*/
  • เมธา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1398455
  • จำนวนผู้โหวต : 634
  • ส่ง msg :
  • โหวต 634 คน
มนต์รักจากเสียงกระดึง

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์

View All
<< มกราคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ทิศทางไทย
Absolute Monarchy
2 คน
Military Dictatorship
1 คน
Liberal Democracy
4 คน
Constitution Monarchy
2 คน
Capital Dictatorship
0 คน
Republic
8 คน
Social-Democracy / Democratic Socialism
37 คน
Communist
9 คน
Federal State
3 คน

  โหวต 66 คน
วันพุธ ที่ 6 มกราคม 2559
Posted by เมธา , ผู้อ่าน : 1268 , 11:59:27 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

             รัฐมีหน้าที่จัดวางการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคมไทย หากไม่มีรัฐแล้วกฎการอยู่ร่วมกันในสังคมคงต้องดูแลกันเอง หากแต่เรามีรัฐบาล มีกฎหมายรับรองคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสมาชิกสังคม โดยแลกกับค่าใช้จ่ายที่สมาชิกสังคมจ่ายในรูปภาษีให้รัฐ และสมาชิกสังคมคือเจ้าของประเทศ เจ้าของรัฐบาล และเจ้าของทรัพย์สมบัติสาธารณะร่วมกัน โดยมอบให้รัฐบาลดูแลบริหารงาน

            แต่เมื่อคนในรัฐตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและบังคับใช้กฎหมาย กลับใช้อำนาจนั้นกับสมาชิกในสังคมเสียเองเพื่อละเว้นกฎหมายและหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ละกลุ่มตั้งตัวเป็นใหญ่ เป็นแก๊งค์เป็นก๊วนต่างๆ เป็นพรรคต่างๆ จนขยายอิทธิพลและผลประโยชน์ครอบงำสังคมอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคพวกในการเมือง ในตำรวจ ในทหาร ในกลุ่มข้าราชการต่างๆ

            ขณะที่สมาชิกในสังคมที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน เป็นคนเล็กคนน้อย กลับถูกทำให้หายไป ถูกลืมไปในการดูแลคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน ถูกลืมไปในการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของพวกเขา ถูกลืมไปในการใช้อำนาจต่างๆ ตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองดูแลพวกเขา ถูกลืมไปที่รัฐจะมีนโยบายที่ครอบคลุม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แก่สมาชิกสังคมผู้เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

            แต่แท้ที่จริง พวกเขาถูกทำให้ลืม พวกเขาถูกบังคับให้หายไปในสังคมไทย

            นอกจากถูกทำให้ลืม ถูกบังคับให้หายไปในนโยบายประเทศแล้ว ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สมาชิกในสังคมของเราก็ถูกบังคับร่างกายและชีวิตให้สูญหายไปหลายรายด้วย

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คนในคดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร และยกคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมของอังคณาและบุตร ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งระบบ ที่ประเทศไทยจะต้องหาทางแก้ไขเยียวยาความเป็นธรรมให้สมาชิกในสังคมได้รับความเป็นธรรมได้มากขึ้นขึ้น

            คดีดังกล่าวเราจะเห็นว่า ศาลฎีกาไม่ตัดสินอะไรก็ตามที่ไม่มีในกฎหมายให้เป็นความผิด เพราะประเทศไทยโดยรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) กับองค์การสหประชาชาติ และรัฐไทยยังไม่ออกกฎหมายว่าการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญา หรือมีโทษเท่าเจตนาฆ่าคนตาย

            ประเทศไทยจึงไม่มีกฎหมายเอาผิดการอุ้มหาย หรืออาจอุ้มไปฆ่าและทำลายศพจนหาไม่พบ กรณีตัวอย่างในคดีอุ้มฆ่า ทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อเดือนมีนาคม 2547 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ศาลสามารถตั้งข้อหาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาลักทรัพย์และพาทรัพย์ไปเท่านั้น โดยมีบทลงโทษสูงสุด 3 ปี และกว่าจะพิสูจน์ได้ กฎหมายได้บอกว่าจนกว่าจะ 5 ปี ถึงจะยอมรับเป็นผู้สูญหายตามกฎหมายของไทยได้ 

            แม้ว่าศาลแพ่งจะเคยตัดสินให้ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นบุคคลสาบสูญ แต่ก็เป็นการตายโดยกฎหมายไม่ใช่การถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย และไม่ปรากฏว่าถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บจนไม่อาจจัดการเองได้ ศาลฎีกาจึงไม่พิจารณาเรื่องสิทธิเป็นโจทก์ร่วมของภรรยาและบุตร เมื่อไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ศาลจึงไม่ต้องพิจารณาในส่วนที่เหลือ และยกความบกพร่องของกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน

            ซึ่งจริงๆ แล้ว กระบวนการยุติธรรมไทย ต้องให้หลักนิติธรรมทางอาญาประกอบด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย เพราะแม้แต่อดีตนายกของประเทศไทยยังเคยให้การแก่สังคมไว้เมื่อเดือนมกราคมปี 2549 ว่า “ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว มีพยานแวดล้อมยืนยันได้ว่ามีการตาย ... ต้องยอมรับเลยว่ามันไม่ง่าย คดีที่เกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ การหาพยานหลักฐานไม่ง่าย ขอให้ดีเอสไอสรุปสำนวนการสอบสวนก่อน”.. (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)

            ทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหายไปเมื่อปี 2547 เนื่องจากเป็นทนายความให้สมาชิกในสังคม ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่รับใช้กฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่กลับกระทำการทารุณซ้อมทรมานผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมชั้นแรก และต่อมาเขาในฐานะผู้ปกปกป้องสิทธิตามกฎหมายกลับถูกอุ้มหายหลังยื่นเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้ได้เพียง 1 วัน

            ในประเทศไทย เราต่างถูกทำให้หายไป โดยเฉพาะหากเป็นคนชั้นล่างในสังคมที่ไร้อำนาจ ไร้อิทธิผล ไร้ชื่อเสียง

            เหมือนกับนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี แกนนำชุมชนชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สูญหายไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เพราะขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และจนบัดนี้เขายังไม่กลับมา และครอบครัวยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งทางนโยบายและทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

            เขาหายตัวไปในช่วงขณะที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยมีข้อพิพาทกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อยู่ในศาลปกครอง โดยมีเขาเป็นแกนนำและเป็นพยานบุคคลคนสำคัญ ในคดีที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำกำลังเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัวที่บ้านบางกลอยบน ทำให้สูญเสียสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สิน

            บิลลี่หายตัวไปขณะที่กำลังเตรียมข้อมูลและเตรียมนำชาวบ้านไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 ที่เขาจะต้องขึ้นศาลเป็นพยานบุคคลสำคัญที่จะให้ปากคำในการสืบพยานเพิ่มเติมที่จะมีขึ้นในอีก 1 เดือนก่อนจะถูกบังคับให้หายไป

            ถึงเวลาแล้วที่รัฐสภา หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องเร่งพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญาทั้งสองฉบับอันได้แก่ ความผิดกรณีการซ้อมทรมาน การปฏิบัติที่เลวร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการอุ้มหายหรือสูญหายโดยการถูกบังคับ โดยกำหนดมูลความผิดตามอนุสัญญาดังกล่าวว่าเป็นความผิดทางอาญา และมีโทษทางอาญา

            รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบและกลไกในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปตำรวจและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงและเที่ยงธรรม

            หากไม่มีกฎหมายว่าด้วยการอุ้มหายเป็นความผิดอาญาในสังคม เราทุกคนก็เหมือนถูกบังคับให้หายไป



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน