*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 510
  • จำนวนผู้ชม : 1465456
  • จำนวนผู้โหวต : 635
  • ส่ง msg :
  • โหวต 635 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน 2551
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 4475 , 17:43:51 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


พื้นที่ทับซ้อนในอดีต? เลยมาถึงสีแดง กัมพูชาถือว่าเป็นพืนที่ของเขา ตามแผนที่ 2515
ปัจจุบันไม่รู้ว่างุบงิบตกลงกันอย่างไร แต่รัฐบาลไทย(ฝ่ายเดียว) ดันบอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน

 

 

 

เงื่อนงำสำคัญ : เขตแดนไทย แลกผลประโยชน์ส่วนตนของใคร

            1.แผนที่ประเทศ Cambodia กัมพูชาของรัฐบาลฮุนเซ็น กับแผนที่ประเทศไทยไม่เหมือนกัน โดยแผนที่  Cambodia  ฉบับล่าลุดยืนยันแนวเขตแดนตามฝรั่งเศสในปี 2515 ที่ระบุถึงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบข้างปราสาทพระวิหารเป็นของ Cambodia รวมถึงอาณาเขตทางทะเลที่เพิ่มขึ้นบริเวณเกาะกูด ถึงพื้นที่พัฒนาร่วมสามเหลี่ยมพลังงานในอ่าวไทย ในขณะที่รัฐบาลบอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน แต่รัฐบาล Cambodia อาจจะไม่เคยคิดเช่นนั้น

            2.หลังจากข้อพิพาทยาวนาน องค์การ UNESCO ให้ทั้งสองประเทศตกลงเรื่องเขตแดนกันบริเวณเขาพระวิหาร (ซึ่งอยู่นอกความรับผิดชอบของ UNESCO) แล้วจึงส่งแผนที่ของทั้งสองฝ่ายให้ UNESCO ภายใน 16 มิถุนายนนี้ โดย UNESCO จะตัดสินในวันที่ 2 กรกฎาคม ขณะที่กัมพูชาส่งไปแล้วในฉบับที่ตกลงกับรัฐบาลไทยในทางลับ แต่ทำไมรัฐบาลไทยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ก่อนเอาเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

            3.มีผลประโยชน์แอบแฝงแลกเปลี่ยนกันหรือไม่ การลงทุน Casino และ Entertainment Complex บริเวณเขาตาเฒ่า เกาะกง และการลงทุนในธุรกิจพลังงาน ซึ่ง Cambodia กำลังเป็นที่สนใจในการลงทุนของกลุ่มทุนโลก


หลายคนตั้งคำถามว่า แค่นี้จริงเหรอ? เลยมาแค่ 10 เมตร?

ข้อเท็จจริงและความเห็น : กรณีปราสาทพระวิหาร

ข้อเท็จจริง

          ๑.      เมื่อปี พ..๒๕๐๕ ได้มีคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ดังนี้

              .๑ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ลงความเห็นว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

               .๒ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหาร หรือตำรวจผู้เฝ้ารักษาหรือดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

              .๓ โดยคะแนนเสียง ๗ ต่อ ๕ ว่าประเทศไทยมีพันธะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อที่ห้าของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหารนับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองเมื่อปี พ..๒๔๙๗

           ในการปฏิบัติการตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่อกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ประเทศไทยโดยกระทรวงมหาดไทย  ได้กำหนดเขตแดนและเนื้อที่รองรับปราสาทพระวิหารที่ยกให้กัมพูชา ดังนี้ “กำหนดไว้ไม่เกิน ๑๕๐ ไร่ สัณฐานเป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู  โดยกำหนดวัดจากบันไดนาคไปทางทิศเหนือ ๒๐ เมตร ทางทิศตะวันออกลากไปจรดหน้าผา ทางทิศตะวันตกวัดจากกึ่งกลางปราสาทและกึ่งกลางทางเดินออกไป ๑๐๐ เมตร โดยมีการล้อมรั้วลวดหนามรอบบริเวณ มีป้ายบอกเขตแดนเป็นภาษาไทย กัมพูชา และฝรั่งเศส โดยศาลกำหนดให้ไทยถอนกำลังลงมาภายในเที่ยงวันของวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ฝ่ายไทยนำโดย  พลเอก ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการถอนกำลัง”

            .ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่างกับศาลภายในในข้อที่ศาลระหว่างประเทศไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากจะได้รับความยินยอมจากรัฐคู่กรณี  ในคดีปราสาทพระวิหาร  ไทยได้คัดค้านอำนาจศาลแล้วแต่แรกเริ่ม  แต่ศาลได้มีคำพิพากษาเบื้องต้นเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๖๑ ยืนยันอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทั้งๆ ที่ได้เคยมีการกล่าวอ้างในศาลในคดีอื่นก่อนหน้านั้นว่าคำรับอำนาจศาลถาวรของไทยฉบับแรกมิได้โอนย้ายมาใช้ในศาลยุติธรรมปัจจุบันซึ่งรับช่วงปฏิญญารับอำนาจศาลจากศาลถาวรภายใต้องค์การสันนิบาตชาติตามความในข้อ ๓๖ วรรค๕ แห่งธรรมนูญศาลปัจจุบัน  ทั้งนี้ เนื่องจากไทยมิได้เป็นสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งสหประชาชาติมาแต่แรกเริ่มเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๕

คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่  มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก  ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป็น ‘คดีเขาพระวิหาร’ หรือ ‘คดีปราสาทเขาพระวิหาร’ จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  ที่ถูกต้องคือ ‘คดีปราสาทพระวิหาร’ โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาท

คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงจำกัดเฉพาะภายในกรอบคำร้องที่กัมพูชายื่นฟ้องโดยไม่อาจขยายพื้นที่นอกเหนือจากบริเวณที่ตั้งของปราสาท

. เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ เขมรแดงได้เข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลพนมเปญ  มีผลทำให้เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ มีการเปิดให้ขึ้นเที่ยวชมปราสาทพระวิหารอย่างไม่เป็นทางการ (โดยการตกลงของกำลังสุรนารีกับกองพลที่ ๑๒ ของกัมพูชา)  ในช่วงนี้มีการย้ายตลาดขายสินค้า ซึ่งวางขายอยู่ระหว่างศาลาจัตุรมุขหลังที่ ๒ กับปราสาทหลังที่ ๑ ลงมาสร้างเพิงขายสินค้าที่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นปราสาทพระวิหาร และมีการขยายร้านค้าใหญ่โตในเวลาต่อมา จนกระทั่ง  เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้มีการห้ามมิให้ขึ้นเที่ยวชมปราสาทพระวิหารจากฝั่งประเทศไทย  ด้วยเหตุผลทางการทหารด้านความมั่นคง (นัยว่าเพื่อบีบบังคับให้กัมพูชาย้ายชุมชนตลาดที่หน้าบันไดทางขึ้นปราสาทออกไป เพราะทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศไทย) แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เพราะช่วงที่มีการปิดเขาพระวิหารทางการกัมพูชาก็ได้จัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยในชุมชนดังกล่าว

. ที่ประชุมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา  เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ได้มีมติให้เปิดเขาพระวิหารเพื่อการท่องเที่ยว และได้ทำการเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ อำเภอกันทรลักษณ์ได้รับการมอบหมายจากจังหวัดศรีสะเกษ  ให้แต่งตั้งคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ประสานจุดผ่อนปรนปราสาทพระวิหาร  การเปิดเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยวปราสาทพระวิหาร เป็นการกำหนดเปิดจุดผ่อนปรนเฉพาะ  ซึ่งไม่มีในสารบบจุดผ่านแดนของกระทรวงมหาดไทย  (ซึ่งมีจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า)

. เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรเกียรติ เสถียรไทย) ได้รายงานผลการประชุมกับฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ณ กรุงพนมเปญ ให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสรุปดังนี้

- ฝ่ายกัมพูชาได้รับข้อเสนอของไทยเรื่อง การพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร โดยมุ่งให้ปราสาทพระวิหารเป็น “สัญลักษณ์” แห่งมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างไทย-กัมพูชา

- ทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการพื้นฐาน เกี่ยวกับการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร  โดยฝ่ายกัมพูชารับจัดตั้งคณะอนุกรรมการ ๒ ชุด เพื่อสอดคล้องกับการดำเนินการของไทย

- ตกลงกันที่จะไม่ให้ปัญหาเส้นเขตแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา?

- ตกลงกันที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่มีผลกระทบต่อสภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

- ดำเนินการโครงการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร ให้สอดคล้องกับโครงการความร่วมมืออื่นๆ อาทิ สามเหลี่ยมมรกต  เครือข่ายเชื่อมโยงคมนาคมทางบก

- สนับสนุนให้ภาคประชาชน ประเทศที่สาม และองค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ และอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร

- สำหรับช่องตาเฒ่า (ซึ่งเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ ที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามผลักดันให้เปิดเป็นจุดผ่านแดนเพื่อการค้าและการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง  โดยมีโครงการก่อสร้าง Entertainment Complex รองรับอยู่แล้ว) ฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบที่จะเชื่อมโยง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร

. ปัจจุบัน แนวรั้วลวดหนามที่กั้นปราสาทพระวิหารส่วนที่ยกให้แก่กัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศเมื่อปี พ..๒๕๐๕ นั้น  ได้ถูกประชาชนกัมพูชารื้อถอนนำไปจำหน่ายจนหมดไม่เห็นแนวรั้วเดิมแล้ว  ส่วนที่เหลืออยู่ในฝั่งประเทศไทยเป็นเพียงรั้วที่เจ้าหน้าที่ทหารกั้นป้องกันมิให้ประชาชนเดินเข้าไป เพราะยังมีกับระเบิดเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

ปัญหาการกำหนดเส้นแดนซึ่งยังไม่มีข้อยุตินั้น แม้ว่าโครงการพัฒนาร่วมของทั้งสองประเทศ จะได้มีการกำหนดกรอบการพิจารณาว่าที่จะไม่ให้ปัญหาเส้นเขตแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาก็ตาม แต่เนื่องจากการที่กัมพูชาได้ครอบครองพระวิหารที่ยอดเขา และยังอ้างการถือเส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวตามแผนที่ท้ายฟ้องของกัมพูชา จึงก่อให้เกิดปัญหาการทับซ้อนเส้นเขตแดนขึ้น โดยที่กระทรวงการต่างประเทศไทยถือว่าอาณาเขตไทยต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี ..๒๕๐๕ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีพื้นที่หลายส่วนเช่น บริเวณทางทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร  กัมพูชาได้ก่อสร้างชุมชนและวัด  รวมทั้งการการก่อสร้างถนนขึ้นมาจากประเทศกัมพูชา รวมทั้งกรณีชุมชนร้านค้า  โรงแรม  สถานบันเทิง  คาราโอเกะ  และที่ทำการช่องปราสาทพระวิหาร ก็อยู่นอกแนวเขต ๒๐ เมตร จากบันไดนาค ในกรณีดังกล่าว กรมแผนที่ทหารชี้ว่าเป็นดินแดนของประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ยื่นหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชา ในกรณีก่อสร้างใด ๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจนในเส้นเขตแดน แต่ก็ไม่ได้รับการดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด

. วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๓๑ ที่เมืองไครส์เซริต์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติเกี่ยวกับการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเห็นว่าปราสาทพระวิหารมีคุณค่าที่เป็นสากลอย่างเด่นชัด และสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และรับทราบขั้นตอนการขึ้นทะเบียนอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งไทยและกัมพูชาตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทพระวิหาร  โดยเห็นชอบให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการฯ สมัยที่ ๓๒ ณ เมืองคิวเบกท์ ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ โดยฝ่ายไทยจะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน

วันที่ -๔ มกราคม ๒๕๕๑ คณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทย  โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ , กรมศิลปากร , กรมแผนที่ทหาร ร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลกจากกัมพูชา และจากต่างประเทศร่วมเดินทางสำรวจภูมิประเทศ จัดทำแผนผังบริเวณภาพสลักนูนต่ำผามออีแดง , สถูปคู่ , สระตราวและแหล่งตัดหินในฝั่งประเทศไทย ปราสาทพระวิหาร , ช่องบันไดหัก และสระน้ำต่างๆ รอบบริเวณปราสาทพระวิหารฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อนำข้อมูลเข้าการร่วมประชุมที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา  ในวันที่ ๑๒-๑๓ มกราคม ๒๕๕๑ เพื่อจัดทำแผนการนำเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

ผลการประชุม ที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ มกราคม ๒๕๕๑ อย่างไม่เป็นทางการทราบว่ารัฐบาลกัมพูชา โดย ฯพณฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี แสดงท่าที่ไม่ยอมรับข้อเสนอฝ่ายไทย  โดยยังย้ำถึงเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๔๕๑ และการนำเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งการเปิดจุดผ่านแดนช่องตาเฒ่า เพื่อการพัฒนาพื้นที่ (เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปกัมพูชาจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑) และในครั้งนี้คณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทย  โดยกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร กรมศิลปากร  ได้จัดทำแนวทางการดำเนินการเสนอฝ่ายความมั่นคง กองทัพบก และรัฐบาลต่อไป

. เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ การพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายสก อัน ประเด็นกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างเทศยืนยันท่าทีของไทยในการสนับสนุนในหลักการในการขึ้นทะเบียนดังกล่าว แต่จำเป็นที่จะต้องมีการหารือถึงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหารของกัมพูชานั้นทับซ้อน เข้ามาในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ สาเหตุของปัญหาเกิดจากไทยและกัมพูชาตีความคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี ๒๕๐๕ แตกต่างกัน ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่านอกจากศาลตัดสินว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาแล้ว แล้วยังตัดสินเรื่องเขตแดนด้วย ส่วนฝ่ายไทยเห็นว่าคำพิพากษาตัดสิน เฉพาะเรื่องอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารแต่มิได้ตัดสินบังคับคดีในเรื่องเขตแดนเนื่องจากศาลไม่มีอำนาจ  อย่างไรก็ดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ในการเจรจาครั้งนี้ได้เริ่มเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” และอาจเป็นจุดหักเหที่ดี   ทั้งนี้สองฝ่ายได้ทราบท่าทีที่ชัดเจนของกันและกัน บรรยากาศการเจรจาของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างฉันมิตร ขอเวลาอีก ๒ สัปดาห์ จะแจ้งความคืบหน้า (ข่าวสารนิเทศ)

. วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งแผนที่ให้ฝ่ายไทย ตามที่ได้ตกลงเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดให้สาธารณชนและรัฐสภาได้รับทราบ

๑๐. ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาที่มีมาโดยตลอด

            ๑) รัฐบาลกัมพูชา พยายามผลักดันการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว

            ๒) รัฐบาลกัมพูชา เร่งพัฒนาเส้นทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารจากฝั่งกัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาการพึ่งพาไทย โดยมีโครงการตัดถนนจากจังหวัดเสียมราฐ ผ่านจังหวัดกัมปงธม ไปยังจังหวัดพระวิหาร เพื่อเชื่อมการท่องเที่ยวระหว่างกลุ่มปราสาทนครวัดกับปราสาทพระวิหาร

            ๓) การตีความ “ปราสาทพระวิหาร” น่าจะสร้างปัญหา เนื่องจากไทยถือว่ากัมพูชามีกรรมสิทธิ์เฉพาะตัวพื้นที่เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น  แต่กัมพูชาอาจจะถือหลักวัฒนธรรมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตีความว่า รวมทั้งตัวปราสาท สระตาว สถูปคู่ และภาพสลักนูนต่ำตลอดจนผามออีแดง ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทย เป็นบริเวณทั้งหมดของปราสาทพระวิหาร ในลักษณะชุมชนโบราณ

๑๑. ท่าทีของฝ่ายไทย

            ๑) ไทยอยู่ในฐานะเสียเปรียบและยากที่จะขัดขวางการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ในปี ๒๕๕๑ เนื่องจากกัมพูชามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะดำเนินการเรื่องนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว และรัฐบาลกัมพูชาก็แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าพร้อมที่จะสู้ไม่ถอย หากไทยขัดขวางอีกครั้งคงจะเผชิญกับการตอบโต้อย่างรุนแรง

            ๒) เส้นเขตแดนซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายต่างอ้างเขตแดนทับซ้อนกัน เนื่องจากยังไม่มีการเจรจาปักปัน ต้องมีการตกลงให้ชัดเจนว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาเขตแดน

            ๓) จัดทำและนำเสนอภาพสลักนูนต่ำ ตลอดจนบริเวณผามออีแดง สถูปคู่ สระตราว และแหล่งตัดหินเข้าไปสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วม โดยจะให้มีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

            ๔) หาช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกับกัมพูชา โดยเฉพาะการจัดการพื้นทีเขตชายแดนที่ทับซ้อนกัน ที่จะกำหนดขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และจัดการปัญหาชายแดน

            ๕) ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือประสานผลประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา โดยอาจพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนถาวรบริเวณปราสาทพระวิหาร เพื่อเชื่อมการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกัมพูชา

            ๖) ในกรณีไม่สามารถเจรจาในการนำเสนอดังกล่าวได้  กระทรวงการต่างประเทศอาจขอให้มีการดำเนินการเพื่อยับยั้งการดำเนินการในพื้นที่ที่กัมพูชาครอบครองอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประเทศไทยยังอ้างสิทธิ์ในคำพิพากษาของศาลโลก (บริเวณตลาดกัมพูชา และถนนขึ้นสู่พระวิหารในฝั่งกัมพูชา)

ความเห็น :

            (๑) ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความเห็นเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ว่า

                                    .  ข้อ ๕๙ แห่งธรรมนูญศาลกำหนดไว้ว่า  คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีผลผูกมัดผู้หนึ่งผู้ใดยกเว้นคู่กรณี ได้แก่ไทยและกัมพูชา  และเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นในข้อพิพาทเท่านั้น  ฉะนั้น คำพิพากษาจึงไม่อาจขยายไปถึงคำขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และไม่ผูกพันองค์การยูเนสโกหรือทะบวงการชำนัญพิเศษอื่นๆ รวมทั้งศาลซึ่งเป็นองค์กรของสหประชาชาติและศาลระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ ศาลกฎหมายทะเล

                                    .๒ คำพิพากษาของศาลไม่มีกลไกบังคับคดี  ในทางปฏิบัติจึงไม่อาจนำมาบังคับคดีได้  แต่ไทยก็ได้ปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือละเมิดคำพิพากษา ไทยได้ถอนบุคคลากรไทยผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาปราสาทพระวิหาร ย้ายเสาธงชาติไทยออกมานอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารและสร้างรั้วล้อมตัวปราสาทไว้  เป็นการถอนการครอบครองปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา

                                    .๓ เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวและตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง

                                    .๔ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่สมควรเปลี่ยนท่าทีหรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาลและประชามติ

                                    .๕ หากพิจารณาตามความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์  กัมพูชาไม่อาจเข้ามาครอบครองปราสาทพระวิหารได้โดยง่าย  เพราะทางขึ้นเป็นหน้าผาสูงชัน  การเดินทางไปปราสาทพระวิหารของชาวกัมพูชาจึงจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่ผ่านประเทศไทย  อย่างไรตาม  ปัจจุบันปรากฏว่า ไทยได้ปล่อยปละละเลยและไม่เข้มงวดในการสงวนเส้นทางซึ่งเป็นของไทย และปล่อยให้ชาวกัมพูชาผ่านไปมาได้โดยเสรี  ไม่มีการตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือเก็บค่าผ่านทางแต่ประการใด  ฉะนั้น จึงสมควรที่จะนำมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเข้าออกประเทศมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเข้าใจผิดและถือสิทธิ์อันมิชอบ  ทั้งนี้ โดยยึดหลักการปักปันเขตแดนดั้งเดิมตามเส้นสันปันน้ำซึ่งไม่มีการทับซ้อนโดยเด็ดขาด

                                    .๖ คำพิพากษาของศาลในคดีนี้มิได้เป็นคำพิพากษาเอกฉันท์  เนื่องจากมีเสียงข้างมากเพียง ๙ ต่อ ๓ และ ๗ ต่อ ๕ ในบางประเด็น  จึงถือได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของศาลยังมีความเห็นว่าไทยสมควรมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร  ทั้งนี้ โดยที่กฎหมายระหว่างประเทศมีการพัฒนาก้าวหน้าต่อเนื่อง  จึงเป็นไปได้ที่ความเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต  ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาแย้งที่มีเหตุผลอาจเป็นที่ยอมรับนับถือและปฏิบัติตาม

                                    .๗ หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าศาลเชื่อในหลักการว่าเส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก  เส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผา  ฉะนั้น ถ้าจะมีการสำรวจใหม่  เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก   ปราสาทพระวิหารจึงยังอยู่ในเขตแดนไทย

                                    .  เพื่อความเข้าใจในคำพิพากษาอย่างแจ่มแจ้ง  จำเป็นต้องศึกษาโดยอ่านอย่างละเอียดเริ่มแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย  ในกรณีพิพาทคดีปราสาทพระวิหาร  ตั้งแต่หน้า ๑ ถึงหน้า ๑๔๖ เป็นคำพิพากษาโดยรวม  ประกอบด้วยคำพิพากษาของศาล  คำพิพากษาแย้งและคำพิพากษาเอกเทศ   จึงจำเป็นต้องอ่านโดยตลอดจึงจะเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์

.๙ ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นคดี “ปราสาทพระวิหาร” ทั้งในภาษาไทย อังกฤษและฝรั่งเศส หาใช่คดี ‘เขาพระวิหาร’ หรือ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ไม่

            (๒) รัฐบาลไทยน่าจะยืนยันเขตแดนปราสาทพระวิหาร  ที่ได้เคยปฏิบัติตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยล้อมรั้วลวดหนามในบริเวณที่เคยดำเนินการเมื่อปี ๒๕๐๕ ดังเดิม

            (๓) ดำเนินการโยกย้ายชุมชนตลาดหน้าบันได ที่ชาวกัมพูชามาตั้งร้านค้า ที่พักนักท่องเที่ยว สถานบันเทิง คาราโอเกะ วัด และที่ทำการช่องพระวิหาร ออกจากเขตดินแดนประเทศไทย มิเช่นนั้นอนาคตกัมพูชาอาจอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ไทยไม่ได้โต้แย้งสิทธิ์ในเขตแดน ดังเช่นในอดีต

            (๔) รัฐบาลไทย ควรยืนยันเจตนาที่จะขอร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและบริเวณสระตราว สถูปคู่ และภาพสลักนูนต่ำ ตลอดจนผามออีแดง ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยเป็นบริเวณทั้งหมดของมรดกโลก และให้มีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

            (๕) หากการแสดงเจตนาที่จะขอร่วมขึ้นทะเบียนมรดกโลกตาม (๓) ไม่บรรลุผล  ไทยควรขอให้มีการยับยั้งการดำเนินการ  โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประเทศไทยอ้างสิทธิ์ตามคำพิพากษาของศาลฯ          

            (๖) รัฐบาลไทย ไม่ควรพิจารณาผ่อนผัน ผ่อนปรน เงื่อนไขของอาณาเขตเพื่อแลกกับประโยชน์ของคนไทยบางกลุ่มที่หวังไปร่วมลงทุนทางการค้า การท่องเที่ยว และ Entertainment Complex ที่บริเวณใกล้ช่องตาเฒ่า (ในเขตกัมพูชา) หรือหวังประโยชน์จากการลงทุนทางธุรกิจในอ่าวไทยหรือที่อื่นใดในประเทศกัมพูชา

            (๗) ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลง และจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน  คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและข้อตกลงนั้น  และจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย  ทั้งนี้เป็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐

เอกสารจากเวทีสัมมนา ของคณะกรรมาธิการศาสนาฯ วุฒิสภา 16 มิถุนายน 2551


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 18/06/2008 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/piglet22

ไม่เห็นด้วยค่ะ กับการไม่เปิดเผยแผนที่และไม่นำเรื่องที่สำคัญมากๆเข้าสภาก่อน ได้ยินมาว่าเป็นโบว์สีแดง ไม่ใช่โบว์สีดำ และเอาตำแหน่งเป็นประกัน สิ่งที่คุณคิดว่าดี อาจจะสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว การกระทำจึงต้องเปิดเผยค่ะ การลาออกไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอะไร ในบางกรณีอาจจะป็นการหนีปัญหาที่ก่อไว้ก็ได้

หวังว่าทุกอย่างจะดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
มาลีรัตน์ วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 23.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maleerat

ยังไงพี่ว่าคนในรัผฐบาลนี้ไม่ยอมคายผลประโยชน์ของนายเขา แต่ผลประโยชน์เราชาวไทยไม่เกี่ยว ไม่งั้นทนายหน้าหอคงไม่บอกให้ทหารหุบปากหรอก

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


อีกหน่อย เราจะมีแผ่นดินอยู่มั้ยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
indyArt วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pui
Pu_iCreative-indyart

เดี๋ยวเข้ามาอ่านค่ะ ตอนนี้กำลังติดามข่าวพันธมิตรที่หน้า กกต.ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 11.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daniel

เป็นบทความทางวิชาการที่พยายามแสดงให้เห็นถึงกลอุบายและกลวิธีในการครอบครองพื้นที่พรมแดนระหว่างประเทศ
ถ้าหากว่าจะทำให้เด็ดขาดจริงๆ เราน่าจะประกาศยึดครองเขาพระวิหารทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่เขมรถูกเวียตนามยึดครองไปแล้ว และใช้โอกาสที่กัมพูชากำลังจนตรอกบีบบังคับให้ยอมรับการประกาศของเราไปได้เลย สกปรกแค่ไหนก็ไม่เห็นต้องแคร์
แต่ในเมื่อไม่ได้ทำ เวลานี้ ก็ต้องใช้วิเทโศบายทางการเมืองบวกกับเศรษฐกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียไปมากกว่านี้
อย่างไรก็ตามครับ เราไม่ควรจะนำมาเป็นประเด็นแตกแยกในสังคม ควรไว้ใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาทำงานไปตามวิถีทางการทูตที่เราชำนาญครับ
อีกอย่าง การขับไล่ประชาชนชาวกัมพูชาออกไปก็คงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของพวกนักสิทธิมนุษยชนเป็นแน่ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ไทยนิกร วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thainikorn

ท่าทีของรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศที่แสดงออกมา ดูเหมือนไม่ใส่ใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ว่าได้

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 18.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

ร่วมครึ่งชั่วโมงกับการอ่าน โดยละเอียด ..

... ... ...

อารมณ์ไม่ชอบใจ เริ่มก่อตัวอีกแระ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
pjeabja วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 18.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pradit

ของของเราชัดๆ ทำไมเราต้องยอมด้วย
เจ็บปวดจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
hasanai วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hasanai
@ นายพันตา

ผมอ่านถึง ‘คดีเขาพระวิหาร’ หรือ ‘คดีปราสาทเขาพระวิหาร’ จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ที่ถูกต้องคือ ‘คดีปราสาทพระวิหาร แล้วครับ เดี๋ยวมาต่อ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อธิฏฐาน วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 17.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

โหวตให้ก่อนค่ะ เดี่ยวมาอ่านรายละเอียดอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ผมเริ่มเชื่อเรื่อง"คนขายชาติ"..ว่ามีจริงครับ
ทั้งขายเองและสั่งสมุนพร้อมสุนัขรับใช้...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
paedophile วันที่ : 15/06/2008 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน