*/
  • tanthainium
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-09-01
  • จำนวนเรื่อง : 120
  • จำนวนผู้ชม : 224512
  • จำนวนผู้โหวต : 181
  • ส่ง msg :
  • โหวต 181 คน
วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม 2555
Posted by tanthainium , ผู้อ่าน : 4291 , 15:07:15 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , ไทปิง และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

DAY 40

เสียงนาฬิกาในห้องนอนของลอร่าปลุกดังออกมาถึงเตียงนอนที่อยู่ด้านนอกของฉัน ส่วนนาฬิกาปลุกของฉัน ยังไม่ทันได้ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เจ้าของกลับตื่นขึ้นมานั่งขีดๆเขียนๆ ไดอารี่เสียแล้ว

ลอร่าแบกร่างกายขี้เซาเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นไม่นาน ก็จะแต่งตัวสวยสะแล้วออกไปทำงานตามปกติ

เมื่อเพื่อนรักออกไปแล้ว ฉันจึงทำตัวครอบครองห้องน้อยแห่งนี้อย่างมีความสุข ฉันเดินเข้าออกห้องน้ำ ร้องเพลงลั่นบ้าน จากนั้นจึงเข้าห้องครัว เพื่อจัดเตรียมอาหารออกไปกินในช่วงกลางวัน อาหารที่ว่า...ก็เหมือนเหมือนกับเช่นที่เคยทำในประเทศฝรั่งเศส นั่นก็คือมาม่ารสต้มยำหมูสับแบบแห้ง แถมด้วยขนมปังทาแยมเอาไว้กินแก้โหย กว่าอาหารและคนจะพร้อม เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

ฉันแวะเวียนเข้าไปตลาด Albert Cuyp ซึ่งอยู่ในละแวกบ้านของลอร่าอีกครั้ง แม้ราคาสินค้าจะไม่แพงนัก ทว่า ฉันก็ไม่คิดอยากจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือ ถึงกระนั้น การเดินชมดูเพียงแค่อย่างเดียว ก็ทำเอาฉันหมดเวลากับที่นี่ไปนานโข

ภาพบน : คุณครู พาเด็กเล็กมาเที่ยวตลาด

ในวันนี้...ฉันไม่ได้ทำตัวให้เหมือนกับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่นัก หากแต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเนิบนาบเชื่องช้า ก็ตลอดทั้งทริปที่เหลือในประเทศฮอลแลนด์ มีอีกเพียงแค่สองแห่งเท่านั้นที่ฉันอยากไปชม

ลอร่า มอบสมุดแผนที่เล่มใหญ่ให้ฉันเอาไว้เปิดดูกันหลง แต่ความที่เจ้าสมุดเล่มนี้มีรายละเอียดยิบย่อยมากเกินไป จึงทำให้การหาสถานที่ที่ต้องการจะเดินทางไปนั้น ยิ่งดูยากกว่าเดิมเข้าไปอีก เมื่อก้าวลงจากรถไฟรางไปแล้ว...ฉันจึงปิดสมุดแผนที่ แล้วเปิดสมองเพื่อใช้วิชา “เดา” และ “ความน่าจะเป็น” มาช่วยผสมผสานกัน

ข้อดีของการเดินทางเที่ยวเมืองใหญ่ ๆ ในโลก ส่วนมาก เราสามารถพบเห็นป้ายบอกทางเดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ได้ทุกแห่ง และสถานที่ที่ฉันจะไปในวันนี้ ยิ่งมั่นใจได้เลยว่า ถึงหายากอย่างไรก็ไม่มีทางหลงเพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

ภาพบน : ถ้าตามป้ายนี้ไป เห็นทีจะไม่ถึงบ้านแอนน์ แฟรงค์ เป็นแน่

ฉันกำลังหมายถึงบ้านของแอนน์ แฟรงค์ (Anna Franke) เด็กหญิงชาวยิว ผู้เขียนบันทึกไว้ในไดอารี่ ขณะหลบซ่อนตัวระหว่างสงคราม ด้วยอัจฉริยภาพทางการเขียนของเธอ ทำให้สมุดบันทึกเล่มนี้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่เป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 55 ภาษาแล้ว

ฉันพบป้ายบอกทางที่เขียนเป็นภาษาดัตซ์ว่า “Anne Frank Huis”

“เอาเถอะน่า...Huis ภาษาดัตซ์ ก็น่าจะแปลแบบเดียวกับ House ภาษาอังกฤษ นั่นแหละ...ขนาดภาษาไทยที่คนพูดว่า เกิบ เราก็ยังเดาว่าแปลว่า เกือก เลยนี่นา” วิชาการเดาที่มาพร้อมกับดวง ทำให้ฉันได้ไปพบกับกลุ่มนักเรียนที่กำลังมาทัศนศึกษาอยู่พอดี กลุ่มขนาดใหญ่ที่พวกเขากำลังเดินไปอยู่ในทิศทางเดียวกับที่ฉันมุ่งหน้า มันทำให้ฉันใช้วิชา “มั่วนิ่ม” อีกหนึ่งศาสตร์ ในการเข้าไปเดินเกลือกกลั้วอยู่ในฝูงคนเหล่านั้นเพื่ออย่างน้อย ฉันก็จะได้ดูเหมือนว่าไม่ได้มาคนเดียวบนถนนเส้นนี้และถ้าหากหลง ฉันก็คงจะไม่เดียวดาย

“บ้านแอนน์ แฟรงค์” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ฉันมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมาเยือนให้ได้ก่อนกลับเมืองไทย

ภาพบน : ตึกด้านหน้าสำนักงานที่แอนน์ แฟรงค์ และครอบครัวใช้หลบซ่อนอยู่ด้านหลัง

อาจเป็นเพราะฉันมีเพื่อนเป็นคนยิวจำนวนหนึ่ง การได้ศึกษารากลึกและความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของบรรพชนต้นตระกูลของพวกเขา อาจทำให้ฉันเข้าใจคน “ยิว”  ในวันนี้ ดีกว่าเดิมก็เป็นได้

ฉันเชื่อว่าบุคลิกนิสัยของมนุษย์แต่ละคน ย่อมมีอดีตและรากเหง้าเชื่อมโยงกับทัศนคติ ทุกอย่างหล่อหลอมจนกลายมาเป็นเขาและเธอในวันนี้ ไม่ต่างไปจากคนไทยที่คนต่างชาติมักเห็นว่าเป็นคนใจดีและยิ้มง่าย คนไทยหลายคนเห็นว่าการยิ้ม เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะเกิดมาก็เห็นใคร ๆ ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น ก็อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองของเราส่วนใหญ่สงบสุข จะมาไม่ค่อยสงบสุขก็ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี่กระมัง ส่วนชาวยิว...เขาไม่สงบสุขมาตั้งแต่ฉันยังไม่ได้เกิดเลยด้วยซ้ำ และบางประเทศก็ยังคงสู้รบและฆ่าฟันกันอยู่ในขณะนี้ ...ยิ้มที่เห็น..ก็ยังคงเป็นยิ้มแบบยิวยิว ไม่ชิวชิวเหมือนยิ้มของไทย

เพื่อนชาวยิวของฉันบางคน แม้ปัจจุบันจะมีครอบครัวและลูก ๆ ที่น่ารัก แต่ลึก ๆ ลงไป ใครกี่คนจะรู้บ้างว่า พวกเขาเป็นเด็กที่เกิดจากแม่ที่ท้องขณะสงคราม แม่ของเขาต้องหลบหนีนาซีกระเซอะกระเซิง และเมื่อคลอดลูกออกมาได้ พ่อแม่ก็ถูกฆ่าตายหมด...สิ่งเหล่านี้ ถ้าฉันไม่บังเอิญเอ่ยถาม เพื่อนยิวของฉันก็ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยสักครั้ง

แอนน์ แฟรงค์ เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยพันชีวิตที่ประสบอยู่ในเหตุการณ์ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอมาจากครอบครัวผู้ดีชาวยิวในประเทศเยอรมัน อ็อตโต แฟรงค์ พ่อของเธอ เป็นคนมีสติปัญญาและไหวพริบดี โดยเมื่อครั้งฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจเยอรมัน อ็อตโตสามารถคาดการณ์ได้อย่างปรุโปร่งว่าวันข้างหน้าเยอรมันจะนองเลือด และชาวยิวจะเดือดร้อนเพราะความบ้าอำนาจของฮิตเลอร์ ในปีพ.ศ.2476 ครอบครัว “แฟรงค์” จึงย้ายมาตั้งรกรากที่ประเทศฮอลแลนด์ ซึ่ง แอนน์มีความสุขกับครอบครัวอันประกอบไปด้วยพ่อแม่และพี่สาว 1 คน

หลังจากพรรคนาซีเริ่ม มีอำนาจ ต่อมาเมื่อกองทัพนาซีเข้ายึดครองฮอลแลนด์ พร้อมกับออกมาตรการควบคุมชาวยิวจำนวนมาก เธอและครอบครัวกับผู้อื่นอีก 4 คนจึงต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ในอาคารสำนักงานในเมืองอัมสเตอร์ดัมของอ็อตโต ในห้องลับบนหลังคาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 จนถูกหักหลังและถูกนาซีจับเข้าค่ายกักกันในปี พ.ศ. 2487 แอนน์ แฟรงค์ เสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ในเวลาใกล้เคียงกับพี่สาวในค่ายกักกันแบร์เกิน-เบลเซินประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม พ.ศ. 2488

แอนน์ แฟรงค์ ผู้มีอายุเพียงแค่ 15 ปี เป็นเด็กร่าเริง มีนิสัยรักการอ่านเขียน “ไดอารี่” ของขวัญที่เธอได้รับเมื่อครบรอบวันเกิดอายุ 13 ปี เป็นเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอในยามที่ต้องหลบซ่อนในระหว่างสงคราม เรื่องราวต่าง ๆ ที่เธอขีดเขียน ได้กลายเป็นหนึ่งในบันทึกหลักฐานในช่วงสงครามนั้นเป็นอย่างดี

ภาพบน : แผนที่ซ่อนของครอบครัวแอนน์...ด้านขวามือพื้นสีเขียวคือที่อยู่ทางด้านหลังตึกนั่นเอง

บนอาคารสำนักงานที่ฉันเดินขึ้นไปดูที่ซ่อนของเธอ...แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ด้านหลังชั้นหนังสือที่ดูแสนธรรมดานั้น จะเป็นประตูที่ใช้เปิดขึ้นไปยังที่ซ่อนของแอนน์ แฟรงค์และครอบครัว ตอนหนึ่งที่เธอบันทึกเกี่ยวกับเรื่องที่ซ่อนมีความว่า

“ประตูด้านขวาของชานพักนั่นแหละที่นำไปสู่ “ที่ซ่อนลับ” ของเราทางด้านหลังอาคาร ไม่มีใครเดาออกเลยว่าจะมีห้องหลายสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหลังประตูเทาทึม ๆ นั้น มีบันไดขึ้นเดียวอยู่ตรงข้ามทางเข้าพอดี ด้านซ้ายของบันไดนี้ มีทางแคบยาวนำไปสู่ห้องที่ใช้เป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอนของพ่อกับแม่ ถัดจากห้องนี้เป็นห้องขนาดเล็กกว่า ใช้เป็นห้องนอนและห้องทำงานของมาร์กอทกับฉัน ด้านขวามีห้องอาบน้ำเล็ก ไม่มีหน้าต่าง มีแต่อ่าง ประตูตรงมุมเปิดไปยังห้องส้วมและอีกประตูหนึ่งเปิดเข้าห้องมาร์กอทกับฉัน.....”

ฉันนึกไม่ออกว่าจะอยู่ที่นั่นได้อย่างไรเป็นปี ๆ กับสถานที่อันคับแคบจนน่าอึดอัด กับชีวิตที่ต้องอยู่กับความเงียบ พูดจากระซิบกระซาบกันตลอดเวลาเพื่อไม่ให้คนอื่นภายนอกได้ยิน กับห้องน้ำที่ไม่สามารถกดชักโครกได้จนกว่าคนงานในตึกทุกคนจะกลับบ้าน กับการปกปิดแสงในยามค่ำคืนเพราะกลัวคนอื่นภายนอกจะล่วงเห็น แต่เป็นใครก็คงเลือกทำเช่นนั้น หากว่า “ความตาย” และ “ความพลัดพราก”คือเพียงอีกตัวเลือกหนึ่งเท่านั้นที่พวกเขามี

ภาพบน : ไดอารี่ของแอนน์ แฟรงค์

ฉันประทับใจกับสำนวนการเขียนของแอนน์เป็นอย่างยิ่ง เธอมีความปราชญ์ในการบันทึกความรู้สึกลงไปในสมุดอย่างชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่า “เด็ก”เขียน บทหนึ่งที่เธอบันทึกไว้ในวัยเพียงแค่ 14 มีว่า

“ฉันถามตัวเองอยู่เสมอว่า ถ้าเราไม่หนีมาหลบซ่อนเช่นนี้ จะมิดีกว่าหรือ ถ้าต้องตาย จะไม่ดีกว่าชีวิตอยู่อย่างเดือดร้อนลำเค็ญและอึดอัดเช่นนี้หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะได้ไม่ต้องลากผู้อุปถัมภ์ของเราหลายคนให้มารับอันตรายด้วย แต่เมื่อมาคิดว่า ขืนไม่ซ่อนตัว ก็จะต้องตายอย่างทารุณ เราก็ยังรักชีวิต ยังไม่ลืมความงามและเสียงไพเราะของธรรมชาติ ยังคงหวัง หวัง หวังทุกสิ่ง ฉันหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ในไม่ช้านี้แหละ ยังไง ๆ ก็ยังดีกว่าถูกบีบคั้นทำให้กระวนกระวายเช่นนี้ ขอให้วาระสุดท้ายมาถึงเถิด จะร้ายกาจเพียงใด ก็แล้วแต่ จะได้รู้เสียทีว่าเราแพ้หรือชนะ”

เหตุการณ์ที่บอกเล่าด้วยสถานที่จริง ภาพถ่ายและวีดีโอของอ็อตโต แฟรงค์ พ่อผู้ซึ่งเป็นผู้เดียวที่รอดชีวิตจากสงครามในครั้งนั้น ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนใครเอาคีมมาบีบไว้ตรงหัวใจแน่น ๆ แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มันปวดร้าวและระบมใจอย่างบอกไม่ถูก

พ่อของแอนน์ กล่าวเอาไว้ในวีดีโอในช่วงท้ายว่า หลังจากที่เขาได้เปิดอ่านไดอารีของแอนน์จบ เขารู้สึกว่าลูกของเขามีเรื่องข้างในใจหลายอย่างที่ไม่เคยเอ่ยปากให้ได้รับรู้เลย ไดอารีของแอนน์ ทำให้พ่อคนหนึ่ง ได้รู้จักลูกของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

“เมื่ออ่านไดอารีของแอนน์แล้ว ผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับความคิดลึก ๆ ข้างในของแอนน์ มันช่างแตกต่างไปจากแอนน์ซึ่งผมรู้จัก เธอไม่เคยแสดงออกความรู้สึกข้างในเหล่านี้ให้ผมเห็น เธอทั้งพูดและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ แต่เธอไม่เคยกล่าวถึงความรู้สึกที่แท้จริงแบบที่เขียนไว้ในไดอารี สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือแม้ว่าผมจะสนิทกับลูกมากที่สุดและคิดว่ารู้จักนิสัยลูกดีแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ผมอยากให้ไดอารีของแอนน์ เป็นเครื่องเตือนให้พ่อแม่ทุกคนรู้ว่า ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จักลูกของคุณดีแล้ว มันอาจไม่เป็นเช่นนั้นเลยจริง ๆ”

น้ำตาของฉันไหลเป็นทาง ขณะฟังคำพูดของอ็อตโต แฟรงค์ พ่อที่แอนน์เทิดทูนไว้ในใจมากที่สุดในชีวิตของเธอ

ภาพบน : อ็อตโต แฟรงค์ และ แอนน์ (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

ฉันรู้สึกเศร้าเพราะฉันเป็นคนหนึ่ง ที่ยืนยันมั่นใจว่าสิ่งที่อ็อตโต กล่าว เป็นความจริงที่สุดเพราะยามที่ฉันอยู่ในวัยเดียวกับแอนน์ ฉันก็มี “สมุดลายไทย” ปกแข็งที่แม้มันจะมีรูปร่างหน้าตาแบบเดียวกับสมุดการบ้านและสมุดแบบฝึกหัด แต่มันก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งด้วยเช่นกันคือ “สมุดไดอารี่”

ข้อความความรู้สึกในวัยเด็กในขณะที่ฉันต้องไปพำนักอยู่กับบุคคลที่ไม่ใช่บุพการีเป็นเวลานานถึง 5 ปีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อความแห่งทุกข์ เศร้าโศก ระทมใจและความคิดถึงพ่อแม่และน้อง ๆ ที่มีอยู่ทุกวี่วัน ฉันไม่เคยบอกใครในเรื่องแบบนี้เลย หากแต่เขียน เขียน เขียน และ เขียน แต่ฉันก็มีความหวังแบบที่แอนน์หวังอยู่เช่นกัน ว่าสักวันหนึ่งทุกอย่างจะดีขึ้นกว่าเดิม

“สมุดลายไทยไดอารี่”ของฉัน ไม่ได้เป็นสมุดแสนรักอย่างที่แอนน์รู้สึกถึงไดอารี่ของเธอ หากฉันเห็นสมุดเล่มนั้น เหมือนเป็นกระโถนที่ไม่ควรพบเจอกันบ่อยนัก...เพราะฉันเขียนบันทึกแค่ช่วงเวลาที่ฉันมีความรู้สึกแย่ ๆ มันจึงเหมือนศูนย์รวมแห่งความเศร้าหมองของชีวิตในวัยเด็ก...อาจเป็นเพราะฉันไม่อยากกลับไปสู่อดีต ฉันจึงปล่อยปละละเลยไดอารี่เล่มนั้นจนมันสูญหายไป

ก็ดีเหมือนกัน กับการที่ไม่ได้เป็นคนช่าง “เก็บ” ทั้งสิ่งของและความรู้สึกเอาไว้ในสมองแล้วฝังมันเอาไว้ให้เกิดรากแก้ว ทุกวันนี้ เมื่อถึงเวลาจะ “ขุด” ก็ไม่มีอะไรให้ขุดด้วยเช่นกัน

ฉันพยายามวางอดีตเอาไว้ตรงนั้น แล้วเลือกเก็บความฝัน (ที่มีเยอะมาก) และสิ่งงดงามตามมาด้วยตลอดทางเดินของชีวิต ฉันก็เอาแต่บอกกับตัวเองว่า เราไม่มีเวลาพอที่จะคิดถึงอดีต ส่วนข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเหลืออีกสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ฉันจึงอยู่กับ “วันนี้” ให้เต็มที่มันไปเลย

ภาพบน : ด้านหน้าของสำนักงานฯ เป็นลำคลอง และบ้านบนแพ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

เมื่อเดินก้าวออกมาจากบ้านแอนน์ แฟรงค์ ฉันยังมีอารมณ์ “อิน”(In) อยู่ไม่หาย จึงออกมานั่ง ทอดอารมณ์ดูสายน้ำลำคลอง ดูเป็ดว่ายน้ำอยู่ตรงด้านหน้า แล้วคว้าตัวเปลี่ยนอารมณ์ขึ้นมาอย่างไม่รีรอ “มาม่ารสต้มยำ” มื้อนี้ของฉันที่หน้าบ้านแอนน์ แฟรงค์ พอดิบพอดี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

การ “เดิน” ดูเหมือนจะเป็นการเคลื่อนไหวหลักแห่งวันไปแล้ว เพราะหลังจากพิพิธภัณฑ์แอนน์ แฟรงค์ ฉันก็เดินลัดเลาะชมบ้านเมืองของคนดัตซ์ไปจนเพลิน กระทั่งมาถึงพิพิธภัณฑ์แวนโกะห์ ค่าเข้าชมของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีราคาสูงถึงสิบยูโรกว่า ๆ ฉันจึงรั้งรอให้เป็นสถานที่แห่งสุดท้าย เพื่อดูงบประมาณการเดินทางที่ยังคงเหลืออยู่

ภาพบน : ทัวร์จักรยานที่เห็นจนชินตา

วินเซนต์ แวนโกะห์ เป็นจิตรกรยุคอิมเพรสชันนิสม์ ชาวดัตซ์ผู้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะสมัยใหม่ ด้วยผลงานที่สีสันสดใสและมีผลกระทบทางอารมณ์ เขามีอาการของโรควิตกกังวลและต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบั้นปลายชีวิต จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยแผลที่ยิงตัวเองเมื่ออายุเพียง 37 ปี

แวนโกะห์ ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังจากเสียชีวิตแล้ว ทุกวันนี้เขานับเป็นหนึ่งในจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เขาเริ่มวาดรูปเมื่ออายุย่างเข้า 20 ตอนปลาย และผลงานที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของเขาถูกวาดในระยะ 2 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาสร้างผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้นซึ่งประกอบด้วยภาพเขียน 900 ชิ้นและภาพวาดและสเก็ตช์ 1,100 ชิ้น ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเขา เช่น ภาพเขียนตัวเอง ภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน และดอกทานตะวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและแพงที่สุดในโลก

ภาพบน :วินเซนต์ แวน โกะห์

ผลงานของแวนโก๊ะ ถือว่าสุดโต่ง แตกต่างและแปลกแหวกแนวมากในสมัยนั้น แต่สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างฉันที่เกิดมาในยุคนี้ ดูกี่ที ก็ “อึ้ง” กับผลงาน โดยเฉพาะ “สี” ที่ถูกจรดลงในทุก ๆ ภาพที่ได้มีโอกาสยล

เมื่อรู้ประวัติชีวิตของเขา และได้เข้ามาดูผลงานภาพวาดของเขาแล้ว ฉันได้แต่พร่ำพูดกับตัวเองในใจอยู่หลายครั้งว่า “ทำไม ๆ ๆ ทำไมภาพที่เขาวาดนับพันรูป จึงขายได้เพียงชิ้นเดียวในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ ทำไมผู้คนในสมัยนั้น ไม่เห็นความอัจฉริยะของผลงานแวนโกะห์กันเลยหรือ” ก็ในเมื่อมันช่างน่าทึ่งเสียขนาดนี้ ภาพบางภาพ..บ่งบอกได้ถึงความฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด แต่ยังคงความคมกริบและแม่นยำของสี ภาพบางภาพช่างละเอียดอ่อนงดงาม แม้โทนสีจะมืดครึ้มทึมไปทั้งหมด ภาพบางภาพ แม้นใช้เพียงคำว่า “สีสันจัดจ้าน” ก็ไม่อาจพอ หากแต่ยิ่งจัดจ้านก็ยิ่งน่าตะลึงพึงพรืดขึ้นไปเท่านั้น

นี่คือความงดงามของศิลปะที่ฉันได้รู้จักผ่านศิลปินโลกอย่างแวนโกะห์

ภาพบน : ภาพ "ทางสามแพร่ง" ภาพสุดท้ายที่แวนโกะห์วาดก่อนยิงตัวตาย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

เย็นย่ำแล้ว...ฉันยังคงเดินย่ำผ่านสนามหญ้ากว้างใหญ่ อันรายล้อมไปด้วยพิพิธภัณฑ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ

อัมสเตอร์ยามเย็น ดูมีสงบสุขนัก ฉันเอนกายลงนั่งตรงพื้นสนามหญ้าสีเขียว นั่งนิ่งแล้วเฝ้าดูทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบข้าง…คนดัตซ์เอา “เวลา” ของดวงอาทิตย์ที่จวนเจียนจะลับหายแห่งวัน ในการทำกิจกรรมกับครอบครัว บ้างก็มากับสุนัขคู่ใจ มาเล่นเกมส์โยนลูกบอลให้หมาคาบกลับมา บ้างก็ขนลูก ๆ ใส่จักรยานครอบครัวมาตักทรายเล่นบริเวณใกล้ ๆ นั้น บ้างก็เอา “เวลา” มาอ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ บนสนามหญ้า บ้างก็เอา “เวลา”มาจิบกาแฟส่งดวงตะวันกลับบ้าน แต่บางคนก็กำลังกลับบ้านด้วยจักรยานคู่ใจ คันแล้วคันเล่าที่เฝ้าผ่านตาของฉันไป

ภาพบน : คนสวยกลับบ้าน

สำหรับฉัน “เวลา” ไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้ ฉันทั้งมีมากมายและเหลือเฟือจนอยากจำแหนกแจกจ่ายให้กับมนุษย์ที่มักพูดว่า “ไม่มีเวลา” อยู่เสมอ ๆ

ฉันนั่งอยู่กับตะวัน จนมันลับหายไป...หมดแสงตะวัน นั่นแหละที่เรียกว่าหมดเวลาของฉันจริง ๆ ...

แต่ “เวลา” ที่จะอยู่กับการเดินทางทริปนี้ มีเหลืออีกแค่ 2 วันเท่านั้นเอง

...ฉันไม่บ่นหรอกนะ ว่าไม่มีเวลาเหลือแล้ว แต่ตอนนี้ ฉันอยากให้เวลาเดินทางเร็วกว่าเดิมไปเสียอีก...

หนึ่งวันในอัมสเตอร์ดัม

ฉันได้เรียนรู้ชีวิตของบุคคลสำคัญของโลกถึง 2 คน แต่มุมมองชีวิตของพวกเขาช่างแตกต่างยิ่งนัก ด้วยคนหนึ่ง ไม่อยากตาย จึงอดทนรอคอยและเปี่ยมล้นไปด้วย “ความหวัง”

ส่วนอีกคนกลับหม่นหมองสิ้นหวัง ทั้งมีปัญหาทางจิต จนต้องพึ่งความตายให้เป็นทางออก

ขณะกลับบ้าน...ฉันเดินไปตามแสงไฟที่ส่องไปตามทาง

ฉันว่า...แสงไฟเหล่านี้ ก็คงไม่ต่างไปจากความหวังของคนเรานั่นแหละ

หากหมดความหวังก็เหมือนเดินอยู่บนทางที่มืดมิด...แม้คนตาบอด ยังมองเห็นทางเดินของพวกเขา

แล้วพวกเราที่ตามองเห็น จะปิดไฟกันไปไยหรือ...”มาเปิดไฟในหัวใจกันดีกว่า”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ท้ายบท

ถ้าแอนน์ แฟรงค์ ยังมีชีวิตอยู่ ในปี พ.ศ.2555 นี้ เธอจะมีอายุ 83 ปี

หนังสือ “บันทึกลับของ แอนน์ แฟร้งค์” นับเป็นหนังสือที่อิฉันอยากแนะนำให้ท่านผู้รักการอ่านทุกท่าน...มิได้ต้องการจะโปรโมทสำนักพิมพ์ฯ ใด หากแต่เป็นบันทึกที่น่าสนใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และ หากท่านผู้อ่านท่านใด “ไม่มีเวลา” อ่าน..ขอแนะนำให้เข้าไปดูได้ในยูทูปเรื่อง Anne Frank: The Whole Story มีทั้งหมด 19 ตอน ตอนที่ปวดร้าวที่สุดคือตอนที่ 15 ค่ะ ...แต่ไม่มีคำบรรยายไทยนะคะ...แต่ฟังไม่ยากนักค่ะ...เล่นวิชา Verb to เดา กันบ้างก็จะสนุกไปเองค่ะ...แต่หนังเศร้าเดาไม่ยากหรอกค่ะ...

ส่วนแวนโกะห์...ถ้าใครสนใจเข้าไปหาข้อมูลต่าง ๆ ต่อได้ในเว็บไทยอันนี้ค่ะ http://www.vggallery.com/international/thai/index.html



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ni_gul วันที่ : 22/02/2014 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ได้อ่านอย่างอิ่มในอารมณ์
เพลินภาพที่จัดวางไว้สวยเหมาะเจาะ
บรรยายความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่เขียนไดอารีเหมือนใช้มันเป็นกระโถน เพื่อสะท้อนถึงเด็กอีกคนหนึ่งที่คนทั่วโลกต่างรู้จักและอยากมาเที่ยวบ้านเธอเพราะเธอเขียนไดอารีด้วยความรักในชีวิตแม้ในท่ามกลางความลำเค็ญปางตาย
ตามติดด้วยเรื่องราวของศิลปินฝีมือฉกาจที่อาภัพและหนีชีวิตตัวเองโดยการฆ่าตัวตาย จบลงด้วยการบรรยายถึงการมีความหวังของทุกชีวิตจะช่วยพาชีวิตไม่ให้เดินไปในทางมืดมน แล้วชวนทุกคนมาเปิดไฟในหัวใจ... โอ๊ย! รักผู้เขียนที่ชื่อแทนไทยเนียม ตั๊กแตนตัวเขียวแบกเป้คนนี้จัง
รักมากมาย จุ๊บๆ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
tanthainium วันที่ : 05/10/2012 เวลา : 02.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tanthainium

คุณสิงห์มือซ้าย: หืดขึ้นคอแล้วค่ะพี่พร

คุณลูกเสือหมายเลข9 : ถึง "อิ่ม" ก็จะ็มีให้อีกนะคะ..จะรับอีกไหมคะพี่ลูกเสือฯ

คุณnenglee : ดีใจที่ชอบนะคะ...ขอบคุณค่ะ

คุณBlueHill : ต้องการไกด์ไหมคะ...จะไปเมื่อไหร่บอกนะคะ พี่ชาลี หุหุ

คุณคนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว : ประเทศนี้สวยมาก ๆ ค่ะ

คุณสำรวจฟ้า: เขาเก่งจริง ๆ ค่ะ เรื่องการต่อสู้กับธรรมชาติเนี่ย ต้องยกนิ้วให้เลยจริง ๆ ค่ะ

คุณผีเสื้อพเนจร: ขอบคุณค่ะ ผีเสื้อฯ

คุณนำพล : ไปสิจ๊ะ...เอาคุณลูก กับคุณแม่ ไปด้วยนะ..

คุณchailasalle: แวนโก๊ะ นี่สุดยอดของชีวิตเลยจริง ๆ ค่ะ

คุณศณีรา : smile

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ศณีรา วันที่ : 03/06/2012 เวลา : 02.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chailasalle วันที่ : 01/04/2012 เวลา : 22.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

มองมุมไหนสงครามล้วนน่าเศร้า ..ปล, แวนโก๊ะ ผู้ อาภัพครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นำพล วันที่ : 07/02/2012 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Numphol
Thailand Only

สวัสดีครับ

อยากไปเที่ยวกับคุณแตนจัง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ผีเสื้อพเนจร วันที่ : 25/01/2012 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ontheway
บอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่าย http://www.oknation.net/blog/vagrant

ส่วนข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเหลืออีกสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ฉันจึงอยู่กับ “วันนี้” ให้เต็มที่มันไปเลย
=== เห็นด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 24/01/2012 เวลา : 07.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

อ่านแล้วอิ่ม อย่างพี่ลูกเสือบอก
ทำให้รู้จักชีวิตของคนสำคัญถึงสองคน

การเขียนไดอารี เป็นการได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ
ที่เราไม่สามารถพูดคุยกับใครให้เข้าใจความรู้สึกได้
แต่อีกทางหนึ่ง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความทรงจำดีๆเก็บเอาไว้เช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

อยากไปชมบ้านเมืองเขาที่ต่อสู้กับธรรมชาติอย่างได้ผล ดอกไม้ก็สวย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ได้ท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์สนุกดีครับ..

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หากมีโอกาสไปเนเธอร์แลนด์ จะไปตามหาบ้านของ แอนน์ แฟรงค์ บ้างครับ

อยากบอกให้่ชาวโลกรู้่ว่า สงครามมันเลวร้ายขนาดนี้ แล้วไฉนจึงปรารถนาความเลวร้ายแบบนั้นกันนัก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
nenglee วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 16.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/watitlee

สนุกพอๆกับได้สาระดีๆไปด้วย เยี่ยมมากครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เอนทรนี้อ่านแล้ว"อิ่ม"..
ได้เห็น"บ้านของแอน แฟรงค์ ..ได้เห็นรถจักรยาน ได้เห็นท้องฟ้า ฯลฯ...

ที่สำคัญ...ได้อ่านเรื่องดีๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 23/01/2012 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

เย้ ตอนที่ 40 มาแล้ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน