*/
  • ลาดพร้าวซอยสิบสอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : athammano@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2014-09-23
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 44032
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2563
Posted by ลาดพร้าวซอยสิบสอง , ผู้อ่าน : 492 , 08:39:45 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คราวนี้บ้านลาดพร้าวฯ ก็พร้อมกินมื้อค่ำกันแล้วนะคะ กับข้าวสำหรับมื้อค่ำที่ขอนำเสนออย่างแรกเลย คือ เผือกผัดหมูสามชั้น แค่ชื่อก็น่าอร่อยแล้ว คุณแม่จะปอกเปลือกเผือกและหั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยมไม่หนาเกินไปไม่บางเกินไป พร้อมเตรียมส่วนประกอบซึ่งมีกระเทียมสับ น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลาแท้ อย่าลืมหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วนำลงมาทอดในกระทะ ทอดไฟปานกลางไปเรื่อยๆ ให้น้ำมันออกมาจากหมูสามชั้นจนได้หมูสามชั้นที่เหลืองกรอบ นำขึ้นมาพักไว้ในชาม นำกระเทียมสับลงเจียวในน้ำมันหมูสามชั้นในกระทะต่อ ใส่เผือกลงไป เติมน้ำเปล่าลงไปด้วย ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และ น้ำปลาแท้ ผัดไปเรื่อยๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำงวด เผือกจะนุ่ม และรสชาติที่ปรุงไว้แบบกลมกล่อมเข้าถึงเนื้อเผือกและหมูสามชั้น เท่านี้เองก็พร้อมตักใส่จานแล้วตักใส่ปากกันคนละหนุบคนละหนับ อร่อยมาก นุ่มๆ มันๆ หวานนำ เค็มตาม มากไปกว่านั้นยังมีรายงานบอกว่าเผือกนั้นช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงเนื่องจากมีแคลเซียมสูงอีกด้วย

ส่วนหมูสามชั้นยังนำมาทำอาหารจานอร่อยได้อีกหลายอย่างทีเดียว อีกเมนูหนึ่งที่บ้านเราชอบกันมาก มักจะทำกินกับข้าวเหนียว ส้มตำ คือหมูสามชั้นต้มขมิ้น ที่คุณแม่ได้สูตรมาจากคุณอาที่เป็นเพื่อนที่ดีของครอบครัวเราเสมอมา คุณอาสมศักดิ์ ไชยบุญมา เครื่องปรุงมีแค่หมูสามชั้น ตะไคร้ทุบ ขมิ้นทุบ และน้ำปลาเท่านั้นเอง โดยเราเอาหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นกำลังดี ใส่ตะไคร้ทุบ ใส่ขมิ้นลงไป เหยาะน้ำปลาลงไป ใส่น้ำเปล่าพอคลอๆ หมูสามชั้น ต้มจนน้ำแห้ง จะได้หมูสามชั้นสีเหลืองนวล หอมขมิ้น รสออกเค็มๆ เคี้ยวหนึบๆ อร่อยมากมาก 

หมูสามชั้นเอามาทำเป็นหมูหวานกินกับข้าวคลุกกะปิก็อร่อยได้ใจ อร่อยกว่าหมูหวานที่เป็นเนื้อหมูล้วนมากนัก เพราะหมูสามชั้นจะมีความเด้ง ความหนึบ ความมันอยู่ในตัว

เมื่อครั้งไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ มีรายการอาหารเมนูหนึ่งที่ยังคิดถึงอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ หมูสามชั้นต้มซีอิ้ว จำได้ติดตาและติดปากเลยว่า หมูสามชั้นชิ้นโตประมาณ 1 ½ นิ้ว คูณ 1 ½ นิ้ว หนา 1 นิ้ว ต้มซีอิ้วมาจนเปื่อยซีอิ้วเข้าไปแทรกอยู่ในทุกอณูของชิ้นหมูสามชั้น กัดเข้าไปปุ๊บละลายในปาก หวานนิดเค็มหน่อย อร่อยมากๆ เมนูที่คล้ายกันน่าจะเป็นข้าวหน้าหมูสามชั้นต้มซีอิ้ว หรือ คาคุนิด้งอันเป็นของอร่อยประจำเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในชามจะมีข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ ที่วางทับมาด้วยหมูสามชั้นต้มซีอิ้วชิ้นโตพร้อมผักดอง หมูสามชั้นของเขาไม่แพ้หมูสามชั้นที่ใด นุ่มจนละลายในปาก เค็มหวานกำลังเหมาะ แถมที่เมืองนี้เขายังมีซาลาเปาไส้หมูสามชั้นต้มซีอิ้วหรือคาคุนิมันจูที่อร่อยมากอีกด้วย อันที่จริงไม่น่าจะเรียกว่าเป็นไส้ น่าจะเป็นซาลาเปาแบบแบนนิดหนึ่งแล้วพับครึ่งมาทับหมูสามชั้นต้มซีอิ้วชิ้นโตไว้ตรงกลางจะถูกต้องกว่า แอบกระซิบไว้ตรงนี้นิดหนึ่งว่า ถ้ายังไม่ได้ไปญี่ปุ่น ที่กรุงเทพฯ ก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทำหมูสามชั้นต้มซีอิ้วได้อร่อยที่สุดในสามโลกเช่นกัน คือ ร้านโนบุที่ซอยทองหล่อ 14 ค่ะ ต้มหมูสามชั้นในซีอิ้วมาได้แบบตรงสเป๊คเป๊ะ เป๊ะ นุ่มจนแทบละลายในปาก เค็มหวานกลมกล่อม 

กับข้าวที่ถูกลิ้นสมาชิกในบ้านมากๆ อย่างหนึ่งคือแกงเหลืองหน่อไม้ดอง และ ผัดเผ็ดหน่อไม้ดอง ทำให้คุณแม่ริเริ่มทำหน่อไม้ดองไว้กินเอง เนื่องจากอันตรายจากหน่อไม้ดองที่ดองในภาชนะพลาสติกมีมากเหลือเกิน เวลาเราไปซื้อหามากิน ก็ยากจะรู้ถึงที่มาที่ไปได้ ดังนั้น ในหน้าฝนที่หน่อไม้มีเพียบมาก คุณแม่จะซื้อมาหั่นบ้างสับบ้าง จะได้ดองไว้หลายรูปแบบ แบบชิ้นบ้าง แบบเส้นบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องดองทั้งหมด แบบชิ้นจะแบ่งเอามาต้มแกงจืดกระดูกหมูบ้างหรือจะทำข้าวราดหน้าไก่ใส่หน่อไม้บ้างก็อร่อยดี แบบเส้นนำมาแกงไก่ใส่หน่อไม้ก็กินกับข้าวหรือราดขนมจีนได้อร่อยไม่แพ้กัน ส่วนหน่อไม้ที่หั่นแบบชิ้นที่จะดองนั้น ใส่ในภาชนะสะอาด โรยเกลือเม็ดลงไป เคล้าให้โดนเกลือทั่วกัน จากนั้นใส่ในหม้อทิ้งไว้หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น ค่อยใส่น้ำสะอาดลงไป คราวนี้ก็ปิดฝาทิ้งไว้หนึ่งเดือนเลย ส่วนหน่อไม้แบบเส้น คุณแม่ใช้ดองด้วยน้ำซาวข้าว จะเปรี้ยวเร็วกว่า อาทิตย์เดียวก็เปรี้ยวพร้อมนำขึ้นมาผัดเผ็ดกันแล้ว

และสมกับที่คุณแม่เป็นศรีสะใภ้คนใต้ คุณแม่ยังผัดสะตอได้อร่อยที่สุดในประเทศ โดยคุณแม่ยกเครดิตให้คุณย่าว่า เป็นคนบอกให้ผัดเช่นนี้ คือ โขลกหอมแดง พริกแห้ง กะปิ กระเทียมนิดหน่อย แล้วนำมาผัดให้หอม ใส่กุ้ง ใส่สะตอ ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา พอดูว่าสุกใช้ได้แล้ว ได้รสที่ชอบแล้ว บีบมะนาวลงไปเสียหน่อย ตักลงจานพร้อมกินกับข้าวสวยแบบหมดหม้อไม่รู้ตัว

นอกจากผัดสะตอ หมูผัดเคยก็เป็นอาหารโปรดฝีมือคุณแม่ของบ้านเราเช่นกัน เวลาคุณแม่ได้เคยดีดี (เคย บางคนเรียก กะปิภาคใต้ ทำจากกุ้งเคยตัวเล็กๆ ที่มีมากในแถบชายฝั่งอันดามัน) จากคุณอาที่ภูเก็ตจะนำมาทำแล้วเราก็กินข้าวกันทีจานโต วิธีทำนั้นคุณแม่เริ่มจากเจียวหอมให้เหลืองกรอบก่อนตักขึ้นไว้ จากนั้นนำเคยลงกระทะ ใส่หมู ผัดจนสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลหน่อย ได้รสที่ใช่แล้วตักขึ้นใส่จานรอไว้ เหลือไว้ในกระทะนิดหนึ่งเอาหอมเจียวใส่กลับลงไป ใส่หมูติดมันหั่นชิ้นจิ๋วๆ ลงไปผัดจนสุกหอมเอามาโรยด้านหน้าผัดเคยที่อยู่ในจาน โรยทับอีกทีด้วยพริกแดงซอยให้สีสวยๆ เวลากินมีผักสดอย่างสะตอ แตงกวาล้าง ปอก แช่ตู้เย็นไว้เย็นๆ เคียงสักหน่อย อร่อยแบบ “เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม” กันงานนี้ 

พอเริ่มนั่งคิดถึงอาหารใต้ บ้านเราจะต้องนึกถึงคุณอาอีกท่านที่สนิทสนมและเป็นมิตรที่ดีต่อกันมานานมาก ตั้งแต่ลูกเป็นเพื่อนลูก จนตอนนี้เริ่มหลานเป็นเพื่อนหลานแล้ว คือ คุณอาบุญสม พัฒนา สุภาพสตรีน่ารักเรียบร้อยที่ทำอาหารใต้อร่อยมากถึงมากที่สุด เลยกดโทรศัพท์ไปหาคุณอาว่า ขอสูตรเด็ดอาหารใต้จากคุณอาสมหน่อยเถิด คุณอาสมก็ได้ให้สูตรแกงเหลืองคูน และ คั่วกลิ้ง มา คุณอาสมบรรยายวิธีการทำเสียฟังไปน้ำลายสอ จะขอเล่าให้คุณผู้อ่านน้ำลายสอบ้างดังนี้

แกงเหลืองคูนนั้นเครื่องแกงทำจากพริกขี้หนูแห้ง เกลือ กระเทียม ขมิ้น โดยเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้ตำให้ละเอียด แล้วค่อยใส่กะปิลงไป ตำให้เข้ากัน ค่อยเอาน้ำธรรมดามาละลายเครื่องแกง คุณอาสมบอกว่าถ้าตำเครื่องแกงไม่ละเอียด เอากระชอนตาห่างๆ หน่อยมากรองสักที ที่ให้ใช้กระชอนตาห่างๆ เพราะน้ำแกงถ้าใสไปก็ไม่อร่อย จากนั้นนำหม้อน้ำเครื่องแกงขึ้นตั้งเตา ใส่คูนที่ล้างแล้วลอกเปลือกเป็นทางยาวๆ หั่นเป็นชิ้นๆ ต้องล้างก่อนหั่นเท่านั้น หั่นเสร็จแล้วห้ามนำไปล้างอีกเด็ดขาด น้ำจะเข้าไปอยู่ในท่อคูน จากที่เราใส่คูนลงไปในน้ำแกง รอจนคูนสุกเปื่อยถึงใส่น้ำส้มมะขามเปียก เพราะถ้าใส่เปรี้ยวลงไปก่อนคูนสุก คูนจะไม่สุก  ความเปรี้ยวจะไปรัดคูนไม่ให้สุก ส่วนปลาให้ใส่หลังสุด ถ้าใส่ก่อนจะเหม็นคาว พอใส่ปลาลงไปแล้วอย่าไปคนโดยเด็ดขาดปล่อยให้เดือดก่อน หั่นส้มแขกใส่ลงไปสัก 4-5 ชิ้นด้วยรสชาติจะกลมกล่อมขึ้น ชิมรสตามชอบ แล้วใส่น้ำตาลปี๊บลงไปอีกนิดเท่าปลายนิ้วก้อยจะเสริมรสให้ไม่เปรี้ยวแหลม แล้วถ้าเราใช้ปลาที่ค่อนข้างคาวจัดอย่างปลาทูสด ปลานิล ต้องใส่มะนาวเพิ่มลงไปอีกด้วย ความหอมของมะนาวจะช่วยดับกลิ่นได้ ถึงแม้จะมีขมิ้นที่หอมให้สีเหลืองสวยและช่วยดับคาวอยู่แล้วก็ตาม แต่ถ้าเราใช้ปลาทะเลอย่างปลากระพงทะเล ปลามิหลังหรือปลาดุกทะเล ปลาขี้ตัง ไม่จำเป็นต้องใส่มะนาวอีก ขอแอบกระซิบว่าถ้าได้ปลาดุกทะเลหรือปลาขี้ตังซึ่งเป็นปลาทะเลสาบสงขลาล่ะก็จะอร่อยขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณเพราะปลาสองอย่างนี้อร่อยในตัวอยู่แล้ว

อีกสูตรจากคุณอาสม คือ คั่วกลิ้ง คำว่ากลิ้งแปลว่าคั่วแห้งๆ นั่นเอง ลองมาดูวิธีทำกัน เริ่มที่เครื่องแกงซึ่งใช้เหมือนแกงกะทิ ประกอบไปด้วยพริกแดงสดหรือแห้งก็ได้ กระเทียม เกลือ ขมิ้น ตะไคร้ ข่านิดหน่อยหั่นเป็นแว่นๆ กะปิ ผิวมะกรูด เริ่มการตำเครื่องแกงโดยใส่พริกกับเกลือลงในครกนิดหน่อยก่อน เกลือจะช่วยให้พริกละเอียด จากนั้นนำส่วนผสมทุกอย่างที่กล่าวมาลงตำ โดยใส่กะปิที่หลังสุด คุณอาสมบอกว่าตำจะได้เครื่องแกงที่หอมกว่าการปั่นเพราะการตำมันช่วยบีบของทุกอย่างให้เละและช้ำซึ่งจะให้กลิ่นออกมา ไม่เหมือนการปั่นที่แค่ทำให้ละเอียดเท่านั้น หลังจากทุกอย่างละเอียดเข้ากันหมดแล้ว เอากะทิใส่ในกะทะนิดหน่อยพอ พอมันเดือดนิดๆ เอาเครื่องลง ผัด ผัด ผัดให้หอม อาจใส่กะทิเพิ่มก็ได้ แต่น้อยๆ อย่าให้มีน้ำมากเพราะคั่วกลิ้งคือคั่วแห้งๆ จากนั้นเอาเนื้อสับที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ไฟอย่าให้แรงมาก ถ้าผัดด้วยความร้อนจัดกลิ่นจะแรงเกินไป คนผัดเองก็จะต้องจามกันแทบหมดแรงก่อนเสร็จ ชิมรสดูว่าใช่รสที่ชอบไหม แล้วเติมน้ำตาลสักนิด นิดเดียวเท่านั้น ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอย ตักใส่จาน รับรองว่าทั้งสองสูตรจากคุณอาสมนี้ ถ้านำไปทำตามแล้วล่ะก็ หุงข้าวหม้อใหญ่เป็นพิเศษรอไว้ได้เลย เพราะหุงข้าวตามปรกติ ไม่พอกินเป็นแน่

นอกจากสูตรอาหารใต้เด็ดๆ สองสูตรนี้แล้ว พอคุยกับคุณอาสม ก็พาลนึกไปถึงวันที่คุณอาสมมาตัดดาหลาที่ปลูกไว้ บอกว่ากินได้นะ อร่อยดี เลยสอบถามว่า เอาไปกินอย่างไร คุณอาสมบอกว่าเอาไปกินกับยำไตปลาหรือที่ทางใต้เรียกว่า พุงปลาดิบ ที่เรียกเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามันเป็นของดิบในความหมายของเนื้อดิบ หมูดิบแต่อย่างไร ดิบในความหมายว่าไม่ได้เอาไปแกงต่างหาก เพราะไตปลานี้ถูกต้มให้สุก กรองเอาแต่น้ำ แล้วจึงใส่ตะไคร้ หอมซอย มะนาว เอาหน่อหรือแขนงดาหลา (ทางใต้เรียกกาหลา) มาลอกเอาผิวเป็นใยๆ ออกแล้วกินแก่นข้างในของมัน หอมๆ หวานๆ เข้ากันกับพุงปลาดิบ หรือเอาไปกินกับข้าวยำก็อร่อย ดาหลานี่มีสรรพคุณช่วยในการดับกลิ่นด้วยอยู่ในพืชกลุ่มเดียวกับพวกขิง ข่า กระทือ (ทางใต้เรียกหัวทือ) เจ้าหัวทือนี่มีสองพันธุ์ อย่างหนึ่งสีเขียวรสจัดกว่าอีกพันธุ์ที่สีม่วงนิยมเอามาแกงมากกว่ากลิ่นไม่แรงเท่าสีเขียว คุณอาสมบอกว่าเอามาแกงกับปลาดุกทะเลหรือปลามิหลังอร่อยมาก เวลาจะเอามาแกงให้ปอกเปลือก เอาเฉพาะแก่นข้างในแล้วทุบๆ ให้มันนุ่มๆ หน่อย น้ำแกงจะได้ซึมเข้าไปได้ เวลาเคี้ยวรสก็จะอร่อยเพราะมีน้ำแกงแทรกเข้าไปอยู่ด้วย เครื่องแกงนั้นก็ใช้เช่นเดียวกับที่ทำคั่วกลิ้งข้างต้น

อาหารใต้อีกอย่างที่คุณแม่ชอบทำและสมาชิกในบ้านก็โปรดปราน (อาจจะเรามีเลือดสงขลาเข้มข้นมากก็เป็นได้) เป็นมื้อค่ำในวันที่เราอยากเปลี่ยนจากการกินข้าวมากินเส้นบ้าง คือ เต้าคั่ว เป็นอาหารที่กินอร่อยด้วย สนุกด้วยเพราะก่อนจะได้กิน ต้องใส่นั่นนิดนี่หน่อยกันคนละหนุบคนละหนับ ส่วนประกอบของอาหารสงขลาจานนี้ มีทั้งผักบุ้งลวก ถั่วงอกลวก แตงกวา กุ้งชุบแป้งทอด เลือดหมู หูหมู ไข่ต้ม เต้าหู้ทอด ทั้งหมดนี้หั่นชิ้นกำลังเหมาะที่จะกินได้สะดวกๆ และขาดไม่ได้ต้องมีเส้นหมี่ขาวลวก (คนใต้เรียก หมี่หุ้น) เวลาจะกินเราก็หยิบส่วนผสมทั้งหมดนี้ใส่จาน จะใส่อะไรมากอะไรน้อยตามแต่ชอบ แล้วราดด้วยน้ำตาลโตนดเคี่ยว เหยาะน้ำปลา และน้ำส้มพริกตำ ชอบกินหวานนำ เค็มนำ เปรี้ยวนำตามใจ ที่บ้านกินเต้าคั่วกันทีไร ต้องมีการกินเกินอิ่มทุกทีด้วยความอร่อย  

กลับมาที่อาหารกินกับข้าวกันต่อ พริกขิงไข่เค็ม กับข้าวที่สามารถเก็บไว้กินได้นานและคุณสุมาลีเพื่อนคุณแม่ที่เล่าตั้งแต่ตอนของว่างว่าทำข้าวตังเมี่ยงลาวและข้าวเม่าหมี่อร่อยนั้น ก็ทำพริกขิงไข่เค็มได้อร่อยมากไม่แพ้กัน สั่งซื้อไปฝากใครเป็นติดใจมาสั่งซื้อไปกินเองเพิ่มอยู่เสมอ (เคยมีครั้งหนึ่ง ลาดพร้าวฯ ซื้อไปฝากวิทยากรท่านหนึ่งตอนปีใหม่ ปรากฏว่า จากนั้น คุณสุมาลีโทรมาเล่าว่า คุณแม่ของวิทยากรมาสั่งซื้อเพิ่มอีก 20 กิโล!!! เพราะบอกว่าอร่อยถูกปากมาก รสชาติแบบนี้แหละที่คุ้นเคยที่หามานาน เลยอยากสั่งไปให้เพื่อนๆ กินกัน)  พริกขิงไข่เค็มนี้ลาดพร้าวฯ ขอแนะนำว่า มีติดตู้เย็นไว้เถิด วันใดคิดอะไรไม่ออก หุงข้าวอย่างเดียว ไข่เจียวหนึ่งฟอง เอาพริกขิงไข่เค็มออกมาอุ่นให้ร้อนนิด อร่อยแล้ว หรือแม้กระทั่งไม่มีไข่สักฟอง คลุกข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยแล้วอีกเช่นกัน  บางทีไม่มีข้าว กินกับขนมปังปิ้งยังอร่อยเลย ไม่เชื่อต้องลองดู ส่วนผสมนั้น ต้องมีส่วนของเครื่องแกง       ซึ่งประกอบด้วยพริกแห้งเม็ดใหญ่ กระเทียม หอมแดง ข่า ตะไคร้ รากผักชี ผิวมะกรูด กะปิ นำทั้งหมดนี้มาโขลกให้ละเอียด นอกจากส่วนของเครื่องแกงยังมีกุ้งแห้งป่นและไข่เค็มหั่นเล็กๆ วิธีทำเริ่มด้วยการผัดเครื่องแกงที่โขลกไว้ละเอียดด้วยน้ำมันให้หอม จากนั้นใส่กุ้งแห้งป่นและไข่เค็มผัดให้เข้ากันจนเป็นสีออกส้มแก่สวยๆ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ให้รสออกหวานมากกว่าเค็ม แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านี้ สามารถซื้อน้ำพริกแกงแดงสำเร็จรูปที่ขายทั่วไป แต่เวลาใช้เครื่องแกงสำเร็จรูปอย่าเพิ่งใส่น้ำปลามากเพราะเครื่องแกงสำเร็จรูปมักจะใส่เกลือค่อนข้างเค็ม    

เวลานึกถึงเพื่อนสนิทของครอบครัวที่มีฝีมือในการทำอาหารอร่อยๆ นั้น อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงอีกท่านหนึ่ง คุณชัชวาลย์ กาญจนชัยภูมิ ผู้ที่ใจดีมากๆ ชอบมีของอร่อยๆ มาให้ลิ้มรสกันอยู่เรื่อยๆ ท่านมีร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ตั้งอยู่แถวเอกมัยชื่อร้าน ชะ ชะ อัน ซึ่งไปกินทีไร ติดใจทุกที โดยเฉพาะรายการนี้ เนื้อโต๋เต๋ หรือ เนื้อตุ๋นมิโสะญี่ปุ่น (Tode Yaki) โดยจะใช้เนื้อติดเอ็น มิโสะ สาเก มิริน  น้ำตาล และเกลือนิดหน่อย  วิธีทำนำเนื้อมาต้มให้พอเปื่อย  แล้วเทน้ำทิ้งให้เหลือแค่พอท่วมเนื้อ  นำมิโสะใส่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาล มิริน สาเก เกลือ ทิ้งไว้ให้เดือดอีกสักพัก ก็จะได้เนื้อติดเอ็นที่เด้งๆ นุ่มๆ รสชาติมัน เค็ม หวานนิดๆ แต่อร่อยมากๆ

อาหารอีกจานที่คนชอบเนื้อได้กินทีไร เป็นต้องหัวใจละลายด้วยความอร่อย คือ ยำเนื้อญี่ปุ่น (Kobe Tataki) อาหารจานนี้ใช้เนื้อโกเบจากญี่ปุ่น หอมใหญ่ ไชเท้า กระเทียม และต้นหอม โดยเอาเนื้อมาย่างพอสุกและหอมข้างในยังชมพูสวยอยู่ นำหอมใหญ่มาสไลซ์บางๆ กระเทียมสับละเอียด ต้นหอมหั่นละเอียด แล้วเอาเนื้อย่างหั่นบางๆ วางบนหอมใหญ่ คราวนี้ก็ต้องทำน้ำจิ้มโดยใส่โชวยุ (ซีอิ้วญี่ปุ่น) มะนาว น้ำส้มญี่ปุ่น มิริน และน้ำซุปปลาแห้งมาผสมรวมกันให้ได้รสออกเปรี้ยวๆ เค็มๆ หวานๆ แล้วใส่กระเทียมกับไชเท้าเพิ่มความเข้มข้น เวลากินคีบเนื้อย่างบางๆ มาวาง คีบหอมใหญ่วางบนเนื้อ แล้วใช้ตะเกียบบรรจงห่อเนื้อกับหอมใหญ่ไว้ จิ้มลงไปในน้ำจิ้ม ส่งเข้าปากได้เลย อร่อยมาก เนื้อย่างจะนุ่มนวลและหอมไปทั้งปาก ได้รสเปรี้ยวเค็มหวานของน้ำจิ้ม

นอกจากสูตรเนื้ออร่อยแบบญี่ปุ่นที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้แล้ว คุณชัชวาลย์ฯ ยังมีเมนูอร่อยที่เราติดอกติดใจกันมากๆ เวลาไปกินยามหน้าหนาวที่ภูผาน้ำรีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยอีกด้วย นั่นคือ ขิงกรอบหมูสวรรค์ ขั้นตอนการทำคือ ปอกขิงล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นขิงเป็นเส้นยาว นำไปล้างน้ำเพื่อลดความเผ็ดของขิงลง นำขิงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ จึงนำไปทอดให้กรอบ จากนั้นหันมาเตรียมส่วนผสมของหมูสวรรค์ที่ประกอบไปด้วยหมูสามชั้น น้ำตาลทราย เกลือ ซีอิ้วขาว และซีอิ้วดำ วิธีทำให้หั่นหมูสามชั้นชิ้นเล็กๆ ใส่หอมแดง และปรุงรสด้วยส่วนประกอบข้างต้น เวลาจะกิน นำขิงที่ทอดจนกรอบมาคลุกกับหมูสวรรค์ให้เข้ากัน เสริฟพร้อมใบชะพลูและใบโอบะ (ใบโอบะหรือเรียกอีกอย่างว่า ชิโสะ เป็นใบไม้ญี่ปุ่น มีลักษณะขอบใบหยักๆ อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเพรา โหระพา สะระแหน่ มีกลิ่นหอมฉุน มักวางมาในจานปลาดิบ) เป็นของกินเล่นที่อร่อยและมีหลากหลายรสสัมผัสในคำเดียว ทั้งความกรอบเบาของขิง ความนุ่มหนึบของหมูสวรรค์ รสชาติออกหวานนำ มีความเผ็ดของขิงแทรกเล็กๆ แถมด้วยความหอมซ่าของใบโอบะ กินไปดื่มเบียร์เย็นๆ ไปด้วย รื่นรมย์ไม่ใช่น้อย

นอกจากนี้คุณชัชวาลย์ฯ ยังใจดีจดสูตรอาหารอร่อยแปลกสองสูตรส่งมาให้แบ่งปันกันอร่อยอีกด้วย  คือ กบแช่น้ำซุปทอด แค่ชื่อเมนูก็กินขาดแล้วใช่ไหม ลองมาดูวิธีทำกันว่า เป็นอย่างไร ต้องเตรียมโรสแมรี่ผง (สมุนไพรพื้นเมืองแถบเมดิเตอเรเนียนมีกลิ่นหอม) ใบเบย์ (เครื่องเทศกลิ่นคล้ายกระวานจึงมีชื่อเรียกว่าใบกระวานอีกชื่อหนึ่ง กลิ่นหอม รสขม) ออริกาโน่ (สมุนไพรแถบเมดิเตอเรเนียน เป็นเครื่องปรุงสำคัญในอาหารอิตาลี  นิยมใส่ในพิซซ่าและซอสต่างๆ) น้ำซุป พริกไทย เกลือ และแน่นอนขาดสิ่งนี้ไม่ได้ กบ จากนั้น นำกบมาลอกหนัง ตัดหัว ตัดข้อขา ผ่าครึ่ง ล้างน้ำให้สะอาด ต้มน้ำซุปให้เดือดใส่ส่วนผสมที่เตรียมไว้ พักน้ำซุปให้เย็นค่อยนำกบที่เตรียมไว้มาแช่ในน้ำซุปประมาณ 10 นาที แล้วนำกบขึ้นมาคลุกกับแป้งทอดกรอบ ส่งลงกระทะน้ำมันร้อนๆ ทอดได้เลย

และอีกสูตร คือ วิธีการทำปลาส้ม ที่เราเคยได้มีโอกาสลิ้มรสตอนไปเที่ยวเกาะช้าง ว่าอร่อยดีและไม่มีคาวเลย แถมใบไม้ที่นำมาห่อปลากินก็ยังแปลกดีด้วย เริ่มแรกต้องนำปลาโคก ปลาแถบทะเลเกาะช้าง ที่จะชอบติดอวนกุ้งมาช่วงหน้าฝน (ระหว่างเดือน 5 – เดือน 7) มาขอดเกล็ดปลาออกเสร็จแล้วตัดท่อนหัวทิ้ง แล่เอาแต่เนื้อปลา นำมาแช่ในน้ำส้มสายชูผสมน้ำปลาประมาณ 15 นาทีโดยให้น้ำแช่ปลาท่วมตัวปลา เพื่อให้ก้างปลาละลายเนื่องจากปลาชนิดนี้ก้างเยอะมากกินปรกติไม่ไหว จากนั้นนำปลาขึ้น บีบน้ำส้มออก พยายามอย่าบีบแรงจนกระทั่งเนื้อปลายุ่ย แล้วจัดใส่จานนำไปแช่เย็นเพื่อให้ความเย็นเข้าถึงตัวปลา เนื้อปลาที่ทำเสร็จเรียบร้อยนี้เวลากินนำมาห่อด้วยใบหญ้ามาศทะเล (ขึ้นแถบชายทะเลเกาะช้างเช่นกัน) แล้วกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เท่านี้เองอร่อยแล้ว ลองสอบถามดูว่าเริ่มแรกคิดเมนูนี้มาได้อย่างไร ได้ความว่าเป็นการกินตามชาวประมงแถวเกาะช้างนั่นเอง ของดีพื้นบ้านมีอยู่มากมายถ้าเรารู้จักเข้าไปหาความรู้

เป็นอย่างไรบ้างคะ มื้อค่ำอันเอร็ดอร่อยที่บ้านผู้เขียนชอบกินกัน มันน่าเอร็ดอร่อยจริงๆ ใช่ไหมคะ แล้วมื้อค่ำนี่ นอกจากเราจะอิ่มหนำสำราญกับอาหารคาวแล้ว เราควรจะมีของหวานล้างปากสักนิด เพื่อให้เป็นมื้อค่ำที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ...


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน