• คีตพจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_siripot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 81
  • จำนวนผู้ชม : 582958
  • ส่ง msg :
  • โหวต 282 คน
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ในครานี้อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ Blog ของคีตพจน์หน่อยครับ ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทยครับ
ท่านสามารถอ่านเรื่องเก่า ๆ จากรายการที่ผมรวบรวมไว้ให้ ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/tcmc/2007/08/23/entry-1
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tcmc
วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน 2550
Posted by คีตพจน์ , ผู้อ่าน : 8066 , 16:24:01 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“แปลกใจที่รัฐบาลทุกชุดบอกว่า อยากจะรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้ 

แต่กลับไม่สนับสนุนวงการดนตรีไทย 

พอถึงเวลาต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง กลับเรียกใช้เรา”

เดินตามผู้ใหญ่ฯ : สุดจิตต์ (ดุริยประณีต)  อนันตกุล วัย ๗๙ ปี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)

สุเจน กรรพฤทธิ์ : เรื่อง / ประเวช ตันตราภิรมย์ : ภาพ


        หากจะเอ่ยถึงบุคคลผู้เป็นเสาหลักของวงการดนตรีไทยสักท่านหนึ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าชื่อของครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต นั้นโดดเด่นยิ่งนัก

        ครูสุดจิตต์เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เติบโตในครอบครัวนักดนตรีไทยย่านบางลำพู เล่นเครื่องดนตรีไทยเป็นทุกชิ้นตั้งแต่อายุเพียง ๘ ขวบ พออายุ ๑๐ ขวบก็ชนะการประกวดขับร้องเพลงไทยหลายรายการ ด้วยเสียงร้องที่มีสำเนียงไทยแท้ จนกลายเป็นนักร้องประจำวงดนตรีไทยหลายวง ทั้งยังเป็นนักร้องประจำคณะหุ่นกระบอกของนายเปียก ประเสริฐกุล ที่โด่งดังในช่วงเวลานั้น

        ท่านยังเคยเป็นผู้จัดรายการ “รื่นรสดนตรีไทย” เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพบทละคร บทประพันธ์ต่างๆ ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มทำรายการละครดึกดำบรรพ์ (ละครดึกดำบรรพ์ถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีต้นแบบจากละครโอเปร่า โดยเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้ริเริ่มดัดแปลงให้เป็นไทย) เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม เคยเป็นหัวหน้างานบันเทิงดนตรีไทยของกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครเข้ารับราชการในตำแหน่งดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์ของกรมศิลปากร เป็นกรรมการคัดเลือกนิสิตเข้าเรียนในภาควิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ และภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

        ปี ๒๕๓๐ ได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่นกรมประชาสัมพันธ์ และปี ๒๕๓๖ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)

ปัจจุบันครูสุดจิตต์ยังได้รับเชิญไปสอนดนตรีไทยในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ทั้งเป็นนักร้องดนตรีไทยเสียงดีที่หาตัวจับยาก เป็นคุณแม่และคุณย่าที่น่ารักของลูกหลานซึ่งผู้ปกครองส่งมาเรียนดนตรีไทยที่ “บ้านดุริยประณีต” หลังวัดสังเวช ทุกวันเสาร์-อาทิตย์

บ้านซึ่งทุกวันนี้เป็นที่ตั้งของ “มูลนิธิดุริยประณีต” และเป็นที่ทำการ “คณะดุริยประณีต” วงดนตรีไทยซึ่งยังมีชีวิตชีวาอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์

        “คุณพ่อ (ศุข ดุริยประณีต) เคยเป็นนักดนตรีไทยในคณะละครดึกดำบรรพ์ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ท่านรับราชการที่กรมมหรสพในตำแหน่งมหาดเล็กหลวง โดยตีระนาดเอกเวลารัชกาลที่ ๖ ทรงเล่นละคร บางทีพ่อต้องตามเสด็จต่างจังหวัด ๓-๔ เดือน จึงได้อยู่กับบรมครูดนตรีไทยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระยาเสนาะดุริยางค์ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ พระประสานดุริยศัพท์ นอกจากนี้ท่านยังเป็นนายวงปี่พาทย์รับบรรเลงเพลงในงานต่างๆ ด้วย ต่อมาท่านได้ตั้งวงดนตรีไทย “ดุริยประณีต” ขึ้น ส่วนทางแม่ครูนั้นก็เป็นนางละครในราชสำนัก พี่น้องครูทั้ง ๑๐ คนก็เป็นนักดนตรีไทย สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ครูรู้จักดนตรีไทยตั้งแต่เด็กๆ ครูยังคงจำภาพที่พระยาเสนาะดุริยางค์เดินจากบางไส้ไก่ ฝั่งธนบุรี มาสอนดนตรีไทยที่บ้านโดยไม่ขึ้นรถประจำทางได้ดี ครูดนตรีไทยสมัยก่อนไม่รวย เพราะท่านไม่สอนเอากำไร ไม่คิดค่าสอนเป็นหลักสูตร ท่านสอนด้วยใจ เด็กสมัยก่อนก็เรียนดนตรีไทยจริงจังมาก พี่ชายครูคนหนึ่งคือ ชื้น ดุริยประณีต เป็นคนระนาด (นักระนาด) สมัยเรียนกับพระยาเสนาะฯ โดนไม้ระนาดเคาะโป๊กๆ จนร้องไห้หนีลงเรือนไปเลย เพราะครูท่านสอนแล้วไม่ได้ดั่งใจ

        “บ้านดุริยประณีตยังทำรางระนาดขาย และรับฆ้องมาขายอีกด้วย ทำให้มีคนต่างถิ่นมาซื้อเครื่องดนตรีไทยเยอะ บางคนก็ฝากลูกหลานมาเรียนกับเรา สมัยนั้นเด็กที่ฝากตัวเป็นศิษย์ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แค่นำกระสอบข้าว ปลาเค็ม ปลาตากแห้ง และขันใส่ดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้ครู ก็เป็นอันรับ จากนั้นก็กินนอนต่อเพลงอยู่ที่บ้านทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงสามสี่ทุ่ม เรียนจนคนสอนหมดวิชาแล้วค่อยเดินลัดทุ่งไปเรียนกับครูอีกคนหนึ่ง

        “เครื่องดนตรีไทยชิ้นแรกที่ครูจับคือฆ้อง หลักการดั้งเดิมของการเรียนดนตรีไทยคือต้องเรียนฆ้องวงก่อนเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ถ้าได้วิชาฆ้องแล้วพื้นฐานจะแน่น การตีฆ้องจะช่วยฝึกทักษะการวางมือและเรื่องจังหวะ เพราะขณะเล่นเป็นวง ฆ้องจะคุมจังหวะเครื่องดนตรีไทยทุกชิ้น คนตีฆ้องจึงไม่ธรรมดา

        “แต่การเรียนแบบเด็กรุ่นใหม่ที่อยากเรียนเครื่องดนตรีไทยชิ้นไหนก็เรียนโดยไม่เริ่มจากฆ้องวงก็ไม่ผิด อย่างเมื่อ ๒-๓ ปีก่อน ภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ดัง ก็มีเด็กมาขอเรียนระนาดเอกเยอะ ซึ่งเด็กที่มาแบบนี้ส่วนมากก็มุ่งจับเครื่องดนตรีที่ตัวเองสนใจ แน่นอนว่าเรียนตามขนบเดิมอาจดีกว่า แต่สมัยนี้จะให้เด็กมัวนั่งตีฆ้องก็ไม่ทันใจ และแทนที่เขาจะชอบดนตรีไทย ก็อาจเบื่อจนเลิกไปเลย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าเสียดาย”

        ดังนั้นในทัศนะของครูสุดจิตต์ การเรียนดนตรีไทยจึงต้องมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยด้วย

        “เราปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนได้ เริ่มจากเครื่องดนตรีชิ้นไหนก่อนก็ได้ เอาเข้าจริงแล้วโน้ตที่ใช้ก็ตัวเดียวกัน เล่นได้ชิ้นหนึ่งเดี๋ยวก็เล่นได้ทุกชิ้น เริ่มจากขิม อีกหน่อยก็ตีระนาดเป็น ถ้าผู้สอนมัวแต่ยึดรูปแบบโบราณว่าต้องตีฆ้องก่อน คงไม่ต้องส่งต่อมรดกดนตรีไทยให้เด็กรุ่นใหม่พอดี มาเถอะ เด็กตัวเล็กๆ อยากเรียนระนาดเอก เอาเลย ครูพร้อมจะสอนให้

        “ที่ผ่านมาการเรียนแบบใหม่ส่งผลดี เพราะเด็กยุคนี้ต่างกับเด็กยุคก่อน เขาหัวไว เรียนได้เร็ว สมัยก่อนครูต้องใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อต่อเพลงกับเด็กคนหนึ่ง แต่สมัยนี้เด็กตัวเล็กๆ นี่ละ ไม่กี่อาทิตย์คล่องเลย ถ้าพระยาเสนาะฯ ท่านกลับมาสอนเด็กสมัยนี้ คงไม่ต้องเอาไม้ระนาดเคาะหัวใครแล้ว ยิ่งถ้าเด็กคนนั้นได้เครื่องดนตรีไทยที่เขาชอบ ก็จะไม่ทิ้ง หลายคนเรียนด้วยรูปแบบนี้ พอโตเป็นหนุ่มก็ไม่ยอมเลิกเล่น ผลที่ได้คือ เราสร้างนักดนตรีไทยที่ดีขึ้นมาได้เช่นเดียวกับการเรียนในระบบเก่า เพียงแต่วิธีการของเราต่างออกไป

        “สิ่งสำคัญในการเรียนดนตรีไทยคือสัจจะ คือได้วิชามาจากครูท่านใดก็ต้องบอกคนอื่นตามความเป็นจริง เพราะนี่คือการบูชาครู บ้านดุริยประณีตก็ได้วิชาดนตรีไทยและแนวเพลงของพระยาเสนาะฯ มาใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพจนถึงทุกวันนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือต้องมีความเพียรในการซ้อม

        “วงการดนตรีไทยยังมีอนาคต ครูเห็นอะไรบางอย่างในเด็กที่มาเรียน เขารักดนตรีไทยมาก ผู้ปกครองก็สนับสนุนเต็มที่ แม้ส่วนหนึ่งจะเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ตาม แต่ก็ยังดี เพราะอย่างน้อยก็จูงใจให้เด็กเรียนดนตรีไทยได้ ครูเคยเป็นกรรมการสอบเอนทรานซ์ เด็กที่ผ่านเข้าไปเรียนได้นี่ต้องเก่งจริง ส่วนอนาคตเป็นเรื่องของเขาว่าจะยึดอาชีพนี้หรือไม่ เพราะครูเข้าใจว่ายุคนี้ถ้าเล่นดนตรีไทยเป็นอาชีพก็ไม่พอกิน

        “ดนตรีไทยอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้เพราะบารมีของสมเด็จพระเทพฯ พระองค์ท่านทรงสนพระทัยด้านนี้อย่างจริงจัง สังคมไทยจึงเห็นความสำคัญอยู่บ้าง แต่นอกจากนี้ที่เห็นคือ พื้นที่ที่นักดนตรีไทยจะทำมาหากินนั้นมีน้อยมาก งานศพสมัยนี้ก็ไม่ได้เล่นแล้วเพราะเจ้าภาพเอาเพลงลูกทุ่งไปเล่นแทน งานแต่งงานก็ไม่ค่อยเอาดนตรีไทยไปเล่นเหมือนกัน นานๆ จะมีสักครั้ง ปัจจุบัน ‘คณะดุริยประณีต’ อยู่รอดได้เพราะมีทัวร์ต่างชาติที่ติดต่อให้ทำละครไปแสดง มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากเด็กที่มาเรียนดนตรี ตัวครูเองก็ได้รับเชิญไปสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ค่าสอนชั่วโมงละ ๓๐๐ บาท หมดภาคการศึกษาหนึ่งเขาก็จ่ายให้ทีหนึ่ง

        “ทุกวันนี้ครูมีความสุขเวลาเห็นลูกศิษย์ได้ดี เห็นเขาได้รางวัล เห็นเขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้สิ่งที่ครูพอจะทำให้คนรุ่นหลังได้ คือการตั้งมูลนิธิดุริยประณีตเพื่อสืบสานวิชาดนตรีไทยต่อไป เพราะการทำมูลนิธินั้นยั่งยืนกว่าทำอย่างอื่น ถ้าขอรัฐบาลได้ ครูก็อยากขอให้ช่วยสนับสนุนให้มีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับดนตรีไทยบ้าง เพราะปัจจุบันไม่มีรายการอย่างนี้เลย แปลกใจที่รัฐบาลทุกชุดบอกว่าอยากจะรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้ แต่กลับไม่สนับสนุนวงการดนตรีไทย พอถึงเวลาต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองกลับเรียกใช้เรา”



/1
เพลง แขกบรเทศ

-

View All
ดนตรีไทยแบบไหนที่คุณชอบฟัง
วงเครื่องสาย
698 คน
วงปีพาทย์
554 คน
วงมโหรี
213 คน
เดี่ยวเครื่องมือ
128 คน
ซิมโฟนี่ออเคสตร้า
103 คน
แบบประยุกต์
128 คน

  โหวต 1824 คน