• Tanpisit_NationU
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tanpisit_live@windowslive.com
  • วันที่สร้าง : 2011-06-25
  • จำนวนเรื่อง : 191
  • จำนวนผู้ชม : 366515
  • ส่ง msg :
  • โหวต 31 คน
ธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย
สร้างการมีส่วนร่วม ให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tanpisit
วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม 2556
Posted by Tanpisit_NationU , ผู้อ่าน : 2559 , 17:31:03 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน พญาสุขุม , Ae^ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

:: ภูกระดึง 2013 ฟังเสียง ธรรมชาติสอน ::
 











 
 
 
ออกเดินทางทันที
 
อากาศที่หนาวเหน็บในช่วงต้นปี ชวนให้เราอยากไปสัมผัสกับความเย็น อยากไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม อยากไปสูดอากาศที่บริสุทธิ์ อยากออกเดินทางไปไหนไกลๆ
 
คุณก็เช่นเดียวกันคงมีความรู้สึกไม่ต่างจากเรา เมื่อลมหนาว มาเยือน
 
เราชวนกันขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ยอดตึกเนชั่น มันสามารถเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆ ใหญ่ๆที่ค่อยๆลับขอบฟ้าลงไป ท่ามกลางป่าคอนกรีต และจำนวนรถราที่ช่วงเย็นของทุกวัน มีเพิ่มมากขึ้นจนติดกันยาวเยียด ถึงแม้ว่าเราจะหลบขึ้นมาดูพระอาทิตย์ยามเย็นบนดาดฟ้า แต่ก็หาได้สงบจากเสียงรถ เสียงแตรน ปี้น ปี้น”  เสียงหวอ วี้หว่อ วี้หว่อก็หาไม่ เราคิดว่าถึงคราวแล้วที่เราจะต้องออกเดินทาง
 
เราคุยกันว่า เราอยากไปภูกระดึง จากคำบอกเล่าของพ่อ แม่ ครูอาจารย์ที่บอกว่า อายุยังน้อยให้รีบไปขึ้นภูกระดึงซะ”  มันเป็นประโยคที่ท้าทายเรามาก เราจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนที่ดูพระอาทิตย์ตกดินจากตึกเนชั่น แล้วไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูกระดึง ฉะนั้นเราไม่รอแล้ว และจะออกเดินทางกันในคืนนี้
_________________________________________________________________
 
 
 











 
 
เช้านี้ที่ภูกระดึง
 
 เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็มาอยู่ที่ภูกระดึงจริงๆ และเริ่มเดินขึ้นภูตอนเวลา 8 โมงเช้า ด้วยอารมณ์ที่คึกคักเป็นพิเศษ ตอนที่อยู่ตีนภูทำให้เรานึกถึงที่มาของชื่อภูกระดึง ว่าถ้าเราเป็นชาวบ้านในสมัยโบราณ เราคงจะได้ยินเสียงระฆังดังมาจากยอดภู เพราะตามคำร่ำลือเชื่อว่ามีพระอินทร์ที่อยู่บนภูนี้ ที่ตีระฆังให้เกิดเสียงดังลงมาด้านล่าง ชาวบ้านจึงเรียกว่า ภูกระดึงเพราะ ภู คือภูเขา กระดึง คือกระดิ่ง ซึ่งภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยแปลว่า  “ระฆังใหญ่
 
นั่นเป็นที่มาของชื่อ ที่ชาวบ้านพากันเรียกขาน แต่หากจะกล่าวถึงความเป็นมาของภูเขาอันน่าอัศจรรย์แห่งนี้ คงต้องย้อนกลับไปในมหายุค Mesozoic(เมสโอโซอิก)  ซึ่งเป็นยุคที่พื้นโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
 
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน บริเวณที่ราบสูงภาคอีสานเคยเป็นทะเล และมีการตกตะกอนทับถมของดินทราย กลายเป็นชั้นหินชุดต่างๆ
 
ต่อมาเมื่อประมาณ 250 ล้านปีที่แล้ว เปลือกโลกเกิดการโก่งและโค้งตัวทำให้พื้นที่แห่งนี้ ยกตัวสูงขึ้นเป็นเทือกเขาหินทรายขนาดใหญ่
 
ทั้งนี้ ธรรมชาติได้ใช้เวลานับล้านปี กัดเซาะหินทรายจนผุ กร่อน สลายลง คงเหลือเฉพาะชั้นหินอันแข็งแกร่งที่ตั้งตระหง่านเย้ยฟ้าท้าดิน ดังเช่นภูกระดึงแห่งนี้ ที่ปรากฎให้เห็นในปัจจุบัน
_________________________________________________________________
 

 










 
 
ป้าหนูพิณ เป็นเพียงแม่ค้าภูกระดึงจริงหรือ ?
 
เราเจอกับป้าหนูพิณ  บุญฉิม วัย 60 ผู้นี้ ที่ก้าวเดินอย่างช้าๆ พร้อมกับ หาบของขึ้นมาขายบนภูกระดึง บริเวณซำแฮก มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ถึงแม้ปีนี้เธอจะชรามากขึ้น แต่เธอยังคงสามารถหาบของขึ้นภูไหว
 
เธอบอกวิธีการเดินขึ้นภูกระดึงว่าให้เดินช้าๆ และหายใจเข้าลึกๆ พุทโธ พุทโธซึ่งเราลองทำตามอย่างที่เธอแนะนำ ก็ได้ผลจริงๆ เรารู้สึกใจเย็นขึ้น
 
เมื่อถึงซำแฮก เราก็เหนื่อยแล้ว ยิ่งมาดูป้ายแผนที่ที่ติดเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวดูที่ซำนี้ ก็พบว่าหนทางยังอีกยาวไกล เราตั้งหลักในการเดินขึ้นภูใหม่อีกครั้ง ด้วยคำแนะนำของป้าหนูพิณ คือให้เดินช้าๆ หายใจเข้าภาวนาพุทธ หายใจออกภาวนาโธ
_________________________________________________________________
 












 
 
ยิ่งชัน ก็แปลว่ายิ่งใกล้ถึงแล้ว
 
เส้นทางเบื้องหน้าของผมตอนนี้ มีความชันมากขึ้น และต้องใช้กำลังขาในการก้าวเท้ามากขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้ถึงจุดหมาย นี่คงไม่ต่างอะไรจากชีวิตคนเรา ในการแสวงหา สิ่งใดสิ่งหนึ่งจำเป็นต้องใช้ความพยาม พาทำให้เรานึกถึงตำนานของภูกระดึงอีกเรื่องที่บอกว่า มีพรานผู้หนึ่งตามล่ากระทิงโทนขึ้นไปจนถึงบนยอดภู และได้พบพื้นที่บนยอดเขาราบเรียบ และกว้างใหญ่มากเป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างเรียงรายเป็นระเบียบ และยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่าฝูงกระทิงเก้งกวาง ซึ่งหากินอยู่เป็นฝูงๆ ไม่ตระหนกตื่นกลัวนายพราน เนื่องจากไม่เคยเห็นคนมาก่อน นับตั้งแต่นั้นมาภูกระดึงซึ่งธรรมชาติได้ปิดบังซ่อนเร้นมานาน ก็ถูกเปิดเผยให้มนุษย์รู้จักเราคิดวิพากษ์ว่า เพื่อการตามล่ากระทิงป่า ถึงกับต้องเสียเวลานับวันปีนขึ้นภูเลยหรือ เพราะขนาดเราที่กำลังปีนอยู่ ไม่ต้องคิดแม้แต่จะวิ่งเพื่อให้ถึงเร็วๆ แรงขาจะเดิน ยังแทบก้าวไม่ออก
 
เราอดแปลกใจไม่ได้ เมื่อเดินมาถึงที่หมาย ภูกระดึงมีลักษณะภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะยอดภูแห่งนี้เป็นลานกว้างใหญ่ เปรียบเสมือนภูเขาที่โดนตัดยอดออก
_________________________________________________________________
 
 








 
 
 
 
เพราะธรรมชาติไม่เคยปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง
 
เราขึ้นมาถึงแล้วที่หลังแปร ยอดภูกระดึง แต่ก็ยังไม่ถึงเสียทีเดียวก็เดินต่อไปยังที่พักอีก 2 – 3 กิโลเมตร เราไม่เดินแล้ว แต่เราเลือกที่จะเช่าจักรยานปั่นไป ก่อนถึงที่พักเราหยุดดูวิวธรรมชาติที่ผาหมากดูก มองลงไปด้านล่างท่ามกลางป่าไม้ มนุษย์อย่างเรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมากๆ แต่ริอาจเปลี่ยนแปลงและฝืนธรรมชาติ
 
