*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 510
  • จำนวนผู้ชม : 1428267
  • จำนวนผู้โหวต : 635
  • ส่ง msg :
  • โหวต 635 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< พฤษภาคม 2020 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม 2563
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 456 , 16:42:51 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้อเสนอต่อรัฐบาลในสถานการณ์ไวรัสระบาด (รวม)

เมธา มาสขาว

 

เร่งจ่ายเงินประกันสังคม กรณีว่างงาน

ปัจจุบันกองทุนการว่างงานที่ค้างจ่ายอยู่จำนวนมาก ทำไมจ่ายกันช้าเหลือเกิน ผมได้รับการร้องเรียนว่า ผู้ประกันตนจำนวนมากทำเรื่องขอจากกองทุนการว่างงานตั้งแต่เดือนมีนาคม ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้เงินสักบาท ซ้ำร้ายบางคนมีข้อความเข้ามาว่าจะได้รับเงินตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคมหลายคน แต่พอถึงวันกลับไม่มีเงินเข้าจนถึงวันนี้ ระบบอิเลคทรอนิกส์มีปัญหาหรืออย่างไร หรือมีคนชักเงินไปไหนกันแน่ ทำไมระบบมันเละขนาดนี้ รบกวนสื่อมวลชนช่วยตรวจสอบด้วย หากทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ควรปลดออกตั้งกรรมการบอร์ดและผู้บริหารชุดใหม่

รัฐบาลจ่ายเงินประกันสังคมล่าช้ามาก ทั้งที่เป็นเงินของแรงงานผู้ประกันตน และไม่ทราบว่ากองทุนประกันการว่างงานเหลือเงินจริงๆ เท่าไหร่ เงินกองทุนทั้งหมดนำไปลงทุนแล้วเจ๊งหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบเงินกองทุนที่หายไปจากทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท

ถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ตอบว่ายืมเงินไปหมุนเวียนเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ หรือเพราะไม่สามารถบอกความจริงได้ เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของเงินกองทุนประกันสังคมใช่หรือไม่ เรื่องนี้ผมอยากให้กรรมาธิการแรงงาน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว โดยเฉพาะการเอาเงินกองทุนไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูญหุ้นไปเท่าไรในช่วงโควิด เหลือพอจ่ายคนงานหรือไม่

ให้ความสำคัญกับ "แรงงานนอกระบบ"

รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับภาคแรงงานให้มากขึ้น การเยียวยา “แรงงานนอกระบบ” โดยให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจ่ายเงิน 5,000 บาทเยียวยาเป็นเรื่องดีแต่ต้องมีการจัดการบิ๊กดาต้าให้มีประสิทธิภาพ จะได้ไม่มีคนที่ถูกลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะบางคนที่ผมรู้จักยังไม่มีบัญชีธนาคารเลย แล้วจะได้รับการเยียวยาได้อย่างไร ส่วน “แรงงานในระบบ” ผมอยากเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินประกันสังคมโดยเร็ว อย่าชักช้าเพราะป็นสิทธิของเขา และต้องมีมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาลด้วย ได้ข่าวว่ากระทรวงแรงงานจะให้แรงงานกู้เงินได้จากประกันสังคมต้องทำโดยเร็วและทำเป็นระบบธนาคารแรงงานไปเลย ภาคแรงงานจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบส่วนต่างดอกเบี้ยมหาโหดในภาคการเงินการธนาคารอีก นอกจากนี้ แรงงานภาคเกษตรกรรมควรมีการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ถนนหนทาง ตึกราม บ้านเมือง ล้วนถูกสร้างจากมือชนชั้นแรงงาน อย่าให้เขาเป็นเพียงชนชั้นล่างในสังคมไทยอีกต่อไป

นโยบายการช่วยเหลือคนตกงานและผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 5000 บาทต่อเดือนเป็นเรื่องที่ดีและถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน ตอนนี้รัฐบาลมีข้อมูลการลงทะเบียนเป็น Big Data ขนาดใหญ่จะทำอย่างไรให้มีการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นประสิทธิภาพต่อไปเพื่อเข้าสู้ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าให้ได้และไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในอนาคต เพราะประชาชนคงไม่ได้รับผลกระทบแค่ 3 เดือนแน่ ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไม่ถูกสั่งปิดโดยคำสั่งของรัฐ พนักงานก็ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าว

 

ดังนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการสถานบริการต่างๆ ที่ถูกสั่งปิดด้วย เมื่อนายจ้างอยู่ได้ ลูกจ้างก็อยู่ได้เช่นกัน เพราะบริษัทก็ต้องดูแลพนักงาน ทำอย่างไรให้พวกเขาอยู่ได้ โดยเฉพาะคนทำงานกลางคืนที่สูญเสียรายได้รายวัน

ลดเงินสมทบประกันสังคมชั่วคราว และคืนเงินสะสมวัยชรา 50% หากมีการขอใช้สิทธิ์ก่อนเกษียณ

นโยบายการเลื่อนจ่ายและลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยให้นายจ้างจ่าย 4เปอร์เซ็น ลูกจ้าง 1เปอร์เซ็น เป็นการชั่วคราวไม่ได้แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจให้ผู้ได้รับผลกระทบทั้งนายจ้างและลูกจ้างแต่อย่างใด เพราะหลายแห่งไม่มีเงินจะจ่ายเนื่องจากทำธุรกิจไม่ได้ สำหรับคนตกงานยังได้รับเงินประกันสังคมล่าช้า โดยเริ่มจ่ายสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ทั้งที่ลงทะเบียนตั้งนานแล้วแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

"ผมอยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการพิเศษเพื่อลดเงินสมทบประกันสังคมชั่วคราวในสถานการณ์วิกฤติ 1 ปี และมีมาตรการคืนเงินกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้างและลูกจ้างหากมีการแสดงเจตจำนงค์ โดยจ่ายคืนเงินสะสมเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในสถานประกอบการและในช่วงว่างงาน โดยอาจจ่ายคืนได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์

จากเงินสะสมที่จะได้รับในวัยชรา เพราะเขาอาจไม่มีชีวิตถึงวัยชราก็ได้หากไม่มีข้าวกิน ไม่ใช่มีแค่โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานและการปล่อยกู้ที่มีดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกเท่านั้น อย่าปล้นประชาชนในภาวะวิกฤต เนื่องจากนี่เป็นเงินสะสมของเขาเองไม่ใช่เงินของรัฐบาล"

กองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน แบ่งเป็น 1.กองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 4 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย) ซึ่งมีวงเงินในกองทุนอยู่ 120,776 ล้านบาท 2.กองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (สงเคราะหบุตร และชราภาพ) มีวงเงินในกองทุน 1,861,643 ล้านบาท และ 3.เงินกองทุนในส่วนของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 วงเงิน 2,055,040 ล้านบาท

ผมขอเสนอให้รัฐบาลรีบจ่ายเงินสมทบที่ค้างอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาทมาช่วยภาคแรงงานโดยเร็ว และควรต้องมีมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคมชั่วคราวในสถานการณ์วิกฤติ 1 ปี เป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรต้องมีมาตรการคืนเงินกองทุนประกันสังคมให้แก่คนงานเท่าที่เขาต้องการแสดงเจตจำนงค์ขอคืนเงินสะสมบางส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง โดยอาจให้ขอคืนได้ไม่เกิน 50% จากกองทุนเงินสะสมที่จะได้รับในวัยชรา หากมีการร้องขอเพื่อใช้เงินของตนเองในสถานการณ์วิกฤตนี้ เนื่องจากเงินในจำนวนนี้มี 1.8 ล้านล้านบาท เป็นเงินบำนาญที่นายจ้างลูกจ้างผู้ที่จะได้เงินบำนาญจะต้องจ่ายเข้าระบบประกันสังคมมาอย่างน้อย 15 ปี ซึ่งควรสามารถร้องขอเบิกเงินของตนเองได้ในภาวะวิกฤตินี้ ไม่ใช่มีแค่โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานและการปล่อยกู้ที่มีดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกเท่านั้น เนื่องจากนี่เป็นเงินสะสมของเขาเองไม่ใช่เงินของรัฐบาล หากไม่มีกฎหมายรองรับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องนี้โดยใช้อำนาจสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือออกมาตรการพิเศษ

เป็นที่น่ากังวลว่า กองทุนประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่าย 2.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันหายไปไหน ยังอยู่ครบหรือไม่ ทำไมกองทุนประกันว่างงานมีเงินรวมแค่ 1.6 แสนล้านบาท และจะพอจ่ายเงินค่าประกันการว่างงานได้กี่คน รัฐบาลจะต้องตอบคำถามว่าได้ยืมเงินกองทุนประกันสังคมไปใช้จำนวนมากจนขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงจ่ายเงินสมทบจากภาครัฐเข้ากองทุนล่าช้ามานาน โดยเพิ่งจ่ายเพิ่มเติมเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบตามกฎหมาย ขณะนี้ กองทุนประกันสังคมที่สะสมมากว่า 40 ปีกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ประกันสังคมให้ให้รัฐบาลกู้ 1.5-1.7 ล้านล้านบาทในรูปของการขายพันธบัตรจริงหรือไม่? และเอาไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ 3-4 แสนล้านบาท มีความเสียหายหรือไม่ อย่างไร? คณะกรรมการประกันสังคมจะต้องตอบคำุถามประชาชน อย่าคิดปล้นประชาชนในภาวะวิกฤต คิดแต่จะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ เพื่อดอกผลเงินลงทุนแล้วอ้างว่าเก็บไว้ใช้คืนประชาชนในยามเกษียณ กลัวไม่พอ เนื่องจากปัจจุบันมีการนำเงินไปลงทุนในภาคการเงินจำนวนมาก อย่าคิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวของหน่วยงาน

ทั้งนี้ เงินกองทุนประกันสังคมราว 2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มี 1.8 ล้านล้านบาท จะเป็นเงินบำนาญวัยชรา ที่นายจ้างลูกจ้างผู้ที่จะได้เงินบำนาญจะต้องจ่ายเข้าระบบประกันสังคมมาอย่างน้อย 15 ปี เพราะฉะนั้น 15 ปีแรกจะมีแต่คนส่งเข้า ไม่มีใครเบิกแต่หลังจาก 15 ปีแล้ว อยู่ไปอีก 20 ปี จะมีคนเบิกมากขึ้นจากที่ครบเกษียณอายุ ขณะที่คนจะเข้ามาในระบบประกันสังคมลดน้อยลง เนื่องจากในอนาคตประชากรไทยจะลดน้อยลง รัฐบาลจะต้องดูแลส่วนนี้ให้ดี และอนุญาตให้มีการเบิกได้ก่อนวัยชราหากมีการร้องขอไม่เกิน 50% ในสถานการณ์วิกฤตินี้

ลดค่าไฟฟ้า ฉีกสัญญาทาสไม่เป็นธรรม

รัฐบาลต้องลดค่าไฟฟ้าลงสำหรับครัวเรือนที่ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม ทำได้ง่ายๆ โดยการงดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟทีชั่วคราว และทบทวนค่าไฟฐานและอัตราก้าวหน้าที่เป็นธรรม

ปัจจุบันรัฐบาลกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะปล่อยให้เอกชนครอบงำการผลิตไฟฟ้าเกินครึ่งของประเทศ และเพิกเฉยต่อความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แบ่งกันกินจนเละเทะ เขียนสัญญาไปได้อย่างให้ผูกขาดการซื้อขายไฟฟ้ากับโรงงานไฟฟ้าเอกชนในระยะยาวเป็น 20 ปี แล้วไปลดการผลิตของรัฐลงเพื่อประโยชน์เอกชน นี่เป็นขบวนการปล้นผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง ถ้าไม่เจอปัญหาวิกฤตเราอาจมองไม่เห็นปัญหานี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ค่าไฟฟ้าแพงเกินไป กฟผ.เองก็กำไรปีละนับแสนล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจที่ดูแลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่จำเป็นต้องมีกำไรจากการขูดรีดประชาชน เพราะใช้เงินภาษีและทรัพยากรของรัฐ เช่นเดียวกับ โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม ทำไมไม่มีกำไรที่เป็นตัวเงิน?

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของสัดส่วนการผลิตทั้งหมดเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของรัฐ โดยการลดสัดส่วนการผูกขาดของเอกชนในการผลิดไฟฟ้าลง เพื่อไม่ให้มีการแสวงหากำไรจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นและไร้การควบคุม และเพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมาตรา 56 ระบุว่า “รัฐต้องจัดหรือดําเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต ของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทําด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทําให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้ การจัดหรือดําเนินการให้มีสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง รัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร”..

ปัจจุบันนี้ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนมีมากถึง 57% ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลิตไฟฟ้าเพียง 33% ส่งผลให้ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าขึ้นอยู่กับการผลิตของเอกชน ทั้งที่ กฟผ.มีกำลังการผลิตจำนวนมากและปัจจุบันมีพลังงานไฟฟ้าสำรองกว่า 40% แต่ต้องซื้อไฟฟ้ากับเอกชนตามสัดส่วนการผลิตที่ไม่จำเป็น

จริงๆ แล้วในภาวะวิกฤต รัฐบาลควรเข้าไปควบคุมกลไกตลาดและแทรกแซงธุรกิจในโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชน ตามหลัก Nationalization แม้แต่ในอังกฤษก็เคยทำ ควบคุมสินค้าอาหาร รัฐสามารถลดการผูกขาดของเอกชน แทรกแซงยึดคืนแม้แต่ธนาคารพาณิชย์ สายการบิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน พลังงาน ขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ อาหารและยา ควรเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐดูแลและบริการสาธารณะ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานก็ปล่อยให้เอกชนแข่งขันไปโดยเสรีเป็นธรรม รัฐไม่จำเป็นต้องเข้าไปแข่งขัน หรือแบ่งปันเอกชนหากำไรจากส่วนต่างดังที่เป็นอยู่ ส่วนการบินไทยมีการสมคบคิดกันแปรรูปตั้งแต่แรก โดยใช้เงินรัฐซื้อเครื่องบินทิ้งไว้ ปล่อยให้เจ๊งแล้วขายให้เอกชน ทั้งที่เป็นความมั่นคงเส้นทางเดินอากาศและบริหารให้มีกำไรได้ เพราะการบินไทยมีทรัพย์สินมหาศาลสามารถยึดคืนมาเป็นของรัฐ ล้างระบบ และให้บริหารแบบเอกชนมืออาชีพ เพราะถ้าขายขาดทุนให้เอกชนเจ้าสัวไม่กี่กลุ่มก็รออยู่แล้ว

ปัจจุบันรัฐบาลไปผูกนโยบายสาธารณะและจัดโครงการต่างๆ ไปเอื้อประโยชน์กลุ่มนายทุนมหาเศรษฐีมากมายอย่างเห็นได้ชัด บางกลุ่มทุนรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขอฝากให้ ป.ป.ง.เข้าไปตรวจสอบด้วย ว่ามีการทำธุรกิจการเมืองต่างตอบแทนกันอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ราคาไฟฟ้า ประปา น้ำมัน แก๊ส พลังงานต่างๆ ใครได้ประโยชน์ แม้แต่เรื่องน้ำประปาภายในประเทศ เอกชนรายหนึ่งก็กลายเป็นรายใหญ่กว่าการประปาส่วนภูมิภาคแล้ว รัฐบาลปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างไร

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำไม่ใช่การไปอุ้มคนรวยที่รวยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปค้ำประกันเงินกู้ให้ตราสารหนี้ต่างๆ เขามีเงินสำรองและสายป่านยาว แต่รัฐบาลจะต้องไปดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางโดยเร็ว ให้พวกเขาเข้าถึงเงินทุนสำรองก่อนจะย่อยยับอับปาง ธนาคารจะต้องไม่มีส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงมากๆ จนกลายเป็นเหลือบในเวลานี้ โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม สถานบันเทิงต่างๆ จะต้องมีมาตรการระยะยาว เพราะเขาจะกลับมาได้ช้าที่สุดหลังวิกฤตการณ์โควิด สำหรับภาคแรงงานต้องดูแลสวัสดิการและหลังพิงในภาคเกษตรกรรมให้ดีในระยะยาว เพราะรัฐบาลกำลังจะจนลง ข้าวก็กำลังจะหมด อาหารการผลิตก็ติดปัญหาภัยแล้ง

เมื่อค่าไฟฟ้าและพลังงานน้ำมันถูกลงแล้ว เศรษฐกิจฐานล่างก็จะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นด้วย หาไม่แล้วรัฐบาลจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวในอนาคตภายหลังวิกฤตการโคโรนาไวรัส เมื่อปล่อยให้นายทุนเข้ามาหาผลประโยชน์จากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ จนยากแก่การควบคุมจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมได้ เมื่อรัฐบาลยากจนลง หนี้สินของประเทศที่ส่งต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลานและหลังพิงในภาคเกษตรกรรมทั้งหมดก็จะตกอยู่ภายใต้การบงการนโยบายสาธารณะของกลุ่มทุนในที่สุด

อย่าใช้กฎหมายปิดปากประชาชน

วิกฤติการณ์ครั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบหนักสุดจะเป็นคนทำงานหาเช้ากินค่ำ ชนชั้นแรงงาน ผู้ไร้ซึ่งกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือทรัพยากรอื่นๆ นอกจากคนที่ต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนแล้ว พนักงานสถานประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารต่างๆ และนักร้อง นักดนตรีที่ทำงานกลางคืนและคนทำงานรับจ้างรายวัน การขาดรายได้ในแต่ละวันและจะสะสมไปอีกหลายเดือน เพราะมีรายได้รายวันเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัวอีกหลายชีวิต จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลอย่างยิ่งที่จะพิสูจน์ความสามารถในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ได้อย่างไร เนื่องจากมีการประเมินว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่จะมีคนตกงานถาวรหรือว่างงานชั่วคราวมากกว่า 10 ล้านคน จากประเทศที่เคยมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลก

เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะต้องพูดถึงนโยบายและการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงพอหรือเปล่า ผมรู้สึกเศร้าใจที่คนในรัฐบาลลืมบทบาทและภาระหน้าที่ของตนเอง แล้วออกมาข่มขู่คุกคามจะฟ้องร้องปิดปากประชาชนที่พูดถึงรัฐบาลตามประมวลกฎหมายอาญาในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
 
แทนที่จะไปบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้อย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากประชาชนให้สิทธิพิเศษไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดท่านได้ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แล้ว แต่นักการเมืองบ้านเรากลับขาดจริยธรรมเสียเองทั้งที่มี พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรมและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นายเมธากล่าว นายเมธากล่าวว่า ตนอยากให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถเพื่อผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ร่วมกัน รัฐบาลใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์วิกฤติอย่างเต็มที่ ฝ่ายค้านช่วยทำงานตรวจสอบงบประมาณและการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรอิสระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนประชาชนไทยก็ให้ความร่วมมือและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่จะมาไล่ฟ้องปิดปากกัน
 
ในภาพอาจจะมี 1 คน, การวาดรูป และ ข้อความ

ถึงเวลาเปลี่ยนครม.ฝ่ายเศรษฐกิจใหม่ อย่าไปนับสถิติคนตายเทียบต้มยำกุ้ง เพราะ 1 คนก็ไม่สมควรตาย

พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไหวอย่าบอกไหว ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจออกได้แล้ว หรือไม่ก็ลาออกไปเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต อย่าปล่อยให้ประชาชนอดอยากยากแค้นจนต้องฆ่าตัวตายเป็นตราบาปร้ายอีก และเรื่องนี้รัฐบาลอย่าไปนับเป็นสถิติเปรียบเทียบเลย เพราะคุณค่าคนหนึ่งคน หนึ่งชีวิต ก็ไม่สมควรต้องตายและกลายเป็นเหยื่อ รัฐบาลต้องหาทุกวิถีทางแก้ปัญหาและเยียวยาจัดการ ไม่ใช่ให้ พม.ไปจ่ายเงินชดเชยศพ 3-5 พันบาทแล้วบอกว่าตายน้อยกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง อย่าเห็นชีวิตคนเป็นเหมือนใบไม้

ถึงวันนี้จะต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจรัฐบาลก็ต้องทำ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ อย่าให้ใครมาผูกขาดระบบเศรษฐกิจ และหาผลประโยชน์ในทรัพยากรสาธารณะ พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า สาธารณูโภคพื้นฐานต้องเป็นสมบัติส่วนรวม อย่าขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีโดยไม่แก้ไขระบบ และต้องตอบคำถามว่า รัฐบาลออก พรก.เงินกู้ไปใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง ต้องกางบัญชีออกมาอย่างโปร่งใสให้ประชาชนเห็นและตรวจสอบได้ เพราะคือหนี้สินในอนาคตของคนทุกคน รวมถึงที่รัฐบาลใช้เงินจนเกลี้ยงคลัง และงบกลาง 5 แสนล้านบาทใช้อะไรหมดบ้าง

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดเหมือนในยุโรป

เห็นด้วยที่รัฐบาลขอความร่วมมือมหาเศรษฐีไทย 20 คน ร่วมรับผิดชอบ COVID-19 และเสียสละส่วนเกินเพื่อส่วนรวม เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มทุนชนชั้นนำไทยได้ผลประโยชน์จากส่วนเกินไปมาก จนร่ำรวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี บ้างก็ร่ำรวยมาจากการให้สัมปทานรัฐ บ้างก็ร่ำรวยมาจากการผูกขาดทรัพยากร ภายใต้การสนับสนุนและคุ้มครองจากรัฐในรูปแบบนิติบุคคล ให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรเพื่อเติบโตและร่ำรวย แต่ระหว่างที่ทรัพย์สินงอกเงยขึ้นนั้น ได้จ่ายคืนแก่รัฐและสังคมเพียงพอหรือไม่ หรือจ่ายนอก-จ่ายใน จนกลายเป็นธุรกิจการเมืองและระบบราชการแบบอุปถัมภ์นิยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมดูแลเปิดโอกาสให้มหาเศรษฐีร่ำรวยขึ้นมา โดยเฉพาะธุรกิจที่ผูกขาดเหล้า เบียร์ กฎหมายปัจจุบันยังคุ้มครองและออกมาเพื่อไปลิดรอนสิทธิ์รายย่อยไม่ให้ทำการผลิตขนาดเล็กเพื่อไปแข่งขันได้ ความร่ำรวยจากการผูกขาดและเติบโตจากการสัมปทาน ถึงเวลาคืนส่วนเกินแก่สังคมและแก้กฎหมายให้มีความเป็นธรรมได้แล้ว นอกจากนี้ กลุ่มทุนประชารัฐที่ร่วมงานกับรัฐบาลมาตลอด 5-6 ปี กลับรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดหลายแสนล้านบาทในช่วงเวลาที่มีการรวบอำนาจ สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไม่มีความเป็นธรรม

นอกจากการเรียกร้องให้มหาเศรษฐีร่วมรับผิดชอบสังคมแล้ว ตนเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดเหมือนในยุโรป เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการรวยกระจุกจนกระจายจากโครงสร้างที่บิดเบือน
 
ปัจจุบันเราเสียภาษีทางอ้อมกว่า 70% และเสียภาษีทางตรงเพียง 30% ภาษีทางอ้อมนั้นเก็บผ่านฐานการบริโภคคือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษี ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางสังคมมหาศาลและการกระจายรายได้ที่แย่มากที่สุดประเทศหนึ่ง 

มหาเศรษฐีควรยินดีจ่ายภาษีส่วนเกินนี้คืนให้รัฐในอัตราก้าวหน้าจากทรัพย์สินและรายได้ที่งอกเงย เพราะแต่ละคนก็เอาประโยชน์ที่งอกเงยนั้นมาจากสังคมไม่เท่ากัน และรัฐบาลก็นำภาษีที่เก็บได้มาพัฒนาสังคม จนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่าง ๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคืนสู่พลเมืองอีกระลอกหนึ่ง ทำให้สังคมส่วนรวมและคุณภาพชีวิตดีขึ้น อย่าลืมว่าระหว่างที่ทรัพย์สินงอกเงยขึ้น มาจากการคุ้มครองจากรัฐ และเราจ่ายภาษีเพียงบางส่วนให้แก่รัฐ แต่สังคมที่โอบอุ้มดูแลอยู่ เราได้เสียภาษีสังคมหรือไม่ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมสลายลงทีละน้อย เราได้จ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมที่เสียไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่

ดังนั้น ภาษีทรัพย์สินคือภาษีทางตรงที่เราจ่ายให้แก่รัฐและสังคมระหว่างที่มีชีวิตอยู่ และภาษีมรดกคือการจ่ายส่วนเกินที่ปลายทางนั่นเอง ส่วนเกินที่เราสะสมมาจากมูลค่าที่สังคมโอบอุ้ม เราไม่ได้ร่ำรวยมาจากสุญญากาศ ดังนั้น เราจ่ายภาษีคืนแก่สังคมบกพร่องแน่นอน มันจึงพอกพูนงอกเงยขึ้นเป็นกองมรดกให้แก่ลูกหลาน กฎหมายภาษีมรดกในปัจจุบันจึงต้องแก้ไขให้เป็นอัตราก้าวหน้าที่ชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอย่าทำเรื่องนี้ให้เป็นเพียงกระแสสังคม หรือมวยล้มต้มคนดู เพราะที่ผ่านมาก็ร่วมงานกันมาตลอด จนถึงขั้นแบ่งปันประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ อย่าให้เป็นการทดแทนบุญคุณทางอ้อมที่รัฐกำลังจะช่วยฟอก เพราะรัฐบาลจะตั้งกองทุนช่วยพยุงเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ซึ่งพวกเขาจะได้ผลประโยชน์มหาศาล

โดยเฉพาะการที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค้ำประกันตราสารหนี้ 4 แสนล้านบาท และชดเชยความเสียหายให้แก่เอกชน ถือเป็นการก่อภาระต่อลูกหลานไทยให้ต้องชำระหนี้ในอนาคต แทนที่รัฐบาลจะต้องสงวนเงินภาษีไว้ช่วยเหลือชาวบ้านซึ่งเดือดร้อนแสนสาหัสแทน

นี่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ ที่จะให้ ธปท. ใช้เงินภาษีประชาชนไปสนับสนุนสภาพคล่องแก่กลุ่มสถาบันการเงินเป็นการเฉพาะ ทำใมไม่ให้ผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ไปแล้วต้องมาร่วมรับภาระด้วย หากรัฐบาลเห็นว่าสถาบันการเงินบางแห่งขาดเสถียรภาพก็ควรเข้าไปยึดกิจการบริษัทเอกชน (Nationalisation) ในบางธุรกิจที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ไปเลย แทนที่จะไปจ่ายเงินเพื่ออุ้มนักลงทุนซึ่งเป็นคนรวยและคนต่างชาติ

10 ข้อเสนอ เพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
(ทบทวน 10 ข้อเสนอเดิม ซึ่งเคยเสนอผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563)

จากสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 (COVID-19) เริ่มระบาดมาตั้งแต่ปลายปี 2562 จากเมืองอู่ฮั่น แผ่นดินจีนและมีผู้คนเดินทางอพยพออกมาก่อนการประกาศปิดเมืองไม่นานนับล้านคน ต่อมาองค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 129 ประเทศ มีจำนวนผู้ป่วยสะสมมากกว่า 312,002 คน และผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 13,071 คนในวันนี้ 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ล่าสุดการประชุมด่วนวางแผนติดตามควบคุมโรคระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากหลายมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุข ในวันที่ 19 มีนาคม 2563 มีการประเมินว่าหากดำเนินมาตรการแบบเดิมไปอีก 30 วัน คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วย จะสูงถึง 351,948 คน นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 52,792 คน อยู่ไอซียู 17,597 คน และเสียชีวิต 7,039 คน! แต่ถ้าหากใช้มาตรการล็อกดาวน์ (Lock Down) ปิดประเทศ-ปิดพรมแดน ให้ประชาชนอยู่ในบ้าน ตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยจะอยู่แค่ 24,269 คน นอนโรงพยาบาล 3,640 คน ไอซียู 1,213 คน และเสียชีวิต 485 คน!
          
วันนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 600 คนแล้ว และจะทบทวีตามอัตราก้าวกระโดดหากไม่มีมาตรการตั้งรับเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ติดเชื้อมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้า คนที่ทำงานในพื้นที่แออัด และสถานที่ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันหนาแน่น เช่น สนามมวย สถานบันเทิงต่างๆ ยังไม่นับรวมผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแต่เข้าไม่ถึงเงื่อนไขการตรวจ COVID-19 ซึ่งยังไม่ตรวจ-ก็เลยยังไม่ติดอีกจำนวนมาก เนื่องจากบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ยังไม่เพียงพอ
           
วันนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพิ่มเติมเข้มข้นขึ้น หลังจากล่าช้ามานานระหว่างนั่งคิดเรื่องเศรษฐกิจหรือความตาย เแม้ว่าจะมาช้าแต่ก็มาแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนจะร่วมมือกันฟันฝ่าวิกฤตโรคภัยไข้เจ็บครั้งนี้ร่วมกัน ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนและองคาพยพของสังคม ร่วมมือเอกชน-ภาครัฐ จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ มองเห็นอนาคตร่วมกัน เนื่องจากลำพังภาครัฐฝ่ายเดียวยังขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว รวมถึงความเอือมระอากับรัฐบาลมีไว้ทำไม?
            
จากตัวเลขที่คณะแพทย์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขประเมินออกมาเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก หากอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดและควบคุมไม่ได้จะมีผู้ติดเชื้อหลายแสนคน ดังนั้นมาตรการควบคุมโรคต่างๆ รัฐบาลจะต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้
            
1.ประเทศไทยมีคณะแพทย์ พยาบาลและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และมีระบบสวัสดิการด้านสาธารณสุขที่ดีมาก สังคมไทยต้องขอขอบคุณคณะแพทย์ พยาบาล ที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในภาวะวิกฤต ขณะที่รัฐบาลต้องบริหารสถานการณ์วิกฤตให้มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช้ระบบราชการที่อ้อยอิ่ง แต่ต้องมีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินระดับชาติ ตั้งเป็น War Room ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงที่ประเทศไทยมี โดยให้นายแพทย์อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยามาร่วมเป็นคณะทำงาน และมีผู้มีอำนาจสั่งการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดการปฏิบัติทั่วประเทศโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน และสามารถสั่งการหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้
            
2.สถานการณ์วิกฤตไวรัสระบาดและปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รอคอยจนปล่อยให้มีการติดเชื้อขยายตัวกว้างขวาง ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรองรับกับการประเมินสถานการณ์ที่รุนแรง โดยการระดมเร่งรัดให้มีการผลิตวัสดุ ยา หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการตามมาตรการที่แพทย์ร้องขอ และจัดสถานบริการทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยในอนาคตอันใกล้ โดยใช้อำนาจขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศงดเว้นการแสวงหากำไรในสถานการณ์วิกฤต การผลิตยาและยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ต้องควบคุมราคาไม่ให้มีการแสวงหาประโยชน์ในระบบสาธารณสุข รวมถึงการประกาศให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศทุกคนออกมาอาสาช่วยเหลือตามสถานพยาบาลต่างๆ
            
3.รัฐบาลต้องเปิดให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจไวรัส COVID-19 ฟรีทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แม้ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขที่กำหนดก็ตาม เพราะช่วงแรกที่ยังไม่แสดงอาการป่วยก็อาจสามารถแพร่เชื้อให้ขยายตัวได้ ตามที่เคยมีคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแต่โรงพยาบาลไม่ยอมตรวจให้หลายกรณี คนไทยต่างต้องการรับทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่จะได้รีบเข้ารับการรักษา เพราะถ้าปล่อยให้อยู่ในระยะบานปลายคนไทยอาจต้องตายกันหมดก่อนเศรษฐกิจพัง รัฐบาลอาจมีมาตรการกลั่นกรองการตรวจสำหรับผู้เข้าข่ายหรือเคยเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงที่มีคนติดเชื้อเพื่อไม่ให้มีการกระจุกตัวหรือล้นเกิน แต่ต้องเพียงพอต่อความต้องการ โดยให้ประชาชนได้ตรวจรักษาโรคฟรีทั้งจากสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศซึ่งใช้งบประมาณไม่มากเกินไป
            
4.รัฐบาลควรรายงานข้อมูลต่อประชาชนอย่างเป็นระบบแบบเรียลไทม์ (real time) เพื่อให้ประชาชนรู้ทันสถานการณ์อย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกันโดยไม่ปิดบังข้อมูล โดยจัดให้มีสถานีโทรทัศน์ 1 ช่องไว้รายการสถานการณ์โดยเฉพาะ ร่วมกับการสื่อสารรูปแบบแขนงอื่นๆ โดยให้มีการรายงานสถานการณ์ว่าด้วย COVID-19 24 ชั่วโมง อัพเดทข่าวจากทั่วโลก เตือนภัย ให้ข้อมูล สายตรงแพทย์ หรือสำหรับการระดมความช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงรายงานความต้องการด้านเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ต่างๆ ของ รพ. รพ.สต. ทุกแห่งทั่วประเทศ โดยให้มีแอปพลิเคชันที่แสดงปริมาณสินค้าคงคลัง จำนวนที่ต้องการเพิ่ม เพื่อให้คนไทยรู้ความจริงและความต้องการด้านเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อให้ผู้มีสิ่งของสามารถส่งของบริจาคกระจายไปตรงตามความจำเป็น ไม่ควรรวมศูนย์ไปที่ส่วนกลางเท่านั้น
            
5.แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศมาตรการล่าช้า แต่ว่าข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกมานับว่ามีประสิทธิผล โดยเฉพาะมาตรการสั่งปิดสถานที่ชุมนุมชนต่างๆ แต่ระบบจัดการต้องมีประสิทธิภาพด้วยโดยให้อำนาจแต่ละหน่วยงานเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ กระบวนการคัดกรองคุมเข้มตามด่านพรมแดนต่างๆ ทั่วประเทศยังไม่มีมาตรฐาน บางแห่งละเลยและไม่มีการปฏิบัติชัดเจน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรประกาศงดการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดที่มี ยกเว้นคนไทยที่ต้องการกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้มีการติดตามการกักตัวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการกักตัวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไว้ในโรงแรมตามมาตรการที่จีนเคยบังคับใช้ เพื่อประเมินสถานการณ์ไปตามแผนการควบคุมได้อย่างเป็นระบบแล้วค่อยทยอยลดมาตรการที่จำเป็นลง ดังที่ผู้ประกอบการทั้งหลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยอมเจ็บ แต่ขอให้จบ” โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการปิดเมือง การปิดสถานประกอบการ และการยกเลิกการเดินทางต่างๆ แต่รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไรบ้างและมีมาตรการที่เล็งเห็นผล ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนการและมาตรการรองรับการบังคับใช้อำนาจต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงหากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงภายใน จะต้องไม่เกินเลยไปกว่าการควบคุมโรคภัยพิบัติทางธรรมชาติ จนก้าวล่วงไปสู่การใช้อำนาจคุกคามด้านมนุษยธรรม
            
6.มาตรการเชิงรุกของรัฐบาลในการปิดสถานประกอบการต่างๆ ทั่วประเทศ และควบคุมการเดินทางถือเป็นมาตรการตั้งรับเชิงรุก แต่จะเกิดความสำเร็จได้ในการชะลอการแพร่กระจายเชื้อโรคต้องมาจากความร่วมมือของประชาชน เนื่องจาก “การปิดประเทศ” ไม่สำคัญเท่ากับการให้ทุกคน “แยกตัวออกจากสังคม” (Social Distancing) ซึ่งเป็นการยับยั้งการแพร่ขยายของเชื้อโรคโดยตรงตามหลักการระบาดวิทยา การทำงานที่บ้าน การซื้ออาหารนำกลับ การใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ล้วนเป็นมาตรการทางสังคมที่เริ่มต้นได้ที่ตนเอง และมีประสิทธิผลสูงสุดในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัส “ลดความแออัดของผู้คนและเส้นทาง ลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคได้”
            
7.รัฐบาลควรจัดกระบวนการเรียนรู้สังคมร่วมกับภาคเอกชนโดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการ สรุปบทเรียนแต่ละวันในการทำงานและขับเคลื่อนแผนการควบคุมโรคอุบัติใหม่อย่างเป็นระบบเพื่อให้สังคมได้เรียนรู้สถานการณ์ร่วมกัน รวมถึงบทเรียนความพลั้งพลาดจากต่างประเทศจนมีผู้คนสังเวยชีวิตให้กับความประมาทจำนวนมาก เพื่อเป็นภูมิต้านทานและความร่วมมือทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในการจัดการตนเอง ครอบครัว และกลไกสังคมร่วมกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งการมีส่วนร่วมของสังคมในการสร้างแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูสภาพหลังสงครามกับไวรัสระบาด COVID-19 อย่างมีคุณภาพในที่สุด
            
8.วิกฤตเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับไวรัส COVID-19 ไวรัส รัฐบาลจะตั้งกองทุนช่วยพยุงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีมาตรการดูแลและเยียวยาภาคแรงงานข้างล่างของประเทศด้วย โดยเฉพาะภาคแรงงานในสถานบริการที่เข้าไม่ถึงกองทุนประกันสังคม รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าไม่ถึงเงื่อนไขของสถาบันการเงินต่างๆ ด้วย เนื่องจากสิ่งที่มาพร้อมกับ COVID-19 คือความทุกข์ระทมในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ทำงานรับจ้างรายวัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจะต้องมีมาตรการรองรับดูแลทุกคนอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าด้านต่างๆ การขยายสิทธิลาป่วยให้แรงงานอิสระ สิทธิการลากักตัวโดยได้รับค่าจ้าง และการจ่ายเงินเดือนแทนในบริษัทที่ได้รับผลกระทบ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากการใช้กองทุนประกันสังคมและสถาบันการเงินของรัฐดูแลเยียวยาผู้ประกอบการ ซึ่งบางแห่งแอบเอาเปรียบลูกจ้างของตนเองและเตรียมลอยแพให้ตกงานหลังสถานการณ์วิกฤต
            
9.ขอให้รัฐบาลควบคุมระบบเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้กลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดค้ากำไรจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โดยควบคุมให้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดผลิตให้เพียงพอต่อประชาชนและอยู่ในการควบคุมราคาของทางรัฐ และมีมาตรการด้านภาษีและดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกระดับ โดยการให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหยุดพักชำระหนี้ชั่วคราวกับสถาบันทางการเงินต่างๆ การพักดอกเบี้ยเงินกู้ชั่วคราวเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็แทบไม่มีอยู่แล้ว หยุดเก็บค่าน้ำค่าไฟเป็นการชั่วคราวสำหรับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการลดการเก็บภาษีชั่วคราวในสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน นอกจากการลดภาษีเงินได้ต่างๆ และ 14 มาตรการที่กระทรวงการคลังทำอยู่
            
10.ในสถานการณ์วิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ขอให้บรรดาเจ้าสัว นักธุรกิจและกลุ่มทุนที่ครอบครองทรัพยากรและทรัพย์สินส่วนมากในสังคมและมีรายได้สูงจากกำไรและการเอื้ออำนวยของรัฐและสังคมตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ออกมาร่วมช่วยเหลือและแบ่งปันคืนสู่สังคม โดยร่วมกันสร้างตาข่ายสังคมขึ้นรองรับปัญหา เพื่อป้องกันสังคมและรัฐที่ล้มเหลวในภาวะวิกฤตนี้ ก่อนคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในสังคมที่เหลื่อมล้ำและเน่าเฟะจากปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน จนประชาชนเกิดความรู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมที่เฮงซวยนี้ก็ได้ เพราะไม่ใช่สังคมที่ดีและต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงมัน เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่น่าอยู่กว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าและน่ารับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันมากกว่าในอนาคต ซึ่งอาจจะนำมาด้วยความแตกแยกและความขัดแย้งในสังคมไทย จนเกิดความรุนแรงเพื่อต้องการตอบโต้และปฏิวัติสังคมที่ล้มเหลวนั้นในที่สุด.

หมายเหตุ: รวบรวมข้อเสนอของนายเมธา มาสขาว ที่เคยนำเสนอผ่านสื่อมวลชนไปถึงรัฐบาลระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-11 พฤษภาคม 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน