*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1389569
  • จำนวนผู้โหวต : 634
  • ส่ง msg :
  • โหวต 634 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 5651 , 20:40:43 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน hayyana , มะอึก และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

แผ่นดินสุริยะวรมัน :
จากแผ่นดินแห่งตำนาน สู่สงครามและสันติภาพ


photo : 3 ภาพบนจาก www.manager.co.th


        
ราวเดือนพฤษภาคม(2547) ผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ดินแดนแห่งสุริยะวรมันที่ 2 ซึ่งหลังสิ้นพระชนม์ได้ถูกขนานนามเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ จากแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก่อนอาณาจักรสุโขทัยในครั้งโน้น ขอมศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทลายยุคเรืองรุ่งละทิ้งปราสาทราชวังมากมายตามเส้นทางบูรพาทิศนี้ สู่ดินแดนแห่งสงคราม 4 ฝ่ายในประวัติศาสตร์ใหม่ของกัมพูเจียได้อย่างไร จากสีหนุ พอลพต มาสู่วันนี้ของฮุนเซ็น เป็นเรื่องที่ผมเก็บความตื่นเต้นในใจไว้เมื่อก้าวเท้าผ่านแดน แม้ว่าจะเคยไปเมืองหลวงพนมเปญมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม แต่หนนี้ เราจะได้เดินทางเต็มที่ระหว่างรอยเท้าของเรา

          วันแรกในบ่อนคาสิโนชายแดนปอยเปตที่ผุดขึ้นนับสิบ บ้างก็ของชาวไทยมาถือหุ้นใหญ่ บ้างก็ของนักธุรกิจ-การเมืองของกัมพูชา แน่นอนทั้งสองฝ่ายต่างเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวขแมร์เป็นอย่างดี  ผมย่างเท้าเข้าไปที่แกรนด์ ไดมอนท์ คาสิโนอลังการของ ตระกูล อ. ซึ่งชั้นล่างเป็นคาสิโนโอ่โถง ผู้คนส่วนมากที่สุดแทบจะไม่มีชาติอื่นนอกจากคนไทย ไกลแผ่นดินชายแดนไม่เท่าไหร่ ไม่ยากเย็นเกินไปเลยที่มนุษย์จะเข้ามาเที่ยวแดนนรกแห่งนี้.. แน่นอน นรกสำหรับคนจนที่สิ้นเนื้อประดาตัว แม้บางคราวมันอาจคือสวรรค์ของนักเสี่ยงโชคก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้มีอันจะกินต่างหากที่มีโอกาสเข้ามา..  และบางครั้งบางคราวที่นี่ผู้คนจะหนาแน่นขึ้นเมื่อเมืองหลวงถูกตำรวจจับตาเข้ม หลายบ่อนจึงต้องมาเช่าชั้น V.I.P.ของบ่อนคาสิโนที่นี่บ่อยครั้ง.. และสำหรับแขกประจำบ่อนแล้วเขามีรถรับส่งกรุงเทพฯ-ปอยเปตเลยทีเดียว ยังไม่นับลูกค้าประจำของคาสิโนที่นี่ อัตราการแลกชิพสูงและหรือเป็นแขกประจำแล้ว จะมีโควต้าห้องพักให้ฟรีอีกต่างหาก

          ผมได้แต่ทึ่งในอาณาจักรแห่งใหม่ของชายแดนกัมพูชาแห่งนี้ ตึกรามใหญ่โตแทบจะยิ่งใหญ่กว่าพนมเปญในปัจจุบัน เมืองที่อธิบดีกรมตำรวจของกัมพูชาต้องบินมาจัดการปัญหาบ่อยครั้ง พนันได้ว่ามีเงินหมุนเวียน ณ ที่แห่งนี้วันละหลายสิบหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นที่เกรนติ้งไฮแลนด์ มาเลเซีย น่าจะวันละหลายพันล้านบาท)

          แน่นอนเงินเหล่านี้แพร่สะพัดในหมู่นักธุรกิจและผู้มีอำนาจการเมืองของกัมพูชา ท่ามกลางประชาชนที่ยากจนข้นแค้นมากแผ่นดินหนึ่งของโลก ผมได้แต่ตั้งคำถามว่า “หรือประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ยังคงเดินทางไปในทิศเดิม..”



         

          กัมพูชาไม่เหมือนไทยหลายอย่างตรงที่ มีประวัติศาสตร์สงครามอันโชกเลือดกว่า แม้ไทยจะไม่เสียเอกราชแต่ในฐานะชาตินิยมก็เสียดินแดนไปไม่ใช่น้อย ขณะที่ประเทศกัมพูชาและอื่นๆ ได้รับเอกราชหรือกู้ชาติได้สำเร็จ แน่นอนมันตามมาซึ่งอุดมการณ์ความรักชาติอย่างหนึ่งของพลเมืองที่ปลุกได้  นอกจากนั้นเพื่อนชาวขแมร์เล่าว่าการนับถือกษัตริย์ของที่นี่ 50/50 เพราะพลเมืองขแมร์ไม่โปรดปรานมากนัก ไม่เกือบเต็มร้อยดังเช่นพลเมืองในประเทศไทย และแน่นอนคนที่นี่นับถือฮุนเซ็นมากที่สุดในทางการเมืองขณะนี้  แต่การแสดงออกก็ไม่แน่ชัดตามนั้นเพราะการพูดถึงผู้นำของประเทศในทางเสียหายในที่สาธารณะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันมีความหวาดกลัวชนิดหนึ่งซึ่งเข้มแข็งมาช้านานแล้ว เพราะการเมืองที่นี่ยังคงเป็นบรรยากาศเผด็จการอยู่ซึ่งทำให้ประชาชนคุยกันเรื่องการบ้านการเมืองเสียงดังไม่ค่อยได้ อย่าลืมว่าขนาดสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ยังถูกเล่นงานทางการเมืองจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่..

          เช้า 25 พฤษภาคม ผมเดินทางจากชายแดนมุ่งสู่เสียมเรียบ แผ่นดินแห่งนครวัด-นครธม ในเส้นทางสายฝุ่นสีแดงปอยเปต-ศรีโสภณ-เสียมเรียบ เส้นทางที่ ส.เทียนทองง รับเหมาไปนานแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาว่ากันว่าน่าจะมีการคอร์รัปชั่นกันมโหฬารเลยทีเดียว ผมนั่งมองสองข้างทางไปอย่างเรื่อยเปื่อย มีท้องนารายเรียงสุดตาและบ้านเรือนในหมู่บ้านที่ไกลห่างจากถนนออกไป เพราะในสมัยสงครามนั้น ถนนนี้เป็น “เส้นทางสงคราม” ที่มีการสู้รบกันตลอดเวลา ฝ่ายไหนขับรถมาเจออีกฝ่ายหนึ่งเสียงปืนก็แผดร้อง และบ้านเรือนที่อยู่ข้างทางมักเป็นเป้าหมายร่วม เพราะไม่รู้ว่าฝักใฝ่ฝ่ายใด

          รถยนต์ที่ผมนั่งไปนั้นวิ่งเร็วราวกับพายุแม้ว่าถนนจะทรมานปานใด นั่นมันทำให้ผู้ร่วมเดินทางคอยตรวจจับดูร่างกายให้มั่นใจว่าตับไตไส้พุงไม่ได้เคลื่อนที่หรือสลับตำแหน่ง พอเราบ่นมากเพื่อนชาวขแมร์ก็บอกว่า  “ดีแล้วจะได้ถึงเร็วๆ ถ้าเป็นรถที่วิ่งในเวียดนามนะ ในเมืองเขาให้วิ่งได้แค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเขตนอกเมืองก็วิ่งได้เพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รับรองเราไปถึงอีกวันแน่”

          พวกเราต่างหัวเราะ แต่มากกว่านั้นเพราะว่า ท่วงทำนองการประชดประชันของเขาต่อประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์สงครามโดยเฉพาะหลังจากที่เขมรถูกเวียดนามพยายามกลืนชาติหลังยึดครอง ได้เป็นความคับแค้นใจของพวกเขา ยังไม่นับรวมถึงก่อนยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ “ขอม”รบกับ “จาม”อยู่บ่อยครั้ง

          ต้นตาล ที่รายเรียงสองข้างทาง เป็นต้นไม้ประจำชาติของกัมพูชา ที่มีลักษณะเฉพาะทางเอกลักษณ์ถึงผู้คนขแมร์ ที่เนื้อไม้แข็งแรงดุจเหล็ก บางต้นที่อายุยืนนานแทบจะตอกตะปูไม่เข้าเลยทีเดียว คนขแมร์ชอบเอาเสาต้นตาลมาทำบ้าน นอกจากก้านมันยังทำหลังคาบ้านได้ด้วยแล้ว ลูกตาลยังเป็นผลไม้ชั้นเลิศอีกด้วย บ้านเรือนที่นี่ปลูกยกพื้นสูงเหมือนบ้านเรือนชนบทของไทย แน่นอน ประโยชน์ 3 อย่างก็คือ 1.ลมพัดเย็นสบาย ปลอดโปร่ง  2.ใต้ถุนใช้เลี้ยงสัตว์ได้ ตามวิถีชาวนาชาวไร่ และ 3. ป้องกันโจรผู้ร้ายได้ เพราะสมัยก่อนจะยกบันไดขึ้นเรือนหรือปิดช่องทางขึ้นบันไดด้วย

          ระหว่างเส้นทางนั้น ยังมีร่องรอยของสงครามให้เราเห็นอยู่ รอยกระสุนบนสะพาน,  บาดแผลตามร่างกายของชายชราตามบ้านเรือน บ้างพิการขาขาด ความยากจนยังคงตามกัดกร่อนชีวิตที่ดูเหมือนยังไม่มีอะไรดีขึ้น คนที่นี่ต้องนั่งรถโดยสารที่ไม่มีพัดลมและอบอวลไปด้วยฝุ่นสีแดงตลอดเวลา และแออัดหนาแน่นจนต้องยืนเบียดเสียดเยียดยัดกันเลยทีเดียวตลอดเส้นทาง 150 กิโลเมตรนี้  

          ขณะนี้ผู้มีฐานะจำนวนน้อยมากของประเทศนี้ถึงจะมีรถยนต์ส่วนตัวขับ มีบ้านหลังใหญ่ในเสียมเรียบหรือพนมเปญ ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว แต่โดยรวมก็คือยากจนกันถ้วนหน้า ยกเว้นนักธุรกิจ นักการเมือง หรือศักดินาผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากมาเป็นมรดกตกทอด ซึ่งราคาที่ดินในเมืองเสียมเรียบ ที่ตั้งของนครวัด-นครธมแห่งนี้ มีราคาแพงมหาศาล 

          ถึงขั้นที่รัฐบาลของฮุนเซ็น ต้องขายสถานที่ราชการไปเป็นจำนวนมากแก่นายทุนไปเพื่อได้มาซึ่งงบประมาณ และสถานที่ราชการไม่น้อยในเมืองเสียมเรียบในปัจจุบัน อันประกอบไปด้วยสนามกีฬา โรงเรียน โรงพยาบาลของรัฐ สถานที่ติดต่อราชการบางส่วน ถูกหั่นขายทิ้งไปเกือบหมดแล้วในตัวเมืองให้แก่เอกชน

          ขณะที่เพื่อนชาวขแมร์บอกว่านายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเอง มีคฤหาสน์ส่วนตัวนอกเมืองพนมเปญที่กว้างถึง 10 ตารางกิโลเมตร และใช้ทหารของรัฐกว่า 5,000 นายคอยเป็นยามเฝ้าดูแล.

           

          ผมยังจำภาพในข่าวหนังสือพิมพ์ไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี สมัยที่ผู้คนต้องทิ้งถิ่นฐานวิ่งระหกระเหินฝ่าท้องน้ำและทุ่งนาหนีสงครามเข้าสู่ไทยจนต้องเขียนบทกวีเพื่อรำลึกถึงครั้งหนึ่งว่า..

“ก้านใบดอกไม้บาง..              มิเคยห่างจากข้างหู
สาวน้อยเธอคอยดู                 กลัวจะหล่นร่วงลงดิน
เดินทางกลางเวิ้งน้ำ                ทุ่งนาร้างอยู่กลางถิ่น
ทิ้งฐานที่ทำกิน                     วิ่งกระฉุดกระชากเดิน
แม่เฒ่าแก่ชรา…                    แสนเหนื่อยล้าระหกเหิน
มวลเราคือส่วนเกิน                 แกบ่นพล่ามระหว่างทาง..
สงครามคือพลัดพราก             เหลือแต่ซากเหลือแต่สาง
สงครามไม่เคยจาง                 จากแผ่นดินฐานถิ่นเรา
พ่อเฒ่าแกร้องไห้                  เสียงปืนไล่ใกล้ภูเขา
จากแผ่นดินถิ่นลำเนา              เส้นผมเทายังจดจำ
เขาแย่งชิงอำนาจ                  เราดั่งทาสต้องตรากตรำ
สงครามคอยตอกย้ำ               ไม่เกี่ยวข้องกลับต้องตรม
ไม่เคยฝันจะยิ่งใหญ่               ไม่เคยใฝ่ใจนิยม…      
เคยได้แต่ขื่นขม                    ทุกข์ระทมอยู่ไม่วาย
ไม่เคยได้สิ่งที่ฝัน                  ฝันถึงวันสุขสมหมาย
เพราะสงครามคอยทำลาย        คอยทำร้ายทุกหายใจ
เธอยังคงเด็ดเดี่ยว                 แม้ซีดเซียวจากทางไกล
เธอยังมีดอกไม้…                  และเก็บไว้ไม่ร่วงโรย
สาวน้อยถามแม่เฒ่า               โอ้คนเรานั้นหิวโหย
ถึงกับต้องกอบโกย                ไม่เคยพอแม้มากมาย
พวกที่เป็นลูกน้อง                  ต้องปกป้องพวกเจ้านาย
สุดท้ายพวกนั้นตาย               พวกเจ้านายยังอยู่ดี
ฆ่าฟันกันทำไม                     แม่เฒ่าไม่ตอบวจี
ถ้าอยู่กันอย่างเสรี                  คงจะดีคงจะงาม…
เหม่อมองดูเบื้องหลัง              ยังเกรอะกรังแห่งสงคราม
หลานรักเลิกซักถาม               วิ่งลุยน้ำตามกันไป
ดอกไม้ปลิวหลุดลอย              เธอทยอยเก็บมาใหม่
แต่ดอกไม้ในใจ…                 จะสดใสไม่มีเลย
น้ำตาอาบทาบผืนดิน              มันหลั่งรินไม่ระเหย
สาวน้อยเธอแหงนเงย             เศร้าหนักหนาหนอฟ้าดิน
น้ำใจเคยไหลหลาก               ไม่เหลือซากแห่งท้องถิ่น
ใจหายคล้ายสูญสิ้น                เคยทำกินถิ่นร่มไทร..
สาวน้อยเธอเด็ดเดี่ยว             แม้ซีดเซียวจากทางไกล
ในมือถือดอกไม้…                 ประครองไว้อยู่ทุกยาม 

          
          (กรกฎาคม 2540, หนังสือ “มาหาวิทยาอะไร”)


         แน่นอนประวัติศาสตร์สงครามทุกถิ่นที่สอนให้เรารู้ว่าลูกน้องมักจะบาดเจ็บล้มตายแต่เจ้านายชั้นสูงยังคงอยู่ดีกินดี.. นับตั้งแต่หลังกัมพูชาได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศสในปี 2496 นั้น กัมพูชาก็เผชิญกับสงครามมาโดยตลอด ทั้งสงครามภายในและภายนอก โดยเฉพาะในยุคสงครามอินโดจีนนั้น อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปูพรมมาจนถึงแผ่นดินนี้ด้วย เพราะ
“ลอนนอล” ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาให้ล้มสมเด็จนโรดมสีหนุในปี 2513 และ 5 ปีต่อมากัมพูชาก็ตกอยู่ใต้อำนาจอังกอร์ของเขมรแดง ภายใต้การนำของ พอลพต ผู้เรียนจบความคิดคอมมิวนิสต์จากฝรั่งเศสและวาดหวังสร้างอังกอร์ใหม่ โดยการอพยพคนเมืองในพนมเปญออกไปใช้แรงงานในชนบททันทีนับตั้งแต่วันที่ยึดเมืองได้  แต่มันทำให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า พลพรรคเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวขแมร์ตายไป 1 ใน 3 ของพลเมืองทั้งหมด 8 ล้านคนของประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน 2518 จนกระทั่งปี 2521 ภายใต้รัฐบาลพอลพต ก่อนที่เวียดนามจะล้มรัฐบาลพอลพตได้ในปีต่อมา

          สิ่งหลงเหลือจากสงครามอีกอย่างหนึ่งนอกจากการสูญเสียของประชาชนก็คือ กับระเบิดมากมายในกัมพูชาที่ปัจจุบันยังคงหลงเหลืออยู่กว่า  8 ล้านชิ้นจาก 20 กว่าล้านชิ้นที่องค์การสหประชาชาติและพันธมิตรร่วมเก็บกู้ไป ดังนั้น สำหรับผู้มาเยือนแล้ว อย่าเดินออกนอกลู่นอกทางเป็นอันขาด

          ผมเพิ่งทราบว่า การเสกหนังควายเข้าท้องซึ่งเป็นไสยศาสตร์เขมรอันลือลั่นนั้น แท้จริงแล้วมันมีที่มาในสมัยสงครามเขมรแดงที่คนไม่มีอะไรจะกินจนต้องกินหนังควายแห้งๆ ซึ่ง 3 เดือนมันก็ไม่ย่อยและบางคนก็ล้มตายเพราะมันไม่ย่อยนี่แหละ 555 แต่นั่นก็แล้วแต่ความเชื่อนะครับ..

          หลังจากสงครามยืดเยื้อมานาน ทุกฝ่ายก็ร่วมลงนามสันติภาพในวันที่ 23 ตุลาคม 2534 โดยมีองค์การสหประชาชาติจัดการเลือกตั้งให้ครั้งแรกในปีถัดมา และได้รัฐบาลร่วมจาก 3 พรรค โดยไม่มีฝ่ายค้าน


       อีกหนึ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวขแมร์ก็คือ “โตนเลสาป” หรือทะเลสาปเขมรนั่นเอง เพราะเป็นทะเลสาปน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนขแมร์มาช้านาน และในหน้าฝนหลั่งนั้นเองมันจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 4 เท่าตัวหรือราวๆ หนึ่งหมื่นกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันทะเลสาปเขมรนี้ กับมีชุมชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนแพและหากินกับน้ำเป็นชาวเวียดนาม และมีชุมชนประมงเวียดนามที่เก่าแก่อาศัยอยู่ในท้องน้ำแห่งนี้

          ชาวขแมร์นิยมชมชอบบริโภคปลาช่อนเป็นอันดับหนึ่ง  แต่ปลาที่มีราคาแพงที่สุดคือปลาบู่ทอง ที่ชาวประมงไม่นิยมรับประทานแต่มักนิยมส่งขายไปยังประเทศสิงคโปร์และจีน เพราะมีราคาสูงมาก ที่ชาวกัมพูชาใม่นิยมรับประทานก็เพราะว่าในภาษาเขมรเรียกปลาชนิดนี้ว่า “มรณะมารดา” และมันมีตำนานมาจากนิทานเรื่องปลาบู่ทองเช่นเดียวกับในสังคมไทย ..หรือมีใครต้องการเนรคุณกินมารดาของตนเอง? 

          ชาวประมงที่นี่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนแพ อาจบางทีตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะบนชุมชนแพนั้นมีทั้งโรงเรียนและสถานีอนามัย มีทั้งการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักเลยทีเดียว แม้กระทั่งยามตายเขาก็เล่ากันว่า ชาวเวียดนามที่ตายในช่วงน้ำหลากจะถูกนำศพมาแขวนตากไว้บนยอดต้นไม้  เมื่อหลังหน้าน้ำหลากถึงจะนำมาศพฝังบนเนินเขาใกล้เคียง ขณะที่คนขแมร์ยึดถือประเพณีการเผาศพ นั่นหมายถึงว่า ชาวประมงที่นี่กินอยู่และเกิดตายกันบนท้องน้ำแต่เพียงอย่างเดียวจริงๆ  และหากใครไม่ทราบว่า การไม่มีแผ่นดินอยู่เป็นเช่นไร ขอให้มาเยือนชุมชนชาวประมงที่นี่ดู..

          ค่าด่านเข้าชมทะเลสาปเขมรคนละ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ และแน่นอนจำนวนผู้มาเยือนกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปีคงทำมูลค่ามหาศาลให้แก่รัฐบาล แต่ที่ผมอดทึ่งไม่ได้ก็คือ การเก็บค่าด่านเหล่านี้จัดเก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐโดยให้หน่วยงานราชการในพื้นที่มีผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย และที่ผมตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ ค่าเข้าชมนครวัด-นครธม ก็เก็บโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน ชื่อผมจำไม่ค่อยได้แต่ชาวขแมร์มักจะพูดถึงผู้ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในแต่ละแหล่งว่า เขาเป็น “คนสนิทฮุนเซ็น”

 

 

          “พนมบาเค็ง” ที่ชมทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ตกดินและ นครวัด-นครธม ล้วนถูกสัมปทานกิจการท่องเที่ยวโดยสนิทของนายกฯ ฮุนเซ็น แน่นอน.. ค่าเข้าชม 20 ดอลล่าห์สหรัฐต่อวันนั้น ไปไม่ถึงรัฐบาลทั้งหมดเพื่อใช้ในกิจการบูรณะสังขรณ์ แต่เท่าที่ผมคิดเอาเอง นักธุรกิจแวดล้อมนักการเมืองในกัมพูชา ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้วในนาม “ชนชั้นอำนาจรัฐ”  นั่นเอง  

          และอย่าได้ตั้งคำถามอีกเลยว่า ทำไมสนามบินเมืองเสียมเรียบเส้นทางที่สบายที่สุดที่จะมาเยือนนครวัด-นครธม ถึงมีได้แค่สายการบิน “บางกอกแอร์เวย์” เท่านั้น

    



          ตามประวัติศาสตร์อาณาจักรขอมนั้น พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง พระนคร(Angkor)  ขึ้นก่อนในราวปี พ.ศ. 1450 แต่ “ปราสาทนครวัด” ที่ยิ่งใหญ่และมีทางขึ้นราวกับเส้นทางสู่สรวงสวรรค์นั้น สร้างโดย พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ในราวปี พ.ศ. 1650-1700 ในพื้นที่ขนาด 1.5x1.3 ตารางกิโลเมตร ทางทิศใต้ของนครธมโดยมีคูน้ำขนาด 190 เมตรล้อมรอบ 

          ว่ากันว่า พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 บัญชาให้ขนศิลาทรายจาก เขาพนมกุเลน มาทางแม่น้ำเสียมราฐ และสร้างปราสาทสวรรค์นี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ภายใต้รูปราชศิวลึงค์ดังราชวงศ์ขอมองค์ก่อนๆ เพราะศาสนสถานแห่งนี้ สร้างบูชาศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 หลังสิ้นพระชนม์ เพื่อยกพระองค์ขึ้นเสมอเหมือนเทพเจ้า ในพระนามหลังความตายว่า บรมวิษณุโลก อันเป็นปรางค์อวตารหนึ่งของพระนารายณ์

          แม้ว่าพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 จะสร้างนครวัดอันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคือ พระเจ้าไชยะวรมันที่ 7 เพราะสร้าง “นครธม” (Angkor Thom) หรือพระนครหลวงแห่งเมืองขอมขึ้นใหม่อีกครั้งราวปี พ.ศ.1700-1750 นั่นเอง และนั่นมันก่อนอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาจะเรืองอำนาจในภูมิภาคนี้ อันปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เมืองสุโขทัยต้องส่งส่วยน้ำ เมืองละโว้ต้องส่งส่วยปลาแห้งให้แก่นครธม และปรากฏหลักฐานในปราสาทนครวัดโดยเป็นศิลปะฝาผนังจารึกว่า “เสียมก๊ก” หรือสยามได้มาเป็นแนวหน้าในสงครามช่วยขอมรบกับจามด้วยในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2

          อย่างไรก็ตามพงศาวดารประวัติศาสตร์ของไทย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ยกทัพไปตีนครธม ราชธานีของขอม ได้สำเร็จในปี พ.ศ.1879 และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา  ที่ขึ้นครองราชย์หลังจากการแย่งราชสมบัติของเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาจนสิ้นพระชนม์ไปทั้งสององค์ ได้ยกกองทัพไปล้อมพระนครหลวง (นครธม) ของกัมพูชาอยู่ถึง 7 เดือนจึงสามารถยึดได้ นับเป็นการขยายอาณาเขตของอาณาจักรอยุธยาตอนต้นอย่างเป็นรูปธรรม และบัดนั้นเป็นต้นมา สยามซึ่งเคยเป็น “เสียมเรียบ” อันหมายถึงสยามแพ้ของขอม ถึงเริ่มมีบทบาทแทนอาณาจักรพระนคร




 
         ในสมัยสงครามกลางเมืองทั้งสาม-สี่ฝ่ายนั้น มีการทำลายศาสนสถาน ยึด ครอบ

ครองและขายสมบัติเก่าเหล่านี้เพื่ออาวุธและเงินตราไปเป็นจำนวนมาก ทับหลัง รูปปั้น ชิ้นส่วนปราสาท นางอัปสร บันท้ายศรีต่างๆ ล้วนถูกขนเข้าสู่ตลาดมืดเป็นว่าเล่น และสิ่งทรงคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์และอารยะธรรมของมวลมนุษยชาติเหล่านั้นปัจจุบันเป็นสิ่งประดับอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของนายทุนโลก และแน่นอนว่า นายหน้าในวงการใต้ดินเหล่านี้มีอเมริกาและคนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งปราสาทบางแห่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของทหารในอดีตจึงบังเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ เศียรของพระพุทธรูปบนปราสาทหินนครวัดถึง 2 องค์ ถูกตัดหายไปแล้วบนยอดปราสาทสูง บนปราสาทที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปราวกับสรวงสวรรค์..

          อย่าได้แปลกใจเมื่อชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนถึงขั้น “ปิดเมืองปล้น” กันเลยทีเดียว  พระราชวังเก่าใจกลางสี่แยกของเมืองเสียมเรียบในอดีตก็เคยถูกทหารไม่ทราบฝ่ายปิดล้อมปล้นมาแล้วในยามดึกคืนหนึ่ง  ชาวบ้านได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงปืน และเช้าวันต่อมาก็ไม่มีอะไรหลงเลืออยู่ในนั้น.. 

 

          ผมกลับจากแผ่นดินสุริยะวรมันโดยความเหว่ว้า.. เศร้าใจไปกับประวัติศาสตร์สงครามและสันติภาพที่ยังพร่ามัว สำหรับคนยากคนจนที่ขาดโอกาสแล้ว ไม่มีอะไรพัฒนาให้ดีขึ้นมากนักสำหรับพวกเขา..  

            คนยากจนจริงๆ ที่ไม่มีค่าโดยสารสำหรับรถยนต์จากพนมเปญมายังศรีโสภณนั้นจะต้องนั่งรถไฟโดยสารสถานเดียว 

            และรถไฟขบวนโบราณของที่นี่นั้นจะต้องใช้เวลาถึง 2 วันกว่าจะมาถึงศรีโสภณ  มีคนถึงกับพูดติดตลกแต่จริงจังว่า เพราะมันต้องคอยจอดให้เจ้าหน้าที่ตัดไม้ตัดฟืนริมภูเขามาเป็นเชื้อเพลิงให้รถไฟ..

         โลกอาจจะเป็นสวรรค์สำหรับคนรวยได้..

         แต่สำหรับคนจนๆ แล้ว..

           โลกของเราก็คือนรกดีๆ นี่เอง...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เมธา วันที่ : 13/02/2011 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

ขอบคุณทุกความเห็นครับ, ขอบคุณพล.ท.นันทเดช ที่มาให้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมด้วยครับ ทุกเรื่องน่าสนใจจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
hayyana วันที่ : 13/02/2011 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ความเห็นท่าน พล.ท.นันทเดช เรื่องตาแดงหวานนั่นจริงหรือครับ หรือเป็นตำนาน ผมเพิ่งเคยได้ยินวันนี้เอง คงต้องไปหาอ่านเพิ่มเติมเสียหน่อย
เท่าที่ทราบเรื่องการล่มสลายของอารยธรรมขอมนั้นเท่าที่ผ่านมาไม่มีบันทึกไม่มีสลักไว้ที่ไหนสักนิด และยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 13/02/2011 เวลา : 00.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

คุณ คห.12 ในประวัติศาสตร์กล่าวถึงเรื่อง"ตาแตงหวาน" ผู้ที่เป็นชาวไร่ธรรมดา แต่ปลูกแตงได้หวานจนกษัตริย์ขอมยุคนั้นเอาเข้ามาปลูกแตงในวัง ต่อมาเกิดโรคระบาดในวัง ทำให้กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์พากันสิ้นไปหมด (ลืมบอกไปว่า กษัตริย์ขอม นับถือศาสนาฮินดู) ตาแตงหวานจึงขึ้นครองราชย์แทน (ชื่ออะไรจำไม่ได้ครับ) แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เปลี่ยนพระนามจาก"วรมัน.."เป็น"พระเจ้า.."และชนชาติก็เปลี่ยนจากขอมเป็นเขมร ครับ (หาอ่านได้ในเรื่องของ"ตาแตงหวาน")

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
4BANK วันที่ : 13/02/2011 เวลา : 00.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK


เขียนดีมากครับ ผมชอบเรื่องเสกหนังควายที่แท้ไม่มีจะกิน
หนังควายไม่ย่อยเลยตาย ถ้าบอกพิกัดบ้านนายกที่มีทหาร 5000 คนได้ก็จะดี 55555

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
hayyana วันที่ : 12/02/2011 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

อ่านจบแล้วก็ปลงไปด้วย
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 12/02/2011 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

ขอบคุณครับ อ่านจบแล้วได้ความรู้เยอะเลย อยากไปเสียมเรียบอีกซักครั้ง แต่ตอนนี้ยังกลัวๆ สถานการณ์อยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
มะอึก วันที่ : 12/02/2011 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ท่านเมธา..เขียนเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ ครับ...
ทุก ๆ ประโยคที่เยื้องย้าย.....ผมเห็นภาพตามนั้นได้ครบถ้วน...

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ท่าชนะ วันที่ : 12/02/2011 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Karida

สนุกปนเศร้า เรื่องราวของขแมร์

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 12/02/2011 เวลา : 03.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

มาเสริม ตรงนี้นิด อาจจะเล็กน้อยๆ
"นอกจากก้านมันยัง"....ต้นตาลสาระพัดประโยชน์
ทางตาล ตโหนด จะมีใบนำไปใช้มุ่งหลังคาได้ครับ
ใบตาล ตัด ให้เป็นเส้นกว้างขนาด หนึ่งเซนติเมตรหรือจะให้กว้างกว่านั้น
ยาวขนาด 15-20 เซนติเมตร บากหัวเป็นฟันปลา และบากท้ายให้สลับ บนล่าง(บากตอนบน อีกด้าน บากตอนล่างอีกด้าน แล้วนำมาซ่อนกัน จะเป็นรูปวงกลม) ใช้ทำน้ำตาลแหวน
ผลิคภัณฑ์จากตาลตะโหนด

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ลุงตุ่ย วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

โลกที่มีแต่ความชิงชังก็นรกเหมือนกันครับ
ขอบคุณสำหรับเรื่องดีดีที่เขียนให้อ่านครับ.

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ChaiManU วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    


เรื่องยาวแต่อ่านเพลินเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
หนุ่มเข็กน้อย วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suraphon1

อ่านบทกลอนแห่งสงครามแล้วเศร้า..
พวกเราชาวม้งเคยเป็นเช่นนั้นมาเช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เมธา วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

supersup - ไม่รู้เหมือนกันครับ ลองศึกษาเพิ่มเติมดู, เบื้องต้น กษัตริย์สมัยอยุธยา น่าจะพูดภาษาเขมรนะ (เพราะคำราชาศัพท์มาจากภาษาเขมรทั้งนั้น) 555

ธนธัช + Ananda - ขอบคุณครับ, ดูเหมือนว่า "ประวัติศาสตร์สอนให้คนรู้ว่า มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์"

Maira - ขอบคุณครับ, ชอบอ่านตำนานกึ่งประวัติศาสตร์แบบโรแมนติคละสิ ขอแนะนำ "ขุนศึก" เขียนโดยไม้เมือง*ครับ
นายธรรมยุติ - ขอบคุณครับ
feng_shui - ดูเหมือนอยู่ดีๆ มันอยากตก มันก็ตกนะครับพี่

pukpik - ชอบทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ นะ 555
พล.ท.นันทเดช- ขอบคุณมากครับที่ช่วยเพิ่ม, ช่วยเพิ่มประวัติสุริยะวรมันหน่อยครับ กรณีนั้น อยากรู้เพิ่มเติม

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
supersup วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 13.10 น.

ขอมที่สร้างนครวัต เป็นบรรพบรุษของคนเขมรปัจจุบันหรือเปล่า ทำใม หลังจากพระนเรศวรยกทัพไปตีเขมร ประวัติศาสตร์เขมร ก็หายไป 2-300 ปี

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
tanatach วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 12.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tanatach
การเมืองเรื่องใกล้ตัว  แต่ขอมองอย่างธนธัช // Tanatach  Kosirisant

ผมกำลังทำการบ้านเรื่องนี้อยู่พอดี......

ประวัตืศาสตร์ อันแสนขมขื่นระหว่างชนสองเชื้อชาติ

หากเราไม่พยายามลืม ยังเอาตนเอง พาตนเองเข้าสู่ความขัดแย้งในอดีตแห่งประวัติศาสตร์

การหยิบยกเกร็ดประวัติศาสตร์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมาอ้างความชอบธรรม

เราคงรบกันไปอีกนานเท่านาน หาได้สิ้นสุด

ประว้ติศาสตร์ บอกความจริงในอดีต ที่เราต้องเรียนรู้ และต้องรับรู้ของคนทั้งสองเชื้อชาติ

การนำเอาอดีตมาใช้ ใช้อ้างอิงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกระทำของตนในปัจจุบัน รังแต่จะก่อให้เกิดปัญหาของชนสองเชื้อชาติไม่สิ้นสุด

เราต้องเรียนรู้ในอดีตที่แสนขมขื่น ยอมรับการคงอยู่ในปัจจุบันอย่างสันติสุข

ขอบคุณบทความนี้.........

ธนธัช

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Maira วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากค่ะ
จะแวะมาอ่านอีกที ..

เคยอ่านตำนานของอินโดนิเซียที่มีเจ้าชายแห่งรามันแผลงศรจากที่นั่นลงมาตกอยู่ที่ดินแดนที่เรียกว่าเขมรปัจจุบัน แล้วเจ้าหญิงในสมัยนั้นเก็บไว้ได้ พอเจ้าชายข้ามน้ำข้ามทะเลตามมาแล้วก็ปิ๊งกับเจ้าหญิง ...และก็ช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมา น่าสนใจมากค่ะ แต่พอกลับไปหาอ่านก็ไม่เจอ ..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Ananda วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aplang

ประวัติศาสตร์มีไว้ศึกษาเพื่อให้รู้รากเหง้าของตน แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ก็มีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกชิงชังกัน การสู้กันระหว่างมนุษย์เกิดขึ้นมาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก ยามใดใครแข็งแรงกว่าฝ่ายนั้นก็ครอบครองอำนาจ กดขี่ ปล้นสดมภ์ เอารัดเอาเปรียบ และฝังเอาความเจ็บแค้นให้แก่ฝ่ายที่พ่ายแพ้ เมื่อถึงยามที่ฝ่ายครอบครองอ่อนแอลง ผู้ที่เคยถูกกดขี่จึงรุกขึ้นต่อสู้ขับไล่และปล้นสดมภ์กลับเอาบ้างผลัดเปลี่ยนกันอยู่อย่างนี้ ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด
ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า อดีตก็ผ่านไปแล้ว (แก้ไขไม่ได้) อนาคตก็ยังมาไม่ถึง จงอยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็จะดีเอง
ใครเคยศึกษาพระไตรปิฏก จะมีเรื่องหนึ่งกล่าวถึงการต่อสู้แย้งชิงพื้นที่เกษตรของกษัตย์สองฝ่ายยาวนานหลายชั่วอายุคนผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ล้มตายกันมากมาย ที่ตายไปก็ไปเกิดอยู่ในฝ่ายศัตรูที่ตนเคยต่อสู้ด้วย เมื่อเกิดมาก็ต่อสู้กันอีก แต่หารู้ไม่ว่ากำลังฆ่าฟันกันกับญาติของตัวในอดีตชาติ พระองค์ทรงทราบถึงอดีตชาติของกษัตริย์เหล่านั้นทรงห้ามปราม และเล่าให้รู้ความจริงเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถยุติสงครามแย่งชิงพื้นที่นั้นได้
จึงอยากให้ผู้ที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์ได้เข้าใจในสิ่งที่ลึกซึ่งเกินวิสัยที่ยังไม่รู้อีกนั้นให้เข้าใจว่า ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังรบกันพ่อแม่พี่น้องของเราเองในอดีตชาติแล้วยังจะรบราฆ่าฟันกันอยู่อีกหรือเปล่า
การศึกษาประวัติศึกษาได้ แต่ไม่ใช้เอาประวัติศาสตร์มาเป็นเหตุแห้งการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่อย่างนี้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นายธรรมยุติ วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Dhammayuth

ขอบคุณครับคุณเมธา

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
feng_shui วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 09.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ไปเจอฝนตก เหมือนกันเลยคุณเมธา

.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
pukpik วันที่ : 11/02/2011 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pukpik
Love is not measured by how you feel.. but , how you make the other person feel..

เราชอบเรื่องราวของสุริยะวรมัน
อ่านที่พลเขียนไปครึ่งเดียว เดี๋ยวอ่านต่อพรุ่งนี้ เพิ่งเปิดมาเจอ อ่านต่อไม่ไหวง่วงเกิน

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 10/02/2011 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

ขอเพิ่มอีกนิดครับประวัติศาสตร์บันทึกว่า ผู้สร้างนครวัดคือ สุริยวรมัน ที่2
ซึ่งเป็นกษัตริย์ต่างแดนจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 10/02/2011 เวลา : 23.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

เก่งมากครับ สำหรับ ข้อมูลชุดนี้ ต้องตั้งใจจริงๆ ถึงจะทำได้

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เมธา วันที่ : 10/02/2011 เวลา : 21.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

ในสมัยสงครามกลางเมืองทั้งสาม-สี่ฝ่ายนั้น มีการทำลายศาสนสถาน ยึด ครอบครองและขายสมบัติเก่าเหล่านี้เพื่ออาวุธและเงินตราไปเป็นจำนวนมาก ทับหลัง รูปปั้น ชิ้นส่วนปราสาท นางอัปสร บันท้ายศรีต่างๆ ล้วนถูกขนเข้าสู่ตลาดมืดเป็นว่าเล่น และสิ่งทรงคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์และอารยะธรรมของมวลมนุษยชาติเหล่านั้นปัจจุบันเป็นสิ่งประดับอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของนายทุนโลก และแน่นอนว่า นายหน้าในวงการใต้ดินเหล่านี้มีอเมริกาและคนไทยไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งปราสาทบางแห่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของทหารในอดีตจึงบังเกิดความเสียหายอย่างมาก แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ เศียรของพระพุทธรูปบนปราสาทหินนครวัดถึง 2 องค์ ถูกตัดหายไปแล้วบนยอดปราสาทสูง บนปราสาทที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปราวกับสรวงสวรรค์..

อย่าได้แปลกใจเมื่อชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนถึงขั้น “ปิดเมืองปล้น” กันเลยทีเดียว พระราชวังเก่าใจกลางสี่แยกของเมืองเสียมเรียบในอดีตก็เคยถูกทหารไม่ทราบฝ่ายปิดล้อมปล้นมาแล้วในยามดึกคืนหนึ่ง ชาวบ้านได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงปืน และเช้าวันต่อมาก็ไม่มีอะไรหลงเลืออยู่ในนั้น..

--------------------------------

ปราสาททรายโบราณ ทหารกัมพูชาชอบใช้เป็นฐานรบในสงครามมานานแล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เบดูอิน วันที่ : 10/02/2011 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

ใหญ่เพียงไรก็ไม่อาจจะอยู่ค่ำฟ้าได้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เดินติดดิน วันที่ : 10/02/2011 เวลา : 21.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sake

สูงสุดคืนสู่สามัญ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน