• ไทเซน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : taizen6@icloud.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 646
  • จำนวนผู้ชม : 635437
  • ส่ง msg :
  • โหวต 468 คน
มหาญาณโพธิสัจ มหาสารคาม
เป็นคนต้องนอกคอก ออกนอกกรอบที่ครอบคลุม กฏเกณฑ์ข่มเหงคุม เก็บกักจิตอิสรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
Posted by ไทเซน , ผู้อ่าน : 1455 , 19:53:55 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                              ย้อนทางครูบาธรรม..ย่ำรอยพุทธภาวนา(ตอน๗)

                             วิถีภาวนา คาถากันบ้าของหลวงปู่มั่น.

 

                    คงจะเป็นผลานิสงส์ผลบุญบารมีคุ้มหัว ที่ก่อนจะมาจรจาริกป่าในเทือกเขาภูพานแห่งนี้ ได้ไปกราบอธิษฐานจิตขออนุญาตจากอัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น ที่พิพิธภัณฑ์ในวัดป่าสุทธาวาสมาก่อน เมื่อมีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงใจใดๆเกิดขึ้นคราใด ก็ได้ตระเกียกตระกายปั้นภาพนิมิตของหลวงปู่ม่คุ้มจิตป้องใจไม่ให้มันไหลเตลิด กลัวเมื่อไหร่ก็รีบกลับมามองใจ พิจารณาว่าอาการกลัวมันเป็นอย่างไร? หัวใจมันเต้นตูมๆตามๆอย่างไร? หนาวเย็นยะเยือกจับขั่วหัวใจ มันเป็นอาการทางใจอย่างไรกันแน่ๆ อากาศหนาวๆเย็นๆ แต่นั่งเหงือตกธาตุจะแตกนี่ มันเป็นอย่างไร? มองเข้ามาข้างในอย่างนี้ มันยังพออยู่พอทนมากกว่า จิตที่ส่งออกไปสงสัยว่า เสียงที่ได้ยินเหมือนคนกระซิบกระซาบกัน ทั้งๆที่รู้ร้อยรู้อยู่แก่ใจ ว่าในรัศมีตะโกนสุดเสียงก็ไม่มีสิทธิ์ได้ยินเสียง ยังไงๆก็ไม่มีคนตัวเป็นๆอยู่ในละแวกนี้แน่ๆ แล้ว...เสียงคุยกันที่ได้ยินเมื่อครู่....จะอึ๋ยยยย


                        ถ้าปล่อยจิตส่งออก ไปสงสัยว่าเสียงอะไร? กลิ่นอะไร? มันมาจากไหน? ..นั่นแหละโอกาสจะได้เป็นหลวงพ่อเผ่น วัดป่าราบ มีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โชคดีที่ฝึกนั่งท่าโยคะปัทมดอกบัว เป็นสมาธิขัดขาซ้ายทับขาขวา ต่อให้อยากลุกวิ่ง ก็หมดสิทธิ์ เพราะการขัดขาแบบนี้จะเจ็บปวดเร็วแรงและนานมากกว่าพับขาท่าซ้อนสมาธิธรรมดามากกว่าหลายเท่า นั่งขัดดดอกบัว๕นาที ความเจ็บปวดขาจะพอๆกับนั่งสมาธิธรรมดา๑ชั่วโมงอัพ จิตเรามีดวงเดียว มันเสวยอารมณืทีละอย่าง ถ้าอาการปวดมีความเข้มมาก จิตก็จะเกาะอยู่ที่ปวด แต่ถ้ามันมีเหตุอะไรที่เกิดอาการกลัวขึ้นมามากๆ ความเข้มของอารมณ์กลัวมีมากกว่า จิตเราก็จะไปเสวยอารมณ์กลัว ลืมความเจ็บปวดไปโดยอัตโนมัติ จะถูกจะผิดหลักวิชาการคำของครูบาอาจารย์ไหนก็ไม่รู้ ญาปู่พิจารณาเห็นเยี่ยงนี้อย่างนี้ จึงพอถูๆไถๆผ่านแต่ละคืนที่โดดเดี่ยวเดียวดาย ในเทือกเขาภูพานมาได้


                         พระองค์ไหนจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร? เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะไปส่องซอดจิตใจความคิดความอ่านของใครได้ และก็ไม่เห็นสาระสำคัญอันใด ที่จะต้องไปอ่านใจใครออก แต่ที่เรารู้สึกและนึกคิด ในตอนอยู่ป่าเมืองสกลนั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจมากที่สุด ก็คือความกลัว..กลัวในเรื่องภูติผีวิญญาณนั่นแหละ ทั้งๆที่ทุกตอนกลางวัน ก็ทบทวนย้อนแย้งไล่ถามตนเองตลอดในเกือบทุกแง่ทุกมุม ว่าผีหลอกผีหลอนนั้นมันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอธิบายรับรองได้เลยว่ามันจะมีอยู่จริง แต่พอยามค่ำคืนคืบคลานมาเยือน มันก็ยังหวาดหวั่นพรั่นพรึงใจ กลัวยังจับใจไม่มีทีท่าจะหายขาดกระเด็นผึงได้ง่ายๆเลย

                       ซึ่งเมื่อได้จากการพิจารณาพระสูตร..ภยเภรวสูตร ความว่า..

[๔๕] ดูกรพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงอยู่ในราตรีที่รู้กัน ที่กำหนดกันว่า ที่สิบสี่ ที่สิบห้า และที่แปดแห่งปักข์เห็นปานนั้น
พึงอยู่ในเสนาสนะ คืออารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ อันน่าสะพึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้า เห็นปานนั้น. ถ้ากระไร
เราพึงเห็นความกลัวและความขลาดนั้น ดังนี้.
ดูกรพราหมณ์ ก็เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะนั้น เนื้อมาก็ดี นกยูงทำไม้ให้ตกลงมาก็ดี หรือว่าลมพัด ใบไม้ให้ตกลงมาก็ดี. ดูกรพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริอย่างนี้ว่า ความกลัวและความขลาดนั่น นั้นมาเป็นแน่. เรานั้นได้มีความดำริว่า อย่างไรหนอ เราจึงเป็นผู้หวังภัยอยู่โดยแท้ ไฉนหนอความกลัวและความขลาดนั้น ย่อมมาถึงเราผู้เป็นอยู่อย่างไรๆ เราผู้เป็นอยู่อย่างนั้นๆ แล พึงกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นเสีย ดังนี้.
ดูกรพราหมณ์ ความกลัวและความขลาดนั้น ย่อมมาถึงเราผู้กำลังเดินจงกรมอยู่. เรานั้นจะไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอนเลย ตราบที่เรายังเดินจงกรมอยู่ ย่อมกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้.
ดูกรพราหมณ์ เมื่อเรานั้นยืนอยู่ ความกลัวและความขลาดนั้นย่อมมา. เรานั้นจะไม่เดินจงกรม ไม่นั่ง ไม่นอนเลย ตราบเท่าที่เรายังยืนอยู่ ย่อมกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้.
ดูกรพราหมณ์ เมื่อเรานั้นนั่งอยู่ ความกลัวความขลาดนั้นย่อมมา. เรานั้นจะไม่นอนไม่ยืน ไม่เดินจงกรมเลย ตราบเท่าที่เรายังนั่งอยู่ ย่อมกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้.
ดูกรพราหมณ์ เมื่อเรานั้นนอนอยู่ ความกลัวและความขลาดนั้นย่อมมา. เรานั้นจะไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่เดินจงกรมเลย ตราบเท่าที่เรายังนอนอยู่ ย่อมกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้.
[พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ภยเภรวสูตร]

                      นี่ย่อมแสดงชัดว่า การเสพเสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว ความหวาดหวั่นสะพึงกลัว ขนพองสยองเกล้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเคยประสบ เสียงสัตว์กลางคืนเดิน,นกทำกิ่งไม้หัก,ลมพัด,ใบไม้หลุดจากขั่วปลิว ความกลัวและความขลาดนั่น นั้นมาแน่..วิธีแก้ช่างง่ายดายและตรงไปตรงมาชัดเจนเสียจริงๆ กลัวมาเยี่ยมจิตในขณะเดินก็อย่าหยุดเดิน,มาในท่ายืนก็ยืนต่อ,มาในท่านั่งก็นั่งต่อ,มาในท่านอนก็นอนสู้กลัวต่อไป สรุปรวบยอดว่า กลัวมาในท่าไหน?ก็จงอย่าเปลี่ยนอริยาบทอื่นใดจากท่านั้นๆ..
ฟังนะเหมือนง่ายแน่ๆ..แต่ทำได้ยากบักคักเด้อซิบอกไฮ่..


                       ญาปู่ใช้อุบายอันเป็นกุศลต่อสู้กับความกลัว โดยการเฝ้ามองอาการของความกลัวที่เกิดขึ้นภายในจิต จนเห็นลางๆว่า มันรู้สึกหวิวๆก่อน จึงเกิดอารมณ์กลัว..พอกลัวแล้วไปปรุงแต่ต่อว่าจะเป็นโน้นนี่นั่น อารมณ์กลัวก็จะพัฒนาการความเข้มของอารมณ์ให้ข้นขึ้น แต่พอหวลกลับมาตรึกนึกถึงสารพัดหลักคิดที่นึกได้ อารมณ์กลัวก็จะบรรเทาลงบ้าง มันก็วนเวียนๆอยู่อย่างนี้ คิด- รู้สึก-อารมณ์ วนซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะถึงรุ่งสางได้ ก็ชักกะเย่อจิตกันอยู่อย่างนี้ เสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว ยากที่จะเป็นอยู่ได้ ในภาวะที่โดดเดี่ยว ความสงัดกาย ยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีได้ ป่าทั้งหลาย ประหนึ่งจะชักพาใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิไปเสีย...ดังนี้อีหลีอีหลอ.
ชั่งดูน้ำหนักอารมณ์กันให้ดีๆ เราจะเห็นได้ไม่ยากว่า อารมณ์กลัว ทนได้โดยยากกว่าอารมณ์เบื่อ,เหงา,เศร้า,เซ็ง คนอกหักฟูมฟายจะเป็นจะตายให้ได้ ถ้าเหวี่ยงมันไปอยู่ป่าช้าคนเดียว เชื่อหรือว่ามันจะไม่หายเศร้าแต่มากลัวผีแทน ผู้รู้ทางฝรั่งมักพูดบ่อยๆว่า ..

"ไม่มีความกลัวอะไร? ที่น่ากลัวเท่ากับความกลัวของเราเอง"
"ความกล้าหาญ หาใช่ความปราศจากความกลัวไม่ หากแต่คือการที่เรารู้ว่ามีบางอย่างที่สำคัญกว่าความกลัว"
"ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ”
"สิ่งที่เรากลัวนั้นไม่ทำให้เราทุกข์มากกว่าความกลัว"

                  จะว่าอย่างไร?จะเว้าจั่งได๋มันก็ได้อยู่ แต่ข้าน้อยก็ไม่รู้ว่าพวกสูนั้นเคยอยู่ป่า,นอนป่า,อาศัยป่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย แม้เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่งราตรีกันหรือไม่? ถึงได้พากันมีเวลาว่างจากความกลัว มาประดิษฐ์ถ้อยคำหรูๆดูกล้าๆ กันอย่างลุ้มลึกกันได้เยี่ยงนี้ ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้าย แต่เชื่อมั่นว่า ถ้อยคำความวลีเท่ห์ๆเกี่ยวกับความกลัวเยี่ยงนี้ รับรองว่าไม่ได้เกิดจากขณะที่จุดเทียนวับแวมกลางป่าลึก อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เยี่ยงปัจจุบันขณะที่เราประสบอยู่กลางเทือกเขาภูพานนี้ อย่างแน่นอน ..

                    ลองเทียบคำพูดของปราชญ์วิชาการ กับคำสอนของปฐมบูรพาจารย์พระสายป่ากรรมฐานอีสาน ท่านหลวงปู่มั่น ที่เคยสอนหลวงปู่อ่อน ญาณสิริไว้ว่า..

            ".. ถ้าหากว่าหมู่ผู้ปฏิบัติอยู่กับผม ไม่ต้องให้กลัว เรื่องมันจะเกิดเป็นบ้ากันเลย ถ้าหมู่เป็น ผมรับรองแก้ให้หมู่หายได้ แต่หมู่เชื่อผมเตือนมันจึงจะหาย
             ถ้าเราภาวนา จิตรวม เกิดมีความ สบายปลอดโปร่งดีอยู่ และเกิดความรู้เห็นอะไร ใจก็รู้ชัดแจ่มแจ้งเหมือนลืมตา เห็นรูป ใจก็รู้รูปแจ้งชัดอยู่อย่างนั้น มันจะเป็น บ้าอะไรกัน เหตุนั้น จึงให้หมู่ปฏิบัติไปเถิด ใจจะได้เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์จริงแน่ทีเดียว
อันใจเป็นบ้านั้นเมื่อปฏิบัติไป ใจ เกิดไม่สบาย มีอาการกระวนกระวาย เป็นเครื่องบอกว่า ตัวเกิดเป็นบ้าขึ้นมาเช่นนั้นได้ ตัวเองก็ต้องรู้ตัวเองว่าเป็นบ้า ตัวก็ต้องละการปฏิบัตินั้นเสีย มาจับอยู่กับภาวนาเอาจิตจดจ่ออยู่กับคำภาวนาบริกรรม ภาวนานั้นไปไม่นาน ความกระวนกระวาย จะเกิดเป็นบ้านั้นก็จะหายไป ใจมันก็สบายขึ้นมา มันจะมีอะไรเกิดให้เราเป็นบ้าอีก เมื่อมันยังไม่หายอยู่ ก็ให้ยกเอา คำวิปัสสนาขึ้นมาดัดมันว่า


สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนิจฺจา
สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา ทุกฺขา
สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนตฺตา

             ๓ คำนี้ จับเอาคำใดคำหนึ่งขึ้นมาภาวนา หรือจะเอาหมด ทั้งสามคำนี้ภาวนาไปเลยก็ได้ จับเอาคำภาวนา ขึ้นมา ตัดลม อาการเป็นบ้าจะขาดหายไปเลย ความจะเป็นบ้าอยู่ในใจมันตั้งอยู่ไม่ได้ดอกดังนี้ ..
(น.๒๔๒ หนังสือ บูรพาจารย์)

เห็นชัดเจนแจ้งแดงแจ๋ว่า ภาษาของท่านผู้ลงมือปฏิบัติและผ่านเวทีจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่นั่งคิดนั่งมโนในสมองอยู่ตามบ้านตามเรือน ท่านจะมีวิธีการนำเสนอ ให้ผู้ศึกษาได้หยิบยกเอามาเป็นข้อปฏิบัติตามได้ ไม่ใช่ฟังดูดีมีภูมิรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะให้ลงมือทำอะไร?อย่างไร? และก็เห็นชัดว่าหลวงปู่ท่านไม่ได้สอนเถลเถไถ ไปในเรื่องลี้ลับแดนอาถรรพ์ขมังเวทย์อะไรเลย
มีแต่อรรถ แต่ธรรม ที่ให้ลงมือทำล้วนๆ นั่นก็คือ ทุกอย่างเกิดที่ใจ ก็ต้องดับที่ใจให้ได้ให้เป็น..

                                                                    ....

                                          (ตอน๗."ย้อนทางครูบาธรรม..ย่ำรอยพุทธภาวนา)

 

ญาปู่ครูบาธรรม ไทเซน
(พระอารีย์ จตฺตสลฺโล )

พุทธอุทยานพรตภูผาภูพระอินทร์แปง
หมู่๑๐ บ.ดงแถบ ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2016 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29          

[ Add to my favorite ] [ X ]