*/
  • suwida_b
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-10-28
  • จำนวนเรื่อง : 14
  • จำนวนผู้ชม : 43991
  • จำนวนผู้โหวต : 21
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2557
Posted by suwida_b , ผู้อ่าน : 5438 , 14:37:43 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน ผู้หญิงตะวันออก , ศุภฤกษ์ และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

ทักทายหรือติชม: https://www.facebook.com/suwida.boonyatistarn.1

ดูรูปเพิ่ม: http://www.flickr.com/photos/92886568@N08/sets/72157634425483678/

----

ณ ติงลาเยน...หมู่บ้านเล็กๆในคอดิเรล่า เทือกเขาที่ทอดตัวยาวอยู่บนตอนเหนือของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ อันเป็นถิ่นฐานของชาวกาลิงกา ชนเผ่าที่เคยถูกขนานนามว่าเป็นมนุษย์กินคน...

...นกน้อยบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเบาๆปลุกเราให้ค่อยๆตื่นขึ้นจากภวังค์ฝัน เปลือกตายังปิดสนิท...เรานอนฟังเสียงธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบๆห้องพักนิ่งๆอยู่สองสามนาทีก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดังแปดหลอดจากมือถือที่เราตั้งเวลาไว้เมื่อคืนจะดังขึ้น

 

เกาะลูซอนตอนที่ 2....เปิดตำนานนักสักคนสุดท้ายของเผ่ากาลิงกา

..

.

 

เราขย้อนอาหารเช้า...กับข้าวที่พบได้ทั่วไปตามร้านข้างถนนที่เราต่างก็ลงความเห็นกันว่าไม่อร่อยเลยลงท้อง กระดกแก้วกาแฟในร้านอาหารเล็กๆของเกสต์เฮ้าส์ Sleeping Beauty ที่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำชิโก้ ปล่อยสายตาเหม่อมองไปที่หมอกจางๆลอยระเรี่ยอยู่เหนือผิวลำน้ำสีน้ำตาลที่ไหลคดเคี้ยวยาวไปตามหุบเขาปกคลุมด้วยป่าดงดิบ เข็มนาฬิกายังไม่ทันบอกเวลาแปดโมง เราสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง เช็คเอ้าท์ และมุ่งหน้าออกจากเกสต์เฮ้าส์

...วันนี้เราต้องไปให้ถึงหมู่บ้านบุสคาลัน ต้องไปเจอคุณยายนักสักคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ของชนเผ่ากาลิงกาให้ได้

บนถนนสายเดียวที่ตัดผ่านติงลาเยน เราเดินตรงไปที่มอเตอร์ไซด์ที่จอดรวมกลุ่มกันอยู่ข้างทางซึ่งเดาว่าคงเป็นวินแบบไม่เป็นทางการ กางแผนที่วาดด้วยมือที่ได้มาจากชาวบ้านเมื่อวานออกให้วินดู บนแผนที่คือหมู่บ้านสิบกว่าแห่งรอบๆติงลาเยนที่โยงใยเข้าหากันด้วยเส้นประและเส้นทึบ เส้นประเชื่อมหมู่บ้านบุสคาลันกับหมู่บ้านลกกง และเชื่อมลกกงกับพร็อบเพอร์บุทบุท เส้นทึบลากยาวเชื่อมพร็อบเพอร์บุทบุทมาบรรจบกับถนนสายหลักที่ตัดผ่านติงลาเยน แสดงถนนลูกรังที่รถพอเข้าถึงได้ เราจ้างมอเตอร์ไซด์ให้ไปส่งที่เพอร์บุทบุท จากนั้นคือการเดินเท้า ด้วยแผนที่ไม่มีสเกลบอกและการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่ล้มเหลวกับวินมอเตอร์ไซด์ เราได้แต่หวังว่าหมู่บ้านเหล่านี้จะไม่ห่างกันเกินกว่าเดินเท้าหนึ่งวันถึงและอาทิตย์จะไม่ตกดินเสียก่อนกลางทาง

เรากระโดดขึ้นมอเตอร์ไซด์กันคนละคัน ผูกเป้เข้ากับที่นั่งอย่างแน่น แล้วเกาะหลังวินนักบิดบึ่งขึ้นเขาไปตามทางลูกรังสายเล็กๆที่ไม่นานก็พาเราขึ้นไปถึงสันเขา เราคดเคี้ยวกันไปตามสันเขาที่เชื่อมลูกหนึ่งกับอีกลูกหนึ่งดูไม่มีวันสิ้นสุด ตัวกระเด้งกระดอนไปตามหลุมบ่อของถนน สะกิดคนขับขอลงถ่ายรูปเป็นระยะๆ คิดเพลินๆไปว่าถ้าเราได้ไปนั่งรับลมอยู่ใต้ต้นสนบนเขาหัวโล้นลูกนั้น ได้ไปนอนแผ่อยู่กลางทุ่งหญ้าสะวันนาบนเขายอดนี้ หรือได้ลงไปเดินบนคันนาขั้นบันไดเขียวขจีของชาวบ้านที่แทรกตัวอยู่ระหว่างหุบเขา...ก็คงจะดีไม่น้อย

 

ถนนที่ไม่มีชื่อ ไม่มีอยู่บนแผนที่ประเทศ แต่เป็นหนึ่งในถนนที่ขนาบด้วยวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศฟิลิปินส์

ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง...เราก็มาถึงพร็อบเพอร์บุทบุท บ้านไม้ใต้ถุนสูงเตี้ยปลูกใกล้ชิดหลังคาเสียดสีกัน ใต้ถุนบ้านบ้างล้อมเป็นคอกหมู บ้างผูกเปลไกวไว้นอนเล่น กวาดตามองไวๆ ประมาณจำนวนบ้านได้ซัก 50 หลัง ชาวบ้านบางคนแอบมองเราจากหลังประตูหน้าต่าง ที่กล้าๆหน่อยก็เดินตามเราด้วยความสงสัย ข่าวของผู้มาเยือนแปลกหน้าเหมือนจะสะพัดไปอย่างรวดเร็ว ดูได้จากขบวนชาวบ้านที่เดินตามเราที่เริ่มยาวขึ้น 

 “Hello, where you come from?” ชาวบ้านคนหนึ่งทักทายเรามาจากระเบียงบ้าน

“Thailand and Italy” เราตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

“You have no guide?”

“No, no guide”

“Are you husband and wife?”

“What?”

...เราเป็นหรือไม่เป็นอะไรกันมันเกี่ยวอะไรมั้ย จำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอ?

“Are you married?”

“Errr no. We are friends. We just travel together.”

ไม่แน่ใจว่าเป็นคำตอบที่คนถามอยากได้ยินหรือไม่ แต่คำตอบของเราเรียกเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กและซุบซิบจากขบวนที่เดินตามเราอยู่และคนอื่นๆในบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี

เราลอดหลังคาบ้านโน่นโผล่เข้าบริเวณบ้านนี้ ทักทายคนอื่นและถูกทักทาย ชาวบ้านล้วนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดรู้เรื่องก็คุยกันไป พูดไม่ได้ก็ส่งยิ้มอย่างเดียว เราต้องตอบคำถามชุดแบบเดิมๆ กับชาวบ้านที่พูดภาษาอังกฤษได้ ไม่นานเราก็ได้ข้อสรุปว่าเรื่องเม้าท์เรื่องนินทาคงเป็นงานอดิเรกของคนที่นี่ ก็เหมือนชาวบ้านคนไทยที่คิดว่าผู้หญิงผู้ชาย ถ้าได้เที่ยวด้วยกันแล้วคงต้องเป็นคู่รักหรือสามีภรรยากันไปซะหมด คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าการมาเยือนของเราในหมู่บ้านเล็กๆบนเทือกเขาอันห่างไกลนี้จะเป็นเรื่องตื่นเต้นที่ชาวบ้านจะเอาไปพูดถึงกันได้อีกสามวัน (โอ้... นักท่องเที่ยวไทยกับอิตาลีที่เป็นสามีภรรยากันน่ะเหรอ เออ...มากันยังไงไม่มีไกด์ซะด้วย…อะไรแบบนี้)

 

 เราเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่มีคุณยายนั่งเล่นอยู่ที่กรอบประตูบ้าน รอยสักที่แขนของคุณยายยาวและเป็นลวดลายสวยงาม ทันทีที่เราหย่อนกล้องลงหลังจากกดชัตเตอร์เสร็จ คุณยายก็แบมือขึ้น ปากพึมพำ...เธอกำลังขออะไรซักอย่างจากเรา

“Matches, do you have matches” หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านผู้ชายที่กำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่ข้างๆช่วยแปลให้

 เออ...ขออะไรประหลาดจัง

ถ้าเธอขอเงินเพราะเราถ่ายรูปเธอ...นั่นยังดูสมเหตุสมผลมากกว่า แต่แล้วเราก็นึกถึงข้อความสั้นๆใน Lonely Planet ที่ว่า “นอกจากขนมจะเป็นเครื่องมืออย่างดีในการสร้างมิตรภาพกับเด็กๆแล้ว อย่าลืมพกกล่องไม้ขีดไฟไปแจกด้วย หรือถ้าอยากเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน...เอาไก่เป็นๆไปแจกก็ไม่ใช่ไอเดียที่เลวนัก” เราก็เลย ‘อ๋อ’ กันไปตามนั้น แต่เราไม่ได้พกไม้ขีดไฟมาด้วยเลยต้องขอโทษคุณยายที่ไม่มีอะไรจะให้และเดินจากมา

เราเดินกันมาเรื่อยๆจนเกือบถึงท้ายหมู่บ้าน หญิงสาวสองคนที่กำลังตากหน้าอยู่หน้าบ้านทักทายพวกเราเสียงใส

“Where are you from?”

“Errr Thailand and Italy…no guide, not wife and husband…”

เป็นคำตอบที่เรียกเสียงฮาได้จากสาวๆ ได้หนึ่งครืน และต่อให้เป็นสิ่งที่พวกเธออยากได้ยินหรือไม่ พวกเธอก็ชวนเราขึ้นบ้านกินข้าวกลางวันด้วยกันซะแล้ว

มื้อเที่ยงที่พวกเธอเตรียมให้เราเป็นกับข้าวแบบง่ายๆ ข้าวสวยกับซุปถั่วต้ม เราเล่าให้พวกเธอฟังว่าจุดหมายของพวกเราคือบุสคาลัน แต่ถ้าไปไม่ถึงบุสคาลันก็อาจจะนอนกันที่ลกกง สาวๆเลยเสนอให้พวกเราไปนอนที่บ้านพี่ชายของพวกเธอที่แต่งงานปลูกบ้านอยู่กับสาวลกกงนู่น

คุณพระ...คืนนี้มีหลังคาคุ้มหัวแล้ว

ท้องอิ่ม จดชื่อพี่ชายสองสาวมาเรียบร้อยเราก็ขอบอกขอบใจและออกเดินกันต่อ ที่ท้ายหมู่บ้าน...ทางเดินขนาดสองสามคนเดินเรียงเป็นแถบได้เริ่มแคบลงให้เดินเรียงแถวกันได้ทีละคน รอบตัวเราคือทะเลภูเขาขนาดย่อมๆที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสะวันนาสีเขียวแซมด้วยทุ่งนาขั้นบันได สายลมอ่อนๆพัดรวงข้าวพริ้วไหว สะบัดปลายรวงเผยด้านสีเขียวอ่อนบ้างแก่บ้างราวกับพวกมันกำลังเต้นรำกัน เสียงของธรรมชาติและความเงียบถูกรบกวนเป็นระยะๆด้วยเสียงกระดิ่งจากคอวัวควายและเสียงของเด็กๆที่ก้องมาจากเขาลูกไหนซักลูก แผนที่ที่อยู่ในมือเราไม่ได้ช่วยนำทาง แต่ ณ ปลายทางไม่ใกล้ไม่ไกลของทางเดินที่ไต่ขึ้นเขานั้นมีหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ ไม่ว่าหมู่บ้านนั้นจะใช่ลกกงหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว นาฬิกาบอกเวลาเกือบบ่ายสอง คงต้องมีบ้านซักหลังที่เปิดประตูต้อนรับนักเดินทาง แบ่งข้าวเย็นให้เรากิน และให้พื้นห้องครัวแก่เราอาศัยห่มผ้านอน   

วิวระหว่างทางพร็อบเพอร์บุทบุทกับลกกง

ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน หญิงคนหนึ่งหอบกระบุงผักเดินสวนทางมา เธอบอกว่าที่นี่คือลกกงและพี่ชายของสองสาวที่เราถามชื่อถึงก็เป็นเพื่อนบ้านของเธอเอง เราเดินตามเธอไปถึงบ้านใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง หญิงสาวกล่อมลูกน้อยอยู่บนระเบียงไต่บันไดลงมาต้อนรับเรา ไอรีนเป็นภรรยาของพี่ชายของสองสาวน้อย จากภาษาอังกฤษที่พูดได้น้อยคำของเธอ เราจับใจความได้ว่าสามีของเธอไปทำธุระในเมืองซักที่และคืนนี้ก็คงไม่ได้กลับมา ไอรีนเชิญเราขึ้นบ้านแบบงงๆ และเราก็เดินตามไอรีนขึ้นบ้านอย่างเหวอๆไม่แพ้กัน

บนเรือนไม้แคบๆที่มีแค่บริเวณนั่งเล่น ห้องนอนและห้องครัวไร้ซึ่งเฟอร์นิเจอร์แต่สะอาดสะอ้าน มีคุณยายอีกสองคนซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแม่และป้าหรือน้าของไอรีนนั่งอยู่ด้วย ความเงียบที่น่าอึดอัดใจเริ่มก่อตัวขึ้น แน่นอน...ไอรินตั้งตัวไม่ทันกับการมาเยือนของแขกต่างชาติสองคนแบบไม่ได้บอกกล่าวและก็คงสงสัยว่าสามีเธอไปมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนเราก็ไม่ได้พยายามอธิบายว่าเราเป็นใครหรือมาทำอะไรเพราะเธอก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี หลังจากสองสามนาทีที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้จะพูดอะไรผ่านไป เราก็ตกลงกันอย่างเงียบๆว่าไปขอนอนที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านอาจจะดีกว่า แต่ทันทีที่เราลุกขึ้น เตรียมบอกลาและคว้ากระเป๋า ไอรีนที่เหมือนจะเดาอะไรๆจากทีท่าของเราได้ก็โพล่งขึ้นมาทันที “No, don’t go”   

นี่แหละน้ำใจ…

ไอรินลากกระเป๋าเราเข้าไปไว้ในห้องนอน ความเงียบที่น่าอึดอัดใจหายไปแทบจะอย่างสิ้นเชิงแล้วตอนนี้ ไม่นานต่อมา สาวน้อยอีกคนนึงก็มาปรากฏตัวที่หน้าบ้าน เธอแนะนำตัวว่าชื่อชารอนและเป็นลูกพี่ลูกน้องของไอรีน ชารอนเป็นนิสิตเรียนอยู่ที่วิทยาลัยที่เมืองบาเกียวที่ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านเพราะปิดเทอม ภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างดีของชารอนทำให้เธอต้องทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างเรากับครอบครัวของไอรีนไปโดยอัตโนมัติ

 

น้าหรือป้าของไอรีน ที่แขนมีรอยสักสวยงาม

 

ชารอน ลูกสาวไอรีน และเปาโล เพื่อนคนอิตาลีที่ไปด้วยกัน

นั่งจิบชาขิง...สบายอารมณ์

เราใช้เวลาที่เหลือของวันเดินเล่นถ่ายรูปรอบหมู่บ้าน เริ่มจากรอบตัวบ้านของไอรีน ติดกับบ้านไอรีนคือกระท่อมไม้เล็กๆเก่าๆมีไม้กางเขนปักอยู่ด้านบนซึ่งตอบคำถามเราทันทีว่าชื่อฝรั่งๆของชาวบ้านทั้งหลายนั้นมาจากไหน ชารอนนำทางพาเราลอดหลังคาบ้านนู้นเข้าบ้านนี้ ที่ลานกว้างของโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผา ชารอนชี้บุสคาลันที่ใหญ่กว่าลกกงเล็กน้อยที่อยู่เบื้องล่างให้พวกเราดู เราถามเธอเรื่องคุณยายนักสักคนสุดท้ายของเผ่า ชารอนบอกว่าเธอชื่อกวางอุด ตัวเธอเองได้ยินชื่อนี้มานานแล้วและรู้ว่ากวางอุดเป็นหมอผีประจำบุสคาลันและนักสักรอยสักที่ชาวกาลิงกาเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ชารอนไม่เคยเจอกวางอุดและไม่มีรอยสักแบบกาลิงกา เธออธิบายว่าตอนนี้มีแต่คนแก่ๆเท่านั้นที่มีรอยสักของกาลิงกา สำหรับหนุ่มสาวที่ต้องเข้าเมืองไปเรียนหรือทำงาน การมีรอยสักแบบกาลิงกาอยู่บนเรือนร่างไม่ใช่อะไรที่ดูเก๋สำหรับเพื่อนที่โรงเรียนหรือคนที่ทำงานเลย    

 

เรากลับมาที่บ้าน ช่วยแม่ของไอรีนเด็ดถั่วซึ่งจะเป็นอาหารเย็นของเราคืนนี้ และอาบน้ำกันที่แท่นคอนกรีตต่อท่อน้ำที่อยู่ใกล้บ้านเราที่สุด ตัวแท่นระบายเป็นรูปจิงโจ้และมีข้อความสั้นๆว่าสร้างเมื่อปี 2012 โดยรัฐบาลออสเตรเลียกำกับอยู่ น้ำจากท่อเป็นน้ำสะอาดที่ลำเลียงมาจากยอดเขาและกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องใช้น้ำของชาวบ้านก็เกิดขึ้นที่นี่ ขณะที่พวกผู้ชายเปลื้องผ้าล้อนจ้อนอาบน้ำกัน ผู้หญิงบางคนก็นุ่งกระโจมอก แต่การเปลือยท่อนบนอาบน้ำก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับผู้หญิงอีกหลายๆคนแต่อย่างใด...โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคนแก่  

วันรุ่งขึ้น เราตื่นกันเพราะเสียงไก่ขัน ออกไปรอแสงเช้าถ่ายรูปเสร็จกลับเข้ามาก็เจอข้าวไข่เจียวเป็นอาหารเช้าที่ไอรีนเตรียมไว้ให้ ไข่เจียวมื้อนั้นอร่อยมากขึ้นเมื่อเรารู้ว่าชาวบ้านที่นี่จะกินไข่และเนื้อสัตว์ในช่วงเวลาพิเศษๆและมื้อสำคัญเท่านั้น ด้วยความที่มันแพงและหายากไม่เหมือนข้าวกับถั่วหรือผักหญ้าอื่นๆ

แสงแรกของวัน

พออิ่มแล้วเราก็เก็บของ อ้าว...ครีมกันแดดหายไป เลยต้องวิ่งไปดูที่แท่นท่อน้ำ ที่แท่น...คุณยายคนนึงนุ่งกระโจมอกเตรียมอาบน้ำบีบหลอดครีมกันแดดใส่มือเตรียมชโลมลงบนผมของเธอ เสียงคิกคักของฉันทำให้คุณยายรู้ว่าเจ้าของหลอดครีมได้มาเอาของคืนแล้ว ปากอมยิ้ม…ฉันอธิบายคุณยายด้วยภาษามือว่าไอ้นี่มันใช้กับหน้า ไม่ได้ใช้กับผม  

เป็นความซื่อแบบน่ารักๆของคุณยาย แต่นี่คงจะเป็น generation สุดท้ายของชนเผ่านี้แล้วซินะที่ไม่รู้จักครีมกันแดดและอาจจะไม่รู้จักโทรศัพท์มือถือ

แพ็กของชิ้นสุดท้ายเสร็จเราก็บอกลาไอรีนพร้อมกับยื่นเงินหนึ่งร้อยเปโซให้เธอแต่เธอกลับดันมือเรากลับ และถ้าไม่ใช่เพราะเรายืนยันว่าให้เธอเก็บเงินนี้ไว้เป็นค่านมลูกเธอก็คงปฏิเสธที่จะรับเงินของเราไว้ เราแลกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์กับชารอนเพื่อที่จะได้ส่งรูปทั้งหมดของครอบครัวของเธอที่เราถ่ายไว้มาให้

ท้องอิ่ม...แต่ใจอิ่มมากกว่า…น้ำใจนี่มันกินได้จริงๆ

ออกจากบ้านไอรีนมาเห็นบุสคาลันอยู่ไม่ไกล เดินเร็วๆชั่วโมงเดียวก็คงถึง แต่ทิวทัศน์ที่อยู่รอบตัวทำให้เราอดหยุดถ่ายรูปทุกสิบก้าวเดินไม่ได้เลยจริงๆ เพลิดเพลินกับวิวและลืมกวางอุดกันไปชั่วขณะ...เราไต่ทางเดินซิคแซ็คลงเขาและเดินตามคันนาดินขั้นบันไดที่ลดหลั่นกันลงมาจนในที่สุดก็ถึงปากทางเข้าบุสคาลัน

 ระหว่างทางจากลกกงไปบุสคาลัน

 

 

หมู่บ้านนี้ใหญ่กว่าลกกงและพร็อบเพอร์บุทบุทแต่หน้าตาบ้านเรือนก็ยังเหมือนๆกัน เราเดินถามทางไปบ้านกวางอุดกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ บ้างก็กำลังให้อาหารหมู ผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งเหลาปลอกไม้ใส่มีด ใต้ถุนบ้านหลังนึงชายอีกกลุ่มกำลังเด็ดใบกัญชาตากแห้งกันอยู่ ชาวบุสคาลันดูเหมือนจะคุ้นเคยกับชาวต่างชาติมากกว่าสองหมู่บ้านที่แล้ว ที่นี่...เราไม่มีขบวนชาวบ้านขี้สงสัยมาเดินตามเราเหมือนที่พร็อบเพอร์บุทบุท เราถูกเสนอให้ซื้อใบกัญชาให้เอากลับประเทศด้วยราคาที่ย่อมเยา (แต่เราก็ไม่ได้ซื้อ) ชาวบ้านทุกคนดูเหมือนจะรู้เหตุผลของเราที่มาบุสคาลัน บางคนชี้นิ้วไปที่ท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นทิศของบ้านกวางอุดก่อนที่เราจะต้องอ้าปากถามทางด้วยซ้ำ

บ้านเรือนในบุสคาลัน

ป้ายไม้ระบายสีสวยงามเขียนว่า  “Tattoo Artist’s House” “Welcome everyone”แขวนอยู่ที่ระเบียงบ้านกวางอุด เด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านเห็นเราก็วิ่งลงมาต้อนรับ หลานสาวกวางอุดพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าชารอน เธอบอกให้เรารอยายเธอแป๊ปนึง กวางอุดแต่งตัวอยู่ เดี๋ยวก็ลงมา

...หญิงชราวัยเก้าสิบกว่าเดินออกมาที่ระเบียงชั้นสอง ผมสีเทาเงินของเธอรวบมัดไว้ด้วยลูกปัดเม็ดเล็กใหญ่หลากสีเช่นเดียวกับที่ห้อยอยู่รอบคอของเธอ เธอเดินหลังค่อนข้างตรงด้วยท่าทีที่คล่องแคล่วลงบันไดมาหาเรา กวางอุดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่รอยยิ้มของเธอดูเอื้ออารี เธอดูไม่เหมือนหมอผีที่มักจะแต่งตัวน่ากลัวและดูลึกลับหรือขลังแต่อย่างใด ตรงกันข้าม...กวางอุดเป็นคุณยายแก่ๆที่น่ารักและดูใจดี แต่ในทุกรอยยิ้มของเธอ...เรามองเห็นความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงซ่อนอยู่ ทำให้เราอดคิดไปไม่ได้ว่านี่เรามาปลุกเธอจากการนอนกลางวันหรือเปล่า

“คุณมาเพื่อสักรึเปล่า นักท่องเที่ยวทุกคนมาที่นี่ให้ยายของฉันสัก เราคิดไม่แพงหรอก แล้วก็ทำสะอาดด้วย” หลานสาวกวางอุดถามเราอย่างสุภาพ

...ทำไมก็ไม่รู้นะ มีอะไรซักอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่ชอบสิ่งที่หนูคนนี้ถามเลย

“ไม่หรอก เราแค่อยากเจอกวางอุดเฉยๆ แล้วก็สงสัยว่ากรรมวิธีในการสักเป็นยังไง”

หลานสาวกวางอุดวิ่งขึ้นไปบนบ้านและกลับมาอีกทีพร้อมกับอุปกรณ์ที่กวางอุดใช้ในการสัก เธออธิบายอย่างคล่องแคล่วว่ากวางอุดผสมขี้ไก่เผากับน้ำในกะลามะพร้าวนี้ ใช้หนามต้นส้มเหลาแหลมเป็นเข็มและใช้ไม้ในการตอกเข็มลงบนผิวหนัง ก็เหมือนการสักสมัยนี้ที่ต้องทำซ้ำเพื่อให้ลายปรากฏชัดและติดทนนาน แล้วเธอก็ยื่นหนังสือเล่มหนาปั้กหนึ่งเล่มให้เราพร้อมบอกว่า “อยากรู้อะไรเพิ่มก็อ่านได้ในเล่มนี้นะ”

อุปกรณ์ในการสักของกวางอุด ขี้ไก่เผาและเข็มสักที่ทำจากไม้ต้นส้มเหลาแหลม

ด้วยความอึ้งและทึ่ง (และความเพ้อเจ้อส่วนตัว)...ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีใครซักคนมาค้นพบบุสคาลันเมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้วซึ่ง ณ ตอนนั้นก็คงขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านอันตรายของชนเผ่าป่าเถื่อนกินคน และคนๆนั้นก็คงไม่รู้ด้วยว่าเป็นที่ๆปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินหรือไม่ แต่ก็หลงเสน่ห์และอยากรู้อยากเห็นวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวกาลิงกาได้มากพอที่จะทำให้เขามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ร่วมสองปี เก็บข้อมูลและภาพและกลับประเทศไปตีพิมพ์หนังสือสารคดีหนึ่งเล่มเกี่ยวกับชีวิตของกวางอุดและชนเผ่านี้ออกเผยแพร่ทั่วโลกได้ ลาร์ส ครูทัก (Lars Krutak) ชาวอเมริกันคนนี้ได้บันทึกประเพณี ความเชื่อและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวกาลิงกาที่ใกล้จะสาบสูญแล้วไว้อย่างละเอียด อันที่จริงแล้วฉันเพิ่งจะได้ยินเรื่องประเพณีการสักของกาลิงกาตอนที่ฉันมาถึงฟิลิปปินส์เอง แต่แน่นอน...บุสคาลันเป็นที่รู้จักของนักเดินทางผจญภัยหลายๆคนมานานแล้วเพราะว่านายลาร์สคนนี้

ลาร์สกับกวางอุด จาก http://larskrutak.com/

จากที่อ่านคร่าวๆที่ลาร์สเขียนไว้ การฆ่าตัดหัวศัตรูและเอาเนื้อไปต้มกินของนักรบชาวกาลิงกาซึ่งเป็นประเพณีที่เลิกทำกันไปแล้วมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมวิญญาณของศัตรู และทำกันมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยมีทหารญี่ปุ่นที่พยายามรุกรานถิ่นฐานของชนเผ่านี้เป็นผู้ที่ถูกฆ่าแล้วตัดหัวรายสุดท้ายๆ อย่างไรก็ตาม การฆ่าตัดหัวศัตรูยังคงมีอยู่ ณ เวลาที่ลาร์สเขียนสารคดีเล่มนี้ซึ่งไม่เกินสิบปีที่แล้ว นักรบประจำเผ่าคนหนึ่งที่เพิ่งจะซุ่มฆ่าและตัดหัวชายสามสี่คนจากอีกเผ่าให้สัมภาษณ์กับลาร์สว่าที่เขาฆ่าคนนั้นพวกก็เพื่อล้างแค้นให้กับเพื่อนนักรบของเขาที่ถูกคนจากเผ่านั้นฆ่าเมื่อนานมาแล้ว

 

ส่วนการสักของชาวกาลิงกามีลวดลายหลากหลาย แตกต่างกันไปสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย และจุดประสงค์ในการสักก็มีอยู่มากมาย นักรบประจำเผ่าจะสักเพื่อเป็นยันต์ป้องกันอันตรายเมื่อออกรบ และเพื่อแสดงเกียรติยศหลังจากที่ล่าหัวศัตรูมาได้ สำหรับผู้หญิง...รอยสักบนเรือนร่างนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ความสุข เสริมบารมีให้แก่คู่ครอง และเพื่อความสวยงาม รอยสักส่วนใหญ่ของผู้หญิงจะมาจากสิ่งต่างๆในธรรมชาติ เช่น รูปฟางข้าว ใบเฟิร์น กระดูกงู ตะขาบซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มกันอันตรายให้เหล่านักรบ

พลิกหน้าหนังสือไปๆมาๆ ฉันเงยหน้าขึ้นมาทันเห็นฝรั่งคนนึงกำลังจะเดินผ่านพวกเราไปพอดี จากการแนะนำตัวสั้นๆของเขา ไบรอันมาจากอเมริกา มาอยู่ที่นี่ได้เกือบปีกับลูกอีกสองคนและกำลังทำสารคดีเกี่ยวกับชาวบุสคาลันอยู่ และก่อนที่เราจะปรับโหมดได้หลังจากไม่เห็นนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลาสามสี่วัน ไบรอันก็วิ่งลงเขาไปแล้ว เขารีบไปเอารถที่เช่าไว้หรืออะไรซักอย่าง

หลานสาวกวางอุดชวนเรากินข้าวกลางวันและส่งกวางอุดซึ่งไม่ได้กินด้วยมานั่งเป็นเพื่อน เราบอกเธอว่าให้เธอกลับไปทำอะไรก็ตามที่เธอทำค้างอยู่ก่อนเรามา แต่แน่นอน...เธอไม่เข้าใจและคงไม่อยากทิ้งแขกไว้ลำพัง เรารู้สึกผิดอีกครั้ง...รู้สึกเหมือนมารบกวนเธอ

และขณะที่เรากินข้าวอยู่ แขกของกวางอุดอีกกลุ่มนึงก็มาถึง วัยรุ่นชาวอิสราเอลของคนที่มากับชาวบ้านฟิลิปปินส์อีกหนึ่งคนบอกว่าพวกเขาตั้งใจมาเจอกวางอุด และก็โชคดีมากที่คนฟิลิปปินส์คนนี้เข้ามาทักที่ท่ารถที่ติงลาเยนและเสนอตัวเดินนำทางพามาเจอกวางอุด พวกเขาบอกว่าไม่มีเวลามากนัก จึงขอตัวไปจับกวางอุดนั่งที่บันไดและรัวกล้องใส่หน้าเธอ กวางอุดไม่ได้ยิ้ม เราไม่รู้ว่าเธอไม่ชอบยิ้มตอนถ่ายรูปอยู่แล้วหรือไม่พอใจที่ถูกถ่ายรูปโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน เห็นอย่างงั้นแผนของฉันที่จะถ่ายรูปกวางอุดเลยจบไป ฉันถ่ายรูปกวางอุดตอนที่เธอไม่รู้ตัวไปหนึ่งครั้งและนั่นก็เป็นรูปเดียวของกวางอุดที่ฉันมีอยู่ตอนนี้

กวางอุด

แขกที่มาใหม่ถูกเชิญให้กินข้าว ส่วนเรากินข้าวเสร็จก็นั่งเล่นกันที่ชานบ้านกันต่ออีกเล็กน้อยกับหลานสาวกวางอุดและเพื่อนบ้านของเธอที่พูดภาษาอังกฤษได้ กวางอุดซึ่งฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องเริ่มสัปหงก เห็นอย่างนั้นเราก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่เราควรจะบอกลากวางอุดและบุสคาลันแล้ว

 เราขอบคุณกวางอุดและหลานสาวของเธอที่มีน้ำใจต้อนรับเราและดีใจที่ได้รู้จักกันถึงจะเป็นเวลาไม่นาน พอเราลุกขึ้นหลานสาวกวางอุดก็ถามว่าเราอยากจะทิ้งเงินไว้เล็กน้อยเป็นค่าข้าวกลางวันที่เราเพิ่งกินกันไปมั้ย

เราได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย นี่เรากำลังถูกขอเงิน?

---

เราเดินตามทางดินเล็กๆจากบุสคาลันลงเขา เบื้องหน้าคือถนนลูกรังใหญ่พอให้รถเก๋งวิ่งเรียงคันได้ ถนนเส้นนี้จะพาเราเดินไปถึงจุดจอดรถกระบะโดยสารสาธารณะที่จะพาเราลงไปถึงติงลาเยน ทิวทัศน์ข้างทางยังสวยงามไม่เปลี่ยน แต่ใจฉันกำลังหมกมุ่นกับสิ่งที่เพิ่งพบเจอในบุสคาลัน

จำนวนผู้มาเยือนชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยันยืนจากการที่ครอบครัวของกวางอุดบอกว่ามีนักท่องเที่ยวมาที่บุสคาลันมากขึ้นทุกปีตั้งแต่สองสามปีให้หลังมานี้) และการเจรจาเรื่องเงินๆทองๆที่เราเพิ่งเจอแสดงให้เห็นว่าเมล็ดผลของการท่องเที่ยวที่ถูกหย่อนลงบนผืนแผ่นดินของคอดิเลร่านี้กำลังจะงอกขึ้นเหนือดินแล้ว ไม่มีใครสามารถหยุดนักท่องเที่ยวที่อยากรู้อยากเห็นและช่างสำรวจได้ และอีกไม่นาน...ความเจริญที่เกิดจากการท่องเที่ยวก็จะส่งผลต่อบุสคาลันและหมุ่บ้านอื่นๆในละแวกนี้ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับที่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงอื่นๆทั่วทุกมุมโลกก็กำลังประสบอยู่ เป็นไปได้มั้ยที่ซักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้การขอไม้ขีดไฟจะเปลี่ยนไปเป็นการขอเงิน พฤติกรรมทั่วไปที่เห็นได้ในประเทศโลกที่สามที่ชาวบ้านมักเห็นนักท่องเที่ยวเป็นแบงก์ดอลลาร์เดินได้

ฉันได้แต่หวังว่าชาวกาลิงกาจะหาวิธีอ้าแขนต้อนรับความเจริญและวัฒนธรรมตะวันตกที่มากับการท่องเที่ยวได้โดยไม่ให้สิ่งเหล่านั้นทำลายวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษของพวกเขา ไม่ให้เงินและความปรารถนาในวัตถุทำลายความใจกว้างและความเอื้ออารีที่พวกเขาหยิบยื่นให้แก่ผู้มาเยือน สำหรับกวางอุด...ฉันหวังว่าเธอจะได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของของชีวิตอย่างเงียบๆ ไม่ต้องมาคอยต้อนรับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างที่เธอต้องทำอยู่ตอนนี้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ฉันคิดอย่างนี้ แต่กวางอุดอาจจะไม่คิดเหมือนฉันก็ได้ เงิน...ยังไงก็ยังเป็นเงิน

ทางเดินลูกรังเกลี่ยดินเอาไว้เรียบร้อยเตรียมราดยางมะตอย เช่นเดียวกับอีกสี่ห้าร้อยเมตรข้างหน้าที่ปูยางมะตอยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ณ จุดนั้น กระบะจอดนิ่งอยู่รอผู้โดยสาร เรารู้ดีว่าถนนที่จะพาเราลงไปติงลาเยนจะราบเรียบไม่เป็นทางลูกรังกระเด้งกระดอนเหมือนถนนที่เชื่อมติงลาเยนกับเพอร์บุทบุท ขณะที่เรากระโดดขึ้นรถ รถเก๋งสีขาวคันนึงมุ่งหน้ามาจะสวนทางกับเรา คนขับคือไบรอัน เขาโบกมือให้เราและเราก็โบกกลับไป รถของไบรอันวิ่งต่อไปบนถนนลูกรังมุ่งหน้าไปทางบุสคาลัน ก็คงจะขับไปจอดให้ใกล้หมู่บ้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรามองท้ายรถของไบรอันหายไปในฝุ่นที่ตลบคลุ้ง...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
เมธา วันที่ : 19/04/2014 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

ให้ตายสิ ที่ในฝันที่อยากไปตั้งนานแล้ว

ป.ล.Fact: ใน Her (2013) ฝ่ายอาร์ตดีไซเนอร์ให้ความเห็นว่า ทั้งเรื่องปกคลุมด้วยสีแดง-สีชมพูเพื่อขับเน้นความอบอุ่น ไม่ได้มุ่งหมายให้โลกอนาคตดูเย็นชาและจืดจางจ้ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
suwida_b วันที่ : 19/04/2014 เวลา : 01.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwida

@ C13 Banaue ก็สวยค่ะ เข้าใจว่าเทคนิคการสร้างคันนาต่างจากที่กาลิงกา ถึงจะเป็นนาขั้นบันไดเหมือนกัน :D

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
theeratatt วันที่ : 17/04/2014 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebier

ตามมาอ่านครับ อ่านแล้วคิดถึงนาขั้นบันไดบันนาเว่ครับ ขอบคุณที่ย้ำเตือนความทรงจำครั้งเก่านะครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ศุภฤกษ์ วันที่ : 15/04/2014 เวลา : 23.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suparurk

ตื่นเต้นไปด้วยครับ คือไปแบบนี้ผมไม่ชิน (ตรงๆคือไม่เคยไป) อ่านแล้วก็ลุ้นว่า จะได้กินที่ไหน จะได้นอนที่ไหนนะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เกสรมาเฟีย วันที่ : 14/04/2014 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipammo

อ่านเรื่องคุณทีไร ก็มีความสุขตามไปด้วยค่ะ .. เป็นการเดินทางที่มีเสน่ห์ ทุก ๆ เมืองที่คุณเลือกไป .. บอกเล่า ถ่ายภาพวิถีที่คุณได้พบเห็นได้อย่างน่าสนใจ จนอยากตามรอย (ปล. แอดเฟสไปแร้นคร๊าบบ)

ความคิดเห็นที่ 10 wansuk ถูกใจสิ่งนี้ (1)
suwida_b วันที่ : 13/04/2014 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwida

@ C7 ถูกเลยค่ะ นอกจากพยายามทำตัวเป็นนักเดินทางที่ดี พยายามไม่ทิ้งมลพิษไว้ให้ชุมชนที่เราไปเที่ยวมากนัก ก็ปลงอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ

@ C8 บินไปลงมะนิลาเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าไปเที่ยว...จะใช้เมืองใหญ่เป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น เลยไม่ได้สำรวจมะนิลาเลย รออ่านเรื่องมะนิลานะคะ

@ C9 ถ้าได้อยู่ซักเดือนสุขภาพกายสุขภาพใจคงดีขึ้นเยอะเลยค่ะ เป็นอีกที่ดีๆสำหรับ detox ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 11/04/2014 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

บรรยากาศน่าอยู่สักเดือนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เฟื่อง วันที่ : 10/04/2014 เวลา : 08.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

รูปตอนเผลอของกวางอุด เป็นรูปที่เก๋มาก เธอแต่งตัวเป็นนะคะ..
..
เพิ่งกลับจากฟิลิปปินส์มา แต่ไม่ได้ลุยไปตจว.เหมือนคุณ แค่ในมะนิลา ก็มีเรื่องเล่าให้เพื่อนฟังได้เป็นวรรคเป็นเวร ..

แต่เป็นสังคมแบบเมืองๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 เกสรมาเฟีย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wansuk วันที่ : 09/04/2014 เวลา : 22.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

เป็นการเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

คงยากที่จะป้องกันวิถีดั้งเดิมจากธุรกิจท่องเที่ยวนะคะ
หลายที่ หลายแห่ง เปลี่ยนแปลงจนเรียกกลับคืนมาไม่ได้
น่าเสียดายมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 07/04/2014 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ได้เห็นภาพวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนบนเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์ มีภูเขาเขียว และนาขั้นบันไดที่อุดมสมบูรณ์ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
jonathan_seagull วันที่ : 07/04/2014 เวลา : 06.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/seagull

ภาพพี่ผู้หญิงที่มีเท้าเป็นฉากหน้ามันดีครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Wildwatcher วันที่ : 06/04/2014 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wildwatching

หายไปนานเลยนะครับ ผมจำได้ว่าผมอ่านตอนแรกยังรู้สึกว่าสุดลุยจริงๆ



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นามา วันที่ : 06/04/2014 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mydaychapter

น่าสนใจมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
suwida_b วันที่ : 06/04/2014 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwida

ขอบคุณค่ะคุณชาลี ที่จริงแล้วทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชนเผ่าพื้นเมืองมีวัฒนธรรมการสักเพื่อเป็นยันต์ เพื่อความสวยงาม และบอกชนชั้นวรรณะทางสังคมกันทั้งนั้นเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 05/04/2014 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เป็นสารคดีชั้นเยี่ยมทีเดียวครับ
เป้าประสงค์ในการสัก ไม่น่าแตกต่างไปจากคนไทยเท่าไหร่นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน