้มวลชนและฝ่ายป่าก็ขยายแนวร่วมออกไป  เพียงแต่เกิดเสียงปืนดังขึ้นน้อยมาก                   

พ้อเลป่าชี้ให้ดูน้ำแม่แฮที่ไหลอยู่ก้นเหวลุ่มลึก  ที่นั่นมีปลาบนหินอร่อย  ห่างออกไปจากแม่แฮใต้ราว 7 กิโลเมตร  มีน้ำแม่ตูม  เป็นห้วยใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารแห่งหนึ่ง  ฉากเรื่องเล่ามากมาย  เกิดขึ้นที่สายห้วยแม่ตูม                    

“ในจิตใจของคนกะเหรี่ยงนั้น  ฉันรู้ดี  พวกเราคนกะเหรี่ยงรักความสงบ  อยากอยู่ตามลำพัง  ใครจะทำอย่างไรกับเราก็แล้วแต่  พวกเราไม่โต้ตอบเขา  เราทำงาน เรามีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ  ค่อยทำค่อยไป  ไม่รีบร้อน  หากมีใครฆ่าเรา  เราก็ตาย  หากเขาเอาเราไว้  เราก็อยู่  ถ้าใครทำไม่ดี  ทำความลำบากต่อเรา  ฟ้าจะมองลงมาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเอง  พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้  เราต้องยึดถือประเพณีความเชื่อของพ่อแม่เราไว้..” (คนปกากะญอ)                      

เป็นบทหนึ่งที่สะท้อนออกมาเสมือนเป็นตัวแทนชีวิตจิตใจคนเผ่า

ครั้งหนึ่ง  พ้อเลป่าเดินทางไปตามถนนทางหลวง  ผ่านด่านตรวจในหัวเมืองชายแดน    พ้อเลป่าถูกถามถึงบัตรประชาชน  หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงฐานะว่ามีถิ่นฐานอยู่บนแผ่นดินไทยอย่างถูกต้อง                                

เป็นวันที่พ้อเลป่าไม่ได้พกบัตรใดๆไปด้วย  

พ้อเลป่ายื่นหนังสือ คนปกากะญอ  แทนบัตรประชาชน  เท่านั้นเอง  ด่านตรวจตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น  ว่าคนเฒ่าคนหนึ่ง  ทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร                       

วันที่เรายืนอยู่บนยอดดอยพุ้ยโข่  พ้อเลป่าชี้ให้ดุสายหมอกที่ไหลมาเป็นทางในหุบเขาลึก  พ้อเลป่าบอกว่า  หมอกไหลมาตามใจ  คนเดินไปตามทาง  มองดูหมอกได้อย่างเดียว  ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง  ดูแล้วสบายใจ              

“คนขับโลก” งานเขียนที่ อุดร วงษ์ทับทิม เก็บความจากการพูดคุยมาตีพิมพ์  เสมือนเป็นงานมาสเตอร์พีชทางความคิดอีกชิ้นหนึ่ง  ว่าด้วยโลกชีวิตในสถานการณ์ชวนหัว  เมื่อประชาชนเหมือนผู้โดยสาร  ขับรถโดยนายทุน  มีทหารเป็นเด็กท้ายรถ  ไม่ว่าคนขับรถจะขับไปทางไหน  ประชาชนก็ต้องทนนั่งไป

แม้แต่เครื่องบินยังต้องกินข้าว  คนขี่เครื่องบินก็ต้องลงมากินข้าว…

ใครผ่านไปเยือนพ้อเลป่า ต้องได้ฟังความคิดเห็นแปลกๆเหล่านี้ 

พ้อเลป่าล้มป่วย  วันที่ 8 มีนาคม 2552 หนึ่งเดือนก่อนพ้อเลป่าจะจากไป  ผมตั้งใจขึ้นไปเยี่ยมเยือนถึงบ้านแม่แฮใต้  พ้อเลป่าลุกขึ้นนั่งได้ครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา  กินได้แต่นมเท่านั้น  กินได้น้อย  พูดได้น้อย  สังเกตได้หลังการพูดคุย  มีอาการเหนื่อยมาก                      

เพียงไม่กี่คำพูด  ก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

“เดือนหน้าผมจะมาอีกครับ” ผมพูดไปอย่างนั้น

“ไม่เจอผมแล้ว” เสียงดังเบาๆ  สีหน้าสลด  ผมจับมือไว้แน่น  บอกว่าลุงยังแข็งแรง  ผมจะชวนเพื่อนมาร้องเพลงให้ฟัง  ผมพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงเหมือนที่เคยเป็นมา

ผมรีบๆรนๆขึ้นรถในสายๆวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2552  หลังรู้ข่าวผ่านมาทางโทรศัพท์  ว่าพ้อเลป่าเสียชีวิตแล้ว  เมื่อตอน 4 ทุ่มกว่าๆคืนวันที่ 2 เมษานั่นเอง                    

ธรรมเนียมงานศพของคนปกากะญอจะไม่เก็บไว้นาน  แต่ญาติๆลงความเห็นว่าจะคอยเพื่อนมิตรใกล้ไกล  จะฝั่งร่างในวันจันทร์ที่ 6 เมษายน  ร่างไร้ชีวิตของพ้อเลป่าตั้งไว้ในมุมบ้านที่ใช้นอนอยู่เป็นประจำ   โลงไม้หุ้มด้วยกระดาษสีทอง  และผ้าขาวม้าห่มคลุมไว้เพียงเท่านั้น                    

เพื่อนชีวิตพ้อเลป่า  อยู่ใกล้ๆตลอดเวลา

“เฮามาจากดิน  เฮาจะกลับไปดินสักวันหนึ่ง  ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง” พ้อเลป่าเคยพูดถึงความตายไว้อย่างนั้น                       

ใกล้โลงไม้ที่จะหย่อนลงสู่พื้นใต้ดิน  มีปืนประจำตัว  ย่าม  เสื้อผ้า ถ้วยชา จาน ชาม หม้อ จอบ ขวาน ถังน้ำ พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้อีกจำนวนหนึ่ง  พร้อมจะกลบไปกับร่างพ้อเลป่าด้วย   รวมถึงหน่อกล้วย  ส่วนยอดของอ้อย  และต้นไม้อีกจำนวนหนึ่ง  ปลูกไว้รำลึกและเป็นเครื่องมือเดินทางสู่ภพอื่น   


เพลงชื่อ พ้อเลป่า  เขียนเนื้อ-ทำนองโดย ลีซะ ชูชื่นจิตสกุล  หลานของพ้อเลป่า และศิลปินเพลงปกากะญอ  ดังก้องกังวานทุกคืน  แม้กระทั่งต่อหน้าร่างที่รอดินกลบอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  ผมร่วมร้องเพลง  ร่วมกับ ชิ สุวิชาน  ด้วยความรู้สึกอาลัยรักในผู้เฒ่ากวีนักเขียนแห่ง

แม่แฮใต้

“ปัญญาแผ่นดินของโลกป่า  ที่ผู้คนเข้าใจว่าถึกเถื่อน

กำเนิดอักษรแห่งทุ่งเขา  เสียงผู้เฒ่าดังก้องกังวาน

เขียนเรื่องโลกป่าด้วยสองมือ  สื่อเรื่องราวชีวิตในเผ่าพันธุ์

จารึกชีวิตด้วยสีขาว   ให้โลกรู้ปัญญาของโลกป่า

พ้อเลป่า   ผู้เฒ่าแห่งแม่แฮ

เขียนชีวิต  เขียนแผ่นดินด้วยเลือดเนื้อ

พ้อเลป่า  ผู้เฒ่าแห่งแม่แฮ

เขียนชีวิต  เขียนแผ่นดินด้วยวิญญาณ

จากมือที่หยิบถ่านไม้ขีด  เป็นเรื่องราวรอยเท้าเหนือทุ่งเขา

เกิดเป็นนักเขียนบ่ต้องตาย    นักเขียนตายคนเกิดเป็นร้อยคน

คน คนต้องตาย  แต่คนไม่ตายได้ต้องเขียนหนังสือ

ขับโลกให้เคลื่อนด้วยอักษร  เป็นตำนานนักเขียนแห่งทุ่งไร่”

พร้อมกับอ่านงานเขียนของพ้อเลป่า  ให้คนที่มาในงานได้ฟังกัน

…“ สำหรับพวกเราเด็กๆ  กลิ่นที่หอมที่สุด  เป็นกลิ่นอะไรรู้ไหม  มันคือกลิ่นหอมควันไฟจากเสื้อเรานั้นเอง... บนภูเขาเดี๋ยวนี้สบายขึ้นมากแล้ว  มีทางรถยนต์ไปถึงหมู่บ้าน  แต่บางหมู่บ้านก็ยังไปไม่ถึง  ฉันไม่รู้หรอกว่า  ความสะดวกสบายที่เราได้รับจะนำความสุขหรือความทุกข์มาให้คนภูเขา”..

พ้อเลป่าละสังขารด้วยวัย 85 ปี ณ บ้านแม่แฮใต้  ขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ  ใต้ร่มเงาไม้บนแผ่นดินถิ่นเกิด  “นักเขียนตาย คนเกิดเป็นร้อยคน” ประโยคจากปากคำพ้อเลป่าบทนี้  จะมีชีวิตต่อไปอีกนิรันดร์

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
สุวิชานนท์รัตนภิมล วันที่ : 17/05/2009 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suvichanon

อังคารครับ ไม่ได้ตอบกลับ เพิ่งได้นั่งยาวๆวันนี้
มีโอกาสมาซอยนี้อีก ซอยอุโมงค์ต้องชวนมากินกาแฟและข้าวในอุโมงค์ให้ได้ โลกบุพกาลวูบหายเหมือนอังคารว่าจริงๆ ต่อการจากไปของพ้อเลป่า

และเพื่อนพ้องคนอื่นๆ ขอบคุณครับที่แวะเข้ามา จะเข้าเยือนครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
สุวิชานนท์รัตนภิมล วันที่ : 17/05/2009 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suvichanon

พี่ยายครับ ความไม่รู้เป็นเหตุครับ พยายามหาทางทำอยู่ครับ ยังไม่ได้

น้องวรครับ จะลากตัว คำ พอวา ออกมาในที่สว่างบ้าง
ท่องอยู่ในที่มือเป็นอาจิณ จนพลาดกับเช้านี้ และอีกเช้า
โอกาศดี ต้องไปล่องสาละวินกันอีกครับ
ตามอ่านงานอยู่เสมอนะน้องวร มีแรงกำลังดีมากๆ ..

และสัญญา ไม่พบกันนาน พบกันบนหน้าต่างบ้างดีครับ
หากมาเชียงใหม่ ส่งข่าวกันครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สุวิชานนท์รัตนภิมล วันที่ : 17/05/2009 เวลา : 12.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suvichanon

น้องดาครับ คงได้บรรยากาศรุมล้อมสวยงาม มีโอกาสคงได้ร่วมโอกาสนั้น ทำต่อไปนะ ..

อ่านบทกวี

อ่านบทกวี ปรารถนาส่งเสียงกระเพื่อมถึงอีกฟากฝั่งใจ
อ่านใจภายใน ใจคนข้างเคียง
ทุกข์สุขร่วมรับ เจียระไนเป็นหัวแหวน
สว่างวาบทอแสงเต็มตา เต็มใจ..

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ยิปซี วันที่ : 15/05/2009 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fairy
สก็อย

สวัสดีค่ะพี่นนท์

เราไม่ได้เจอกันมานานแค่ไหนแล้วคะนี่

แต่ก็ดีใจมากๆที่เจอกันที่นี่นะคะ

ดาอาจจะไม่ได้เข้ามาบ่อย

แต่เข้ามาเมื่อไหร่จะแวะมาทักทาย

และแลกเปลี่ยนความเป็นไปของชีวิตนะคะ



เรา ดากะตุ๊กและเพื่อนๆจัดงานอ่านฟังบทกวีที่ราม

วันที่ 7เดือนหน้านี้ค่ะพี่

คุยกันก่อนหน้านี้ว่าอยากเชิญชวนพี่นนท์มาอ่านด้วย

แต่เราจัดแบบไม่เป็นทางการ (ไม่มีงบค่าเดินทาง)ก็เลยเกรงใจที่จะชวนมา

นอกจากว่าพี่ผ่านลงมาธุระที่กรุงเทพฯพอดีก็แวะมาหาและร่วมอ่านบทกวีกันด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
แพรจารุ วันที่ : 15/05/2009 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/parjaru
มาช่วยกันไล่เซฟรอนออกจากทะเล

ตัวอักษรสีเหลืองบนพื้นน้ำเงินปวดตาเกินกว่าจะอ่านยาว ๆ ได้นะนนท์ต้องก๊อปไปวางในหน้ากระดาษใหม่ถึงอ่านได้ นนท์เปลี่ยนสีให้อ่านสบายตากว่านี้ เพราะพวกเราเน้นเขียนเรื่องมากกว่าโชว์รูป

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Anything วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/firstlove

แวะมาทักทายจ้ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ศิวร วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 09.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siriworn

หวัดดีครับพี่นนท์
ฝากความระลึกถึงคำ พอวาด้วยครับ
เขาหายหน้าหายตาไปไหนไม่รู้

ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เดินทางไปแถบลุ่มสาละวินกันอีกนะครับ
ยังระลึกถึ
บ้านแม่ก๋อนและโพซออยู่เสมอครับ

สบายดี

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ยโสธรโพนทัน วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 13.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanya

พี่นนท์ครับ
เชียงใหม่สบายดีนะครับ
ไม่ได้แวะขึ้นเหนือ-เชียงใหม่อย่างเป็นทางการ
มีเวลาจะแวะไปคาวระครับ
เดือนก่อนหน้านั้น แวะไปแถวเจ็ดร้อยปีมา แต่ก็ด้วยเร่งรีบ
ไว้เวลาเหมาะคงได้เสวนากันครับ

สัญญา

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ภู_เชียงดาว วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 17.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phuchiangdao

พ่อกลับใต้แล้วใช่มั้ยพี่...ไม่รู้ว่าแกมองหุบผาแดงเป็นไงบ้างเนอะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 21.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

สวัสดีครับพี่ คำ พอวา
ผมมาอ่านด้วยนะครับ

ติดตามงานพี่มาเสมอครับ

มีความคิดเห็นข้างล่าง แปลกๆ
เหมือนเขากำลังรำพึงรำพันด่าตัวเอง

โลกไซเบอร์มักจะมีอย่างนี้เสมอนะครับ
โดยเฉพาะที่นี่ มันแปลกๆ

อย่าถือสากันนะครับ
ถือว่าเขามาเพื่อให้บทเรียนกับเราครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sukhumpoj

อ้อ..ขอโทษที ไม่ใช่บล็อกของอังคาร แต่เป็นบล็อกของพี่เสรี (เคียว โคมคำ) บล็อกKaweethas แต่เป็นงานของอังคาร..อ่านความเห็นที่ ๑ ๒ ๓

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sukhumpoj

อยากให้ท่านเข้าไปอ่านงานย้อนหลังในบล็อกของอังคาร จันทาทิพย์ ในงานชิ้น "เสียงร่ำไห้ของพระอานนท์" ดูความเห็นที่ ๑ ในงานชิ้นนั้นแล้วท่านจะพบบาง
สิ่งบางอย่างที่ควรแก่การปรับต่อจิ๊กซอว์เป็นอย่างมาก...โปรดอย่ารอคอย แต่จงรีบเข้าไปอ่านโดยไว...ครับผม

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
pimkawee วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimkawee
อังคาร จันทาทิพย์

แวะเข้ามาเยี่ยมครับพี่นนท์...
ช่วงหลังๆ มีโอกาสได้คุยกับพล ไวด์ซีดอยู่บ้างทางโทรศัพท์ ได้แต่ถามข่าวด้วยระลึกถึง
ไม่รู้ทำไม ถนนโค้งคดซอยวัดอุโมงค์มักแวบเข้ามาในความคิดคำนึงอยู่เรื่อย...
คงต้องหาโอกาสไปนอนนิ่งๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยที่บ้านอาจารย์เทพศิริสักวัน-แวะไปเยี่ยมกินกาแฟบ้านพี่นนท์-บ้านชวดสักถ้วย...

ว่าตามจริง สำหรับผม การจากไปของพ้อเลป่าให้ความรู้สึก-จินตภาพคล้ายโลกและห้วงเวลาบรรพกาลอีกหนึ่งใบวูบดับลง... ประเด็นที่น่าสนใจคือ นับวันเรื่องราวของอดีตกำลังจะหายสาบสูญไปกับผู้คนที่เก็บงำอดีตไว้ ซึ่งเหลืออยู่น้อยลงๆ และเรากำลังจะเดินทางไปสู่เรื่องเล่าเรื่องใหม่ เป็นระหว่างทางของการพยายามจับต้นชนปลาย คลุมเครือ มะงุมมะงาหราอยู่กับสมมุติฐานบางอย่าง... เปิดโอกาสให้กับความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็พร้อมจะให้อภัยกับความผิดพลาดในยุคสมัยของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย...

เป็นประเด็น-ความคิดที่วนๆ เวียนๆ อยู่-ไม่รู้เป็นโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือไม่...
ตอนนี้อยากเดินทางไปสู่โลกของเรื่องเล่าแห่งบรรพกาล แล้วกลับออกมาพร้อมเรื่องเล่าจากโลกใบนั้นนะครับ...

ระลึกถึงครับ
อังคาร

ป.ล. บทกวีเล่มใหม่ส่งเข้าโรงพิมพ์ไปสัปดาห์หนึ่งพอดี วันสองวันเสร็จครับ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เพลงฝน วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hyacinth
   เรามีตาคนละดวง มีโลกคนละใบ และเราไม่ใช่คนเดียวกัน จึงมีชุดความจริงต่างกันก็เท่านั้นแหล่ะ 

นักเขียนบางคนตายไปแล้วก็ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักเขียนใหม่ได้ค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
writerroom วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/writerroom

สวัสดี คุณคำ พอวา

เสียใจกับการจากไปของนักเขียนป่าอีกท่านหนึ่ง สิ่งที่คุรทำดีอยู่แล้วครับอาจจะมาเสียงนกเสียงกาที่ "ร้สาระ" บ้าง เป็นธรรมดาของคนที่ตั้งใจทำงาน หาใช่พวก "นักเขียนกเวฬราก" ไม่

ผมเสียใจต่อถ้อยคำของบางคนที่แสดงภูมิอันไร้แก่นสารอย่างเป็นได้ชัด น่าเศร้าที่สังคมนี้ยังมีคนเยี่ยงนี้อยู่ น่าเศร้าจริงๆ จารึตนเป็นนักเขียนไปวันๆ ถอมถุยอยู่กับความเมามายอันไร้อันดับ ก่อนจะขากถมและก่นด่าบรรราธิการที่เรื่องของตนมิได้ตีพิมพ์ โดยมิได้ย้อนไปมองงานของตน น่าเบื่อคนพวกนี้

เป็นกำลังใจให้คุณคำ พอวา และเหล่าเพื่อนทางเหนือ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 03/05/2009 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sukhumpoj

มหสารคามไม่มีภูเขาสักลูก (จังหวัดเดียวในภาคอีสานที่ไม่มีภูเขา)..อิจฉาท่านอยู่ใกล้ธรรมชาติป่าเขาแม่น้ำ ท่าจะเงียบสงบ..ไปเชียงใหม่บ่อย แต่ไปตามโปรแกรมของคนอื่น ก็เลยอยู่แต่ในเมืองและตลาดซื้อขายสินค้า..บางครั้งต้องเลือกนอนอยู่ที่พักดีกว่า เบื่อเมือง...ว่าจะ(ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้)..จะหาโอกาสไปนอนป่าทางเหนือบ้าง...ยังไม่เคยมีโอกาสพบพี่น้องคนบนดอยตัวเป็นๆสักครั้ง..จะยายามครับ / สุขภาพดี ปัจจัยดี การงานดีครับ / ระลึกถึง
ขอบคุณสำหรับตำนานของ พ้อเลป่า..ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 02/05/2009 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/folkner
..เขียนเพลง เขียนกวี ชีวิตนักดนตรีบ้านนอก..

:::หวัดดีครับพี่นนท์ ดีใจที่ได้เจอ (ในโลกไซเบอร์) ได้อ่านเรื่องราวนี้แล้วที่เนชั่นสุดฯครับ ฝากพิทักษ์ไปสืบเสาะหางานเพลงของพี่นนท์ กับของชิ สุวิชาน จนเนิ่นนานยังไม่ได้รับ เห็นว่าช่วงนี้แกยุ่ง ๆ อยู่ จำน้องคนนี้ได้หรือเปล่าไม่รู้:::

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ธรรมทัพบูรพา วันที่ : 02/05/2009 เวลา : 00.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thum
http://www.oknation.net/blog/sirachat  "งานกวี ที่รัก"

ผมเขียนเรื่องปู่เย็น แก่เป็นคนธรรมดา คุณลากแกเข้ามาเป็นสัญลักษณ์ส่งเสริมงานพวกคุณทำไม

มันสนุกนักหรือที่สิ่งเหล่านี้คือสัญลักษณ์ที่ภาคภูมิ ในขณะที่คุณเองไม่ได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ กลางสังคมที่คุณต้องรับผิดชอบ

เหลียวมองญี่ปุ่น เขามีฮาราคีรี คุณควรจะโดนบั่นคอด้วยซ้ำไป

สังคมมันแย่ฟอนเฟะ คุณยังกล้าลากคนดีดีมาแปดเปื้อน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ธรรมทัพบูรพา วันที่ : 02/05/2009 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thum
http://www.oknation.net/blog/sirachat  "งานกวี ที่รัก"

ทำไมสังคมต้องรอให้คนประหลาดพิกล(ประเสริฐ)
มาบอก

หากไม่ตายก็ไม่คิดถึงกัน
หากเป็นแฟร์ชั่นผมขอประฌามความเหลวไหลและสิ้นคิดนั้น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 01/05/2009 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

หวัดดีครับพี่
ผมติดตามอ่านงานพี่มาหลอด
แต่กายทอดแววตาอาจต่างไปในวิถีขณะ
วาทกรรมจำยอมพร้อมถวายใน
เชียงใหม่ยังเป็นความใหม่สำหรับผมตอนนี้
ชีวิตถูกเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้ในผู้คนอื่นมากมากไปแล้วก็ได้ต่อตัวผม
พึ่งหลบมาจากพักกายหลับดื่มด่าเรื่อนเช่าพี่ฉมังฉาย บ้านบ่อสร้าง
หน้าแป้นพิมพ์และใบหน้าผมกำลังอยู่ถนนเจริญประเทศครับ
ฝากจิตวิญญาณไว้สักสิด ในชีวิตเล็กๆครับ
เด็กเมืองลุงที่ไม่ยอมจดจำแก่อายุ
เคารพครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน