• มีเดียมอนิเตอร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-12-03
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 73080
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม
เฝ้าระวังสื่อ เพราะสื่อเฝ้าระวังสังคม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/teammediamonitor
วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by มีเดียมอนิเตอร์ , ผู้อ่าน : 1252 , 12:14:53 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


การที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พูดถึงความสำคัญของรายการคุยข่าวในหน้าจอโทรทัศน์เมื่อเร็วๆ นี้ ในทำนองว่าอยากให้องค์กรสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องช่วยกันมาดูแลควบคุม ไม่ได้หมายความว่าสังคมนิเทศศาสตร์ไม่เคยถกเถียงพูดคุยปรากฏการณ์นี้มาก่อน แต่กลับพูดถึงเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน และแน่นอนว่า โดยมากด้วยสายตาวิพากษ์จากคนข่าวคนหนังสือพิมพ์ บทความนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะลองมา “ชวนพูดคุย” ว่าจริงๆ แล้วทำไมเราจึงควรให้ความสำคัญกับรายการคุยข่าว

แต่เดิมนั้น การรายงานข่าวคือแบบอ่านข่าวเราเรียกว่า “การรายงานข่าวตามประเพณีนิยม” เป็นทางการ คือ การอ่านข่าวตามสคริปต์ข่าวประจำวัน อาจสับเปลี่ยนผู้ประกาศข่าวหญิงและชายมานั่งคู่กันอ่านสลับกันไปคนละข่าว ผู้ประกาศข่าวแต่งกายดูสุภาพ ภูมิฐาน น่าเชื่อถือ เป็นทางการ น่าเชื่อถือ ให้ความสำคัญกับตัวเนื้อหาข่าว และฉากรายการ เพราะสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของสถานี

ขณะที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาไป ก่อให้เกิดการผสมผสานและคิดค้นรายการประเภทคุย/เล่า/พูดข่าวจริงๆ ขึ้นมา สำหรับในวงการวิทยุนั้น อาจเริ่มต้นมาก่อน แต่สำหรับวงการสื่อโทรทัศน์นั้น ยุคแรก (ปีพ.ศ. 2529, อ.ส.ม.ท.) น่าจะมาจากรายการข่าวของ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการรายงานข่าวโทรทัศน์ที่ดูเคร่งขรึม มาเป็นรูปแบบง่ายๆ คือ “การเล่า” โดยมีผู้ประกาศข่าวในทีมทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวหลักเชื่อมต่อข่าวและช่วงต่าง ๆ ในรายการข่าว

ดร.สมเกียรติ ได้เพิ่มสีสัน เปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอข่าวแปลกไปจากเดิม มีผู้ประกาศข่าว 2 คน (หญิงและชาย) มีบทพูดคุยสั้น ๆ มีการโยนประเด็นข่าวระหว่างผู้อ่านข่าวกับผู้สื่อข่าวนอกสถานที่ และตัดเข้าสู่สถานี รวมทั้งการสัมภาษณ์สด และวิธีการตัดต่อข่าวที่น่าสนใจ ในช่วงพยากรณ์อากาศ และข่าวกีฬามีผู้ประกาศ 2 คน แยกกันอ่าน ประกอบภาพกราฟฟิก ส่วนเนื้อหาข่าวแปลกไปจากเดิม ข่าวการเมืองมีแง่มุมการวิพากษ์วิจารณ์เจาะลึก ด้วยวิธีการเสนอตรงไปตรงมาให้ข้อมูลทั้งสองด้านแก่ผู้ชม

อย่างไรก็ดี ลักษณะของการรายงานข่าวของ อ.สมเกียรติ นั้น ก็มีลักษณะของความเป็นนักวิชาการเล่าข่าวอยู่ ซึ่งก็จับกลุ่มผู้ชมชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง ไม่ได้เจาะฐานผู้ชมในระดับล่างแต่อย่างใด

และที่สำคัญในรายการของอ.สมเกียรติ นั้น เป็นการเล่าข่าวโดยคนคนเดียว ไม่ใช่ 2 คนเหมือนทุกวันนี้ จึงเป็นเหตุให้มีรูปแบบการพัฒนารายการข่าวมาสู่ผู้ประกาศข่าวอีกคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นปรมาจารย์ด้านงานข่าวตัวจริง คือ สุทธิชัย หยุ่น

สุทธิชัย หยุ่น มีจุดเด่นที่ความดุ ความก้าวร้าวแบบสุภาพ ความลึก ความตรงประเด็น ในการถามและการวิเคราะห์ข่าว เนื่องจากมีประสบการณ์จากงานข่าวต่างประเทศ จึงนำเอารูปแบบและวิธีการสัมภาษณ์ที่ตรงไปตรงมา และสุภาพ เข้ามาใช้ จึงสามารถดึงดูดคนชั้นกลางให้รับชมรายการข่าวได้มากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการมีพิธีกรคู่กับ เทพชัย หย่อง

รายการข่าว “เก็บตกจากเนชั่น” ที่สถานีโทรทัศน์ช่องเนชั่นซึ่งเป็นโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก เป็นรายการข่าวต้นแบบของการ พูด-คุย-เล่าข่าว มีแนวคิดมาจากสุทธิชัย โดยในรายการข่าวจะมีพิธีกรข่าว 2 คน และอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เป็นหลัก และ/หรืออาจมีภาพข่าวทีวีประกอบเรื่อง หรืออาจมีการสัมภาษณ์แหล่งข่าวทางโทรศัพท์ ออกอากาศทั้งทางวิทยุ และโทรทัศน์

และที่ช่องสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เองที่เป็นโรงเรียนบ่มเพาะความเป็นนักวิชาชีพข่าวให้กับคลื่นรุ่นที่สามคือ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” และ “กนก รัตน์วงสกุล” ในรายการคุยคุ้ยข่าว ช่อง 9, อ.ส.ม.ท. และซึ่งเป็นจุดรุ่งเรืองของรายการคุยข่าวเล่าข่าวในปัจจุบันอย่างรายการ

“เรื่องเล่าเช้านี้” และรายการข่าวอีกหลายๆ รายการที่ปรับเปลี่ยนรายการอ่านข่าว/รายงานข่าวแบบปกติมาเล่าข่าวกันหมด
เหตุ-ผลของการกำเนิดรายการคุยข่าว/เล่าข่าวที่มักใช้อธิบายกันคือ

  1. ด้วยภาวะสังคมที่เร่งรีบ บวกด้วยปริมาณข้อมูลข่าวสารที่มีมากมากจนไม่สามารถมีเวลาให้กับมันได้ทั้งหมด
  2. (สถานี โทรทัศน์) จึงกำหนดให้ผู้ประกาศข่าวเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เรียบเรียง/ย่อย/ข่าวสาร ข้อมูลปริมาณมหาศาลนั้นให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายๆ สบายๆ เข้าใจได้ง่าย เพราะผู้เล่าข่าวจะอธิบายเล่าเรื่องข่าวสารที่ยากๆ นั้นให้ง่ายขึ้น
  3. ด้วยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมของการพูด (มุขปาถะ) ไม่ใช่สังคมของการอ่าน

เหล่านี้จึงที่มาของความนิยมในรายการคุยข่าว/เล่าข่าวในปัจจุบัน เพราะตอบสนองสังคมผู้ชมได้

ข้อดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ชม คือ ช่วยให้ผู้ชมติดตามข่าวมากขึ้น (อาจเป็นเพราะข่าวถูกย่อยให้ง่ายขึ้น และสนุกขึ้นเพราะผู้เล่าสนุก เล่าเก่ง ตลก เป็นกันเอง)

ข้อดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ผลิต คือง่าย สะดวก ถูก และกำไรดี

แต่ประเด็นปัญหาสำหรับรายการคุยข่าวเล่าข่าวในทางวารสารศาสตร์คือ

1) การผสมปนเปกันระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” กล่าวคือ ผู้เล่า/คุยข่าวจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นเนื้อข่าวปนไปกับคามคิดเห็นความรู้สึก ส่วนตัวของผู้เล่า เนื่องจาก “กลวิธีการเล่าเรื่อง” คือการที่ผู้เล่าจะต้อง “ทำความเข้าใจ/จำ/รับรู้เรื่องราวข้อมูลนั้นๆ” จากนั้นจึง “แปลงสารออกมาในรูปแบบของความเข้าใจของตนเอง” ซึ่งในกระบวนการทำความเข้าใจนี้เองที่มีการ “ตีความส่วนตัว” และเป็นช่องว่างให้ความคิดความรู้สึกส่วนตัวของผู้เล่าปะปนมาในเนื้อหาข่าว

เพราะรายการ(อ่าน/รายงาน) ข่าว คือ
= ผู้ประกาศ + ข่าว + ด้วยวิธีการรายงาน + ปราศจากคติ/ความคิดเห็น
= news anchors + news + report + without bias and opinion
= ข้อเท็จจริง (facts) – ภายใต้บรรยากาศเคร่งขรึม จริงจัง เป็นทางการ

แต่ รายการ(คุย/เล่า) ข่าว คือ
= พิธีกรข่าว + ข่าว + ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง + มีอคติ/ความคิดเห็น
= news actors + news +narrative + with bias and opinion
= ข้อคิดเห็น (opinion) – ภายใต้บรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ ไม่เป็นทางการ

เมื่อข่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่มีความคิดเห็นเข้ามาปะปน ข่าวจึงไม่ใช่ข่าว แต่เป็นความเข้าใจของผู้เล่าซึ่งอาจมีอคติ/ความคิดเห็นในเชิงตัดสินให้คุณ ให้โทษ

2) ก่อให้เกิดภาวะชี้นำความคิดทางสังคมให้ไปในทางใดทางหนึ่งได้ เพราะข้อมูลในรายการคุยข่าวเป็นข้อคิดเห็นที่มีส่วนของข้อเท็จจริงและความ คิดเห็นปะปนมาด้วย ผ่านลีลาการคุยข่าวการเล่าข่าว ซึ่งลีลาการคุยเหล่านี้ล้วนแฝงความคิดเชิงคุณค่า การที่เรารับชมข่าวเหล่านี้ซึ่งมีความสนุกสนาน ความตลก ความเบา ความง่าย ความหวือหวา ผ่านการเล่าเรื่อง จบข่าวหนึ่งชิ้นก็เชื่อมโยงต่อกับข่าวอีกชิ้น และบางครั้งก็กลับมาพูดคุยถึงข่าวอีกชิ้นก่อนหน้านี้ หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติส่วนตัวของผู้เล่า ก็ย่อมที่จะมีความโน้มเอียงในข้อมูลนั้น ผู้ชมที่รู้ไม่เท่าทัน หรือรู้เท่าทันแต่ด้วยภาวะเวลาที่เร่งรีบ ไม่มีเวลานั่งคิดพิจารณาข้อเท็จจริง ก็มักจะเชื่อเอาตามที่ผู้เล่า

และยิ่งสื่อโทรทัศน์เปลี่ยนรายการข่าวแบบอ่านรายงานปกติมาเป็นแบบคุยข่าว /เล่าข่าวกันหมด ปัจจุบันคงเหลือการรายงานข่าวแบบอ่านข่าวเพียงไม่กี่รายการ บางช่องมีเฉพาะการรายงานข่าวพระราชสำนักและข่าวต้นชั่วโมงเท่านั้น

3) ก่อให้เกิดภาวะการขาดความหลากหลายของ/ข้อมูลความคิดเห็น เพราะรายการคุยข่าว/เล่าข่าวปัจจุบันที่ปรากกฎในสื่อโทรทัศน์เกือบทุกช่อง /ทุกรายการนั้นนำข้อมูลมาจากสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อเย็น (หนังสือพิมพ์คือสื่อเย็นเพราะ ซื้อวันนี้ ตีตราวันพรุ่งนี้ แต่เนื้อหาของเมื่อวานนี้ ขณะที่สื่อโทรทัศน์นั้นสามารถอาศัยความได้เปรียบที่สามารถรายงานสดได้) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการทำลายคุณสมบัติเด่นของสื่อโทรทัศน์เรื่องความสด ทันสมัย และด้วยความมักง่ายของการผลิตรายการคุยข่าวที่เพียงคัดเลือกเอาข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ (ซึ่งความหลากหลายของข่าวสารในหนังสือพิมพ์ก็มีอยู่ระดับหนึ่ง) เมื่อผู้คุยข่าวหยิบเอาข่าวเด่นๆ ที่มีในเกือบๆ ทุกฉบับมาเล่ารายงาน จึงทำให้แทนที่ข่าวในสื่อโทรทัศน์จะมีภาพ มีข้อมูลที่แตกต่าง รอบด้าน มีความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นจากสื่อหนังสือพิมพ์ กลับไม่มี

หนังสือพิมพ์นั้น ข่าวชิ้นเดียวกันยังมีให้เลือกอ่านจากหลายๆ ฉบับ แต่ละฉบับก็มีการคัดเลือกข่าวมาตีพิมพ์แตกต่างกันตามแต่บรรณาธิการของตน แต่ผู้คุยข่าวเล่าข่าวกลับมีเพียงไม่กี่คน บางคนก็ปรากฏตัวในหลายช่องกลายเป็นผู้กำหนดความคิดให้กับสังคมไป เพราะกระทำตนเป็นผู้คัดเลือกข่าวสารคนที่สองซึ่งก็เลือกข่าวจากบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ต่างๆ นั้นเอง

4) เกิดภาวะปรสิตในระบบข้อมูลข่าวสาร ทำให้ระบบสื่อสารมวลชน/สังคมไม่พัฒนา เนื่องจากกระบวนการคัดลอก/ผลิตซ้ำ/ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์สู่สื่อโทรทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังกันระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง เพราะผู้เล่าข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์มิได้ต้องรับผิดชอบการทำข่าว เพียงแต่ทำหน้าที่อ่านและรายงาน เมื่อมิได้ทำข่าวเอง จึงมิจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหรือมีความรู้สึกตระหนักต่อความยากลำบากในการ ทำข่าวที่ต้องลงไปค้นคว้าข้อมูลบุคคลจากการสัมภาษณ์ ไม่ต้องลงแรงไปสืบค้นข้อมูลเอกสาร ภาพถ่าย มิต้องเผชิญกับ “ภาวะอันตรายจากการทำข่าว” เพียงแต่ซื้อหนังสือพิมพ์วันละไม่กี่ร้อย ก็สามารถทำรายการข่าวและขายเวลาโฆษณาได้นาทีละแสนสองแสนบาท ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตข่าวที่มีคุณภาพ เช่นข่าวเจาะ ข่าวสืบสวน ข่าวคอร์รัปชั่น ที่ควรแจกจ่ายให้กับทีมข่าวซึ่งมีหลายชีวิตเพื่อการพัฒนาการทำข่าว กลับตกไปอยู่กับค่าตัวของผู้เล่าข่าว/คุยข่าวค่าตัวแพงไม่กี่คน ภาวะปรสิตสื่อนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานข่าวโทรทัศน์แบบรายการคุยข่าว/เล่าข่าวย่อมขาดความเข้าใจ และตระหนักในจรรยาบรรณ จริยธรรมทางวิชาชีพไป หรือคำนึงถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ได้ทำข่าวเอง ก็ไม่ตระหนักในจริยธรรมสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อสื่อสังคม ก็ทำให้สังคมไม่พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็น

ในระบอบสังคมแบบประชาธิปไตย ความหลากหลายของข้อมูลและความคิดเห็น เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากผู้ชมเปิดหน้าจอโทรทัศน์และเจอแต่รายการคุยข่าวเล่าข่าว ก็ทำให้ผู้ชมขาดทางเลือกในการรับชมข่าวสารข้อเท็จจริงล้วนๆ ไป กลายเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารที่มีความคิดเห็นปนเปื้อน บิดเบือน

การที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พูดถึงความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำ ความคิดผู้คนในสังคมนั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ “เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส” แต่กลับเต็มไปด้วย “ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย” รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป

 

โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ
นักวิชาการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม, MediaMonitor

ที่มา : www.mediamonitor.in.th





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 13/02/2009 เวลา : 13.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าสนใจครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

About Us

วิดีโอแนะนำโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม

View All
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


รายการข่าวบันเทิงทางช่องฟรีทีวี ที่โดนใจมากที่สุด
สีสันบันเทิง ช่อง 3
0 คน
โต๊ะข่าวบันเทิง ช่อง 3
1 คน
ทีวีพูลไลฟ์ ช่อง 5
0 คน
ดาราสตอรี่ ช่อง 5
0 คน
คันปาก ช่อง7
2 คน
เส้นทางบันเทิง ช่อง 7
0 คน
ดาวกระจาย ช่อง 9
4 คน
ไนน์เอนเตอร์เทน ช่อง 9
1 คน
ข่าวศิลปวัฒนธรรมและบันเทิง ช่อง สทท.
2 คน
ไทยบันเทิง ช่อง ทีวีไทย
6 คน

  โหวต 16 คน