*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1398394
  • จำนวนผู้โหวต : 634
  • ส่ง msg :
  • โหวต 634 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< ธันวาคม 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม 2557
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 3214 , 15:00:47 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สมชัย โหวตเรื่องนี้

ชื่อเดิม: ยกเลิกกฎหมาย 100 ปี ยกเลิกกฎอัยการศึก

[เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557]



ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายด้านความมั่นคงไว้ใช้อำนาจถึง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งทั้ง 3 ฉบับตราอำนาจไว้มากมายมหาศาลให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายสามารถนำไปใช้ได้ตามประกาศ

ล่าสุดหลังจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ไร้ทางออกมาหลายเดือน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน โดยตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เพื่อใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน และผู้บัญชาการทหารบกกลายเป็นผู้มีอำนาจเหมือนหัวหน้ารัฐบาล และในเวลาต่อมาอีก 2 วัน ผู้บัญชาการทหารบกก็ประกาศยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 คืออะไร ทำไมจึงให้อำนาจกองทัพมากมายขนาดนั้น จึงเป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ถือเป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตราขึ้นครั้งแรกโดยถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส และเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้งจนถึงปัจจุบัน จริงๆ แล้วกฎอัยการศึกตราขึ้นไว้สำหรับความมั่นคงของประเทศ ให้ประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐในกรณีเกิดสงครามและการจลาจล เมื่อรัฐบาลหรือข้าราชการพลเรือนไม่อาจทำหน้าที่ได้ หรือเมื่อกฎหมายปกติไม่สามารถบังคับใช้ได้ โดยมอบอำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในการระงับ ปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน

ในกฎอัยการศึกเต็มขั้นนั้น นายทหารยศสูงสุดจะยึดอำนาจหรือได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการทหารหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งหมายความว่า อำนาจตามกฎอัยการศึกจึงดูเหมือนจะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้เสมอในสถานการณ์สงครามหรือสถานการณ์พิเศษ เพราะเป็นการถอดอำนาจทั้งหมดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการในระบอบการปกครองให้ขึ้นกับผู้นำกองทัพแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือเป็นปัญหาใหญ่ของระบบกฎหมายไทยด้วยเช่นกัน เมื่อกฎอัยการศึกถูกประกาศใช้กับการเมืองภายในแทนภาวะสงครามจากภายนอก จนทำให้ดูเหมือนว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยขึ้นอยู่กับผู้นำกองทัพ ซึ่งสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวยึดอำนาจตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพลเรือนไปเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นเอง แต่น่าแปลกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและรัฐสภาไม่เคยคิดยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

ในประวัติศาสตร์ การใช้อำนาจพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 นอกจากมีการใช้ตามเขตชายแดนโดยทั่วไปซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือนแล้ว การประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศนั้นกลับมีขึ้นไม่บ่อยนัก แต่มักเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและอำนาจมากกว่าความมั่นคงของชาติ

ยกตัวอย่างเช่น การประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม การใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 โดย พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่ การใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาลรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 โดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และการใช้กฎอัยการศึกรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดย พล.อ.สนธิ  บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นต้น

นักกฎหมายบางคนให้ความเห็นว่า ถ้าจะพูดง่ายๆ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ก็คือเครื่องมือของกองทัพบกในการรัฐประหารนั่นเอง

ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 นั้น จึงมีการทบทวนบทเรียนครั้งใหญ่ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียของประชาชนอีก มีการออกแบบการเรียนการสอนด้านสิทธิมนุษยชนในหลักสูตรทางการทหาร และสภากลาโหมมีมติว่า การใช้กำลังทางทหารเพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนไม่สามารถใช้ได้ หากไม่มีคำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงโดยกองทัพ

ความแตกต่างของ พ.ร.บ.

แต่ทว่า ปัญหาดังกล่าวก็หมุนวนกลับมาอีก เมื่อมีการตราพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขึ้น โดยรัฐบาลพลเรือน สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้อำนาจผู้นำรัฐบาลพลเรือนหรือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ตามกฎหมายที่ให้อำนาจในการประกาศใช้ได้ครอบจักรวาล ต่างจากกฎอัยการศึกเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปฏิบัติการใดตามอำนาจหน้าที่แล้ว หากการนั้นกระทำไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินกว่าเหตุหรือความจำเป็นแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่อย่างใด

การเกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 ก็กลับมาสู่วัฏจักรทางการเมืองแบบเดิมอีก เมื่อผู้นำรัฐบาลพลเรือนใช้อำนาจพิเศษตามกฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสั่งให้กองทัพนำทหารออกมาปราบปรามและสลายการชุมนุมของประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 คือเครื่องมือของกองทัพที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จ และพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คือเครื่องมือของรัฐบาลพลเรือนที่ให้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ คือปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริง ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาทุกสมัย ผมอยากจะสรุปว่า การปฏิรูปประเทศไทยแทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดเสียก่อน

ยังไม่นับรวมว่า กฎหมายดังกล่าวยังขัดและแย้งอย่างรุนแรงกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองผ่านรัฐสภา และยังเป็นภาคีมีผลบังคับใช้อยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540

ตามมาตรา 4 ของ ICCPR ระบุว่า ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ และได้มีการประกาศภาวะนั้นอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐภาคีอาจให้มาตรการที่เป็นการเลี่ยงพันธกรณีของตนภายใต้กฎหมายนี้ได้เท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์เท่านั้น และรัฐภาคีใดแห่งกฎหมายนี้ใช้สิทธิเลี่ยงพันธกรณีดังกล่าว ต้องแจ้งให้รัฐภาคีอื่นทราบโดยทันทีเมื่อประกาศใช้ โดยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลาง

แต่ในวันนี้ รัฐบาลใช้กฎอัยการศึกมากว่า 6 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้แจ้งเลขาธิการสหประชาชาติและรัฐภาคีให้รับทราบตามมาตรา 4 ของกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด.

cu2photo: www.lokwannee.com

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ครูแดง วันที่ : 03/12/2014 เวลา : 22.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

คนค้าขาย กลับรู้สึกดี ที่ยุคนี้มีกฏอัยยะการศึก...เพราะได้ทำมาหากิน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 03/12/2014 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

คาดว่า คงจะมีกฎหมายควบคุมการชุมนุมออกมาในไม่ช้า ก่อนที่จะยกเลิกกฏอัยการศึก

ความคิดเห็นที่ 1 เมธา , ครูแดง และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 02/12/2014 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

เป็นบทความที่ดี ที่กล่าวตามเนื้อหาข้อเท็จจริง ส่วนสาเหตุที่ทำไมไทยถึงยังคงกฏหมายลักษณะเช่นนี้อยู่ เราคงต้องหันกลับมามองสภาพความจริงของสังคมไทยกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่หวั่นไหวง่ายเป็นสังคมที่แตกตื่นล่วงหน้าก่อนที่จะสืบสาวข้อเท็จจริง เราชอบข่าวลือ และข่าวซุบซิบ เป็นสังคมที่มีเมตตา กรุณามาก ชอบช่วยเหลือคนที่ขาดโอกาส แต่ เราขาด มุทิตา คือยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น อยากช่วยคนอื่น แต่อย่ามาตีเสมอ เราเป็นสังคมที่มีวรรณะมากแต่ไม่รู้ตัว เราชอบเปรียบเทียบ เช่นอีสาน ลาว เขมร เราชอบเล่นพรรคเล่นพวก เราชอบสร้างภาพ จะทำดีก็ต้องให้มีการรู้ จะทำอะไรต้องให้มีการสะกิด กลัวเสียหน้า ดูจากคดีต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยามใดที่ได้เป็นข่าวช่องสามของสรยุทธ คดีนั้นก็คลี่คลายได้โดยพลัน ทุกวันนี้ถ้าใครมีปัญหาอะไร ไม่ต้องกลัว เดินทางไปช่องสามให้ได้ออกอากาศกับสรยุทธ ทุกอย่างรับรองเรียบร้อย ทำไมบ้านเราถึงเป็นแบบนี้

คนที่เป็นแบบนี้มากๆ ก็ต้องมีกฏหมายที่เป็นเผด็จการมาคอยกำหราบ กฏหมายเผด็จการนี้เป็นเรื่องล้าสมัย ในประเทศที่ประชาชนมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง กฏหมายพวกนี้ย่อมต้องหมดไปเอง

ตราบใดที่คนในบ้านเรายังใจคอคับแคบ ไม่พร้อมที่จะฟังความคิดอีกฝ่าย หรือยามใดใครที่คิดต่าง จะต้องถูกผลักไปอีกข้าง แล้วใช้วาจาเสียดแทงซึ่งกันและกัน ตราบนั้น คนไทยเรายังต้องเจอแบบนี้อีกนาน

ผมกล้าพยากรณ์ล่วงหน้าเลยว่า เมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ถ้าคนไทยเรายังไม่ยอมละทิ้งนิสัย ที่ไม่ยอมหาข้อมูลหาเหตุผล เปิดใจที่กว้างขวาง ฟังความแต่ละฝ่ายด้วยใจที่เมตตา ปัญหาก็ต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่มีวันจบสิ้น ทะเลาะกัน---ปฏิวัติ----เลือกตั้ง---ทะเลาะกัน----ปฏิวัติ---เลือกตั้ง อยู่ในสงสารวัฏจริงๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน