• ทิวสน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tewson7@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-07
  • จำนวนเรื่อง : 534
  • จำนวนผู้ชม : 3942401
  • ส่ง msg :
  • โหวต 737 คน
ทิวสน ชลนรา
หลากเรื่องราว...หลายเรื่องสั้น สร้างสรรค์-บันดาลใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson
วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2555
Posted by ทิวสน , ผู้อ่าน : 2802 , 01:41:56 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

.

"รักที่เธอลืม"

.

 

 

 

โดย :: ทิวสน ชลนรา

.

.


"สิบล้อประสานงาทัวร์พลิกดิ่งเหวตายเรียบ"

เพียงอ่านพาดหัวข่าว แล้วพลิกเห็นภาพผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้พร้อมชื่อ หญิงสาวถึงกับหน้าร้อนผ่าวตัวชาวูบ ชื่อนั้นดังก้องสะท้อนในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเข่าอ่อนทรุดกอง คล้ายว่าจะสิ้นสติ ความเสียใจ ความรู้สึกผิดมหันต์ ถาโถมเข้าใส่ ก่อนจะปล่อยโฮออกมา...


* * * * *

ตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว เป็นสัญญาณเย็นย่ำที่กำลังเข้าสู่เวลาคืนรังของฝูงนกที่บินมาคราคร่ำทั่วผืนฟ้า แล้วเหินหายไปยังป่าใหญ่เชิงเขา ซึ่งนับเป็นแห่งเดียวในละแวกนี้ ที่ยังคงสภาพป่าสมบูรณ์

.

บ้านหลังกะทัดรัดหลังนั้นซ่อนตัวอยู่ใกล้เชิงเขา จำเนียร อาศัยอยู่เพียงลำพังมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วนับแต่ แพร ลูกสาวคนเดียวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ...และไม่เคยกลับมาเยี่ยมเลย จะโทรมาก็แต่ตอนปลายเดือน หรือยามเงินขาดมือ นานๆ ครั้งจึงจะโทรศัพท์มาคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบสักหน

.

นับแต่พ่อของลูกจากไปด้วยโรคหัวใจ ตั้งแต่ลูกเพิ่งเริ่มหัดพูด ในชีวิตเธอก็ผูกพันอยู่เพียงกับลูกและบ้านหลังนี้ ซึ่งนับเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่สามีได้ทิ้งไว้ให้พร้อมสวนกุหลาบหลังบ้าน อันเป็นแหล่งรายได้หลัก ซึ่งแลกมาด้วยหยาดเหงื่อทุกหยดที่รินรด

.

 

.

เธอพักมือจากการพรวนดินในสวนกุหลาบ ด้วยว่าอาการปวดหลังที่พักนี้ออกจะเป็นบ่อยครั้ง ครั้นจะไปหาหมอในเมืองก็เกรงว่าเงินที่ออมไว้จะไม่พอหากลูกขาดเหลือแล้วขอมา สองมือที่เริ่มเหี่ยวย่นกระชับด้ามเสียมแน่นเพื่อพยุงยันกายลุกขึ้น แล้วเดินขึ้นเรือนเตรียมจัดหาอาหารเย็น หลังล้างมือ เอาน้ำลูบหน้าเรียกความสดชื่นแล้วก็เข้าครัว เปิดดูในตู้ยังมีน้ำพริกหนุ่มที่โขลกไว้ตั้งแต่เมื่อวานเหลืออยู่ จึงคิดว่าจะผัดผักบุ้งกินแกล้มก็พอแล้ว

.
ครั้นจัดเตรียมสำรับเสร็จก็เปิดทีวีดูข่าว ไปพร้อมๆ กับกินมื้อเย็น

.
เธอเหลือบมอง กรอบรูปหญิงสาวหน้าหวาน ซึ่งวางตั้งไว้ที่ด้านหนึ่งของโต๊ะอาหาร รูปนี้ได้มาเมื่อเกือบ 3 ปี แล้ว ตอนที่ลูกกลับมาเยี่ยม...เห็นรูปแล้วก็สะท้อนใจด้วยความคิดถึง

.
ครั้งหลังที่โทร.มา ลูกบอกว่า เรียนหนักไม่ค่อยมีเวลา แต่เธอก็ยังพยายามดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย มิเคยบกพร่อง แม้จะขอมาพิเศษก็ไม่เคยปฏิเสธแม้สักครั้ง...

.
ครั้นกินเสร็จ เก็บสำรับแล้วจึงออกมานั่งเล่นที่ชานเรือน...

.
นึกถึงเมื่อก่อนสมัยลูกยังเล็ก ร้องไห้งอแงเวลาง่วงนอน ต้องคอยปลอบ กล่อมให้นอนหนุนตัก แล้วเล่านิทานให้ฟังจนหลับผล็อย

.
"แม่จ๋า หนูรักแม่เท่าฟ้าเลย" เสียงเจื้อยแจ้วยังดังอยู่ในความคำนึงให้ยิ้มปลื้มเสมอ

ลูกคงไม่รู้หรอกว่าความรักที่แม่มีให้ลูกนั้น มันมากกว่าที่ลูกมีให้แม่...จนประมาณมิได้ และยากเกินจะเอ่ยออกมาได้ ก็ทั้งชีวิตแม่นี้อย่างไรเล่า ที่พร้อมจะพลีให้ และทำทุกสิ่งให้ลูกมีความสุข เติบโตเป็นคนดี เพียงเท่านี้แม่ก็พอใจแล้ว

.
"แพร หนูอยากทำงานอะไรลูก" เธอถามเมื่อครั้งลูกขึ้นมัธยมห้า

"หนูอยากเรียนต่อกฎหมายจ้ะแม่ หนูอยากเป็นทนายความ จะได้ช่วยคนที่เขาไม่รู้กฎหมายที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถ้าเขาไม่มีเงินแล้วมีปัญหา หนูก็จะว่าความให้ฟรีเลยจ้ะแม่" นางลูบผม ยิ้มชื่นชมกับความคิดความอ่านของลูก

.
"แต่เรียนมหาวิทยาลัยมันก็ใช้จ่ายเยอะนะแม่ หนูเลยคิดว่าพอจบมอหกแล้วอาจจะหางานในเมืองทำไปก่อน แล้วค่อยเรียนต่อ มสธ.ทางไปรษณีย์เอา อีกอย่าง หนูจะได้อยู่ใกล้ๆ คอยดูแลแม่ไง" ว่าแล้วก็ซบลงหนุนตัก

.
"อย่าห่วงเลยลูก ถ้าอยากเรียนต่อก็เรียนเถอะ เรื่องเงินน่ะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก สวนกุหลาบหลังบ้านเราก็ยังทำเงินได้ตลอดปี ป้ามาลีก็ยังมารับไปขายที่ตลาดทุกเช้า ลูกก็เห็น เงินเราไม่ขาดมือหรอกลูก"

.

 

.

วันที่เธอปลื้มใจอีกครั้งก็ตอนที่ลูกสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯได้...

จำได้ว่าของขวัญที่ให้เป็นรางวัลลูกคือ เสื้อถักไหมพรมสีครีม สีที่ลูกชอบ เธอถักเสร็จในไม่กี่วัน เพราะตื่นเต้นดีใจ บางวันถักเสียจนถึงเช้าเผื่อว่าลูกจะได้ใส่นอนเมื่อไปเรียนต่อ เพราะไม่รู้ว่าตอนกลางคืนที่กรุงเพทฯ อากาศจะเย็นเหมือนที่ลำปางหรือเปล่า

.
"ป้าเนียร...ป้าเนียร" เสียงเรียกจากหน้าบันไดปลุกเธอตื่นจากภวังค์ พบลำไยลูกลุงชิดยืนชะเง้ออยู่

"อ้าว ว่าไงลูก กลับมาเยี่ยมบ้านรึ ขึ้นมาบนเรือนก่อนสิ"

"ไม่เป็นไรจ้ะป้า พอดีหนูผ่านมาเลยแวะทัก....เออ แล้วแพรไม่กลับมาบ้านหรอกรึ" ถามพลางชะเง้อขึ้นไปบนเรือน

"ไม่ได้มาหรอกลูก...คงไม่มีเวลามั้ง"

"เอ..ก็ไหนแพรบอกหนูว่าจะกลับมาบ้านนี่นา...แต่ช่างเหอะ...ตกลงป้าจะลงไปกรุงเทพฯวันไหนล่ะ"

"ไปทำไมล่ะลูก"

"อ้าว..! นี่ป้าไม่รู้หรอกเหรอ หนูกับแพร เราเรียนจบกันหลายเดือนแล้ว เนี่ยหนูมาเยี่ยมบ้าน และชวนพ่อแม่กับญาติๆ ไปงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยวันพุธหน้า ส่วนแพรเขารับวันจันทร์"

"จริง เหรอลูก" เธอเอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น "สงสัยแพรคงยุ่งอยู่ล่ะมั้ง เลยลืมส่งข่าวแม่ นี่ดีนะที่ลำไยมาบอกป้า ไม่งั้นแพรคงเสียใจแย่ที่แม่ไม่ได้ไปงานรับปริญญา"

"แล้วป้าไปถูกมั้ยล่ะ"

"ก็น่าจะถูกนะลูก ป้าเคยไปเยี่ยมแพรที่หอพักเมื่อตอนเข้าเรียนใหม่ๆ เห็นว่ามหาวิทยาลัยก็อยู่ใกล้ๆ กับหอพักนั่นแหละ ป้าว่า เดี๋ยวป้าถามคนแถวนั้นก็ได้"

"ถ้างั้นหนูก็ไม่ห่วงละ อ้อ!ป้าไปแต่เช้าหน่อยก็ดีนะ จะได้ไปถ่ายรูปกับแพรก่อนเข้าห้องประชุม จะได้ไม่ร้อน เห็นว่านัดเจอกับเพื่อนหน้าตึกคณะนิติศาสตร์ตอน 7 โมง หนูก็ว่าจะแวะไปเหมือนกัน...งั้นหนูลาป้าล่ะนะ พ่อรอกินข้าวอยู่ แล้วเจอกันที่กรุงเทพฯ นะป้า" ลำไยยกมือไหว้ลา

.

ลำไยกลับไปพักใหญ่แล้ว แต่เธอยังคงตื่นเต้นไม่หาย ดีใจที่จะได้เห็นรอยยิ้มปลาบปลื้มของลูก...
.

ค่ำคืนนี้ช่างเป็นคืนที่เธอนอนหลับอย่างมีความสุขเหลือเกิน โดยมีใบหน้าลูกสาวยิ้มละไมลอยอยู่ในความฝันตลอดคืน

.

 

.

ฝนหมาดฟ้าไปพักใหญ่ พร้อมกับเวลาผ่านล่วงเข้าสู่วันใหม่ หลายชีวิตซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มหนาพริ้มตาอย่างสุขใจ

.
ตึกสูงหลังนั้นแฝงกายอยู่หลังชุมชนอันหนาแน่น ติดชิดกับคลองระบายน้ำสายเล็กๆ สีดำสนิท ห้องพักหลายสิบห้องถูกจัดสรรให้เป็นที่เช่าพักสำหรับสตรี

.
บนชั้น 3 เวลานี้มีเพียงห้องพักมุมซ้ายสุดเท่านั้น ที่ไฟยังคงเปิดสว่าง หญิงสาวเจ้าของห้องเอนกายกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง ผ้าแพรห่มคลุมอยู่เหนืออก ใบหน้ารูปไข่ จมูกรั้นเชิดกับดวงตากลมโตเป็นประกาย ปากสวยได้รูป คิ้วเข้มรับกับผมดำขลับประบ่า มันทำให้เธอโดดเด่นกว่าใครในบรรดาเพื่อนสาวที่เคยเรียนร่วมกัน จนได้รับเลือกให้เป็นดาวประจำคณะและดาวของชั้นปี เหตุนี้เองเธอจึงเป็นที่ต้องตาของทั้งเพื่อนชายและรุ่นพี่จำนวนมาก

.
ทว่า ในบรรดาชายหนุ่มที่เข้ามาผูกไมตรีเห็นจะมีเพียงธันวาร์เท่านั้น ที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ที่สุภาพ...ให้เกียรติ...รักเธอเสมอต้นเสมอปลาย ที่สำคัญ เขาเป็นทายาทคนเดียวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง อันเป็นที่แน่นอนว่าหากเธอลงเอยกับเขา ชีวิตนี้ย่อมเพียบพร้อมเปี่ยมสุข และหลีกพ้นจากสิ่งที่เธอได้พยายามตะเกียกตะกายหนีมัน

.
ตัวตนของเธอ ที่ชายหนุ่มและเพื่อนๆได้รับรู้จากปากของเธอเองคือ เป็นลูกสาวนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมหรูทางภาคเหนือ ขณะที่สภาพที่พักของเธอ ก็ไม่ได้หรูหราดูดีหรือสะดวกสบายมากนัก ต่างจากเพื่อนสาวคนอื่นๆ ที่บอกเล่าถึงสถานะทางครอบครัวในระดับเดียวกันกับเธอ ล้วนแต่อาศัยอยู่คอนโดหรูทั้งสิ้น ช่างขัดแย้งกับภาพภายนอกที่เธอพยามยามสร้าง...สิ่งนี้มันทำให้เธอรู้สึก สับสนในตนเอง...
เฝ้าแต่หวาดระแวงเสมอว่า จะทำเช่นไรหากเพื่อนๆ และเขารู้ความจริง!

.
หญิง สาวเหลือบมองดูภาพถ่ายในวัยเยาว์ ซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา จะเป็นใครเสียอีกเล่า นอกจากคนที่เธอเรียกว่า "แม่"

.
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอพยายามลบภาพแห่งความทรงจำดีๆ กับสิ่งที่ได้รับจากสตรีผู้นี้ ความรัก ความเข้าใจ การเอาใจใส่ การจัดสรร แววตาแห่งความอาทร ความทุกข์ร้อนเมื่อยามที่เธอทุกข์ใจ...แต่กลายกลับเป็นว่า แม่ทุกข์ทนยิ่งกว่า...

.
เธอยอมรับว่าไม่มีใครจะเลิศเลอ และปรารถนาดีต่อเธอเท่ากับแม่ แต่สิ่งที่เธอไม่อาจยอมรับได้คือ ฐานะแท้จริงของทางบ้าน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ แล้ว เธอด้อยเหลือเกิน

.

ฉะนั้น ถึงจะต้องหลอกตัวเอง แต่เธอยินดีที่จะเลือกเช่นนั้น เป็นเหตุผลสำคัญที่เธอไม่บอกกล่าวให้แม่มางานรับปริญญาในอีก 2 วันข้างหน้า

.
"เสียดายจัง คุณแม่มางานรับปริญญาของแพรไม่ได้แล้วล่ะ" เธอนึกถึงการสนทนาหลังทานอาหารเย็นที่ร้านหรูกลางกรุงกับคนรัก

.

"อ้าว..ทำไมล่ะครับ...วันสำคัญอย่างนี้คุณแม่น่าจะปลีกตัวมานะครับ"

.
"คงสุดวิสัยค่ะ เพราะท่านโทร.มาบอกแพรเมื่อตอนบ่ายว่า ยังอยู่ที่เดนมาร์กอยู่เลย คุณน้าของแพรป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล ที่นั่นไม่มีใคร คุณแม่เลยต้องอยู่ดูแล กลับมาไม่ทันค่ะ"

.
เธอนึกขัน กับท่าทีของชายหนุ่มที่เชื่อเธออย่างสนิทใจ แต่ส่วนลึกรู้สึกผิดและเริ่มสับสนมากขึ้นว่า เธอจะโกหกเขาไปได้นานเพียงใด ในเมื่อความจริงย่อมเป็นความจริง เธอพยายามบังคับไม่ให้ใจคิดกังวล หญิงสาวถอนใจพร้อมเอ่ยออกมาเบาๆ

.

"ขอโทษด้วยนะคะคุณแม่ หนูจำเป็นค่ะ" กรอบรูปถูกผลักคว่ำลงบนโต๊ะโคมไฟข้างเตียง ก่อนหญิงสาวจะปิดไฟ แล้วพลิกตัวหันกลับหลับตาอย่างไม่ไยดี...

.

 

.

แสงทองเริ่มแต้มขอบฟ้า อากาศวันนี้ช่างสดใส จำเนียรเสร็จกิจจากการรดน้ำ และริดใบในสวนกุหลาบหลังบ้านแล้ว เธอยืนมองดูฟ้าซึ่งรู้สึกว่าสวยกว่าทุกวัน ด้วยว่ายามนี้หัวใจเปี่ยมด้วยความสุข ราวกับว่าจะโบยบินได้

.
เย็นวันนี้แล้วสินะ ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ... ลูกคงจะดีใจที่ได้เห็นเธอไปแสดงความยินดี แม้ว่าสุขภาพจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอฝืนทนไปได้ เพราะคิดว่าหากไม่ไปลูกคงเสียใจแย่... ครั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะโทรศัพท์ไปบอกลูก ว่าแม่กำลังจะไปให้กำลังใจ...แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่า หากไปโดยไม่บอกกล่าว เมื่อเจอกันลูกจะต้องแปลกใจ และน่าจะดีใจยิ่งกว่า...เธอคิดเช่นนั้น แล้วระบายยิ้มอย่างมีความสุข กับภาพที่จินตนาการถึงเหตุการณ์ชั่วเวลาที่ได้พบกัน

.

หลังทานข้าวเช้าเสร็จ ก็เริ่มจัดกระเป๋าเดินทาง เธอรู้สึกใจหายเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เสื้อผ้าชุดที่ดูพิเศษแทบจะไม่มีเลย นึกตำหนิตัวเองว่า ทำไมนะ..เมื่อวานก็เข้าเมือง น่าจะซื้อใหม่สักชุด แต่ครั้นคิดดูอีกที เก็บเงินไว้เผื่อขาดเหลืออะไรลูกอาจต้องใช้จ่ายก็น่าจะดีกว่า ผ้าซิ่นไหมลายสวย ถึงสีอาจจะซีดไปสักหน่อย กับเสื้อผ้าฝ้ายสีม่วงหม่นลายมัดย้อม มีระบายลูกไม้แบบเรียบๆ สวมสร้อยทองเส้นเล็กๆ ที่หลายคนมองว่าไม่ต่างอะไรกับหนวดกุ้งเข้าไปสักหน่อย ชุดนี้ก็น่าจะสมฐานะดีและเพียงพอแล้ว


* * * * *

เพียงก้าวแรกที่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จำเนียรก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาลูกสาวพบ ผู้คนละลานตาไปหมด นิสิตในชุดครุยและญาติพี่น้องถ่ายรูปร่วมกันต่างยิ้มแย้มแจ่มใส...นับเป็นครั้งแรกที่เธอมามหาวิทยาลัยของลูก จำได้แต่เพียงที่หนูลำไยบอกว่า ต้องไปที่ตึกคณะนิติศาสตร์ นึกได้จึงถามยามที่ประตูแล้วเดินไปตามคำบอกกล่าวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

.
"หนุ่มจ๊ะ...ตรงนี้คณะนิติศาสตร์ ใช่มั้ย" เธอถามนิสิตชายคนหนึ่งที่เหมือนยืนรอใครอยู่

"ใช่ครับ"

"งั้นพอจะรู้จักจันทพรรึเปล่าจ๊ะ เอ่อ แล้วเห็นบ้างมั้ย"

"อ๋อ..รู้จัก สิป้า คนดังน่ะ ใครก็รู้จัก..แถมมีแฟนรวยอีกต่างหาก" ว่าแล้วก็กวาดสายตา แล้วหันมาบอกพร้อมชี้ทาง "โน่นแหน่ะ กำลังถ่ายรูปอยู่ตรงซุ้มดอกไม้หน้าตึกครับป้า"

เธอมองตาม พร้อมขอบคุณ แล้วรีบสืบเท้าตรงไปยังที่หมาย พบลูกสาวในชุดครุย ช่างสวยสง่า ห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆ และชายหนุ่มเคียงข้างคอยซับเหงื่อให้ เธอปรี่เข้าไปใกล้ด้วยความดีใจ แล้วเรียก

"ลูกแพร"

หญิงสาวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม หันขวับมายังต้นเสียง ครั้นพบว่าเป็นใครใบหน้าถึงกับซีดเผือด...นึกไม่ถึงว่าแม่จะมา เพื่อนทุกคนต่างหันมองมายังหญิงวัยก
ลางคนในชุดมอซอเป็นตาเดียว พร้อมกับคำถามที่ชวนให้คิดว่า นี่หรือแม่ของจันทพร ผู้เป็นดาวคณะ ที่เคยบอกว่าเป็นลูกของนักธุรกิจชั้นนำทางภาคเหนือ ทุกคนมองหญิงแปลกหน้าและดูปฏิกิริยาของเพื่อนสาว พร้อมคำถามที่รอคำตอบ

.
"เอ่อ..ขอโทษนะคะ หนูว่าคุณป้าคงทักคนผิดแล้วล่ะค่ะ" หญิงสาวตอบกลับไป แล้วสะกิดเพื่อนเดินเลี่ยงไปอีกทางอย่างไม่ไยดี ไม่มีแม้จะเหลือบแลหันกลับมามอง

..........!!!!!


จำเนียรยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ เป็นไปได้อย่างไร ที่ลูกจะจำเธอไม่ได้ และไม่อยากเชื่อว่าเธอจะถูกปฏิเสธจากลูก...จากหญิงสาวที่เธอทะนุถนอม... บรรจงสร้างชีวิตมาตั้งแต่ยังแบเบาะจนโตเป็นผู้ใหญ่ พร้อมความอบอุ่นที่มีให้มากที่สุด เท่าที่จะให้ได้...เพื่อชดเชยจากการที่ลูกขาดพ่อ

.
เธอเหม่อลอยดังคนไร้สติ เรี่ยวแรงจะก้าวเดินแทบไม่มีเหลือ น้ำตาแห่งความผิดหวังเอ่อท้นท่วมใจ แล้วไหลอาบลงสองแก้ม เธอหันหลังกลับช้าๆ แล้วเดินจากมาอย่างไร้จุดหมาย...

.
....แต่ในใจส่วนลึกยังคงคิดว่า ลูกคงมีเหตุผล และเธอก็พร้อมที่จะรับฟังเมื่อลูกพร้อมจะเล่า...


* * * * *

รถสปอร์ตคันงาม จอดนิ่งที่ปากทางเข้าหน้าหอพักดังเช่นทุกครั้ง ชายหนุ่มหันมองหญิงคนรักที่นั่งซึมเหม่อมาเกือบตลอดทาง จนผิดสังเกต

.
"จะไม่หาอะไรแถวนี้ทานซักหน่อยเหรอครับ วันนี้คุณแทบไม่ทานอะไรเลยนะ...เดี๋ยวดึกๆ หิวแย่"

"ไม่ล่ะค่ะ แพร ไม่หิว" เธอตอบเสียงเบาหวิว

"อืมม ถามจริงๆ เถอะ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่าครับ"

"ไม่ค่ะ...ไม่มีอะไร แพรไม่เป็นอะไร...เอ่อ แพรรู้สึกเพลียๆ เท่านั้น ขอบคุณนะคะที่มาส่ง...ดอกไม้ ของขวัญ ฝากไว้ที่รถคุณก่อนละกันนะคะ ขี้เกียจถือ"

"ก็เดี๋ยวผมหอบไปส่งหน้าหอพัก แล้ววานแม่บ้านช่วยขนให้ไง"

"ไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบสวนกลับมาเสียงขุ่น

"โอเค...งั้นคืนนี้ผมไม่โทรมารบกวนละกัน...พักผ่อนมากๆ นะครับ" ว่าพลางเอื้อมบีบมือเธอเบาๆ

ชายหนุ่มระบายลมหายใจช้า ก่อนเปิดประตู ลงอ้อมไปอีกด้าน เพื่อเปิดประตูให้...หญิงคนรักก้าวลงจากรถ สะพายกระเป๋าถือ เดินโรยแรงไปตามทางแคบๆ ที่ทอดไปสู่ทางเข้าประตูหอพัก ปล่อยให้ชายหนุ่มคิ้วย่นมองตาม ก่อนขับรถออกไปภายหลังหญิงสาวผ่านประตูรั้วเข้าไปแล้ว

.

 

.

หลังอาบน้ำ หญิงสาวขึ้นเตียงเตรียมจะนอน แต่มีบางสิ่งที่วิ่งพล่านอยู่ในหัวคอยรบกวนใจ...ชวน ให้หวนคิดถึงภาพเก่าๆ เหตุการณ์แต่ครั้งเยาว์วัย กับความรัก ความห่วงใย ที่เคยได้รับมิเคยขาดแคลน ยิ่งภาพและคำที่เอ่ยเมื่อเช้า ทวนซ้ำในโสตสำนึกมากเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนกรีดใจตนให้เป็นแผลลึกเท่านั้น

.

ทำไม...ทำไม ทำไมฉันพูดออกไปอย่างนั้น ฉันพูดออกไปได้อย่างไร..

ความรู้สึกผิดโถมเข้าใส่ แม้ว่าใจของเธอจะพยายามปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนน...

.

แพรลุกขึ้นมาเปิดตู้เสื้อผ้า เหลียวหาเสื้อไหมพรมสีครีมที่ซุกอยู่มุมหนึ่งด้านล่างของตู้ด้านซ้าย ซึ่งไม่เคยเหลียวแลมานานแล้ว เธอคว้ามาสวม กอดกระชับ ดั่งว่าจะซึมซับอุ่นไอรักที่แม่ถักทอให้เธอผ่านทุกเส้นใย...อันเสมือนตัวแทนอ้อมกอดของแม่ที่โอบลูกไว้ยามไกลห่าง...

.

หญิงสาวทิ้งตัวลงบนเตียง...หันคว้ากรอบรูปข้างเตียงที่ถ่ายร่วมกับแม่มากอดไว้ พร้อมกับทำนบน้ำตาที่พังทลาย พร่ำบอกใครคนนั้นที่รักเธอ แม้ไม่อาจได้ยิน

.

"แม่ จ๋า...แพรขอโทษ แพรผิดไปแล้ว...แพรเสียใจ...แพรทำให้แม่เสียใจ แพรทำให้แม่ต้องอายเพื่อนๆ แพร..แพรเสียใจ....ฮือ.อ.อ.อ.แพรเสียใจ....แพรผิดไปแล้ว....แม่อภัยให้แพรนะ แม่ ฮือ.อ.อ.อ.อ.อ."

.
หญิงสาวพลิกตัวซบหน้าลงกับหมอนปล่อยโฮออกมา...พร่ำเพ้อไม่เป็นคำ หากน้ำตาช่วยชะล้างความผิดมหันต์นี้ได้...เธอก็อยากให้เป็นเช่นนั้น และอยากให้แม่ได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้วลูกของแม่เสียใจมากเพียงใด....


* * * * *

เวลาแห่งการระบายใจ...ผ่านไปนานเท่าใด และเธอผล็อยหลับไปแต่เมื่อใดไม่รู้ กระทั่งแสงที่สาดมาทางหน้าต่างปลุกให้เธอรู้สึกตัว...หญิงสาวหายใจรวยริน...พร้อมความคิดแรกที่แล่นเข้ามา

ต้องกลับไปหาแม่...กลับไปหาคนที่รักเธอที่สุด
กลับไปเพื่อพบหน้า และสารภาพความผิด ด้วยสำนึก และกราบลงแทบเท้า เพื่อขออภัย...ขอให้แม่ยกโทษ...และเชื่อแน่ว่า แม่ต้องให้อภัย...

 

* * * * *


แม้รถจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มานานหลายชั่วโมง จนเกือบจะค่อนคืนแล้ว...

ผู้คนในรถต่างหลับใหลอยู่ในความมืด มีเพียงเสียงรถและเครื่องปรับอากาศที่ดังเบาๆ แต่จำเนียรยังไม่ได้งีบหลับเลยแม้สักนิด แสงที่สาดเข้ามา ยามที่รถสวนทาง สะท้อนเงาลำธารน้ำตาที่พรากเป็นสาย โดยไม่รู้ว่าเสียไปมากเท่าไรแล้ว

.

 

.

เรื่องราวแต่ก่อนเก่า หลายภาพหลายเหตุการณ์วนเวียนเข้ามาในความคำนึงไม่รู้หมดสิ้น ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กๆ น่ารัก ช่างเจรจา ที่ค่อยๆ เติบใหญ่ผ่านการดูแลอบรมเอาใจใส่ของเธอและสามี ดุจลูกในไส้ ทุกถ้อยคำในบทสนทนาระหว่างเธอกับเขา ก่อนที่จะมีเด็กหญิงในบ้าน...ยังจดจำได้ไม่รู้เลือน

.
"เนียร...พี่อยากจะปรึกษาเนียรหน่อยจ้ะ" สามีเอ่ยขึ้นขณะนั่งเล่นที่ระเบียงหลังอาหารเย็น

"เรื่องอะไรจ๊ะพี่"

"เราอยู่กินกันมาก็นาน พี่ว่าเนียรคงจะเหงา...พี่เองก็อย่างที่รู้..."

.

"...พี่เห็นเนียรชื่นชมลูกชาวบ้านเขาก็อดสงสารไม่ได้..." เขาจ้องตาเธอจริงจังก่อนพูดต่อ "...เนียรคิดยังไง...ถ้าเราจะไปขอเด็กที่โรงพยาบาลในเมืองมาเลี้ยง...พี่ว่า เด็กที่คลอดมาแล้วแม่ทิ้งนี่ โตมาต้องกำพร้า ขาดความอบอุ่น...น่าสงสารนะ"

.
"จริง เหรอพี่..." เธอยิ้มกว้างดวงตาวาวโรจน์ "เนี่ยฉันก็คิดอยู่เหมือนกัน พี่อ้อยบ้านโน้น ที่พี่ป้อมแฟนเขาเป็นหมัน เขาก็คิดเหมือนพี่นี่แหละ เขาบอกฉันว่า เด็กอ่อนที่โรงพยาบาลในเมือง มีแม่วัยรุ่นคลอดแล้วทิ้งไว้เยอะขึ้นทุกวัน ทางโรงพยาบาลเขาก็อยากหาพ่อแม่บุญธรรมรับไปเลี้ยงเหมือนกัน...ถ้าเราขอมาเลี้ยงซักคนคงจะดี มีเด็กวิ่งในบ้าน ครึกครื้นดีออก"

.
"งั้น วันมะรืนเราไปที่โรงพยาบาลกันนะ" สามีเอ่ยพลางเอื้อมบีบมือ

.
วันที่ไปทำเรื่องขอเด็กอ่อนมาเลี้ยง เธอยังจำภาพนั้นได้ดี...

ทารกเพศหญิง ที่เพียงได้พบหน้า สายตาสองคู่ที่ประสานกัน เสมือนความผูกพันนั้นมีมานานนัก...

เธอรักเด็กน้อยตั้งแต่แรกอุ้ม เฝ้าถนอมดังแก้วตาดวงใจ...คอยดูแลเอาใจใส่ อบรมด้วยความรัก...แม้ในยามที่สามีจากไป ความรักที่ให้ก็ยิ่งเพิ่มทวีไม่เคยลดน้อยถอยลง...

.
ไม่เคยคาดคิดแม้สักนิดว่า...เมื่อเวลาผันเปลี่ยน ความรักที่เด็กหญิงซึ่งเธอไม่เคยบอกความจริง จะตอบแทนความรักต่อเธอเช่นนี้

คิดถึงเพียงเท่านี้ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากตอนหน้าของรถ ประสานกับเสียงบีบแตรดังยาว และตามมาด้วยเสียง
โครม!!!


แล้ว....สติของเธอก็ดับวูบ!!! 

 

* * * * *

 

ในวันถัดมา หนังสือพิมพ์หัวสีฉบับกรอบบ่าย แทบทุกฉบับ พาดหัวข่าวใหญ่คล้ายๆ กันว่า...

"สิบล้อประสานงาทัวร์พลิกดิ่งเหวตายเรียบ"

.


 

หมายเหตุ: วาระรีไรท์ใหม่ เนื่องในช่วงเทศกาลวันแม่ 2555

แด่จิตวิญญาณแห่งความเป็น "แม่"

"แม่" ผู้มีรักแท้...รักโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

สุภาษิต 31:2 "อะไรเล่าลูกแม่เอ๋ยอะไรเล่าลูกแห่งท้องแม่เอ๋ยอะไรเล่า

ลูกแห่งคำปฏิญาณของแม่เอ๋ย..."

.
สุภาษิต 31:28 -29 "ลูกของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอสามีของเธอก็สรรเสริญเธอ.. ว่า"สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศแต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด"..

(จากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์)


* * * * * * * * * *

.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 ทิวสน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ย่าดา วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

เศร้าสะเทือนใจจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ทิวสน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Thaihippy วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 20.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaihippy

แวะมาเยี่ยม แวะมาอ่าน..เรื่องเป็นคติสอนใจดีครับ..

นายเม็ดฝุ่น เองครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ทิวสน วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 12.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

ขอบคุณพี่ชาลี และคุณหมอ ที่แวะมาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ทิวสน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 12.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เป็นเ้รื่องหักมุมเศร้าสะเทือนใจจริงๆ
แต่นักศึกษาคนนั้น ใจร้ายจริงๆ ทำกับแม่ได้ลงคอ

ความคิดเห็นที่ 1 ทิวสน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายแพทย์สวรรค์กาญจนะ วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 06.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/doctornursethailoyalty
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนไม่ได้มีไว้เพื่อแพ้Honesty is the best policy.

อ่านรวดเดียวจบครับ
เรื่องสั้นสะเทือนใจ
บอกความรู้สึกความเสียสละความรัก
ของแม่สู่ลูก
คุณทิวสนเก่งหลายอย่างนะครับ
เป็นตัวของตัวเองดี
สวัสดียามเช้าครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]