• คีตพจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_siripot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 81
  • จำนวนผู้ชม : 592961
  • ส่ง msg :
  • โหวต 282 คน
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ในครานี้อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ Blog ของคีตพจน์หน่อยครับ ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทยครับ
ท่านสามารถอ่านเรื่องเก่า ๆ จากรายการที่ผมรวบรวมไว้ให้ ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/tcmc/2007/08/23/entry-1
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tcmc
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2550
Posted by คีตพจน์ , ผู้อ่าน : 6351 , 17:29:09 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เขาทำ(เพลง)อะไรกันนะ
โดย  อาจารย์ประเวช  กุมุท

        ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเอ่ยปากปรารภกับข้าพเจ้าว่าการบรรเลงดนตรีในงานสามัญหรืองานพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น  พวกคุณ(นักดนตรี)ทำเพลงอะไรกันบ้าง  ดูเหมือนจะเป็นที่รู้กันในหมู่พวกคุณเท่านั้นใช่ไหม?  คนอื่น ๆ  ที่ได้ยินได้ฟังการบรรเลง  หากไม่ใช่นักดนตรีด้วยกัน  หรือมีความรู้ทางดนตรีอยู่บ้างแล้วจะไม่มีโอกาสรู้เลย  ดู ๆ  คล้ายกับเขาเหล่านั้นอยู่คนละโลกกับพวกคุณเลยทีเดียว  คุณจะไม่ให้โอกาสแก่เขาเหล่านั้นได้รู้เห็นอะไรในโลกของพวกคุณบ้างหรือ  นับเป็นคำปรารภที่มีเหตุผลควรค่าแก่การรับฟังอย่างยิ่ง  น่าคิด
         แน่นอน  เรามีแบบแผนประเพณีของเรามานานแล้ว  เป็นแบบแผนและประเพณีการบรรเลงประกอบงาน  ซึ่งครูบาอาจารย์ทางดุริยางค์ไทยได้วางระเบียบไว้แต่โบราณ  เช่น  งานบวชนาค  งานโกนจุก  งานแต่งงาน  งานศพ  ฯลฯ  เราจะบรรเลงเพลงอะไร  ตอนไหน  อย่างไร  ย่อมเป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่นักบรรเลงทั้งสิ้น  หากแต่เราไม่ได้ทำเป็นตำราหรือลายลักษณ์อักษรไว้  เพื่อที่จะเผยแพร่ให้ผู้ที่มีความสนใจได้รู้ถึงระเบียบ  หรือประเพณีเหล่านี้  ข้าพเจ้าคิดว่าแม้บางครั้งผู้บรรเลงเองก็อาจงง ๆ  หรือสับสนได้เหมือนกัน  หากเป็นงานหรือบางขั้นตอนของงานที่นาน ๆ  จะได้พบหรือได้มีโอกาสบรรเลง  ยกตัวอย่างเช่น  อาจตั้งคำถามขึ้นมาว่า  “เวลานาคเวียนเทียนเข้าโบสถ์  ปี่พาทย์ทำเพลงอะไร”  บางคนอาจตอบว่า  “ฮึ  ไม่เคยทำ  ก็มันหน้าที่ของพวกแตรหรือกลองยาวเขานี่”  ว่าไปโน่น  เมื่อเป็นเช่นนี้สำมะหาอะไรกับท่านที่ไม่ได้เรียนดนตรีจะรู้
         ดังนั้น  หากเราจะนำเอา  “โลกของพวกคุณ”(อย่างว่า)  มาวางลงในที่ ๆ   มีแสงสว่างให้ใคร ๆ  ที่ยังต้องการรู้  ได้รู้ได้เห็นกันบ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย  โดยเฉพาะแก่พวกเรานักศึกษาที่รักการดนตรี  จนถึงกับลงทุนสมัครเข้าเป็นสมาชิกชุมนุมดนตรีไทยของแต่ละสถาบัน  ทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งฝึกฝนวิชานี้จนสามารถมาแสดงผลงานร่วมกัน  (อย่างงานดนตรีอุดมศึกษานี้)  ได้อย่างน่ารักนี้ด้วย
         เรามาลองสมมติโดยการจัดงานขึ้นสักงานหนึ่ง  เอาเป็นว่างานบวชนาคก็แล้วกัน  งานนี้จัดขึ้นที่ศาลาการเปรียญในวัดแห่งหนึ่ง  งานจะเริ่มโดยการสวดมนต์เย็น  ทำขวัญนาค  พีธีอุปสมบทจะเริ่มตอนสายวันรุ่งขึ้น  แล้วก็มีการทำบุญถวายภัตราหารเพลแด่พระสงฆ์เพื่อฉลองพระ  เป็นเสร็จงาน  ดังนั้นตามกำหนดการนี้เครื่องดนตรีประกอบงานที่เหมาะสมที่สุดก็ต้องเป็นวงปี่พาทย์อย่างไม่มีปัญหา  ส่วนจะเป็นวงขนาดไหน  เครื่องใหญ่  เครื่องคู่  เครื่องหก  หรือเครื่องห้า  ก็แล้วแต่ฐานะของงานซึ่งเจ้าภาพจะตกลงหามา  วงปี่พาทย์ก็จะต้องมาเตรียมพร้อมในตอนเย็นวันแรกของงาน  เริ่มบรรเลงโหมโรงเย็นเป็นการเปิดงาน
                  เพลงชุดโหมโรงเย็น  ประกอบด้วยเพลง
                        ๑. สาธุการ
                        ๒. ตระ
                        ๓. รัวสามลา
                        ๔. ต้นเข้าม่าน
                        ๕. ปฐม
                        ๖. ลา
                        ๗. เสมอ
                        ๘. รัว
                        ๙. เชิด
                        ๑๐. กลม
                        ๑๑. ชำนาญ
                        ๑๒. กราวใน
                        ๑๓. ต้นเข้าม่าน  (ทางอัมพวา  สมุทรสงคราม(บางช้าง)  แทรกเพลง ชุบ  ไว้หลังเพลงต้นเข้าม่านก่อนเพลงลา  บางทีเรียกรวมว่า  ต้นชุบ)
                        ๑๔. ลา
        เมื่อจบการบรรเลงเพลงชุดโหมโรงเย็นแล้ว  ก็เป็นอันหมดไปตอนหนึ่ง  ต่อไปก็จะถึงลำดับที่พระสงฆ์จะมาเจริญพระพุทธมนต์  ระหว่างรอเวลานี้ก็เป็นหน้าที่ของวงปีพาทย์ที่จะต้องบรรเลงไปเรื่อย ๆ  เพื่อไม่ให้งานเงียบ  ตอนนี้ตามปกติปี่พาทย์จะต้องบรรเลงเพลงเรื่องเป็นการฆ่าเวลา  เพลง “เรื่อง” ประกอบด้วยเพลงช้า  เพลงสองไม้  เพลงเร็ว  แล้วลงจบด้วยเพลงลาทุกครั้ง  มีอยู่เป็นชุด ๆ  เรียกว่า  “เรื่อง”  ที่เรียกว่า  “เรื่อง”  นั้นก็เพราะทั้ง  ๓  เพลงในแต่ละชุดมีแบบแผนจัดสรรไว้ให้ต้องบรรเลงติดต่อกันไป  ชุดใครชุดมัน  จะใช้เพลงที่อยู่ในชุดอื่นมาบรรเลงแทนกันไม่ได้  ดังนั้นในการจะต่อเพลงให้แก่ศิษย์  ครูจะต่อให้เป็นเพลงชุดเดียวกันตามที่โบราณาจารย์ได้บัญญัติไว้  และที่เรียกว่าเพลงเรื่องนี้  เรื่องนั้น  ก็เนื่องจากว่าเพลงช้าเพลงใดที่ถูกนำมาเป็นเพลงประธาน  ก็จะใช้ชื่อเพลงนั้นเป็นชื่อเรื่อง  เช่น  เพลงช้าชื่อ  “เต่ากินผักบุ้ง”  เป็นประธาน  ก็เรียก  “เรื่องเต่ากินผักบุ้ง”  ดังนี้เป็นต้น  เพลงเรื่องมีอยู่มากมายหลายเรื่อง  เช่น  เรื่องพระรามเดินดง  เรื่องเต่าทอง  เรื่องตะนาว  ฯลฯ  ในตอนนี้ปี่พาทย์คงทำหน้าที่บรรเลงเพลงเรื่องไปเรื่อย ๆ  จนกว่าพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์จะมาถึง
        เมื่อพระสงฆ์นั่งยังอาสนะและได้ถวายน้ำฉัน  หมากพลู  บุหรี่แล้ว  ผู้เป็นเจ้าภาพหรือประธานในพิธีก็จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงสาธุการ  และหลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แล้ว  พระกลับ  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงเชิด  เป็นอันเสร็จไปอีกตอนหนึ่ง
        จากนั้นก็มาถึงพิธีทำขวัญนาคในตอนค่ำ  ขอสรุปว่า  พิธีทำขวัญมาถึงช่วงสุดท้ายด้วยการเบิกแว่นเทียน  เมื่อเจ้าพิธีหรือหมอทำขวัญเริ่มออกแว่นเทียน  ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงด้วยเพลงชุดทำขวัญ  ซึ่งประกอบด้วยเพลงต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้
                 เพลงชุดทำขวัญ
                        ๑. นางนาค
                        ๒. มหาฤกษ์
                        ๓. มหากาล
                        ๔. สังข์น้อย
                        ๕. มหาชัย
                        ๖. ดอกไม้ไทร
                        ๗. ดอกไม้ไพร
                        ๘. ดอกไม้ร่วง
                        ๙. พัดชา
                        ๑๐. มโนราห์โอด
                        ๑๑. บ้าบ่น
                        ๑๒. คู่บ้าบ่น
                        ๑๓. เคียงบ้าบ่น
                        ๑๔. ต้นกราวรำ
                        ๑๕. กราวรำ
                        ๑๖. ประพาสเภตรา
                        ๑๗. ดับควันเทียน
        ในการเวียนเทียนบางงาน  หมอทำขวัญอาจร้องส่งให้ปี่พาทย์รับด้วยเพลงนางนาค  ตลอดการเวียนเทียนนั้น  ซึ่งอาจเป็นการแสดงออกถึงความสามารถของผู้ทำขวัญ  แต่เท่าที่ได้พบเห็นมาเป็นส่วนมาก  ดูออกจะรุงรัง  ผิด ๆ  ถูก ๆ  เพราะหมอทำขวัญไม่ใช่นักร้อง  แกก็ว่าของแกเรื่อยเปื่อยไป  ทำให้เพลงชุดทำขวัญเหลือเพลงเดียวคือเพลงนางนาค  เพราะแกร้องได้อยู่เพลงเดียว  หรืออย่างดีหน่อยพอจะร้องเพลงอื่นได้บ้างก็นำมาร้อง  โดยมากไม่ใช่เพลงในชุดทำขวัญ  ก็เลยทำให้เลอะเทอะกันไปใหญ่  ผลก็คืออะไรก็ได้  แล้วจบลงด้วยเพลงรัวสามลา  เมื่อดับเทียน  พอผู้ทำขวัญเปิดบายศรีม้วนใบตองที่หุ้มบายศรีมอบให้บิดามารดาของนาคนำไปเก็บไว้  ปี่พาทย์ก็มักจะทำเพลงกราวใน  เชิด  เป็นอันจบพิธีทำขวัญแบบนี้
        ทีนี้จะลองสมมติต่อไปว่าเมื่อเสร็จจากพิธีทำขวัญแล้ว  เจ้าภาพมีความประสงค์จะฟังการบรรเลงปีพาทย์ซึ่งมีการรับร้องให้เป็นที่สนุกสนานครื้นเครงแก่งาน  ปี่พาทย์วงนี้ก็ต้องแปรสภาพเป็นวงปี่พาทย์เสภาไป  เพราะการบรรเลงร้องรับนั้นเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นจากรูปแบบของวงปี่พาทย์ประกอบเสภามาแต่เดิม  คือใช้ประกอบเสภาร้อง  ผิดกันอยู่แต่เพียงไม่มีการขับเสภาเท่านั้น  เครื่องหนังที่ประกอบจังหวะหน้าทับ  ก็เปลี่ยนจากตะโพนมาเป็นกลองสองหน้า
        การบรรเลงเริ่มด้วยเพลงรัวประลองเสภา  เมื่อจบแล้วปี่ก็จะนำขึ้นเพลงโหมโรง  เช่น  เพลงโหมโรงไอยเรศ  ๓  ชั้น  หรือ  โหมโรงจีนโล้  ๓  ชั้น  ฯลฯ  เพลงใดเพลงหนึ่งสุดแต่จะเลือก  จากเพลงโหมโรงก็มาถึงเพลงรับร้องอันดับแรก  ตามระเบียบก็คือเพลงพม่าห้าท่อน  (อาจเป็นสามชั้น  หรือ  เถา)  แล้วก็เพลงจระเข้หางยาว  สี่บท  บุหลัน  ไปตามลำดับ  หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเพลงประเภทลูกล้อลูกขัดบ้าง  เพลงประเภทลูกโยนเช่น  แขกลพบุรี  แขกโอด  หรือเพลงประเภททยอย  เช่น  ทยอยใน  ทยอยเขมร  บ้าง  เพื่อเพิ่มรสชาติในทางเร่งเร้า  เผ็ดร้อนสนุกสนานแก่การบรรเลง  (บางเพลงอาจใช้กลองแขกตีประกอบจังหวะตามความเหมาะสม)  เมื่อขับร้องบรรเลงไปจนสมควรแก่เวลาแล้ว  ผู้ขับร้องก็จะร้องเพลงประเภทเพลงลา  เช่น  เพลงอดทะเล  เพลงปลาทอง  หรือเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง  เป็นการส่งท้ายของการบรรเลงคืนนี้
        รุ่งเช้าอันเป็นวันสำคัญของพิธีอุปสมบท  การบรรเลงปี่พาทย์จะเริ่มด้วยเพลงชุมโหมโรงเช้า  ซึ่งประกอบด้วยเพลงดังต่อไปนี้
                 เพลงชุดโหมโรงเช้า
                        ๑. เพลงสาธุการ
                        ๒. เพลงเหาะ
                        ๓. เพลงรัว
                        ๔. เพลงกลม
                        ๕. เพลงชำนาญ
        เมื่อจบกระบวนโหมโรงเช้าแล้ว  มีการถวามภัตตราหารเช้าแก่พระสงฆ์  อาจเป็นการเลี้ยงย่อย  ไม่ต้องมีการสวดถวายพระแต่อย่างใด  ในการเลี้ยงพระอย่างกรณีเช่นนี้  ปี่พาทย์มักทำเพลงฉิ่งพระฉัน  และทำเพลงเชิดเมื่อพระกลับ
ที่นี้กำหนดการก็มาถึงเวลาที่จะนำนาคเข้าสู่พระอุโบสถ  ในการนี้ตามนิยมมักมีการนำนาคเวียนโบสถ์  ๓  รอบ  ปี่พาทย์ทำเพลงกลม  ตอนนาคครองผ้าเพื่อรับบรรพชาเป็นสามเณร  ปี่พาทย์ทำเพลงสาธุการ  เมื่อพิธีอุปสมบทผ่านไปแล้ว  พระสงฆ์ทั้งหลาย  (รวมทั้งพระภิกษุบวชใหม่)  ออกจากพระอุโบสถมายังศาลาการเปรียญ  ปี่พาทย์ทำเพลงกราวใน  หรือเพลงเหาะ  เน้นจุดประสงค์ตรงที่ใช้กลองทัดเพื่อให้เสียงกว้างไกล  แสดงว่าพิธีอุปสมบทนั้นสำเร็จแล้ว  เมื่อพระสงฆ์นั่งอาสนะสงฆ์แล้ว  เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ปี่พาทย์ทำเพลงสาธุการ  พระสงฆ์ทั้งหลายเจริญพระพุทธมนต์  เสร็จแล้วถวายภัตตราหารเพล  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงฉิ่งพระฉันหรือเพลงรับร้องตามแต่จะเห็นสมควร  (ตอนถวายของหวานมักบรรเลงเพลงเชิดจีน)  หลังจากถวายของแล้วรับพรพระแล้ว  ปี่พาทย์ทำเพลงพระเจ้าลอยถาด  เพลงเชิด  เพลงกราวรำ  เป็นอันเสร็จงาน
เห็นจำต้องจบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน  งานอื่นเอาไว้ว่ากันทีหลัง

ที่มา
หนังสือที่ระลึก  ดนตรีไทยอุดมศึกษา  ครั้งที่  ๑๗ วันที่  ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๒๙  ณ  ศาลาอ่างแก้ว  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 



/1
เพลง แขกบรเทศ

-

View All
ดนตรีไทยแบบไหนที่คุณชอบฟัง
วงเครื่องสาย
699 คน
วงปีพาทย์
554 คน
วงมโหรี
214 คน
เดี่ยวเครื่องมือ
128 คน
ซิมโฟนี่ออเคสตร้า
103 คน
แบบประยุกต์
129 คน

  โหวต 1827 คน