• คีตพจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_siripot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 81
  • จำนวนผู้ชม : 593838
  • ส่ง msg :
  • โหวต 282 คน
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ในครานี้อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ Blog ของคีตพจน์หน่อยครับ ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทยครับ
ท่านสามารถอ่านเรื่องเก่า ๆ จากรายการที่ผมรวบรวมไว้ให้ ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/tcmc/2007/08/23/entry-1
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tcmc
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550
Posted by คีตพจน์ , ผู้อ่าน : 1433 , 15:14:40 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นิวรณ์ กำแพงในดนตรีไทย

        ได้เข้าชมวงดนตรี ทั้งที่ได้แสดงจริงและแสดงตามรายการโทรทัศน์ที่บรรดาเหล่าวัยรุ่นนิยมเรียกกันว่าวง "คอนเสิร์ต" จะตรงกับลักษณะที่แท้จริงกับวง "คอนเสิร์ต" ของฝรั่งหรือไม่ ไม่ต้องคำนึงถึงแต่ก็อดปลื้มใจไม่ได้ว่าเขาทำบุญด้วยอะไรหนอ จึงได้มีทั้งวัยรุ่นและวัยเพศประหลาดทั้งหลายแห่กันไปชมกันอย่างล้นหลาม พร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดแสดงความพอใจต่อรายการแสดง ผู้แสดงทั้งคนขับร้องและคนบรรเลงต่างก็มีกำลังใจแสดงด้วยพวงมาลัยหรือไม่ก็ช่อดอกไม้ที่มีมือทั้งหลายแห่ประสานส่งมอบให้จนเต็มคอหรือหอบไม่ไหว บางรายถึงกับปากลับลงไปหาผู้ชมใหม่ ก็ยิ่งเพิ่มความสนุกสนาน ขึ้นเป็นทับทวีคูณ แสดงว่าทั้งผู้แสดงออกถึงความรักและความพอใจอย่างชนิด สู่ก้นบึ้งแห่งหัวใจ  ป่วยการที่จะไปตั้งปัญหาว่า ที่เขาได้แสดงอาการอย่างนั้นออกมา เพราะเกิดจากความ ซึ้งใจในศิลปะการแสดงที่แท้จริง หรือแสร้งเอาอย่างผู้อื่น เพราะไม่เช่นนั้นจะแสดงว่าตนเข้าสังคมสมัยใหม่กับเขาไม่เป็น เราไม่เห็นจะต้องพูดถึงเพราะ "จิตมนุษย์ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง" เป็นเรื่องภายในของเขา
        เช่นเดียวกัน ก็เคยเห็นวงดนตรีไทยที่ผู้ขับร้อง และบรรเลงก็พวกวัยรุ่นเช่นกัน เพียงแต่ มิได้แสดงตามสถานที่หรือเวทีที่ได้จัดไว้โดยเฉพาะเพียบพร้อมด้วยแสงสีแพรวพราวอย่าง วง "คอนเสิร์ต" แต่กลับเป็นบริเวณงานวัด อย่างเก่งก็แค่ยกพื้นปูเสื่อ หรือบนพื้นราบก็เคยมี หากเป็นบ้านช่องก็ไม่แคล้วเป็นอย่างนั้น กำลังใจของผู้แสดงที่ได้รับในบางครั้งเป็นเสียงปรบมือดังเปาะแปะจากผู้ชม ส่วนมากเป็นวัยดึก ช่อดอกไม้หรือพวงมาลัยที่ได้รับก็พอมีบ้าง แต่แทนที่จะเป็นช่อที่เกิดจากน้ำใจบริสุทธิ์เจตนามอบให้โดยเฉพาะ กลับเป็นช่อเหี่ยวๆ หลังจากที่ชาวบ้านได้บูชาพระแล้ว แถมบางครั้งผู้มอบให้ยังไม่หายจากโรงน้ำเปลี่ยนนิสัยก็ยังมี ผู้รับคงนึกเสียว่า รับส่วนบุญ "หลังพระปฏิมา" แต่ก็อดเอิบอิ่มใจอยู่ไม่ได้ ที่เห็นนักดนตรียื่นคออันสุภาพและสงบเสงี่ยม โดยไม่คิดว่า นั่นคือซากเดนพวงมาลัย
        คิดถึงเขาคือวง "คอนเสิร์ต" แล้วมาคิดถึงเรา คือวงดนตรีไทย ก็ให้ออกน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมเราจึงไม่เหมือนเขา แต่เมื่อนึกถึงธรรมะบทหนึ่งในพระพุทธศาสนาก็คือ "นิวรณ์" ก็ทำให้ใจสว่างขึ้นมาบ้าง
เมื่อเอ่ยถึงคำว่านิวรณ์ ก็โปรดอย่าเข้าใจว่า จะมีการเทศน์เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะเข้าใจดีอยู่แล้วว่าความชอบความพอใจของคนอยู่ที่ไหน สมมติว่าเดินผ่านไปยังบ้านหลังหนึ่ง ได้ยินเสียงบิดามารดาอบรมสั่งสอนบุตรให้ตั้งอยู่ในความดีเว้นความชั่ว ได้ยินแล้วก็แค่นั้น แต่ถ้าได้ยินเขาด่ากัน เขาประณามกันยิ่งได้ลงไม้ลงมือเอะอะตึงตังกันด้วยแล้ว บางครั้งนอนหลับอยู่ดีๆ ลุกขึ้นไปทั้งฟังทั้งดูจนถึงใต้ถุนบ้านก็ยังมี หากจะมีผู้แย้งว่า ไม่จริง ฉันไม่เคยเป็นอย่างนั้น ก็คงแสดงว่าบรรลุแล้ว
        คำว่า "นิวรณ์" ท่านบัณฑิตทั้งหลายเคยแปลเอาไว้ว่า "เครื่องกีดกั้นมิให้บรรลุถึงซึ่งความดี" แล้วมันเกี่ยวอะไรกับดนตรีไทยด้วยเล่า ขอตอบว่าเกี่ยวและเกี่ยวเอามากเสียด้วย
อันตัวนิวรณ์ เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาหรือตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างหนึ่ง ท่านได้จำแนกขอบข่ายของตัวนิวรณ์ไว้เป็น 5 ประการ
                1. กามฉันทะ คือความพอใจในความอยาก
                2. พยาบาท คือความผูกโกรธ
                3. ถีนมิททะ คือความหดหู่เซื่องซึม
                4. อุททัจจะ กุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านรำคาญ
                5. วิจิกิจฉา คือความลังเลใจ
        นี่คือเครื่องกีดกั้นมิให้บรรลุถึงซึ่งความดีหรือความสำเร็จในคน จะแก้ได้ก็ด้วยไม่ให้มีอาการทั้ง 5 ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ ละเสีย
นิวรณ์ ในดนตรีไทยหาได้มีลักษณะครบองค์ 5 ไม่ แต่มันจะมีแบบของมันโดยเฉพาะ คล้ายกับมีกำแพงเข้ามาขวาง หนาบ้าง บางบ้าง คอยขวางกันเป็นตอนๆ ปัญหาอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้อาสารื้อกำแพง หรือจะมีวิธีรื้ออย่างไรโดยไม่ให้กำแพงช้ำ
        ปัจจุบัน เราได้ยินบุคคลภายนอกวงการดนตรีไทย ตะโกนกู่ก้องให้ตายใจว่า ดนตรีไทย ก้าวหน้าไปมากแล้ว ไปโลดแล้ว จัดเป็นมหกรรมโดยใช้คนแสดงนับพันบ้าง สลับกับความขัดแย้ง และทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ทั้งยังมีหน่วยราชการบางหน่วยและเอกชนก็เคยจัดประกวดประชันกัน ตามจุดประสงค์ คือส่งเสริมดนตรีไทย จะคิดว่านั่นคือความสำเร็จหรือ มีเด็กข้างบ้านระดับประถมคนหนึ่ง สังกัดโรงเรียนของกทม. ทำหน้าที่ตีขิมร่วมบรรเลงในงานมหกรรมดนตรีไทย ก่อนวันบรรเลงจริง ได้ยินเสียงขิมที่คุณแม่จัดหามาให้ส่งเสียงดังเหง่งหง่างอยู่บนบ้าน พอเป็นภาษาอยู่บ้าง แต่พองานเลิกจนถึงบัดนี้…เงียบ เคยมีผู้คิดทำสถิติสำรวจเด็กที่เข้าร่วมบรรเลงในงานมหกรรมดนตรีไทยบ้างไหมว่า เด็กในจำนวนพันเหล่านั้น มีสักกี่คนที่คิดจะพัฒนาตนเองให้ก้าวขึ้นไปอีก ไม่ต้องถึงระดับนักดนตรีเอกหรอก เพียงแต่พอมีใจรักก็พอเพราะเรารู้อยู่ว่าเรากำลังว่ายน้ำทวนกระแสน้ำ อย่าได้นำเอาสิ่ง "แสดง" มาเป็นเครื่องวัดอันการวิเคราะห์วิจัยที่ทำกันดาษดื่นกัน ในปัจจุบันนั้นข้อมูลบางอย่างใช่ว่าจะเชื่อได้เสมอไป มีทั้งน้ำดีและน้ำเน่า
        ปัจจุบันเราต้องยอมรับความเป็นจริงตามสภาพของสังคม เฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นศิลปะ เราก็ทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า สิ่งที่เป็นศิลปะทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น จะมีแต่รุดหน้า จะไปดีไปชั่วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่จะให้วกกลับมาหาที่เดิมคงยาก อย่างดีก็เป็นแต่เพียง "แสดง" ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าศิลปะต่างๆเหล่านี้ เป็นผลิตผลที่มาจากความคิดของคน เมื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ความคิดของคนก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ผลงานที่ออกมาก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน สิ่งที่จะให้มันอยู่ได้ เป็นเรื่องของความคิดที่ควรอนุรักษ์เอาไว้เพราะเห็นว่ามีคุณค่าทางใจอยู่ เช่นเพลงพื้นเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในภาคไหน, ในอดีต เราทราบว่ามีมากมายหลายอย่าง แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เท่าไร เราท่านคงทราบดีทางภาคกลางก็มีเพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเรือหรือลำตัด แต่ที่เราเห็นว่าเลือกอยู่นี้ มิใช่เกิดจากธรรมชาติทางสังคมเรียกร้อง แต่เกิดขึ้นเพราะต้องการ "แสดง" ให้คนรุ่นหลังเห็นว่า ของเดิมเคยมีรูปร่างอย่างไร แสดงแล้วก็เลิกกันไป แม้แต่การละเล่นที่เป็นของหลวง เช่น โมงครู่ม กุลาตีไม้ หรือระเบ็ง ซึ่งสมัยก่อนกล่าวกันว่าสนุกนักหนา แต่ปัจจุบันแทบหาชมไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความบันเทิงที่ถือว่าเป็นอาหารทางใจชนิดหนึ่ง ในอดีต ยอมรับว่าเป็นอาหารที่โอชะ แต่ในปัจจุบัน เกิดมีอาหารที่มีรสแปลกๆ เช่น ละคร ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุหรือ วีดีโอ มิหนำซ้ำเกิดวงดนตรีแปลกๆ และคงจะแปลกต่อไปโดยหาขอบเขตมิได้ เราจะเลือกทางไหนระหว่างทาง 2 แพร่ง คือใช้วิธีเอาหัวชนฝา ยึดหลักที่มีมาแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่รู้ว่าตายเร็ว กับยอมปล่อยไปตามกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อยู่ได้นานหน่อยเพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางความคิดและการกระทำไปบ้าง เพื่อความอยู่รอด, สิ่งที่เป็นของเดิมเป็นอยู่อย่างไรก็คงรักษาไว้ให้ เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะมันเป็นแบบที่จะนำมาอ้างอิงได้ คือทำหน้าที่คล้ายหนังสืออุเทศที่เป็นผู้ชี้เพื่อส่งเสริมสติปัญญา ถือเสียว่า เป็นของเก่าลายครามที่มีค่าสูง
       อันเครื่องกีดกั้นหรือ นิวรณ์ ในดนตรีไทยปัจจุบัน มีมากมายที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น
                 1. ละทิ้งความคิดเดิมที่มิใช่เป็นแนวทางสร้างสรรค์ทางความคิดสอดคล้องกับธรรมชาติทางสังคมปัจจุบัน การเรียนรู้เพื่อให้เห็นความงามของศิลปะนั้น มิใช่เกิดจากการบังคับหรือการตั้งเงื่อนไข จริงอยู่การกระทำด้วยการถูกบังคับหรือฝืนใจ ก่อให้เกิดทักษะและการเรียนรู้จนในที่สุดก็จะมองเห็นความงามของศิลปะที่แฝงอยู่ภายในได้ก็จริง อาจจะได้ผลในเรื่องอย่างอื่น หรือหากเป็นเรื่องของดนตรีไทยก็เป็นอดีต เพราะเขาไม่มีทางเลือก แต่ถ้าเป็นดนตรีไทยในปัจจุบันขอตอบว่ายาก เราก็รู้กันโดยชัดแจ้งแล้วว่า ดนตรีไทยเป็นเรื่องของความบันเทิงชนิดหนึ่งซึ่งในอดีตมีจำนวนจำกัด แต่ปัจจุบันมีมากหลายและล้วนแต่ยั่วยุให้เห็นดีเห็นงามกว่าดนตรีไทยทั้งนั้น อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เห็นเช่นนั้น ผู้ใหญ่บางคนที่ปากพร่ำพูดให้เยาวชนของชาติเห็นความสำคัญของดนตรีไทย แต่หัวใจคิดเช่นนั้นหรือเปล่าคงเป็น สูตรของ การอบรมมากกว่า ในอดีต ผู้เป็นศิษย์ ต้องคอยจับครู คอยตื๊อครู เพื่อตนเองจะได้วิชาต้องคอยปรนนิบัติครู รับใช้ครู อย่างภาพยนตร์จีนกำลังภายในไม่มีผิด ฝ่ายครูก็ตั้งเงื่อนไข ตัดไม้ข่มนาม คือให้ยากเข้าไว้ ใครทนได้ทนไป คนที่ทนไม่ได้ก็หนีไปเอง ผู้ทนได้แสดงว่ามีความตั้งใจจริง ตัวอย่างง่ายๆ ผู้ต้องการเรียนรู้ทางเครื่องตี เช่น ระนาด ฆ้องวงเป็นต้น ซึ่งจะต้องผ่านเพลงสาธุการก่อนเพลงอื่น ใครผ่านเพลงนี้ไม่ได้ก็อย่าได้เรียนรู้กันอีกเลย อันว่าเพลงสาธุการ เป็นเพลงที่ง่ายนักหรือ จริงอยู่ คีตกวีไทยโบราณ ท่านได้สร้างการเคลื่อนที่ของทำนองเพลงเอาไว้อย่างงดงาม เพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องมือแต่ละชนิด นั่นเป็นเรื่องของเทคนิคของการบรรเลง ที่ผู้ศึกษาในด้านนี้ควรจะรับรู้ แต่หากจะนำมาใช้กับเด็กไทยในปัจจุบัน ในยุคที่ครูจับศิษย์ จะได้ผลสักกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งถ้าใช้วิธีศิษย์ทำผิด เอาไม้ระนาดเคาะศีรษะจนหัวโนด้วยแล้ว อย่าหวังเลยจะให้เขาอยู่ เขาคงวิ่งหนีกันไปหมด คนที่อยู่ไม่ได้คือผู้ที่ไปไหนไม่รอด เคยได้ยินมีผู้กล่าวกันว่า มีการฝึกด้านนาฏศิลป์ด้วยวิธี "รำทั้งน้ำตา" แถมมีคำผรุสวาทเป็นเครื่องแกล้มด้วย คงเป็นวิธีฝึกที่ทำให้เกิดความซึ้งใจในรสของศิลปะยิ่งขึ้นกระมัง คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากเป็นแฟชั่นแห่งอารมณ์ อย่างเช่น พ่อแม่บางคน ถึงคราวโกรธลูกขั้นโมโห ยิ่งตียิ่งมัน ไม้เรียวจะไปถูกหัวหูตรงไหนไม่รู้แล้ว ขอให้สะใจในอารมณ์ก็พอ ในขณะปฏิบัติการคิดว่า หากตายไปก็จะดี แต่พอตีไปแล้ว…เหนื่อย…หมดแรง ความสงสารลูกก็เกิดขึ้น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี ถึงตอนนี้หากมีผู้ถามว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น ก็มักจะได้คำตอบว่า เพื่อจะให้มันได้ดี
                อันวิธีการที ่กล่าวมานี้จะบอกว่า เป็นวิธีสร้างความผูกพันทางใจให้เกิดความเคารพรักระหว่างศิษย์กับครูก็นับว่าถูก แต่คงถูกเพราะความกลัวมากกว่า แต่เมื่อลับหลังแล้ว เชื่อได้หรือว่าเขามีความรู้สึกเช่นนั้น คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แผลเป็นที่เป็นรอยด่างทางใจนี่สิ ที่มันร้ายนัก เพียงแต่ไม่แสดงออกมา ความรักความนับถือที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ความบริสุทธิ์ใจที่มีต่อกันอย่างจริงใจต่างหากเล่า
                2. ละทิ้งความอวดโอ้จนคล้ายกับว่าเป็นการข่มขู่เหยียดหยามขาดเมตตาธรรม เรื่องนี้นักดนตรีไทยที่มีฝีมืออยู่ในวัยคะนองชอบใช้นัก คิดว่าตัวเป็นเสือเห็นเนื้อฟานหวังขย้ำให้ตาย เป็นการแสดงออกที่น่าขยะแขยง เรื่องนี้เคยเห็นตัวอย่างใน กทม. ที่คราวหนึ่งมีการประลองฝีมือทางปี่พาทย์ ระหว่างทีมภูธร กับทีมนครบาล อย่าได้เอ่ยถึงเลยว่าเป็นใครมาจากไหน ทีมภูธรรู้ตัวว่ามาแต่เมืองไกล เข้ามาอยู่ในถ้ำเสือก็พยายามถ่อมตน แต่ฝ่ายนครบาลก็งัดเอากลยุทธ์ทุกวีธีทางทั้งฝีมือและกิริยาที่คิดว่าเหนือกว่าคู่ต่อสู้จนผู้ชมรู้สึกหมั่นไส้ สังเกตได้จากเมื่อจบการบรรเลงแต่ละช่วง หากเป็นวงภูธรแล้วจะมีเสียงปรบมือดังกึกก้อง แต่พอเป็นวงนครบาลได้ยินเสียงดังเปาะแปะ คิดว่าคงเป็นหน้าม้าเสียมากกว่า ลักษณะเช่นว่านี้ใช่ว่าผู้ชมจะไม่เข้าใจ เป็นจุดบอดต่อการพัฒนาดนตรีไทยประการหนึ่ง ทั้งยังมีผลสร้างความขัดแย้งในหมู่สังคมดนตรีไทยด้วยกัน
                3. ให้รู้จักเสียสละที่แฝงไปด้วยการเห็นแก่ตัว เคยได้พบเห็นนักดนตรีไทยที่มีฝีมือ ส่วนมากมักจะเป็นพวกวัยรุ่น แสดงตนคล้ายเป็นคนเห็นแก่ตัว ชอบใช้วิธี "ชุบมือเปิบ" เรื่องแบกขนไม่ค่อยเอา อย่างดีก็แค่จับแต่อาวุธเบาๆประจำกาย เช่น ไม้ตีระนาด หรือซอ เป็นต้น ส่วนที่เป็นของหนัก เช่น ระนาด ฆ้อง กลอง ทำวางเฉย ปล่อยให้พวกทาสแบกขนไป จะเป็นเพราะว่าหากได้จับสิ่งเหล่านี้แล้ว จะทำให้มือเสียก็เหลือเดา แต่เห็นคงจะขี้เกียจเสียมากกว่า กลายเป็นการสร้างความรังเกียจให้แก่ผู้อื่น มีผลถึงทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ ทำไมจึงต้องอบรมกันอย่างนั้น หรือธรรมชาติของดนตรีเป็นอย่างนั้น คือ ความอิสระที่นักดนตรีไทยแต่ละคนย่อมมีอิสระที่จะแสดงออกตามความคิดของตน อยากทำอะไรก็ทำ จนบางครั้งแม้ความคิดของผู้อื่นที่มีประโยชน์ก็ไม่ค่อยยอมรับ เรื่องแบบนี้หากเป็นวงสากลแล้วเขาไม่ค่อยมี เขาถือว่าเขาทำงานร่วมกัน ไม่ควรจะเอาเปรียบกัน ยิ่งดูลึกเข้าไปในด้านดนตรีของเขาแล้วก็ยิ่งเห็นว่า ลักษณะทางดนตรีของเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านบทเพลง ทำนองเพลง การประสมวง ล้วนมีผลมาถึงตัวนักดนตรี ให้รู้จักระเบียบ ความเข้าใจของการทำงานเป็นหมู่เป็นคณะอย่างมีกฎเกณฑ์ แม้ว่านักดนตรีสากลเหล่านี้เป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทยก็ตาม
                4. ผ่อนปรนหรือยืดหยุ่นในจารีตบางอย่างที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณ อันเป็นอุปสรรคต่อความคิดทางดนตรีไทยของเด็กไทยปัจจุบัน ในที่นี้มิใช่จะคิดให้เลิกระเบียบหรือประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติจนเป็นจารีตไปแล้ว แต่หากให้คำนึงถึงเหตุผลแห่งความเป็นจริง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมย่อมมีผลต่อความคิดและการแสดงออก เช่น ในอดีตความสำคัญในเรื่องเพศมักถือว่า เพศชายสำคัญกว่าเพศหญิง จนรู้สึกว่าหญิงกลายเป็นเครื่องมือของผู้ชาย ที่จะผันแปรได้ โดยหญิงไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เกิดมีคำพังเพยต่างๆตามมาแสดงถึงความไร้ค่าของหญิง เช่น ผัวเป็นช้างเท้าหน้าเมียเป็นช้างเท้าหลัง, เมียต้องตื่นก่อนนอนหลัง(ผัว) มิหนำซ้ำก่อนนอนเมียจะต้องกราบตีนผัว 3 ที เป็นตัน ปัจจุบันสภาพของหญิงเป็นเช่นไรเราก็ทราบดีอยู่แล้ว คือ เขาไม่ได้อยู่ข้างหลังแล้วมิหนำซ้ำจะล้ำหน้าด้วยซ้ำไป คำพังเพยเก่าๆ ที่เคยยึดถือกันมาอาจจะกลับเป็น…ผัวตื่นก่อนนอนหลังเมีย หรือก่อนนอนผัวจะต้องกราบตีนเมีย 3 ครั้งก่อน ใครจะไปรู้
                ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้มีผลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นอุปสรรค ปิดช่องทางการแสดงออกทางความสามารถที่แท้จริง และด้วยความตั้งใจจริง แต่เขาหมดโอกาสเพราะมีกำแพงกั้นอยู่ กำแพงที่ว่านี้ หนาบ้าง บางบ้าง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น มีเพลงไทยบางเพลงที่เราถือว่าเป็นเพลงชั้นสูงสุด ในจำนวนนี้ก็มีเพลง องค์พระพิราพ เพลงหนึ่ง การที่จะ "ได้" เพลงนี้ จะต้องผ่านกระบวนการและเงื่อนไขมากมาย เช่น ต้องเป็นชายต้องมีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป ต้องได้บวชเรียนเสียก่อน ผู้ต่อเพลงให้จะต้องได้รับมอบหมายจากครูเสียก่อน เงื่อนไขที่ว่ามานี้เป็นเครื่องวัดความเจริญทางจิตใจ ที่จะต้องรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตนต้องการจะได้อันมีผลต่อการดำรงชีวิตคืออาชีพของตนเองในอนาคต โดยคำนึงถึงวัยเป็นสำคัญ คือจะต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะและวุฒิภาวะแล้ว ในสมัยก่อนวัดกันด้วยการ "บวช" ก็เท่ากับไปศึกษาวิชาที่ "วัด" วัดจึงเป็นแหล่งให้ความรู้ดีที่สุด จะศึกษาเรียนรู้ให้เป็นปรกติได้ อะไรไม่ดีเท่ากับบวชเสียเลย ตามวัยที่กำหนดให้ สึกออกมาก็เท่ากับจบการศึกษาแล้ว ความรู้ที่ได้จะสูงต่ำมากน้อยก็อยู่ที่ผู้บวชเอง แต่ถึงอย่างไรก็คงดีกว่าผู้ที่ไม่ได้บวช ในปัจจุบันจะมีชายไทยสักเท่าไรที่นิยมบวชกัน บางคนถือว่าบวชไม่สำคัญ เพราะการศึกษาของเขามิได้อยู่ที่วัด แต่ไปอยู่ที่สถาบันการศึกษา เขาสามารถเรียนรู้ถึงขั้นเป็นบัณฑิต ก็เท่ากับเป็นการบวชเรียนแล้ว จะเอาเงื่อนไขของความเป็น "บัณฑิต" มาใช้แทนการ "บวชเรียน" ไม่ได้หรือ เพราะผู้ที่ศึกษาถึงขั้นเป็นบัณฑิตได้ อย่างน้อยก็ต้องผ่านวัยการครบบวชแล้ว เงื่อนไขอย่างนี้ พอถึงจุดที่ไม่มีใครบวชเพลงนี้เห็นจะต้องสูญพันธุ์ ยิ่งสตรีด้วยแล้วแทบจะหมดหวังเอาเสียเลย ทำไมจึงต้องไปกีดกันเขา ในเมื่อเขามีความสามารถที่จะทำได้อย่างผู้ชาย หรืออาจจะดีกว่า จึงควรให้รื้อกำแพงออกเสียบ้าง นักดนตรีไทยนั้นไม่เคยดูถูกในศิลปะของเขา ยิ่งสิ่งนั้นเป็นมงคลอันสูงสุดด้วยแล้วเขาคงยิ่งรักและหวงแหน ฉะนั้นแม้จะเป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในการไหว้ครูดนตรีไทย ก็น่าจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงแสดงได้บ้าง
                5.หน่วยราชการใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในศิลปะทางดนตรีโดยตรงก็น่าจะเปิดกว้าง จัดสถานที่แสดงให้เป็นสาธารณะที่แท้จริง เปิดโอกาสให้บุคคลทุกระดับได้มีโอกาสแสดงกันอย่าง ทั่วถึง ไม่เห็นแก่ค่าผ่านประตูเล็กๆ น้อยๆ และคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหากได้จัดหางบประมาณบางส่วนเพื่อเป็นค่ากำลังใจต่อผู้แสดง ซึ่งเท่ากับเป็นการทำนุบำรุง และส่งเสริมในศิลปวัฒนธรรมไทยไปในตัวอีกด้วย
                6.ให้รู้จักประมาณการความต้องการของผู้บริโภคที่มิใช่เป็นศิลปิน จริงอยู่แม้มีผู้กล่าวเสมอว่าศิลปินทำงานเพื่อศิลปะ แต่ศิลปะเล่า เพื่อใครกัน อาจจะมีอยู่บ้างที่ศิลปินบางคนสร้างผลิตผลออกมาเพื่อตนเอง โดยไม่แยแสต่อผู้อื่นว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร พอใจในผลงานของเขาหรือไม่ แต่เท่าที่พบเห็นเป็นส่วนใหญ่ ศิลปินทั้งหลายผลิตศิลปะออกมาเพื่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี นาฏศิลป์ จิตรกรรม ประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม สังเกตว่ามักจะนำผลงานออกแสดงตามสถานที่ต่างๆ เพื่อ "อวด" ผลงานของเขา ผู้บริโภคจะชื่นชมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แสดงว่าศิลปินยินดีที่จะแสดงผลงานของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาศิลปินทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นแขนงไหน ต้องรู้จักประมาณตน ต่อการที่จะนำศิลปะของตนเสนอต่อผู้บริโภค คือรู้จักพอดี รู้จิตใจของผู้บริโภค รู้จักกาละ เทศะ ไม่ใช่วิธี "ยัดเยียด" ให้ การยัดเยียดให้ก็เท่ากับการบริโภคจนเกินอิ่ม ยิ่งหากถึงขั้นอาเจียนด้วยแล้ว ความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้น
                ในเรื่องนี้ นักดนตรี ผู้มีฝีมือ เฉพาะอย่างยิ่งในวัยคะนอง มักชอบแสดงอาการยัดเยียดโดยไม่รู้จัก กาละ เทศะ ไม่เข้าใจจิตวิทยาของผู้บริโภคว่าความอิ่มของเขาอยู่แค่ไหน กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ฟังเพลงไทยที่ไพเราะอิ่มแล้วก็เลิกกัน กลับกลายเป็นความเบื่อหน่าย แล้วมีผลกระทบถึงนักดนตรีไทยด้วยกัน เรื่องของเรื่องก็กลับกลายเป็นว่า นักดนตรีไทยนั่นแหละเป็นผู้ทำลายศิลปะของตนเอง
                จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีเจตนาที่แท้จริงที่อยากจะเห็นดนตรีไทยยืนยง และฝังเข้าไปในจิตใจของคนไทยอย่างลึกซึ้งและมั่นคง มิใช่จะนั่งตะโกนกู่อยู่ภายในบ้านให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ แต่ต้องรู้จักกระตุ้น ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมปัจจุบันอย่างฉลาด เลิกความคิดที่เป็นขวาหรือซ้ายตกขอบเสียที มีคนไทยทั้งที่เป็นเยาวชนและชราชน คอยโอกาสที่ลิ้มทดลองในศิลปะดนตรีไทยอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่จนคิดว่าเป็นมงคลอันสูงสุด แต่ไม่กล้าทะลุกำแพง ลงเป็นแบบนี้แล้ว สักวันหนึ่งคงมีผู้พังกำแพงกันมั่ง และเมื่อนั้น อะไรจะเกิดขึ้นตามมา

ที่มา: สงัด ภูเขาทอง. "นิวรณ์ กำแพงในดนตรีไทย". สูจิบัตรดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 14 (31 ม.ค. 2531) มหาวิทยาลัยขอนแก่น



/1
เพลง แขกบรเทศ

-

View All
ดนตรีไทยแบบไหนที่คุณชอบฟัง
วงเครื่องสาย
699 คน
วงปีพาทย์
554 คน
วงมโหรี
214 คน
เดี่ยวเครื่องมือ
128 คน
ซิมโฟนี่ออเคสตร้า
103 คน
แบบประยุกต์
129 คน

  โหวต 1827 คน