*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1400555
  • จำนวนผู้โหวต : 634
  • ส่ง msg :
  • โหวต 634 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน 2562
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 921 , 15:24:38 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

เมื่อเอ่ยถึงเกาหลีเหนือแล้ว เราไม่ได้รับรู้ข่าวสารจากที่นั่น มากไปกว่าสายตาของโลกเสรีที่หยิบยื่นภาพลักษณ์ให้ ในสายตาของชาวโลกส่วนใหญ่แล้ว เกาหลีเหนือเป็นประเทศสังคมนิยมที่ลึกลับที่สุดประเทศหนึ่ง และเป็นรัฐใกล้เคียงรัฐทหารที่สุดประเทศหนึ่งของโลก จากการต่อสู้ในยุคสงครามภายใต้การสนับสนุนของจีนและรัสเซีย และแบ่งแยกประเทศกันปกครองเป็นเหนือและใต้ คอมมิวนิสต์และทุนนิยมเสรี ขณะที่นักการเมืองและประชาชนพูดถึงการรวมชาติอยู่บ่อยครั้ง แต่ชะงักลงด้วยเรื่องราวความขัดแย้งทางอาวุธที่ประทุขึ้นบ่อยครั้ง

หลายคนอาจไม่ทราบว่าผมทำ Thesis เรื่อง “การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เกาหลีเหนือ เรื่องนี้ยังไม่เคยมีคนศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขในประเทศไทยมาก่อน

ในภาพอาจจะมี 3 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และสถานที่ในร่ม

เพราะเหตุใดรัฐไทยจึงเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือในปี 2518 ในรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบในขณะนั้น ทั้งๆ ที่เราอยู่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาในระบบระหว่างประเทศที่เรียกว่าค่ายเสรี ทั้งยังสถาปนาความสัมพันธ์กับมองโกเลียและจีนซึ่งสังกัดค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นด้วย

ในภาพอาจจะมี 4 คน, รวมถึง Metha Matkhao, สถานที่ในร่ม

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราส่งทหารไปรบในสงครามเกาหลี เป็นคู่ความขัดแย้งกับฝ่ายเหนือ และสนับสนุนสหรัฐฯ ตั้งฐานทัพโจมตีทั้งอินโดจีนในสงครามเวียดนามจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ในสายตาของประเทศเหล่านั้น สหรัฐฯ สร้างสงครามและเป็นเผด็จการทุนนิยมที่น่ารังเกียจ ถึงวันนี้ “สงครามเกาหลี” ก็ยังไม่ถูกประกาศยุติ พวกเขายังคงอยู่ในภาวะสงคราม

นโยบายความมั่นคงในการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมีความผกผันเนื่องจากความขัดแย้งของจีนและโซเวียต จากความแตกต่างกันในการตีความลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และความขัดแย้งระหว่างกันตั้งแต่ปี 2501-2505 ในสงครามจีน-อินเดีย และวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ต่อมาทั้งสองประเทศได้แข่งความเป็นใหญ่ในกลุ่มคอมมิวนิสต์สากล จนกระทั่งสหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายและเปิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับจีนเพื่อถ่วงดุลในยุทธศาสตร์ความมั่นคงกับโซเวียต โดยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยือนจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2515 เพื่อพบปะหารือกับประธานาธิบดี เหมาเจ๋อตุง ของจีนโดยตรง จนมีการออกแถลงการณ์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Communique)

ในภาพอาจจะมี 8 คน, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังยืน

ต่อมาไทยได้มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ โดยสนับสนุนจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และเริ่มเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนและเกาหลีเหนือด้วย ตลอดจนการถอนทัพออกจากสงครามเวียดนามและชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชาในเดือนเมษายน 2518 ล้วนเป็นปัจจัยในการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ด้วย

ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า, เมฆ และสถานที่กลางแจ้ง

นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศได้คลี่คลายลงภายหลังจากที่สหรัฐฯ เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนและเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลไทยที่ดำเนินนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงเกิดความชะงักงันลง ตามนโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวกำหนดนโยบายความมั่นคงภายใน จนเกิดนโยบายเปิดรับประเทศค่ายคอมมิวนิสต์มากขึ้นตามลำดับ เช่น ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้พาคณะผู้แทนไทยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนในเดือนกันยายน ปี 2515 หลังจากไทยขาดการติดต่อสัมพันธ์กับจีนมานาน และความขัดแย้งภายในประเทศภายหลังการปฏิวัติของขบวนการนิสิตนักศึกษาในเดือนตุลาคม 2516 ทำให้ไทยจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นแทนระบอบทหารที่คุมอำนาจมาเป็นเวลานาน จนบรรยากาศประชาธิปไตยภายในประเทศเปิดเสรีมากขึ้นในทางการเมือง เป็นเหตุให้นโยบายต่างประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง จนเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือในที่สุด

รวมถึงปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เป็นเหตุให้ไทยและเกาหลีเหนือติดต่อทางการค้าระหว่างกันตั้งแต่ปี 2515 เพื่อแลกเปลี่ยนทางการค้าและกีฬาอย่างไม่เป็นทางการ และภาวะขาดแคลนน้ำมันของโลกเป็นเหตุให้คณะผู้แทนไทยตัดสินใจเดินทางไปเจรจาขอซื้อน้ำมันจากจีนในเดือนธันวาคม 2517 จนกระทั่งจีนยอมขายน้ำมันให้ไทยพร้อมเงื่อนไขทางการทูตโดยให้ไทยรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นกัมพูชาของเจ้าสีหนุในจีนและรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกกฎหมายนำเข้าสินค้าจากจีน

ในภาพอาจจะมี Somlak Songsamphant, อยู่บนเวที และสถานที่ในร่ม

ต่อมาเกาหลีเหนือได้แสดงความสนใจที่จะขอเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นในปี 2517 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในวันที่ 8 พฤษภาคม 2518 รวมถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนหลายครั้ง จนมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย-จีน อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2518

ภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเกาหลีเหนือ ได้มีการเดินทางแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนแต่ละประเทศมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยคณะผู้แทนฝ่ายเกาหลีเหนือที่เคยเดืนทางมาเยือนไทย มีตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางมาเยือนไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2525, รองนายกรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2531, นายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2534 และระดับประธานสมัชชาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐสภาในปี 2543

ขณะที่ผู้แทนฝ่ายไทยที่เคยเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ มีทั้งระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระนามในสมัยนั้น ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปในเดือนมีนาคม 2534 รวมถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 องค์ปัจจุบันก็เช่นกัน ท่านก็เคยเสด็จพระราชดำเนินไปในปี 2535 และ 2536 เป็นลำดับ

ในภาพอาจจะมี 8 คน, ผู้คนกำลังยืน

ภาพจากงานเวทีสาธารณะเนื่องในโอกาสครบรอบ 44 ปี การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เนื่องในโอกาสที่ไทยเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2518 ครบรอบ 44 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ และเมื่อ 19 ปีก่อน วันที่ 13 มิถุนายน 2543 เป็นวันที่ “คิม แดจุง” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบปะกับ “คิม จองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง 2 เกาหลีเพื่อการเจรจาสันติภาพ ณ กรุงเปียงยาง ทั้งยังครบรอบ 1 ปี การประชุมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จองอึน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ที่สิงคโปร์ ด้วยเช่นกัน

ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถือเป็นงานของภาคประชาชนที่เป็นเกียรติต่อการสร้างสันติภาพ วัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้และข้อเท็จจริงเบื้องหลังการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตที่ประชาชนไทยไม่เคยรู้ให้เข้าใจมากขึ้นไม่มากก็น้อย

ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านทูต Kim Je Bong เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ประจำประเทศไทย ที่มาร่วมงาน รวมทั้งกรมสารนิเทศ กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ, เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สถานทูตสหรัฐฯ, นักข่าวจาก BBC ไทย ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่เข้าร่วมงาน

ขอบคุณเป็นพิเศษ ท่านทูต เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตในหลายประเทศรวมถึงจีน อดีตหัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือในปี 2518, ท่านทูต กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ดร.วรรธนที-ดร.ทรงจิต พูลลาภ กลุ่ม Thai Juche Idea Study Organization, คุณปรีดา ข้าวบ่อ นักคิด นักเขียน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ในเครือบริษัทชนนิยมและนิตยสารทางอีศาน, คุณชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ที่ร่วมอ่านบทกวีและศิลปะแสดงสด, คุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการข่าว News TV. คุณทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการสยามรัฐรายวัน, คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่เคยเดินทางไปเกาหลีเหนือเมื่อปี 2527, คุณธนวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี, คุณอำนวย จั่นเงิน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี, คุณธิวัชร์ ดำแก้ว นักกิจกรรมทางสังคม อดีตเลขาธิการศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD.)

ขอบคุณอีกครั้ง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, สถานทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประจำประเทศไทย, คุณชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว ประธานบริหารมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว, นิรนาม จิตอาสา และ Facebook อึ้งเอี๊ยะซือ เทื้อเอี้ยวเกีย (คณะทำงานและอาสมัครทุกคน พี่แป๊ะ คุณโอเล่-คุณรัตน์ หอศิลป์ฯ พี่นก โฉด หนุ่ย ปัน น้องปอยและเพื่อนรัฐศาสตร์ IR จุฬาฯ ทุกคน)

แล้วพบกันอีกในปีที่ 45.

เมธา มาสขาว
14 มิถุนายน 2562

ในภาพอาจจะมี 2 คน, รวมถึง Metha Matkhao, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังยืน และข้อความ

มีคนบอกว่า ถ้าไม่มีภัยคุกคามจากภายนอก เปียงยางอาจคือเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เขามาอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย ไม่มีรั้ว ทำให้นึกถึงบ้านเมืองสมัยราชวงศ์ถังในจีน และธารดอกท้อของเถาหยวนหมิง (ล่ามของเราบอกว่า คนที่นี่ไม่รู้จักคำว่า "ขโมย" กับคำว่า "โกง" แต่ดิฉันเข้าใจคำนี้ครั้งแรกจากแผ่นดินจีนตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ภาควิชาภาษาไทย) นั่นแหละอาจไม่ใช่ภาพรวมความคิดทั้งหมด

กรุงเปียงยางข้างทางมีต้นไม้มากมายสลับทิวแถวตามท้องถนน และส่วนหนึ่งคือต้นหลิว นั่นเพราะว่า เปียงยาง มาจากหนึ่งในชื่อที่มา รยูกย็อง (류경; 柳京) มีความหมายว่า "เมืองหลวงแห่งต้นหลิว" ซึ่งได้มาจากต้นหลิว และในทุกวันนี้ ไปดูไปเห็นบ้านเมืองวิถีชีวิตคนเปียงยางแล้ว พลันนึกถึงเถาหยวนหมิง กวีสมัยราชวงศ์จิ้น หลังยุคสามก๊ก เขาเคยเขียนกวีที่มีชื่อเสียงบทหนึ่งชื่อ “ธารดอกท้อ” เป็นบทกวีที่กล่าวถึงดินแดนในอุดมคติ เป็นอนึ่ง “เมืองลับแล” ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก (เป็นเมืองที่มีความสุขสมบูรณ์ในอุดมคติและความเพ้อฝันที่ตัวละครเอกที่เป็นชาวประมงได้เข้าไปพบ แต่พอกลับออกมาก็กลับเข้าไปไม่ได้อีกเพราะเมืองนั้นมันได้หายไปแล้ว)

ในภาพอาจจะมี 4 คน, รวมถึง Aruchi Nan, คนที่ยิ้ม, ผู้คนอยู่บนเวที, ผู้คนกำลังยืน และสถานที่ในร่ม

“สงครามพันปีทำไมไม่มีสิ้นสุด สันติภาพมนุษย์ที่สุดเสน่หา แต่ชีวิตสิทธิ์เสรีที่เกิดมา ล้วนถูกเข่นฆ่าเพื่อสิ่งที่ว่าไป”

ท่ามกลางความขัดแย้งในโลกนี้ พี่น้องที่รักทั้งหลายครับ เราจัดงานวันนี้ขึ้น เพื่อสันติภาพและวัฒนธรรมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้งหลาย ในนามของภาคประชาชนไทย หลายท่านในที่นี้เคยเดินทางไปศึกษาประวัติศาสตร์ เชื่อมวัฒนธรรมและสันติภาพระหว่างประชาชน ได้มาร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ และวันนี้เราจะได้มารู้จักประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือเพิ่มเติมกัน

ในภาพอาจจะมี 3 คน, ผู้คนกำลังยืน และสถานที่ในร่ม

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร กับภาพฉากหลังเป็นภาพขณะท่านและคณะผู้แทนไทยนำโดยรองนายกฯ พิชัย รัตตกุล ถ่ายภาพกับประธานาธิบดีคิม อิล ซุง และคณะ ที่กรุงเปียงยาง เมื่อเดือนธันวาคม 2527

ภาพเบื้องหลังการทำงานเพื่อสันติภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนอยู่บนเวที และสถานที่ในร่ม
 

ท่านทูต Kim Je Bong เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ประจำประเทศไทย

ในภาพอาจจะมี 1 คน

ขอจงอย่าจมปลักอยู่กับสงครามและความเกลียดชัง และขังตัวเองไว้ใต้แว่นสายตาอคติ

ภาคประชาชนร่วมกันจัดงานเสวนาสาธารณะเนื่องในโอกาสครบรอบ 44 ปี การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีเหนือ เพื่อร่วมกันเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสริมสร้างมิตรภาพตลอดจนสันติภาพของประชาชนทั้งสอง

มิได้ต้องการชื่มชมการเมืองการปกครองแบบเผด็จการพรรคแรงงานของเกาหลีเหนือ หรือเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมรวมศูนย์ตามแนวคิดมาร์กซ์-คิมอิลซุง หรือมิได้ต้องการชื่มชมการเมืองการปกครองประชาธิปไตยแบบไทยๆ และหรือเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดแบบไทยๆ ทั้งสิ้น เพราะประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน กระนั้นเราก็ไม่ได้จัดงานในนามรัฐบาลทั้งสอง ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรภาครัฐ

ในภาพอาจจะมี 5 คน, รวมถึง Metha Matkhao และ Somsak Jeamteerasakul, ผู้คนกำลังนั่ง และสถานที่ในร่ม

แต่เป็นมิตรภาพของประชาชนทั้งสองแผ่นดิน ที่ต้องการจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศและเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชน เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเราก็เคยส่งผู้แทนภาคประชาชนไปสร้างสายสัมพันธ์กับจีนในยุคเผด็จการทหารเมื่อ 60 กว่าปีก่อน เราสนใจว่าเพราะเหตุใดรัฐไทยจึงเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือในปี 2518 ในรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบในขณะนั้น ทั้งๆ ที่เราอยู่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาในระบบระหว่างประเทศที่เรียกว่าค่ายเสรี ทั้งยังสถาปนาความสัมพันธ์กับมองโกเลียและจีนซึ่งสังกัดค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นด้วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราส่งทหารไปรบในสงครามเกาหลี เป็นคู่ความขัดแย้งกับฝ่ายเหนือ และสนับสนุนสหรัฐฯ ตั้งฐานทัพโจมตีทั้งอินโดจีนในสงครามเวียดนามจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ในสายตาของประเทศเหล่านั้น สหรัฐฯ สร้างสงครามและเป็นเผด็จการทุนนิยมที่น่ารังเกียจ ถึงวันนี้ “สงครามเกาหลี” ก็ยังไม่ถูกประกาศยุติ พวกเขายังคงอยู่ในภาวะสงคราม

นักการทูตได้ให้คำตอบกับเราอย่างมากมาย เพราะเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในสังคมโลก ในฐานะนักการทูต พวกเขาก็ต้องการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกประเทศ เพื่อได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ข้อเสนอที่ก้าวหน้าต่อการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในการเรียกร้องข้อตกลงคู่ความขัดแย้ง 6 ฝ่าย และการค้ำประกันจากสหประชาชาติอีกร้อยกว่าประเทศเพื่อรักษาสันติภาพ ยุติสงครามและความเกลียดชังลงในที่สุด

ในภาพอาจจะมี 3 คน, รวมถึง นายอำนวย จั่นเงิน, ผู้คนกำลังยืน และสถานที่ในร่ม

สำหรับผู้ที่เคยเดินทางไปทัศนะศึกษาที่เกาหลีเหนือ พวกเขาก็ได้เล่าบอกประสบการณ์ที่น่าทึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยไปพบเห็น ล้วนเป็นความรู้ความเข้าใจที่มากกว่าแว่นสายตาของโลกเสรีภายนอกที่หยิบยื่นภาพลักษณ์และเรื่องราวให้ ที่ควรค่าแก่การศึกษาและเปิดความคิดออกจากสื่อที่รับจากภายนอกเพื่อเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น มันมากกว่าการไปสรุปคำบอกกล่าวและขังความคิดไว้ง่ายๆ ว่าพวกเขานิยมเผด็จการ(เกาหลีเหนือ)จากแว่นสายตา(เสรีนิยม)ประชาธิปไตยที่ใส่อยู่ ปัญหาของแต่ละประเทศนั้นเป็นภารกิจของประชาชนที่ต้องต่อสู้เพื่อแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตต่อไปไม่สิ้นสุด ส่วนใครจะชื่นชมเศรษฐกิจทุนนิยมหรือสังคมนิยมก็เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละคนไป

ภารกิจของประชาชน นอกจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเองแล้ว มิตรภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพื่อสร้างสันติภาพและสากลนิยมร่วมกัน เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ.

ในภาพอาจจะมี 2 คน, รวมถึง Metha Matkhao, คนที่ยิ้ม

ผมได้ไปเยือนเกาหลีเหนือ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่ง 'ไมค์ ปอมเปอี' รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็ยังอยู่ที่เปียงยางด้วยเช่นกัน หลังจากที่ก่อนหน้านั้น 1 เดือน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้พึ่งมาเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการครั้งแรกและพบปะกับ คิม จองอุน

ภายหลังภารกิจเพื่อสันติภาพและการเจรจากันของสหรัฐ-เกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้วนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในงานเฉลิมฉลอง 70 ปี ประเทศเกาหลีเหนือ ครบรอบการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2561 ปรากฎว่าในขบวนสวนสนามไม่มีการนำขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ICBM) มาแสดงแสนยานุภาพเหมือนเช่นทุกปี

ในภาพอาจจะมี Hongjorn Sanehngamjaroen, สถานที่ในร่ม

เกาหลีเหนือมุ่งแนวทางสันติและชัดเจนในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือตัดสินใจ "ลดระดับ" การแสดงแสนยานุภาพทางทหารลงหลังจากลงนามปลดอาวุธนิวเคลียร์เมื่อคราวเจรจรากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนเวลาหรือกลไกในการติดตามการปลดอาวุธไว้ก็ตาม

ในภาพอาจจะมี 5 คน, ผู้คนกำลังนั่ง

มิตรสัมพันธ์ระหว่างจีน-เกาหลีเหนือดีขึ้นเป็นลำดับ ปีีที่แล้ว สี จิ้นผิง ส่งทูตพิเศษ "หลี่ จ้านซู" สมาชิก 1 ใน 7 ของคณะกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน ไปเป็นผู้แทนประเทศ นับว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ความขัดแย้งแม้จะเปลี่ยนแปลงแต่มิตรภาพไม่เคยเสื่อมคลาย เส้นทางของ คิม จองอุน ยังคงเดินหน้าต่อไปสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ เมื่อต่อมาประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้เดินทางมาเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการในปลายเดือนกันยายน 2561 และต่อมาปลายปีเดียวกัน สิ จิ้นผิง ก็ได้มาเยือนเกาหลีเหนือด้วยตนเองเป็นครั้งแรก หลังจากเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติโดยเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ก่อน

ในภาพอาจจะมี 5 คน, รวมถึง Metha Matkhao, ผู้คนกำลังนั่ง

ท่านทูต เตช บุนนาค เข้ากระทรวงการต่างประเทศในปี 2512 ต่อมาท่านได้เป็นผู้รับผิดชอบหลักของกระทรวงฯ ในการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับมองโกเลีย (2517) เกาหลีเหนือและจีน (2518) ท่านให้ข้อมูลน่าสนใจว่า

ภายหลังที่สหรัฐเริ่มต้นเปลี่ยนท่าทีต่อสงครามเวียดนาม ประธานาธิบดีนิกสัน เดินทางมาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ประกาศที่เกาะกวมว่าต้องการให้สงครามเวียดนามเป็นเรื่องของคนเวียดนามกันเอง หรือที่เรียกว่า Vietnamization สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้น รวมทั้งผมด้วย มันแปลว่า จบแล้ว สหรัฐเขาไม่เอาด้วยแล้ว แต่ที่จริงแล้วสหรัฐยังต้องใช้เวลาอีกตั้งนานอีก 6 ปีกว่าจะถอนตัวออกจากสงครามเวียดนามได้ในที่สุด

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังยืน

ตอนนั้นท่านทูตอังเกอร์ ได้เชิญคนจำนวนหนึ่งไปพบรวมทั้งผมด้วยตอนนั้นยังเด็กมาก ผมเป็นแค่เลขานุการโทเท่านั้น ไปพบกับเฮนรี คิสซินเจอร์ และรับประทานอาหารเช้าร่วมกับนายเฮนรี่ คิสซินเจอร์ เรียกว่า working breakfast ทางฝ่ายไทยก็มีคุณนิสสัย เวชชาชีวะ คุณดำรง ลัทธพิพัฒน์ คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ แล้วก็ผม ส่วนฝ่ายสหรัฐก็มีท่านทูตอังเกอร์ มีเฮนรี่ คิสซินเจอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐและมีอีกคนชื่อจอห์น ฮอส เป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แล้วก็มี วินสตัน ลอร์ด ซึ่งเป็นเลขานุการเป็นที่ปรึกษาของเฮนรี่ คิสซินเจอร์ อีกทีหนึ่ง ต่อมา วินสตัน ลอร์ด ได้เป็นทูตสหรัฐประจำจีนในสมัยเดียวกับผมในปี 1986 (2529) ประมาณ 8-9คน ทานข้าวเช้าด้วยกันแล้วก็คุยกันเรื่องสถานการณ์ของโลก คุยกันเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม แล้วก็มีตอนหนึ่งที่คิสซินเจอร์ ถามขึ้นมาว่าเราจะแก้ปัญหาสงครามเวียดนามอย่างไร คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นคนที่ตอบว่า

“กุญแจที่จะไขปัญหาสงครามเวียดนามได้คือจีน” The key to the solution the Vietnam war is China.

คิสซินเจอร์ ได้ยินถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง!

ในภาพอาจจะมี 3 คน, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังยืน และชุดสูท

 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่ในร่ม

ในภาพอาจจะมี 6 คน, รวมถึง Jaran Ditapichai, คนที่ยิ้ม, ผู้คนอยู่บนเวที, ผู้คนกำลังยืน และสถานที่ในร่ม

ในภาพอาจจะมี 7 คน, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังนั่ง

ในภาพอาจจะมี 5 คน, ผู้คนกำลังนั่ง

ในภาพอาจจะมี 6 คน, รวมถึง นายอำนวย จั่นเงิน และ Tiwat Dumkaew, ผู้คนกำลังยืน และชุดสูท

ในภาพอาจจะมี 9 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และสถานที่ในร่ม

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 18/06/2019 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ เห็นหน้าคนรู้จักหลายคนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน