• คีตพจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_siripot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 81
  • จำนวนผู้ชม : 535384
  • ส่ง msg :
  • โหวต 282 คน
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ในครานี้อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ Blog ของคีตพจน์หน่อยครับ ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทยครับ
ท่านสามารถอ่านเรื่องเก่า ๆ จากรายการที่ผมรวบรวมไว้ให้ ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/tcmc/2007/08/23/entry-1
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tcmc
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2550
Posted by คีตพจน์ , ผู้อ่าน : 8014 , 17:23:41 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เกร็ดบางตอนในชีวิตดนตรีและขับร้องของข้าพเจ้า
สุดจิตต์  ดุริยประณีต

        คณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ได้มาติดต่อขอให้เขียนเรื่องที่มิใช่เกี่ยวกับดนตรี  เพราะเรื่องเกี่ยวกับดนตรีมีผู้เขียนถึงไว้มากแล้ว  เขาขอให้ช่วยนึกและเขียนเล่าเรื่องความหลังและประวัติความเป็นมาของตัวข้าพเจ้า  ก็ขอนึกเขียนเล่าเรื่องราวเท่าที่คนแก่อายุเกือบ  ๖๐  ปีจะจำได้
        ข้าพเจ้าเกิดวันจันทร์  ขึ้น  ๘  ค่ำ  เดือน  ๘  ปีมะโรง  ตรงกับวันที่  ๑๖  กรกฎาคม  ๒๔๗๑  ข้าพเจ้าเป็นลูกของคุณพ่อสุข  คุณแม่แถม  ดุริยประณีต  มีพี่น้องทั้งหมด  ๑๐  คน  ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินหรือนักดนตรีหรือผู้สนใจในวงการดนตรีเคยรู้จักกันทั้งนั้น  เรียงลำดับได้ดังนี้
        ๑. นางชุบ  ชุ่มชูศาสตร์  (ดุริยประณีต)
        ๒. นายโชติ  ดุริยประณีต
        ๓. นายชื้น  ดุริยประณีต
        ๔. นายชั้น  ดุริยประณีต
        ๕. นางสุดา  เขียววิจิตร  (ดุริยประณีต)
        ๖. นางแช่มช้อย  ดุริยพันธ์  (ดุริยประณีต)
        ๗. นางชม  รุ่งเรือง  (ดุริยประณีต)
        ๘. นางทัศนีย์  พิณพาทย์  (ดุริยประณีต)
        ๙. นางสุดจิตต์  อนันตกุล  (ดุริยประณีต)
        ๑๐. นายสืบสุด  ดุริยประณีต


        คุณพ่อของข้าพเจ้ารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระองค์ท่านเป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรีไทย  นักดนตรีนักร้องในสมัยนั้น  ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นจำนวนมาก  นามสกุล  “ดุริยประณีต” ก็เป็นนามสกุลหนึ่งที่ได้รับพระราชทานจากพระองค์ท่าน  ส่วนคุณแม่นั้นเป็นละครเก่าอยู่ในวัง  พี่โชติตอนมีชีวิตอยู่เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกกองการสังตีต  กรมศิลปากร  พี่ชื้น  เป็นข้าราชการกรมศิลปากร  เป็นนักระนาดฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น  ตีระนาดส่งภาคคลื่นสั้นกรมประชาสัมพันธ์ตรงไปประเทศมาเลเซีย  และได้ส่งหมวกสามารถมอบให้ผ่านมาทางกรมประชาสัมพันธ์อีกด้วย  พี่ชื้นมีความสามารถหลายอย่าง  เขียนเพลงไทยเป็นโน้ตสากล  และสามารถบรรเลงฆ้องวงใหญ่จนได้รับรางวัลที่หนึ่ง  นอกจากนี้ยังสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีได้ทุกชิ้น  และแต่งเพลงได้ด้วย  พี่สุดา (เชื่อม)  ปัจจุบันอายุ  ๖๘  ปี  เริ่มเป็นนักร้องตั้งแต่อายุ  ๑๒  ปี  รับราชการในวังหลวงติดต่อมาจนถึงกรมศิลปากร  ปัจจุบันกรมศิลปากรยังคงจ้างไว้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางร้อง  และสอนเพลงละครต่าง ๆ  ให้กับนักร้องกรมศิลป์ฯอีกด้วย  ส่วนพี่แช่มช้อยนั้น  ก็เป็นนักร้องกรมศิลปากรในสมัยนั้นพร้อมทั้งสามี  (ครูเหนี่ยว  ดุริยพันธ์)  ก็ไสร้างชื่อเสียงทางร้องให้กับกรมศิลป์ฯ  สืบต่อมาจนถึงแก่กรรมทั้งสองท่าน  น้องชายของข้าพเจ้า  นายสืบสุด  ดุริยประณีต (ไก่)  เป็นผู้ที่ตีระนานที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น  ซึ่งหาตัวจับยาก  เป็นผู้ชอบแสวงหาความรู้มาก  ครูอยู่ไหนก็จะตามไปต่อเพลง  ถึงแม้จะลำบากในการเดินทางเพียงใดก็ตาม  จนประสบอุบัติเหตุถึงแก่กรรมพร้อมบิดา  เพียงอายุได้  ๒๘  ปีเท่านั้น
        เมื่อข้าพเจ้าจำความได้ก็ได้ยินเสียงดนตรีแล้ว  พออายุได้  ๘  ปี  ก็เริ่มหัดร้องเพลงกับพี่ ๆ  ที่บ้านมีวงดนตรี  ทำเครื่องดนตรีขายเป็นบ้านแรก  มีลูกศิษย์ลูกหามาเรียนดนตรีกันมาก  มาจากหลายจังหวัด  เช่น  ลพบุรี  ผักไห่  อยุธยา  สุพรรณบุรี  วัดม่วงแคหนองแขม  เป็นต้น  ได้มีญาติของผู้เรียนก็ได้ส่งข้าวสาร  ปลาแห้ง  ปลาเค็มมาช่วย  ที่บ้านต้องหุงข้าวเลี้ยงกันทุกวันสนุกดี  สมัยก่อนเรียนกันอย่างจริงจังแบบโรงเรียน  เช้ากินข้าวแล้วเริ่มเรียนหรือต่อเพลง  กลางวันท่องจำ  ค่ำก็ซ้อมหรือต่อเพลงใหม่ต่อไป  ครูที่ช่วยกันสอนก็คือ  คุณพ่อ  พี่โชติ  พี่ชื้น  พี่ชั้น  มาระยะหลังน้องไก่โต  ลูกศิษย์ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก  ที่บ้านเลยจัดวงประชันกันขึ้นทางสถานีวิทยุศาลาแดงสมัยนั้น  โดยแบ่งวง  อยุธยากับลพบุรี  วัดม่วงแคกับสุพรรณบุรี  ซึ่งมีอีกหลายจังหวัดจำไม่ได้  เพราะเพิ่งอายุได้  ๘  ขวบ  ได้เริ่มหัดร้องประชันวงให้กับวงผักไห่  พี่สาวทัศนีย์อยู่วงลพบุรี  ประชันกันทางสถานีวิทยุศาลาแดงออกอากาศให้และชาชนได้ฟังและตัดสินกันเอง  ข้าพเจ้าเริ่มรักการดนตรีและร้องเพลงมาตั้งแต่นั้น
        ต่อมาข้าพเจ้าได้ฝึกฝนการขับร้องมากขึ้น  ได้เริ่มต่อเพลงเถา  เพลงตับ  โดยมีพี่แช่มช้อย  พี่เหนี่ยว  พี่โชติ  พี่เชื่อม  ช่วยกันสอนให้  ถ้าข้าพเจ้าขี้เกียจต่อเพลงวันไหน  ก็จะถูกทำโทษโดยการถูกตีด้วยก้านกล้วยจนหลังแอ่น  จนเมื่อ  พ.ศ.๒๔๙๒  ข้าพเจ้าอายุได้  ๑๙  ปี  กรมโฆษณาการได้จัดการประกวดการขับร้องเพลงไทยขึ้นเป็นครั้งแรก  ซึ่งมีผู้เข้าประกวดหลายท่าน  เท่าที่จำได้จะมีนักร้องหญิงส่งเข้าประกวดมากกว่านักร้องชาย  รางวัลในการประกวด  สำหรับผู้ชนะเลิศได้แก่ถ้วยเงินชนะเลิศ  ๑  ใบสลักชื่อเป็นเกียรติยศ  เงินสด  ๑,๐๐๐  บาท  พร้อมประกาศนียบัตร  ๑  ใบ  รองชนะเลิศ  ๒-๓  ได้รับถ้วยเงินคนละ  ๑  ใบ  เงินสด  ๕๐๐  บาท  พร้อมประกาศนียบัตร  ๑  ใบ  ผลชนะเลิศฝ่ายชายได้แก่นายเชื้อ  นักร้องรองชนะเลิศได้แก่นายฟ้อย  แต่จำนามสกุลไม่ได้  ส่วนผู้เข้าประกวดฝ่ายหญิงได้แก่  คุรหญิงไพฑูรย์  กิตติวรรณ  อาจารย์เลื่อน  สุนทรวาทิน  อาจารย์เจริญใจ  สุนทรวาทิน  ทัศนีย์  ดุริยประณีต  และข้าพเจ้า  เพลงที่เข้าประกวด  รอบแรกให้ร้องสองเพลง  คือเพลงนกขมิ้น  สามชั้น  และเพลงลมพัดชายเขา  สามชั้น  เมื่อผ่านเข้ารอบแรกแล้วจึงเข้าสู่รอบสอง  ซึ่งกำหนดให้ร้องเพลงสุดสงวน  เถา  และทยอยใน เถา  ทั้งสองเพลงรอบชนะเลิศนั้น  กรรมการได้คัดเลือกเพลงที่นับว่ายากและกินแรงในการร้องมากที่สุด  คือ  เพลงพญาโศก  ๓  ชั้น  ใช้เนื้อร้องว่า  “เหลือบเห็นพระไวยอาลัยพ่อ”  จากเสภาขุนช้างขุนแผน  กับเพลงบุหลันเถา  ใช้เนื้อร้องว่า  “ครั้นค่ำสนธยาราตรีกาล”จากบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา  ในรัชกาลที่  ๒  เมื่อเริ่มขับร้องจะให้เสียงโดยเคาะระนาดเป๊งเดียวจับเสียงกันเอง  และรับก็รับแค่เท่าเท่านั้น  ก็มีความรู้สึกว่าทารุณสิ้นดี  ทั้งเหนื่อย  ทั้งต้องใช้เสียง  ต้องระวังเสียงให้ตรงกับเครื่องดนตรี  ระวังเพลงไม่ให้ผิด  แล้วตอนนั้นก็ยังเด็ก  ผอมตัวนิดเดียว  หาญไปประกวดกับท่านผู้ใหญ่  เป็นเพราะได้รับแรงดันจากพวกพี่ ๆ  ที่คอยเคี่ยวเข็ญ  ลำพังตัวเองคงไม่กล้าเข้าประกวดแน่  คณะกรรมการที่ร่วมตัดสินได้แก่  เจ้าพระยารามราฆพ  เป็นประธาน  พระยาภูมีเสวิน  อาจารย์มนตรี  ตราโมท  คุณครูเทวาประสิทธิ์  พาทยโกศล  คุณครูท้วม  ประสิทธิกุล  และคุณคงศักดิ์  ขำศิริ  เวลาร้อง  ให้ร้องที่ห้องส่งชั้นล่างกรมเก่า  ส่วนคณะกรรมการให้นั่งฟังเสียงทางลำโพงชั้นบน  ไม่ให้เห็นตัวคนร้องและไม่รู้ชื่อคนร้องด้วย  ผลชนะเลิศฝ่ายหญิงได้แก่  อาจารย์เจริญใจ  สุนทรวาทิน  รองชนะเลิศ  ๒-๓  ได้แก่  พี่ทัศนีย์  ดุริยประณีต  และข้าพเจ้าตามลำดับ  นอกจากนี้ตามห้างร้านต่าง ๆ  ได้มอบซองรางวัลให้อีกหลายร้าน  ซึ่งพอจะจำได้ก็คือ  ร้านดุริยบรรณ  โดยคุณเปี่ยมศรี  ดุริยางค์กูร  มอบให้อีกคนละ  ๕๐๐  บาท  ร้านอื่น ๆ  อีกจำไม่ได้  หลังจากนั้นพระยาภูมีเสวิน  ท่านสอนดนตรีอยู่ที่คุรุสภา  ซึ่งในระยะนั้นได้มีท่านอาจารย์ใหญ่ตามโรงเรียนต่าง ๆ  มาหัดฝึกร้องเพลงกันและมีครูโรงเรียนต่าง ๆ  มาร่วมฝึกอีกประมาณ  ๓๐-๔๐  ท่าน  เพื่อนำไปสอนนักเรียนของแต่ละโรงเรียน  และยังได้กลายเป็นนักร้องประจำวงคุรุสภาตั้งแต่นั้น  ออกอากาศวิทยุศึกษาเป็นประจำทุกวันพุธ  ในความควบคุมของหัวหน้ากองคือ  อาจารย์ถนอม  นาควัชระ  สอนอยู่ประมาณ  ๑  ปี  ท่านอาจารย์ใหญ่โรงเรียนทวีธาภิเศก  อาจารย์วรสิทธิ์  อินทาปัจ  ท่านไม่มีครูสอนขับร้องจึงขอให้ข้าพเจ้ามาช่วยสอน  โดยรับการบรรจุเป็นข้าราชการ  และตอนเย็นพอโรงเรียนเลิกก็มาพร้อมกันที่คุรุสภาเพื่อสอนพวกอาจารย์ต่อไป
        ข้าพเจ้าเริ่มชีวิตจากการเป็นครูสอนขับร้อง  นอกจากสอนที่โรงเรียนทวีธาภิเศกแล้ว  ยังไปสอนตามโรงเรียนราษฎร์ต่าง ๆ  อีก  สอนอยู่ได้ประมาณ  ๑๐  ปี  พี่สาวข้าพเจ้าคือพี่ทัศนีย์  ซึ่งเป็นนักร้องประจำกรมประสาสัมพันธ์ได้ถึงแก่กรรมลง  ท่านพลโทหม่อมหลวงขาบ  กุญชรฯ  ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีสมัยนั้น  ได้มาติดต่อให้ข้าพเจ้าเข้ารับราชการเป็นนักร้องประจำกรมประชาสัมพันธ์สืบแทนพี่สาว  เพราะทางกรมประชาสัมพันธ์ขาดนักร้อง  ข้าพเจ้าจึงตอบรับด้วยความเต็มใจ  นับอายุราชการจนถึงปัจจุบันนี้ก็ประมาณ  ๓๐  กว่าปี  ในสมัยนั้นข้าพเจ้าใช้ชีวิตในจากการร้องเพลงคุ้มค่าทีเดียว  เพราะระยะนั้นไม่ทราบนักร้องหายไปไหนกันหมดไม่ค่อยมีมากเหมือนสมัยนี้  แทบจะเรียกได้ว่ารับอยู่คนเดียว  ไม่ว่าจะเป็นละครร้อง  ละครรำ  ในสมัยนั้นคือประมาณ  พ.ศ.๒๕๐๐  มีผู้นิยมดูกันมาก  เช่น  สถานีโทรทัศน์ช่อง  ๔  บางขุนพรหม  มีคณะละครรำพลายชุมพล  คณะนาฏศิลป์สัมพันธ์  ละครในวัง  คณะอาสาสมัครคุณสมภพ  จันทรประภา  ร.ร.ราชทัศน์นาฏศิลป์  ของคุณหญิงวรฉัตร  ซองทอง  ข้าพเจ้าจะรับเป็นนักร้องประจำแทบทุกคณะ  นอกจากนี้ทางสถานีวิทยุต่าง ๆ  นอกเหนือจากทางกรมประชาสัมพันธ์แล้ว  ข้าพเจ้าก็แทบจะเป็นนักร้องประจำวงเครื่องสายแทบทุกคณะ  เช่น  คณะสถานีวิทยุ ท.ท.ท.  รักษาดินแดน ๑ ปณ.  เป็นต้น  เพราะนักร้องสมัยนั้นหาทำยายาก  คงเห็นแต่ข้าพเจ้าก็เลยใช้กัน  ต่อมาในระยะหลังหลาน ๆ  เริ่มโตขึ้นมา  ข้าพเจ้าและพวกพี่ ๆ  ก็ได้ช่วยกันสอนให้ร้องและส่งเข้าประกวดตามสถานที่ต่าง ๆ  จนมีชื่อเสียงกันมาทุกวันนี้  เช่น  สุรางค์  ดุริยพันธ์  ดวงเนตร  ดุริยพันธ์  นฤพนธ์  ดุริยพันธ์    เป็นต้น  ส่วนนักร้องที่ข้าพเจ้าช่วยแนะนำฝึกฝนให้จนมีชื่อเสียงในปัจจุบันนี้ก็มีหลายคน  ได้แก่  แจ้ง  คล้ายสีทอง  สมชาย  ทับพร  ณรงค์  รวมบรรเลง  ฯลฯ  นอกจากนี้ยังได้จัดรายการวิทยุ  อรายการรื่นรสดนตรีไทย  แนะนำฝึกร้องเพลงไทย  จุดมุ่งหมายก็เพื่อแนะนำให้แก่ผู้ที่สนใจดนตรีไทย  ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด
        ปัจจุบันก็ได้รับสอนขับร้องให้แก่ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  อีกหลายแห่ง  อาทิเช่น  คณะคุรุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยการแนะนำของอาจารย์โกวิทย์  ขันธศิริ  มหาวิทยาลัยทับแก้ว  โดยการแนะนำของอาจารย์เด่นดวง  พุ่มศิริ  ท่านได้แนะนำให้ไปสอนตั้งแต่เริ่มเปิดให้มีการสอนวิชาดนตรีจนถึงปัจจุบันเกือบ  ๑๔  ปีแล้ว  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า  ลาดกระบัง  ตั้งแต่เริ่มตั้งชมรมดนตรีไทยจนถึงปัจจุบันนี้  ข้าพเจ้ามีความตั้งใจว่าจะอนุรักษ์ดนตรีไทยและขับร้องนี้ไว้จนกว่าจะหมดลมหายใจ  ที่ข้าพเจ้ายืนหยัดอยู่ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้  ได้เห็นผลเกินคาด  เพราะได้มีท่านผู้ใหญ่ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  ให้การสนับสนุน  อีกทั้งผู้ที่ได้เห็นความสำคัญทางด้านนี้ได้ช่วยกันอนุรักษ์ให้ดนตรีไทยรุ่งเรืองสืบจนมาถึงทุกวันนี้  นอกจากนี้ผู้ที่สนับสนุนดนตรีไทยก็ยังได้จัดให้มีการประกวดดนตรีไทยขึ้นหลายแห่ง  จัดงานอุดมศึกษา  มัธยมศึกษา  ซึ่งนับว่าเป็นผลดีมากเพราะทำให้เด็กที่สนใจดนตรีไทยเกิดความกระตือรือร้น  ตื่นตัว  พยายามฝึกฝนกันอย่างจริงจังเพื่อที่จะเข้าประกวดเพื่อชื่อเสียงของตนเองและหมู่คณะ  ข้าพเจ้าและอาจารย์หลาย ๆ  ท่านซึ่งมีอายุกันมากแล้วก็ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้  ไปถึงไหนถึงกัน  เพื่อที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูสมบัติของชาติชิ้นนี้ไว้
        สาเหตุที่ชักจูงจิตใจอันเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง  เนื่องมาจากความสนพระทัยในกิจการด้านดนตรีขององค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรงให้ความอบอุ่นทางด้านจิตใจต่อบรรดานักดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งเท่ากับเป็นแรงบันดาลใจให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดความพร้อมเพรียงในการที่ดำรงรักษาสืบทอดกิจการดนตรีให้แผ่กว้างออกไปเท่าที่จะพึงกระทำได้


ที่มา
หนังสือที่ระลึก  ดนตรีไทยอุดมศึกษา  ครั้งที่  ๑๗ วันที่  ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๒๙  ณ  ศาลาอ่างแก้ว  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



/1
เพลง แขกบรเทศ

-

View All
ดนตรีไทยแบบไหนที่คุณชอบฟัง
วงเครื่องสาย
688 คน
วงปีพาทย์
548 คน
วงมโหรี
212 คน
เดี่ยวเครื่องมือ
128 คน
ซิมโฟนี่ออเคสตร้า
103 คน
แบบประยุกต์
128 คน

  โหวต 1807 คน