ทว่าก้อนหิน ดินทรายที่เราเหยียบมาตลอดทาง สมัยยังไม่มีมนุษย์ขึ้นมาที่นี่ มันคงอยู่อย่างมีสุข แต่วันวันนึงเมื่อมนุษย์รู้ถึงความงามของที่นี่ ก็เริ่มเดินเท้าเหยียบย่ำเข้ามา ก้อนหิน ดินทรายเหล่านี้ก็ไม่เคยบ่นเลยว่าเจ็บ ว่าปวด ว่าไม่ต้องการให้มนุษย์ขึ้นมาที่นี่ ในทางกลับกันมันยงคงรักษาความสวยงามไว้ได้ แม้จะผ่านช่วงเวลามานานแสนนาน อาจเพราะธรรมชาติไม่เคยปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากการเปลี่ยนแปลงนั่น เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นประโยชน์ต่อเรา มันก็ยอมที่ทอดตัวให้เราได้เหยียบย่ำเป็นทางเดิน เป็นบันใด ปืนขึ้นมาดูธรรมชาติที่สวยสด งดงาม
_________________________________________________________________

 

 








 
 
 
 
ฟังเสียงธรรมชาติสอน
 
เมื่อเราขึ้นมาถึงที่พักบนยอดภู พระอาทิตย์ก็ไกล้จะลับขอบฟ้าเสียแล้ว และอากาศเริ่มหนาวเย็นลง เราคงไม่สามารถเดินต่อไปยังผาใด ผาหนึ่งเพื่อดูพระอาทิตย์ตกได้ เราจึงเลือกไปที่ใกล้กับที่พักนั่นคือ ไปไหว้พระพุทธเมตตา ที่ลานพระศรีนครินทร์ เหมือนธรรมชาติจะเต็มใจและเชื่อเชิญให้เรามาที่นี่ เราเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่ในลานนี่ ต่อหน้าองค์พระพุทธรูป ท่ามกลางป่าสน ลมหนาว และแสงอาทิตย์รำไร ที่กำลังจะหมดไปเป็นแสงสุดท้ายของวัน ความสงบเงี่ยบที่มาพร้อม กับเสียงนก ประสานกับเสียงใบไม้ที่เสียดสีกัน พาทำให้เราต้องนั่งทบทวนกับสิ่งที่ได้เผชิญมาตลอดทั้งวัน
 
เรานึกถึงคำสอนของป้าหนูพิณ  ที่บอกให้เดินขึ้นภูอย่างใจเย็น ให้เราหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ความรู้สึกของเราคือ ต้องการที่จะพิชิต ต้องที่จะไปให้ถึง ต้องการจะเอาชนะ ความรู้สึกเหล่านี้ ทำให้เราเดินเร็วๆ เพื่อให้ถึง แต่เราจะเหนื่อยมากๆ และเมือถึงที่หมาย เราคงล้มตัวลงนอนทันที 
 
ในทางกลับกันความชันของธรรมชาติคงจะสอนให้เราถอดความเป็นตัวตน ถอดความเป็นอัตตา เลิกคิดที่จะพิชิต เอาชนะ เราลองหยุดที่จะต่อสู้กับธรรมชาติ ยอมสิโรราบ และไปกับธรรมชาติ เราค่อยๆเดิน มีสติในทุกย่างก้าว และหยุดคิดว่าเมื่อไหร่มันจะถึง แต่ในทุกย่างก้าวของเราที่ก้าวเดินที่นี่  มันถึงแล้วหละ ถึงภูกระดึง ตั้งนานแล้ว ภูกระดึง อยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ อยู่ในใจของเราทันที ที่เรามีสติรู้ เดินอยู่รู้ หายใจอยู่ก็รู้

_________________________________________________________________
 
 
 
 
 











พระอาทิตย์ขึ้นที่ภูกระดึง
 
เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาตอนเช้ามืด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พาเรา กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เดินทะลุเข้าป่าเพื่อไปยังผานกแอ่น เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันนี้
 
เวลาประมาณ 6 โมงเช้า ผมใช้จังหวะนี้เปิดหน้าในสารคดีพิเศษ ที่ผมจะตั้งชื่อว่าให้มันว่า 
ภูกระดึง 2013 ฟังเสียงธรรมชาติสอน
 
พระอาทิตย์ขึ้นแล้วนะครับ ภาพข้างหลังของผมเนี่ย ทั้งทิวสนหน้าผา พระอาทิตย์ ก้อนเมฆแล้วก็ อากาศที่หนาวเหน็บ ที่สิ่งที่เราแสวงหามาตั้งแต่ ออกเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครนะครับ ดูนั่นสิครับ แสงความพระอาทิตย์นั้น นุ่มนวลแต่ว่า ดูแข็งแกร่ง พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นมาเพื่อที่จะประกาศชัยชนะ หรือมาทำอะไรที่ดุดัน แต่แสงอาทิตย์นี่ ขึ้นมาเพื่อที่จะ เป็นแสงนำทางให้กับชุมชนที่ยังคงมีความหวังอยู่ อีกด้านหนึ่งธรรมชาติที่ผมมาสัมผัสในเช้าวันนี้ ก็คงจะกำลังแสดงตัวอย่างของการอยู่ร่วมกัน อย่างมีสันติให้เห็นครับ ถ้าพระอาทิตย์พูดได้ ถ้าต้นไม่มีชีวิต มันคงจะบอกกับผมแล้วครับว่า พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ผมเดาต่อไปนะครับ พระอาทิตย์คงเป็นพ่อ ท้องฟ้าคงเป็นแม่ พื้นดินคงเป็นลูกชาย และต้นไม้คงเป็นลูกสาวครับ ครอบครัวนี้ดูเหมือนว่าจะเป้นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆทีเดียว เพราะว่าพึ่งพิงและอาศัยกันอย่างแยบยล พระอาทิตย์ที่ผมเห้นที่ดาดฟ้าตึกเนชั่นกรุงเทพ กับพระอาทิตย์ที่ผมเห้นที่ภูกระดึงที่นี่เป็นดวง ดวงเดียวกันครับ แต่ว่าความรู้สึกของผมตอนนี้แตกต่างกันเป็นอย่างยิ่งครับ
 
>>> ชมสารคดีของเรา >>>
 
 

________________________________________

สารคดีพิเศษ โดย ชีพจรข่าว ม.เนชั่น,กรุงเทพ

ธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย : บรรณาธิการ
อดุลวิทย์ วานิชอุปถัมภ์กุล : กำกับ
เบญจพล ธราพร : ถ่ายภาพ
กีรติ แสงใหญ่ : ถ่ายภาพ
_______________________________________





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ครูแสนสุข วันที่ : 10/04/2014 เวลา : 03.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krusansuk

ภูมิใจเหมือนกันค่ะที่ครั้งหนึ่งได้เคยพิชิตภูกระดึงด้วยสองลำแข้งของตัวเองไม่พึ่งใคร

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Ae^ วันที่ : 31/01/2013 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ดีใจที่ตัวเองก็เคยพิชิตภูกระดึงได้ค่ะ ดีใจเหมือนกันใช่ไหมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ญิ๋งณัฐ from mobile วันที่ : 28/01/2013 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/uranus
บ้าน ญิ๋งณัฐ ยินดีเป็นมิตร ค่ะ

คิดถึงภูกระดึง ไม่ได้เยือนนานมาก

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกแม่ลำดวน วันที่ : 28/01/2013 เวลา : 08.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FriendlygirL
         Leave Well Enough Alone        

พระอินทร์ขึ้นไปตีระฆัง จึงเรียกว่าภูกระดึง...

เป็นสารคดีที่น่าชมมากๆ เลยค่ะ

+++++

ขอบพระคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 3 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 28/01/2013 เวลา : 06.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

"เธอบอกวิธีการเดินขึ้นภูกระดึงว่าให้เดินช้าๆ และหายใจเข้าลึกๆ “พุทโธ พุทโธ” ซึ่งเราลองทำตามอย่างที่เธอแนะนำ ก็ได้ผลจริงๆ เรารู้สึกใจเย็นขึ้น".....
-อ่านมาพบข้อความนี้..อดยิ้มรับไม่ได้....
ความจริงแล้ว ....ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่....ขอเพียงใจคุณมี "พุทโธ"....ไปไหนๆ ทำอะไร ก็สุข..ไม่เหนื่อย ....
................................................
-เสียดายเหลือเกิน ครูแดงอายุมากแล้ว....ยังไม่เคยขึ้นภูกระดึงเลย...หากธรรมะจัดสรร...
คงต้องหา"ป้าหนูพิณ"..ซะแล้ว...

ความคิดเห็นที่ 2 BlueHill , RiverSky ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Tanpisit_NationU วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tanpisit
THE TANPISIT

หนาวมากๆ ครับ แต่ถ้าตอนกลางวันเราเดินไปนั่นมานี่ จะรู้สึกอุ่นขึ้น แต่พอหยุดเดินจะรู้สึกเย็นขึ้นมาทันทีครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill from mobile วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อากาศข้างบนเป็นไงบ้าง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน