*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-21
  • จำนวนเรื่อง : 2889
  • จำนวนผู้ชม : 7156752
  • จำนวนผู้โหวต : 1668
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1668 คน
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 ธันวาคม 2553
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 7990 , 18:20:33 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน เฉาก๊วยแดง โหวตเรื่องนี้

จากเอนทรี่ "แจกรางวัล" มาเล่นเกมส์ "รู้มั้ยใครเอ่ย" กันเถอะ !!!(39) ศิลปินชายยอดนิยมตลอดกาล เจ้าของภาพปริศนา "รู้มั้ยใครเอ่ย" ครั้งนี้ได้แก่

มิตร ชัยบัญชา

มิตร ชัยบัญชา หรือที่อีกหลายคนรู้จักกันดีในนาม ”พิเชษฐ์ พุ่มเหม” เป็นคนจังหวัดเพชรบุรีโดยกำเนิด ซึ่ง ”มิตร” เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2477 ที่หมู่บ้านไสค้าน อำเภอท่ายาง เป็นลูกชายของคุณพ่อ ชม ระวีแสง กับ คุณแม่สงวน ระวีแสง

ในขณะที่ ”มิตร” ลืมตาดูโลกนั้นทางคุณพ่อซึ่งรับราชการเป็นพลตำรวจ ได้เดินทางทางไปราชการยังท้องที่ห่างไกล จนกระทั่งเงียบหาย ขาดการติดต่อ ปล่อยให้นางสงวนเลี้ยงเพียงลำพัง จนกระทั่งเกิดอาการน้อยใจ จึงนำเอาไปฝากให้ทางปู่กับย่าเลี้ยงตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบ ก่อนที่แม่จะหายสาบสูญไปอีกคน ปล่อยให้เขาอยู่กับปู่และย่าที่แก่ชรา ทำให้ทางปู่กับย่า ตลอดจนชาวบ้านบริเวณดังกล่าวช่วยกันตั้งชื่อให้ว่า ”บุญทิ้ง ระวีแสง” คงจะไม่มีชื่อใดที่จะเหมาะสมไปกว่าคำว่า บุญทิ้ง อีกแล้ว ต่อมาไม่นานทั้งปู่กับย่าได้สิ้นบุญ ปล่อยให้เด็กน้อยโดดเดี่ยวลำพังเพียงคนเดียว โชคดีที่เด็กน้อยยังมีน้องของพ่ออีกคนที่บวชเป็นเณร ชื่อ แช่ม ระวีแสง อยู่ที่วัดไสค้าน จึงเอาเด็กน้อย ”บุญทิ้ง” ไปเลี้ยงดูด้วยความสงสาร และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดจันทร์ จนกระทั่งอายุได้ 8 ขวบ

แต่อยู่ดี ๆ ตอนอายุ 8 ขวบ แม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา เด็กน้อยบุญทิ้งไม่สามารถรับได้ วิ่งหนีไปหลบอยู่บนต้นไม้ หลวงอาซึ่งตอนนั้นบวชเป็นพระแล้วได้มาอธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่แม่ต้องจากไป เด็กน้อยเข้าใจดีที่ตนไม่ต้องกำพร้าอีกแล้ว ลงจากต้นไม้โผเข้าหาอ้อมอกแม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่จำความได้ บุญทิ้งคิดว่าต่อไปคงจะมีความสุข แต่แล้วมันไม่สุขสมหวังอย่างที่คิด เมื่อแม่บังเกิดเกล้าบอกให้เด็กน้อย บุญทิ้ง เรียกตนว่า ป้า แทนคำว่าแม่ เพราะว่าแม่ได้แต่งงานใหม่ โดยจะนำเขาไปกรุงเทพ ฯ ในนามของหลานชาย แม่เห็นว่า ชื่อบุญทิ้งไม่เหมาะ และยังบาดใจด้วย และเปี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น สุพิศ และใช้นามสกุลของน้าซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ว่า นิลสีทอง

มิตร เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่สบายอย่างที่คิดแต่ลำบากยิ่งกว่าตอนอยู่วัด อยู่วัดจะมีอาหารรออยู่ทุกเวลาแต่พอมาอยู่กรุงเทพ ฯ ต้องดิ้นรนช่วยเหลือพ่อเลี้ยง และแม่ที่มีฐานะยากจน ทำงานช่วยแม่ที่เป็นแม่ค้าไปพร้อมกับเรียนหนังสือ สุพิศ เข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียน ไทยปราสาทวิทยา ซึ่งอยู่ใกล้ ฯ บ้านแถวนางเลิ้ง

ที่โรงเรียนนี้เขาได้มีโอกาสพบเพื่อนรักเพื่อนตายของเขา สองพี่น้องตระกูล (โชติชูตระกูล) คือ บำเทอง กับ ชาญชัย สุพิศได้ต่อสู้กับความยากลำบาก โดยมีบำเทอง กับ ชาญชัย เป็นคนคอยช่วยเหลือ ไปโรงเรียนสุพิศจะนุ่งกางเกงก้นปะมีรูปใบโพธิ์ไปเรียนทุกครั้ง ก่อนที่สุพิศจะจบการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พ่อเลี้ยงก็ทราบความจริงว่า สุพิศ คือลูกของภรรยาตน พ่อเลี้ยงไม่ว่าอะไร และยังให้ใช้นามสกุลตน โดยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น พิเชษฐ์ พุ่มเหม

เมื่อสมัยที่ มิตร ชัยบัญชา เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ สมัยนั้นเรียกว่า พระนคร ประเทศไทย ยังใช้ชื่อว่า สยาม และสงครามโลก ครั้งที่ 2 เริ่มต้นได้หนึ่งปีแล้ว ปีนันคือ ปี 2486 มิตร มีชื่อว่า เด็กชายบุญทิ้ง อายุ 9 ขวบ มาพักอยู่ในบ้านของแม่ที่นางเลิ้ง ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่า อีเลื้ง

ตลาดอีเล้งสมัยนั้น เป็นศูนย์รวมการขายผัก ขายผลไม้ ที่ส่งมาจากต่างจังหวัด และบริเวณโดยรอบตลาด เป็นชุมชนศิลปินหลากหลายแขนง เช่น ระนาด ขลุ่ย ซอ ไวโอลิน ลิเก ละครชาตรี โรงหนังในสมัยสงครามโลก ไม่มีหนังใหม่ๆ เข้ามาฉาย ต้องนำหนังเก่าๆ ที่มีตกค้างอยู่ในประเทศ มาเวียนฉาย ดูกันซ้ำๆ กันไปแก้ขัด ในที่สุดโรงหนังก็กลายเป็นเวทีละคร มีทั้งคณะละครร้อง ละครพูด วงการหนังไทยที่พัฒนาไปไกลถึงหนัง 35 มม. เสียงพูดจริงในฟิล์ม ตายสนิททั้งเป็น เพราะพิษของสงคราม ทุกอย่างขาดแคลน…

มิตร หรือ เด็กชาย ”สุพิศ” ในขณะนั้นได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ไทยประสาทวิทยา บริเวณตรอกศุภกร ถนนกรุงเกษม นางเลิ้ง ซึ่งในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนทางเด็กชาย ”สุพิศ” หรือ ”มิตร” ได้ใช้เวลาว่างฝึกเพาะพันธุ์ปลากัดขาย เพื่อช่วยหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวไปพลางๆ

มิตร ชัยบัญชา เข้ามาเติบโตไปพร้อมๆ กับ กองทหารไทย และกองทัพต่างชาติ เขาเติบโตขึ้นมากับความเป็นชาตินิยม และความเป็นสากล เมื่อพระนครโดนฝ่ายสัมพันธมิตรเอาระเบิดมาเททิ้งบอมบ์ ทุกวัน ทุกคืน เขาไม่มีที่จะหลบหนีไปไหนต้องเสี่ยงตายทุกวัน จนสงครามยุติ

คุณมิตร เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในงานศิลปะ เช่นวาดรูปเก่ง ชอบงานช่าง เช่น งานไม้ ซ่อมแซมบ้าน ต่อตู้ ต่อเตียง ซ่อมรถจักรยาน ใช้เลื่อย ใช้ค้อน ตะปู เก่งและชำนาญ

คุณมิตร ชอบความบันเทิงทุกชนิด ทั้งหนัง ลิเก ละคร งิ้ว ชอบไปหมด โดยเฉพาะรำกลองยาว ชอบที่สุด…

คุณมิตร มีนิสัยประจำตัวเป็นคนขยันทำมาหากินมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ รับจ้างตั้งแต่ รับล้างจานก๋วยเตี๋ยวในตลาดนางเลิ้ง รับจ้างช้อนลูกน้ำ รับขนมไทยไปเร่ขายตามบ้านสะสมเงินได้มากขึ้นก็ไปซื้อจักรยานเก่าๆมาซ่อมเอง แล้วปล่อยให้เด็กๆ เช่าหัดขี่เล่น คุณมิตรขยัน เพราะ อยากมีเงิน อยากเป็นคนรวย อยากเป็นเศรษฐ๊ เป็นความมุ่งมั่นที่ติดตัวมาตั้งแต่เรียนหนังสือ ชอบสวมแว่นตากันแดด ชอบผูกนาฬิกาชอบแต่งตัว ทุกอย่างมีได้ด้วยเงินที่ตัวเองหามาได้ด้วยลำแข้งทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2494 ”มิตร” ได้ชกมวยสากลนักเรียนสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวต แถมในปีถัดไปเจ้าตัวยังได้แชมป์รุ่นไลต์เวทในการแข่งขันกีฬานักเรียน จนสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับโรงเรียนดังกล่าวพอสมควร จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

เมื่อจบหกพิเชษฐ์ ก็สอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม ที่พระนครวิทยาลัย แต่เรียนได้ 1 ปีก็ลาออก จากนั้น ”มิตร” ไปเรียนทหารอากาศ ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น รักชาติ อยากเป็นลูกทัพฟ้า อยากเป็นนักบิน ชอบบู๊ อีกอย่างเรียนทหารสมัยนั้นได้เป็นนักเรียนประจำ กิน นอน ที่โรงเรียน และได้เรียนฟรีด้วย ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านที่ฐานะยังไม่ค่อยดีเท่าไร จึงตัดสินใจลองสอบเข้าเรียนศิษย์การบินรุ่น ป.15 ที่กองโรงเรียนการบิน (โคราช) และสามารถสอบได้ดังใจหวัง

แต่แล้วความหวังของเขาต้องพังทลายลง เมื่อวันหนึ่งขณะพิเวษฐ์ เข้าเวร เพื่อนนักเรียนได้แอบเอาเครื่องบินขับไปลงที่ประเทศลาว ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างถูกสอบสวน โชดดีที่ได้พ่อของบำเทอง ซึ่งรู้จักกับผู้ใหญ่ทางกองทัพ ช่วยให้ไม่ต้องออก แต่ต้องย้ายเหล่าไปเรียนโรงเรียนจ่าอากาศโยธินดอนเมือง

”มิตร” ถูกส่งตัวไปยังกองโรงเรียนจ่าอากาศโยธิน ดอนเมือง พร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีก 10 คน จนกระทั่งเรียนสำเร็จได้เป็นครูฝึกที่กองพันต่อสู้อากาศยาน ดอนเมือง พร้อมกับรับพระราชทานยศ ”จ่าอากาศโท”

เมื่อครั้งเป็นครูฝึกทหารนั้น ได้รับสมญานามว่า “จ่ามหากาฬ” ด้วยนิสัยที่เข้มงวด เอาจริง เอาจัง รักษาระเบียบ วินัยเป็นที่สุด กองทหารที่จ่ามหากาฬคุม จะถูกฝึกอย่างหนัก ทั้งระเบียบ วินัย ท่าทางการต่อสู้ การใช้อาวุธ จนกองทหารของเขาได้รับคำชมเชยจากกองทัพ เสมอๆ ว่า มีคุณภาพสูงสุด และตัวจ่ามหากาฬเอง ได้รับเงินเดือนสองขั้นติดต่อกันสองปี ในเวลาต่อมา เมื่อจ่าทำเรื่องขออนุญาติมาแสดงหนัง มาเป็นพระเอกหนัง เจ้านายก็อนุญาติและสนับสนุน ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับกองทัพ และยังยินยอมให้ไว้ผมยาวได้เป็นกรณีพิเศษ

แต่สิ่งที่ มิตร ชัยบัญชา ภาคภูมิใจมาตลอด คือ ตัวเขาได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของกองทัพอากาศ ทุกปี นับตั้งแต่เขาเข้ารับราชการ ให้เป็นผู้อัญเชิญธงไชยเฉลิมพลในพระราชพิธี สวนสนามสาบานตน ของทหารทุกเหล่าต่อองค์พระประมุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งพวกเราคงเคยเห็นถ่ายทอดทางทีวี และความภาคภูมิใจนี้ เป็นที่มาของนามสกุล ชัยบัญชา นั่นเอง สำหรับชื่อ มิตร นั้น ได้มาเพราะชีวิตเขามีแต่ เพื่อนแค่นั่นเอง…

คุณมิตร ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม 1 จนจบมัธยม 6 รับหน้าที่เป็นหัวหน้าชั้นมาโดยตลอด เป็นที่พึ่งของเพื่อนๆ ช่วยทำเวรห้อง ดูแลความสะอาดของห้อง ความเรียบร้อยต่างๆ ภายในห้อง และช่วยงานครูประจำชั้นตามที่ครูสั่ง คุณมิตร เล่นกีฬาชกมวยสากล เป็นนักมวยของโรงเรียน  ความใฝ่ฝันของเขา คือ อยากเป็นนักบิน อยากเป็นทหาร และเคยพูดให้เพื่อนฟังว่า อยากเป็นพระเอกหนัง และในที่สุด เขาได้เป็นทั้งสามอย่าง…

ครั้งหนึ่งจ่าเชษฐ์ ได้บอกว่าอยากจะเป็นพระเอกหนังไทยกับเพื่อน ๆ เพราะผิดหวังที่จะเป็นนักบินมาแล้ว บำเทอง ได้หลอกให้จ่าเชษฐ์ ไปถ่ายภาพที่ห้องภาพสุวรรณ ซึ่งเป็นห้องภาพที่ดาราชอบไปถ่าย แล้วนำรูปไปแจกจ่ายให้คนรู้จักได้ดูจนภาพถ่ายไปถึงมือจ่าสมจ้อย จ่าสมจ้อยจึงไปพบจ่าเชษฐ์ และได้สอบถามว่าอยากจะเป็นพระเอแกหนังไทยหรือเปล่า พอได้รับคำตอบ จ่าสมจ้อยได้เอารูปไปให้คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ ดู

คุณกิ่งได้แอบมาดูตัวจ่าเชษฐ์ที่ป้ายรถเมล์แถวดอนเมือง จากนั้นก็เข้าไปทักจ่าเชษฐ์ และให้จ่าเชษฐ์มาพบที่โรงพิมพ์หนังสือดาราไทยในวันรุ่งขึ้น คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ ได้นำรูปไปให้คุณสุรัชต์ พุกกะเวส ดู พอวันรุ่งขึ้นจ่าเชษฐ์ ก็มาที่โรงพิมพ์ดาราไทย คุณสุรัชต์ ดูตัวแล้วรูสึกพอใจ แต่ติงตรงที่ทรงผมของจ่าเชษฐ์ เท่านั้นที่ต้องปรับปรุง คุณสุรัชต์ ได้พาจ่าเชษฐ์ไปพบกับคุณสุพรรณ พราหมพันธ์ ที่เตรียมจะสร้างภาพยนต์เรื่อง เล็บครุฑ คุณสุพรรณ ตงฃิงว่า สูงเกินไป ท่าทางก็เก้ๆ กังๆ ไม่เหมาะกับบท ชีพ ชูชัย จ่าเชษฐ์ ต้องพบกับความผิดหวัง ต่อมาคุณสุรัชต์ ก็พาไปพบกับคุณศิริ ศิริจินดา ที่เตรียมจะสร้างเรือง เห่าดง เช่นเคยคุณศิริ ได้พระเอกใหม่แล้วคือ ไชยา สุริยัน จ่าเชษฐ์ หมดหวังกลับเข้ากรมกอง เป็นครูฝึกอย่างเดิม

มิตร ชัยบัญชา ได้เป็นพระเอกหนังไทย เพราะเขาอยากเป็น เขาเดินไปสมัครงานตามกองถ่าย โดยมี คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ นักข่าวบันเทิงหนุ่มในยุคนั้น เป็นคนพาไปโชว์ตัวตามกองถ่ายหนัง ใช้เวลานานถึง 6 เดือน ก็ยังไม่ได้งานแสดงหนัง เพราะบทอื่นๆ มิตรเขาไม่ยอมเล่น เขาต้องเป็นพระเอกอย่างเดียวเท่านั้น จนในที่สุด คุณกิ่ง ไปขอร้อง คุณสุรัตน์ พุกกะเวช ผู้ใหญ่ของวงการบันเทิงในยุคนั้น ให้ช่วยอีกแรง เพราะเห็นในความเอาจริง เอาจัง ของมิตร และแล้ว มิตร ชัยบัญชา ก็ได้เป็นพระเอกสมใจ

ต่อมา จ่าเชษฐ์ ได้รับโทรศัพท์จากคุณกิ่งว่าให้มาพบคุณสุรัชต์ด่วน จ่าเชษฐ์ไปพบคุณสุรัชต์ อย่างไม่มีหวังอะไร คุณสุรัชต์ พาจ่าเชษฐ์ ไปพบคุณรังสรรค์ ตันติวงศ์ ผู้กำลังจะสร้างเรื่อง ชาติเสือ การดูตัวได้ผล จ่าเชษฐ์ได้แสดงภาพยนต์เป็นพระเอก และใช้ชื่อในการแสดงว่า มิตร ชัยบัญชา

เกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องชาติเสือนี้ เป็นหนังเรื่องแรกของทีมงานใหม่เอี่ยม ถอดด้ามทุกคน ตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง คือ คุณรังสรรค์ ตันติวงศ์ เศรษฐีหนุ่มจากต่างจังหวัด ที่ทนความเย้ายวนในโลกมายาไม่ไหว และทนแรงยุจากเพื่อนๆในวงการหนังไทยไม่ได้ จึงหอบเงินเข้ากรุงเพื่อมุ่งหวังมาไว้ลายเศรษฐีต่างจังหวัดสักครั้ง มอบหมายให้เพื่อนรัก นักข่าว นักเขียนหนุ่ม ที่ต้องการเป็นผู้กำกับการแสดง คือ คุณประทีป โกมลพิศ มากำกับหนังเรื่องนี้ โดยซื้อ นวนิยายเรื่อง ชาติเสือ มาเตรียมงานไว้แล้ว แต่หาพระเอกสักกี่คนก็ไม่ถูกใจ จนกระทั่งมาลงเอยที่พระเอกใหม่ถอดด้าม มิตร ชัยบัญชา ลองคิดดูแล้วกันว่า มันน่าลุ้นขนาดไหนว่าจะ เจ๊ง หรือ รอด ทุกคนในทีมงานตื่นเต้นกันสุดๆ โดยเฉพาะเจ้าของเงิน มันก็คงไม่แตกต่างกับตอนนี้เท่าไร ที่เวลาหนังไทยเข้าโรงฉายแล้ว ทีมงานต้องมานั่งลุ้นว่า จะผ่านสัปดาห์แรกไปได้ไหม จะโดนถอดออกจากโปรแกรมไหม

ภาพยนตร์ ชาติเสือ บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต กำกับโดย ประทีป โกมลภิส เป็นเรื่องแรกที่มิตรได้ประกบกับนางเอกที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นถึง 6 คน เช่น เรวดี ศิริวิไล นัยนา ถนอมทรัพย์ ประภาศรี สาธรกิจ และ น้ำเงิน บุญหนัก เป็นภาพยนตร์ที่เริ่มถ่ายทำในปลาย พ.ศ. 2500 และเข้าฉายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2501 ที่โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิมกรุงและศาลาเฉลิมบุรี ภาพยนตร์ทำรายได้กว่าแปดแสนบาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากของสมัยนั้น หนังทำเงินไม่แพ้หนังที่พระเอกดังสมัยนั้นอย่าง ชนะ ศรีอุบล หรือ อดุลย์ ดุลยรัตน์ ฯ แสดง

หลังจากที่ทีมงานของคุณรังสรรค์ ยุบตัวไปแล้ว แต่มิตร ชัยบัญชา ยังตั้งหน้าตั้งตาเป็นพระเอกหนังไทยต่อไป กลางวันรับราชการ เป็นครูฝึกทหารอากาศ ทำงาน จันทร์ ถึง ศุกร์ ในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ และในเวลากลางคืน ไปถ่ายหนัง เขาทำงานอย่างจริงจังและมีความสุข เพราะเป็นอาชีพที่เขารักและพอใจทั้งสองอย่าง เรียกว่า หายใจเข้า หายใจออก มีแต่เรื่องงาน ก็เพราะอยากมีเงินเก็บเยอะๆ ก็ต้องขยันทำงาน หาเงิน

และแล้วในปี 2505 มิตร ชัยบัญชา ก็สามารถสอบเลื่อนยศได้สำเร็จ ได้ติดยศ พันจ่าอากาศตรี อาชีพรับราขการทหารของเขา ก็รุ่งเรืองไม่แพ้การแสดงหนัง แต่เอาเงินมาเทียบกันไม่ติด ข้าราชการเงินเดือนน้อย พันกว่าบาท แต่เป็นพระเอกรับเรื่องละ หมื่นกว่าบาท ดังนัน้ สำหรับคนอายุ 27 ปี เรียกได้ว่าน่าจะมีความสุข คือ มีทั้งยศ มีทั้งเงิน (ปีนั้น ทองคำบาทละ 600 บาท)

เมื่อ พ.ศ. 2506 มิตรจำต้องลาออกจากอาชีพทหารอากาศ ขณะมียศพันจ่าอากาศโท และผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพอากาศขณะนั้นเห็นควรให้เลือกทำเพียงอาชีพ เดียว มิตร ชัยบัญชา กล่าวกับแฟนๆ ที่หน้าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงขณะยืนแจกภาพถ่ายในเครื่องแบบทหารอากาศ ในวันที่ “เหยี่ยวดำ” เข้าฉาย เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 ว่า

“…ถึงแม้ว่าได้เลือกอาชีพการแสดงภาพยนตร์เพื่อการเลี้ยงชีพ แต่ทั้งร่างกายและจิตใจของผม คือ ทหาร ผมรักเครื่องแบบทหาร ชื่อเสียงความนิยมที่ประชาชนมอบให้ผมในฐานะนักแสดง ผมก็ถือว่าเป็นชื่อเสียงของกองทัพอากาศเช่นกัน การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ทุกครั้ง ผมไม่เคยลืมที่จะกล่าวถึง การเป็นทหารอากาศ มากกว่าการให้สัมภาษณ์อย่างอื่น ถึงแม้ว่าการแสดงจะเป็นภาระจนทำให้ผมต้องตัดสินใจลาออก แต่จิตใจของผมและทั้งตัว คือ ทหารอากาศ…”

อวสาน “มิตร ชัยบัญชา” คดีจบ…แต่อินทรีทองไม่!!

ที่มา น.ส.พ. “คม ชัด ลึก” 15 ก.ย. 2546

ฉากชีวิตของพระเอกชื่อดังแห่งยุค “มิตร ชัยบัญชา” จบลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2513 เวลา 16.13 น. หลังจากร่างของเขาลอยละล่องตกลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ กระแทกพื้นหาดดงตาล จ.ชลบุรี ท่ามกลางสายตาของทีมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” อย่างไม่มีใครคาดคิด

หลังการจากไปชั่วนิรันดร์ของดาราดังแห่งยุคกลับไม่มีข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง สร้างความกังขาให้กับแฟนหนังไทย อย่างมาก แท้ที่จริงแล้วคดีสะเทือนใจนี้จบลงอย่างไร

ด.ต.สมชัย ทองสุข หัวหน้าป้อมยามโค้งดงตาล สภ.ต.พัทยา จ.ชลบุรี ที่เป็นหนึ่งในทีมสืบสวนคดีนี้ด้วย ให้ความกระจ่างกับ “คม ชัด ลึก” ว่า มิตรมีโครงการสร้างภาพยนตร์ของตนเอง ทำหน้าที่ทั้งแสดงนำและกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกคือ “อินทรีทอง” เนื้อเรื่องเป็นการกลับมาอีกครั้งของอินทรีแดง ที่มิตรแสดงเป็น โรม ฤทธิไกร หากเพราะมีอินทรีแดงตัวปลอมโผล่ออกมา มิตรจึงต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นอินทรีทอง และกลายเป็นบุคลิกที่โดดเด่นแตกต่างจากตัวละครเดิม โดยมี เพชรา เชาวราษฎร์ แสดงเป็นวาสนาแฟนของโรม และครรชิต ขวัญประชา รับบทเป็น อินทรีแดงตัวปลอม การถ่ายทำดำเนินมาด้วยดีจนถึงฉากสุดท้าย”

ตอนท้ายของเรื่องเป็นฉากที่ “อินทรีทอง” ซึ่งรับบทโดย “มิตร ชัยบัญชา” เข้าปราบปรามผู้ร้ายแล้วหนีออกจากรังโจร ด้วยการโหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ที่”วาสนา”เป็นคนขับ จากนั้นกล้องก็จะตามเก็บภาพเฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ หายลับไปจากจอ

หาดดงตาล พัทยาใต้ ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ฉากสุดท้ายของเรื่องในเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2513 เวลา 09.00 น. และแล้ววันถ่ายทำจริงก็มาถึง “มิตร”ตัดสินใจเล่นเองเพื่อให้สมจริง เมื่อถึงเวลา “มิตร” ในร่าง “อินทรีทอง”กระโดด เกาะบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ โดยมือซ้ายเกาะอยู่ขั้นที่ 4 มือขวาอยู่ขั้นที่ 3 แต่จะเป็นเพราะความพลั้งพลาด หรือฉุกละหุกเกินไปก็ตาม เท้าเขากลับไม่ได้เหยียบอยู่ที่บันได

เมื่อคนขับนำเครื่องขึ้น แรงกระตุก… ทำให้”มิตร”ข้อมือเคล็ดไม่มีแรงปีนป่ายอย่างที่วางแผนเอาไว้ ร่างของ”มิตร”ห้อยโหนอยู่กับบันไดเชือกที่เริ่มแกว่งไป ตามแรงลมทุกระยะที่เฮลิคอปเตอร์บินสูงขึ้นๆ ไปตามลำดับ ไม่มีใครคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดกับพระเอกหนุ่มใน ขณะนั้นได้ว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงจุดไหน ไม่นานนักกำลังแขนก็หมดลง ร่างของมิตรในบท “อินทรีทอง”….. หล่นลงมากระแทกจอมปลวก ต่อหน้าทีมงานถ่ายทำนับร้อยชีวิต… ลมหายใจสุดท้ายของมิตร หมดลงขณะร่างที่ไร้สติถูกนำส่งโรงพยาบาล

“คดีนี้เป็นอุบัติเหตุแต่ถ้าจะหาผู้รับผิดชอบในการกระทำ อันประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตก็คือ….ผู้กำกับ…. ซึ่ง”มิตร”เองนั่นแหละคือ…ผู้กำกับ จึงปิดคดีโดยไม่มีการดำเนินคดีกับใคร” ด.ต.สมชัย กล่าว

(credit :: http://darathai.net/?paged=2)

Blogger rosawan ตอบถูกเก็บไปอีก 10 คะแนน ไล่ตามมาเป็นอันดับที่ ๒

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ เตรียมพบกับปริศนา "รู้ไหมใครเอ่ย-๔๐" ได้เร็ว ๆ นี้

ลำดับการเล่น และคะแนนรวม

ลำดับที่

เจ้าของภาพ

ผู้ทายถูก

คะแนนที่ได้

คะแนนรวม

รานี กรีนเบิร์กเพชรชมพู

8

8

ลักษณ์ อภิชาติrosawan

5

5

กฤษณะ อำนวยพรrosawan

10

15

ดวงชีวัน โกมลเสนsrdtrue

4

4

โจ เสมอใจเพชรชมพู

10

18

เด่นนภา จันทร์ยงแม่ยายมากับตามี

6

6

ชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนครเพชรชมพู

6

24

ณัฐกานต์ เศรษฐบุตรarexy13

10

10

บอลลูน จีรุฒน์ ณ นครเพชรชมพู

7

31

๑๐

ดาริน กรสกุลเพชรชมพู

8

39

๑๑

ภัสสร บุญเกียรติrosawan

8

23

๑๒

ธานินทร์ ทัพมงคลลูกเสือหมายเลข9

8

8

๑๓

จีราวัจน์ จารุวิจิตรsrdtrue

10

14

๑๔

พิศมัย วิไลศักดิ์JoyGangster

5

5

ลำดับที่

เจ้าของภาพ

ผู้ทายถูก

คะแนนที่ได้

คะแนนรวม

๑๕

สมพล กงสุวรรณ

srdtrue

ฅนสยาม

5

5

19

5

๑๖

สิงห์ มิลินทราศรัย

srdtrue

10

29

๑๗

ขวัญภิรมย์ หลินเพชรชมพู

8

47

๑๘

เปียทิพย์ คุ้มวงศ์เพชรชมพู

5

52

๑๙

นัยนา ชีวานันท์rosawan

10

33

๒๐

อรัญญา นามวงศ์JoyGangster

10

15

๒๑

จารุวรรณ ปัญโญภาสลุงตุ่ย

10

10

๒๒

รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ลุงตุ่ย

5

15

๒๓

ปรางวลัย เทพโสธรเพชรชมพู

5

57

๒๔

อรสา พรหมประทานเพชรชมพู

10

67

๒๕

อโนเชาว์ ยอดบุตรภาษาไทย

10

10

๒๖

ฉี่เส้าเฉียนrosawan

10

43

๒๗

กรุง ศรีวิไล

srdtrue

10

39

๒๘

อภิรดี ภวภูตานนท์rosawan

10

53

ลำดับที่

เจ้าของภาพ

ผู้ทายถูก

คะแนนที่ได้

คะแนนรวม

๒๙

วิไลวรรณ วัฒนพาณิช

rosawan

10

63

๓๐

อดุลย์ ดุลยรัตน์

ลูกเสือหมายเลข9

8

16

๓๑

เทิ่ง สติเฟื่อง

rosawan

8

71

๓๒

ธรรมรัตน์ นาคสุริยะ

srdtrue

5

44

๓๓

พร้อมสิน สีบุญเรือง (พันคำ)

srdtrue

9

53

๓๔

ใหญ่ นภายน

srdtrue

10

63

๓๕

อธิป ทองจินดาเพชรชมพู

10

77

๓๖

ส.อาสนจินดา

srdtrue

10

73 (๓)

๓๗

ล้อต๊อกเพชรชมพู

8

85

๓๘

ศรีสละ ทองธาราเพชรชมพู

10

95 (๑)

๓๙

มิตร ชัยบัญชา

rosawan

10

81 (๒)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 


สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เฉาก๊วยแดง วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 19.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/imsilly
I'm Always Happy ^^

หล่อจริง อะไรจริง..

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เพชรชมพู วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkdiamond
                      

ป๋าบอกว่า ลูกสาว 2 คน

คนนึงเหมือนคนเก็บค่าน้ำ คนนึงเหมือนคนเก็บค่าไฟง่ะเจ๊

พอแม่ได้ยิน เลยพูดมาคำนึงว่า " วอนอดข้าวกันซะแล้ว "

จากที่นั่งขำกันอยู่ บรรยากาศเลยมาคุขึ้นมาทันทีทันใด




ความคิดเห็นที่ 5 (0)
srdtrue วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/srdtrue


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


เอออ ป๋าหล่อได้ใจจริง ๆ แล้วหน้าแกน่ะไปเหมือนใครหละเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เพชรชมพู วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkdiamond
                      


เอารูปป๋าไปก่อนละกันเจ๊




ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


เอามาสังเวยเจ๊เหรอ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เพชรชมพู วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkdiamond
                      

หล่อเนอะ โคดชอบเลยผู้ชายหน้าไทยๆ หุ่นเท่ห์ๆ แบบเนี้ยะ

แต่พี่ชายเพดก็หน้าคล้ายแบบนี้แหละ ไว้วันไหนจะเอมาอวดยัยเจ๊ซอสให้น้ำลายหยด 3 ติ๋ง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน