• คีตพจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_siripot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 81
  • จำนวนผู้ชม : 593510
  • ส่ง msg :
  • โหวต 282 คน
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ในครานี้อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ Blog ของคีตพจน์หน่อยครับ ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทยครับ
ท่านสามารถอ่านเรื่องเก่า ๆ จากรายการที่ผมรวบรวมไว้ให้ ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/tcmc/2007/08/23/entry-1
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tcmc
วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม 2550
Posted by คีตพจน์ , ผู้อ่าน : 2412 , 23:39:43 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไทยเอาอย่างชาติอื่นทั้งนั้นหรือ

โดย  ...นายมนตรี  ตราโมท...


        บรรดาสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่คิดสร้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนหรือของกินของใช้นานาชนิด  แม้ว่าผู้สร้างสรรค์จะเป็นคนละชาติคนละเผ่า  ก็อาจจะเหมือนหรือคล้ายคลึงกันได้  ที่เป็นดังนี้ก็อาจเป็นได้จากเหตุ  ๓  ประการ  คือ  ชนชาตินั้นนำเอาของอีกชนชาติหนึ่งไปใช้โดยตรง  จำแบบและรูปร่างของชาติอื่นไปสร้างขึ้นตามความเห็นดีเห็นงามของตน  และต่างคนต่างสร้างด้วยความคิดของตนเอง  แต่บังเอิญไปพ้องกันขึ้น  โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของชาติต่าง ๆ  ดูเหมือนจะมีสิ่งที่หรือคล้ายคลึงกันอยู่เป็นอันมากไม่ว่าของแขก  ฝรั่ง  จีน  พม่า  มอญ  เขมร  ลาว  ไทย  ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า  มีส่วนที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน  บางทีก็ทางรูปร่างลักษณะ  เช่น  ปี่ไฉน(ของไทย)  ปี่ชวา  ปี่มอญ และปี่คลาริเน้ต  และบางทีก็ทางส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงขึ้น  เช่น  ขิมกับปิอาโน  จะเห็นว่ารูปร่างห่างไกลกันลิบลับ  วิธีการบรรเลงก็ไม่เหมือนกัน  อย่างหนึ่งตีด้วยไม้  อย่างหนึ่งกดที่คีย์บอร์ด  แต่ถ้าพิจารณาถึงส่วนที่เกิดเป็นเสียง  จะเห็นว่าทั้งสองอย่างดังขึ้นด้วยมีค้อน  (หรือไม้ตี)  ตีลงไปที่สายลวด  ๓  เส้น  เทียบเสียงตรงกันทั้ง  ๓  เส้นทุก ๆ  เสียง  เครื่องดนตรีของไทยก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกับของชาติอื่นอยู่หลายอย่าง
        มีคนไทยอยู่พวกหนึ่ง  จะมีจิตใจอย่างไรไม่ทราบ  หากเห็นสิ่งใดของไทยมีรูปร่างลักษณะหรือวิธีการเหมือนกับชาติอื่นแล้ว  จะต้องว่าไทยเราเอาอย่างชาตินั้นมา  เช่น  การรำหระทบไม้ของไทย  ซึ่งกำเนิดเดิมเป็นการเล่นกระทบสากของชาวจังหวัดสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์ถือว่าเป็นไทยอีสานใต้  ต่อมาชาวไทยอีสานเหนือ  เช่น  จังหวัดนครพนม  อุดร  หนองคาย  เปลี่ยนแปลงมาใช้กระบอกไม้ไผ่กระทบกัน  และชาวไทยภาคกลางแต่งเพลงประกอบ  พร้อมทั้งจัดท่าร่ายรำเข้าผสม  เรียกว่า  ลาวกระทบไม้  ได้รับความนิยมกันมานาน  พอชาวฟิลิปปินส์นำการแสดงเต้นกระทบไม้เข้ามาแสดงในเมืองไทย  ก็กล่าวกันทันทีว่า  ไทยเราเอาอย่างรำกระทบไม้มาจากฟิลิปปินส์
        เครื่องดนตรีของไทยที่แลเห็นรูปร่างคล้ายคลึงกับชาติอื่นนั้นมีอยู่มาก  เช่น  ซอด้วง  ซออู้  และขลุ่ย  ทั้งสามอย่างนี้เขาก็ว่าไทยเราเอาอย่างมาจากจีน  บางคนก็ว่าเป็นของจีนทีเดียว
        ตามประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่เราได้ศึกษากันมาแต่ก่อนว่า  อาณาจักรไทยสมัยโบราณตั้งอยู่ในตอนใต้ของดินแดนซึ่งเป็นประเทศจีนสมัยปัจจุบันนี้  ถ้าเปิดแผนที่จีนดู  จะแลเห็นแม่น้ำใหญ่  ๒  สายไหลผ่านประเทศจีน  สายหนึ่งไปลงทะเลในอ่าวเปจิหลีชื่อแม่น้ำฮวงโห  อีกสายหนึ่งไหลผ่านแผ่นดินใหญ่ตอนใต้ไปลงทะเลทางด้านตะวันออกชื่อแม่น้ำแยงซี  ดินแดนในลุ่มแม่น้ำทั้ง  ๒  สายนี้แต่โบราณเป็นที่อยู่อาศัยของชนชาติเจ้าของถิ่นหลายชาติ  ดินแดนตอนเหนือซึ่งตั้งตามส่วนโค้งของลุ่มน้ำฮวงโหขึ้นไปเป็นที่อยู่ของชนชาติจีนโดยเฉพาะ  ส่วนตอนใต้ลงมาของลุ่มแม่น้ำแยงซีตลอดทั้งฝั่งซ้ายขวา  เป็นที่อยู่ของชนชาติเจ้าถิ่นเดิมซึ่งไม่ใช่จีน  ตอนต้นของสายน้ำแยงซีซึ่งเป็นมณฑลเสฉวนในบัดนี้  เมื่อสมัยระหว่าง  พ.ศ.๒๙๘  ถึง  พ.ศ.๓๔๒  เป็นที่ตั้งของอาณาจักรไทย  ๒  อาณาจักร  คือแคว้นจกและแคว้นปา  ส่วนในตอนกลางลุ่มน้ำแยงซี  เป็นที่ตั้งของอาณาจักรฌ้อ  ซึ่งนักปประวัติศาสตร์โดยมากกล่าวรับรองว่า  ฌ้อ  สมัยนั้นคือชนเชื้อชาติไทย  พระเจ้าฌ้อปาอ๋องซึ่งครองราชย์อยู่ในระหว่าง  พ.ศ.๓๑๐  ถึง  พ.ศ. ๓๔๓  ก็ว่าเป็นกษัตริย์ไทย  ในสมัยโบราณนั้น  จีนได้เครื่องดนตรีไปจากชนชาติในดินแดนทางตอนใต้หลายอย่าง ที่ปรากฏชัดคือกลองชนิดหนึ่งซึ่งยังใช้อยู่จนทุกวันนี้เรียกว่า  “น่านตังกู๊”  (น่างตังโก๊ะ)  อันหมายถึงกลองของชาวใต้  ลักษณะเป็นกลองขึ้นหนังสองหน้า  ตรึงด้วยหมุดทั้งสองหน้าเหมือน  “กลองทัด”  ของไทยเราไม่ผิดเพี้ยนเลย  รูปร่างกลองก็แตกต่างจากกลองชนิดอื่น ๆ  ของจีน  เข้าใจว่าอาจได้ไปจากกลองชนชาติไทยในสมัยครั้งกระโน้นก็เป็นได้
        จดหมายของอาจารย์ชาวจีนผู้หนึ่ง  แห่งโรงเรียน  “Shung Tak Girl’s Middle School”  ที่เซี่ยงไฮ้  ซึ่งมีมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย  ลงวันที่  ๑๑  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๔๘๔  กล่าวว่าเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าตำนานดึกดำบรรพ์ของชาติไทยในดินแดนจีน  ได้หลักฐานไว้หลายอย่าง  มีความตอนหนึ่งในจดหมายนั้นกล่าวว่า  คนไทยมีอุปนิสัย  ศิลปะดนตรีมาแต่ดึกดำบรรพ์  เขากล่าวว่า
        “ตามหลักฐานที่ข้าพเจ้าค้นพบนั้น  ปรากฏว่าชาติไทย  หาได้มีกำเนิดขึ้นในมณฑลเสฉวน  หรือประเทศจีนตอนใต้  ดังที่นักสอบสวนค้นคว้าแต่ก่อนเป็นอันมากรับรองกันอยู่โดยทั่วไปไม่  ถิ่นฐานบ้านเดิมของชาติไทยนั้น  คืออาณาจักรที่เรียกว่า  ฉ่องหวู่  (T’ saung-wu)  ซึ่งตั้งอยู่ในท้องถิ่นมณฑลยูนาน  กวางตุ้งและกวางสีรวมกัน  และตั้งมาอย่างน้อยก็เป็นเวลา  ๕,๐๐๐  ปีมาแล้วเมื่อก่อนพุทธศักราช  ๑๗๑๒  ปีลงมาจนถึง  ๑๖๖๒  ปี  (คือ  ๑๔๘๕  ปีมาแล้ว)  ซึ่งเป็นรัชกาลของพระเจ้าจุน  (พระมหากษัตริย์ของจีน  ซึ่งตามพระราชพงศาวดารจีนแปลเป็นไทยเรื่องไคเภ็กเรียกว่า  พระเจ้าซุ่นแต้)  นั้น  พระเจ้าจุนได้เสด็จมาเยือนอาณาจักรนี้  (อาณาจักรฉ่องหวู่ของไทย)  เมื่อตอนปลายรัชกาล  และพระเจ้าจุนได้สวรรคตลงโดยปัจจุบันทันด่วนในดินแดนอันสวยงามทางใต้นี้  ฮวงซุ้ยฝังพระศพของพระองค์ยังเห็นได้  ณ  เชิงเขาฉ่องหวู่ในภาคใต้ของมณฑลยูนาน  ในสมัยโบราณกาลนั้นประชาชนพลเมืองแห่งอาณาจักรใต้นี้  เป็นผู้มีความสามารถในศิลปะทางดนตรีอย่างเป็นที่น่าสังเกต  โดยเฉพาะดนตรีของจีน  ปัจจุบันนี้ได้กำเนิดมาจากอาณาจักรใต้นี้เป็นส่วนมากทีเดียว”
 ข้อความของอาจารย์จีนผู้มีความรู้และได้ค้นคว้ามานี้  ก็เป็นประจักษ์พยานรับริงได้เป็นอย่างดีว่า  ชนชาติไทยมีความเจริญในศิลปะดนตรีไทยมาก่อน
        อันชนชาติจีนกับไทยนั้น  นับว่าเป็นชาติที่มีความสัมพันธไมตรีกันอย่างแนบแน่น  บางสมัยก็มีแตกมิตรกัน  เหมือนลิ้นกับฟันซึ่งใกล้ชิดติดกัน  การเชื่อมสัมพันธไมตรีกันก็ดี  การแตกมิตรกันจนกลายเป็นสงครามก็ดี  ย่อมเป็นสื่อให้ศิลปะและลัทธิธรรมเนียมคลุกเคล้าระคนปนกันเป็นอย่างดี  ยิ่งเป็นการสงครามด้วยแล้วยิ่งทำให้ศิลปะเข้าสู่กันได้มากที่สุด  ฝ่ายชนะก็มักจะกวาดต้นเอาผู้คนและทรัพย์สมบัติของผู้แพ้ไปสู่แคว้นตน  ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ศิลปะและลัทธิธรรมเนียมของฝ่ายแพ้จะเข้าไปเผยแพร่อยู่ในจิตใจของชนชาติฝ่ายชนะ  ยิ่งทำสงครามกันบ่อยเข้า  ศิลปะและลัทธิธรรมเนียมก็ยิ่งปะปนกันเพิ่มทวีมากขึ้นทุกที  เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า  สมัยโบราณไทยกับจีนทำสงครามกันอยู่หลายครั้งหลายครา  และจีนก็ค่อย ๆ  รุกรบให้ไทยต้องถอยร่นทิ้งถิ่นฐานเลื่อนลงมาทางใต้ทุกที ๆ  ศิลปะต่าง ๆ  ของไทยซึ่งติดไปกับเชลย  หรือติดอยู่กับบุคคลที่อยู่ประจำผืนดินตรงนั้น  ซึ่งกลายเป็นอาณาจักรของจีน  ก็กลายเป็นครู  เป็นตัวอย่าง  ให้แก่จีนผู้มาครอบครองเครื่องดนตรี  เช่น  ซอด้วง  ซออู้  และขลุ่ย  อาจเป็นสมบัติเดิมของไทย  แต่เมื่อจีนมาครอบครอง  จึงได้แบบอย่างไปสร้างขึ้นทีหลัง  และสร้างรูปร่างให้เป็นไปตามที่สัญชาตญาณจะเห็นงามก็ได้
        พอพูดถึงซอด้วง  ซึ่งครั้งแรกกระบอกซอคงจะทำด้วยไม้ไผ่  ภายหลังจึงวิวัฒนาการมาเป็นไม้เนื้อแข็งจนถึงงาช้าง  ไม้ไผ่นั้นในถิ่นแถบนี้คงหาง่ายด้วยกัน  จีนอาจสร้างก่อน  หรือไทยอาจสร้างก่อนก็ได้  แต่ซออู้นั้นกะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าว  มะพร้าวเป็นพืชที่ชอบขึ้นในดินแดนที่มีอุณหภูมิอุ่นมากกว่าที่จะขึ้นในที่ ๆ  มีอากาศหนาว  ทางใต้ย่อมมีอุณหภูมิมากกว่าทางเหนือ  จึงน่าจะเกิดขึ้นในดินแดนตอนใต้  (คือไทย)  มากกว่า  ส่วนขลุ่ยเป็นของที่ทำง่าย  และวิธีการก็ง่าย ๆ  จึงคิดว่าจะไม่มีใครเอาอย่างใคร  ต่างคนต่างคิดสร้างแต่พ้องกันขึ้นเอง  เพราะเครื่องดนตรีตามลักษณะของขลุ่ยมีทั่วไปทั้งโลก
        ตะโพนก็อีกอย่างหนึ่งที่มักจะเข้าใจกันว่าไทยได้แบบมาจากอินเดีย  เพราะว่าท่านผู้ชำนาญภาษาบาลีและสันสกฤต  มักจะแปลคำว่าตะโพนว่า  มุทิงค์  หรือ  มฤทิงค์  และโดยตรงกันข้าม  แปลคำว่า  มุทิงค์หรือมฤทิงค์ว่าตะโพน  ท่านผู้แปลอาจจะแปลตามที่เห็นลักษณะของมุทิงค์กับตะโพนเป็นเครื่องขึ้นหนังประเภทเดียวกัน  แต่มุทิงค์หรือมฤทิงค์ของอินเดียเป็นกลองขึ้นหนังสองหน้า  มีสายโยงเร่งเสียงห่าง ๆ  ไม่มีเท้า  ส่วนตะโพนของไทยเป็นเครื่องขึ้นหนังสองหน้าเหมือนกัน  แต่สายหนังที่โยงเร่งเสียง  (เรียก  หนังเรียด)  ถี่จนชิดติดกัน  มองไม่เห็นหุ่นไม้ซึ่งเป็นตัวตะโพนเลย  และมีเท้าสำหรับตั้งตีด้วย  ส่วนชื่ออาจกลายมาจาก  ตับบละของอินเดียมาเป็นตะบลและตะโพนก็ได้  เรื่องชื่อนี้อาจเอาอย่างกันได้
        เหมือนอย่างกระจับปี่ของไทย  แต่โบราณสมัยสุโขทัยก็เรียกว่าพิณ  ซึ่งแผลงมาจากคำว่า  วีณา  ของอินเดีย  ภายหลังมาพบเครื่องดีดของชาตอชวาและบอร์เนียว  เรียกชื่อว่า  กระจับปี่  (รูปร่างไม่เหมือนกัน)  จึงเรียกพิณของเราว่ากระจับปี่ไปบ้าง  แต่ตัวเครื่องดนตรีต่างคนต่างสร้าง  มิได้เอาอย่างกันเลย
        ขณะนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้นำเอาการแสดงของ(ไทย)ชาวยูนาน  มาแสดงละคอนเรื่องเจ้าสุธนอยู่ในเมืองไทย  โดยแสดงที่โรงละครแห่งชาติ  หาดใหญ่  เชียงใหม่  และหลับมาแสดงที่โรงละครแห่งชาติอีก  เนื้อเรื่องเจ้าสุธนของยูนานกับบทละคอนเรื่องมโนราห์ที่ไทยเคยแสดงเหมือนกันไม่มีผิด  นอกจากตอนต้นซึ่งของยูนานเขาไม่มีพรานบุญมาจับนางมโนราห์เท่านั้น  ในต่อไปนี้  เราอาจได้ยินบางท่านพูดว่า  ไทยเราได้รับแบบการแสดงละคอนเรื่องมโนราห์มาจากจีนก็ได้
        นิทานเรื่องมโนราห์  (หรือสุธน)  นี้  เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปแทบทุกชาติในเอเชียนี้  พม่า  ลาว  เขมร  จีน  ไทย  มีนิทานเรื่องนี้ทั้งนั้น  ชาติใดเห็นควรแสดงเป็นละครก็ทำให้มีละครขึ้นไม่ต้องมีใครเอาอย่างใคร  ในเมืองไทยเรามีกระทั่งเป็นชาดก  ชื่อ   สุธนชาดก  แล้วจึงนำมาแต่งเป็นบทละครแสดงกันในภายหลัง
        ที่จริงตัวละครที่มาจากยูนานนี้  โดยมากก็เป็นคนไทยที่สืบเผ่าพันธุ์มาจากไทยที่เหลืออยู่ในดินแดนนั้นบางคนก็ยังพูดไทย  (ปนแบบคำเมืองของภาคเหนือ)  ได้  แต่ก็ถือสัญชาติจีนไปหมดแล้ว
        ที่เขียนเรื่องนี้ก็ด้วยสงสัยว่า  บางท่าน  ทำไมหนอจึงไม่ให้ความยุติธรรมแก่ชาติไทยเราบ้าง  เห็นสิ่งใดที่ไทยเรามีเหมือนกับของชาติอื่นแล้ว  จะต้องว่าไทยเราเอาอย่างเขาทุกสิ่งไป  ไทยเราไม่มีสติปัญญาที่จะเริ่มสรรค์สร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นบ้างเลยหรือ  ออกจะดูถูกคนไทยซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรามากเกินไปสักหน่อย  อย่างน้อยก็ควรให้ความยุติธรรม  เมื่อเห็นสิ่งใดของไทยเหมือนกับของชาติอื่นก็ควรคิดเพียงว่า  “ไทยเราอาจเอาอย่างเขา  หรือเขาอาจเอาอย่างเราก็ได้”  จนกว่าจะมีหลักฐานมายืนยัน
        แต่ไทยเรานี้  ซื่อสัตย์  เคารพในลิขสิทธิ์เสมอ  สิ่งใดเราได้มาจากชาติใด  จะบอกให้ทราบเสมอ  เช่น  ปี่ชวา  กลองแขก  กลองมาลายู  ปี่มอญ  ตะโพนมอญ  กลองฝรั่ง  (หรือกลองมริกัน)  และกลองจีน  เป็นต้น

เพราะฉะนั้นจึงอยากทราบว่า  “ไทยเราเอาอย่างชาติอื่นทั้งนั้นหรือ”


ที่มา
หนังสือดนตรีไทยอุดมศีกษา  ครั้งที่  ๑๓  วันที่  ๒๑  ธันวาคม  ๒๕๒๓  ชมรมดนตรีไทย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์



/1
เพลง แขกบรเทศ

-

View All
ดนตรีไทยแบบไหนที่คุณชอบฟัง
วงเครื่องสาย
699 คน
วงปีพาทย์
554 คน
วงมโหรี
214 คน
เดี่ยวเครื่องมือ
128 คน
ซิมโฟนี่ออเคสตร้า
103 คน
แบบประยุกต์
129 คน

  โหวต 1827 คน