*/
  • ลาดพร้าวซอยสิบสอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : athammano@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2014-09-23
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 39469
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2563
Posted by ลาดพร้าวซอยสิบสอง , ผู้อ่าน : 436 , 10:12:52 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน จิตราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

ของหวานประเภทเดียวกับไอศครีมอย่างหนึ่งที่เมื่อสมัยเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะพาไปกินประจำแล้วเราก็จะตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้กิน  คือ  เบค  อลาสก้า  (baked Alaska)   ที่ห้องอาหาร ลา คาฟ    โรงแรมเอราวัณสมัยโน้น ประมาณปี 2520-2528 น่าจะได้ คิดเอาเองว่า เบค อลาสก้า น่าจะเป็นซิกเนเจอร์ดิชของห้องอาหารนี้ ที่ต้องบอกว่าตื่นตาตื่นใจเพราะเบค อลาสก้าเป็นไอศครีมที่พอมาเสริฟปุ๊บเขาจะราดเหล้าแล้วจุดไฟ ซึ่งสวยและแปลกดีในความรู้สึกของเด็ก แต่เบค อลาสก้าไม่ได้เป็นไอศครีมล้วนๆ จะเป็นไอศครีมวางมาบนสปอนจ์เค้กนุ่มๆ แล้วคลุมทั้งก้อนนี้ด้วยเมอแรงก์แต่เป็นเมอแรงก์ที่เป็นไข่ขาวตีกับไอซิ่งจนฟูเท่านั้น ไม่ใช่เมอแรงก์ที่อบจนกรอบ แล้วนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งจนกว่าจะถึงเวลาเสริฟถึงจะเอาไปอบเร็วๆ แค่พอให้เมอแรงก์เป็นสีน้ำตาล และไอศครีมด้านในยังไม่ถูกความร้อน ชื่อของเบค อลาสก้าเริ่มต้นขึ้นที่ภัตตาคาร Delmonico’s ในนิวยอร์คซิตี้เมื่อปี ค.ศ. 1876 เพื่อเป็นเกียรติแก่รัฐใหม่ของสหรัฐอเมริกา รัฐอลาสก้า ดังนั้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์จึงเป็นวันเบค อลาสก้าในสหรัฐอเมริกา บ้านเราเรียกของหวานที่คุณพนักงานเสริฟนำมาจุดไฟที่โต๊ะว่าเบค อลาสก้าตามชื่อในเมนูของห้องอาหาร ลา คาฟมาโดยตลอด ก่อนที่จะมาอ่านเจอในตอนโตว่า แบบมาจุดไฟที่โต๊ะนั้น เรียกว่า บอมบ์ อลาสก้า (Bombe Alaska) คือ จะนำเหล้ารัมมาราดลงบนเบค อลาสก้า หรี่ไฟในห้องขณะเสริฟลงเล็กน้อย แล้วจุดไฟให้กลายเป็นแฟลมเบ้ (Flambe)

พูดมาถึงแฟลมเบ้ อาหารทั้งคาวและหวานถ้าทำแบบแฟลมเบ้ มักจะดูเป็นของที่ดูดีมีระดับขึ้นมาในทันใด การแฟลมเบ้ก็คือการเอาเหล้าราดลงไปในกระทะแล้วทำให้เปลวไฟลุกขึ้นมา เพราะคำว่า แฟลมเบ้เป็นคำกริยาภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ไฟลุก การทำแฟลมเบ้จะใช้เวลาต้องมีการนำเสนอการทำอาหารนั้นบางส่วนต่อหน้าผู้กินที่โต๊ะอาหาร แฟลมเบ้นั้นเป็นการปรุงอาหารแบบหนึ่งที่ครอบครัวเราโปรดปราน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชอรี่จูบิลี่ (Cherries Jubilee)  ที่นำเชอรี่มาต้มในลิเคียวร์ Kirschwasser ซึ่งเป็นบรั่นดีเชอรี่จากแถบแบล๊คฟอเรสต์ ประเทศเยอรมนี  แล้วทำให้ไฟลุกท่วมกระทะ ก่อนจะตักเสริฟคู่กับไอศครีมวานิลลา  ความอร่อยของเชอรี่จูบิลี่อยู่ที่ลูกเชอรี่ลูกโตสีแดงเข้มที่ถูกต้มในลิเคียวร์จนนุ่มฉ่ำไปทั้งลูก พอมากินคู่กับไอศครีมวานิลลาหวานๆ มันๆ จะเข้ากันกำลังดี และความอุ่นของเชอรี่ต้มกับความเย็นของไอศครีมนั้นก็เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุที่ชื่อว่า เชอรี่จูบิลี่นั้นเพราะของหวานชนิดนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยคุณ Auguste Escoffier เพื่อฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี (Diamond Jubilee Celebration) ของควีนวิคตอเรีย เมื่อปี ค.ศ. 1897 ต่อมาก็มีการคิดสูตรในการทำแฟลมเบ้ขึ้นมาอีกหลายต่อหลายสูตร ใช้ผลไม้ต่างกัน ใช้เหล้าต่างกัน เช่น Diablo ที่ใช้มะม่วงแฟลมเบ้ในเตกิล่า หรือ Peches Louis ที่ใช้ลูกพีชแฟลมเบ้ในวิสกี้ แอบนอกเรื่องนิดหนึ่งว่า ผักบุ้งไฟแดงของเราก็น่าจะเป็นอาหารประเภทแฟลมเบ้อย่างหนึ่งเหมือนกัน

เชอรี่จูบิลี่ที่เคยกินว่าอร่อยที่สุดต้องในห้องอาหารคริสตัลไดนิ่งรูมบนเรือสำราญคริสตัล ซีรินีตี้ที่คุณหัวหน้าโต๊ะอาหารนั้นทำได้แบบถึงเชอรี่ ถึงเหล้า คือ ใส่ทุกอย่างไม่อั้น

บนเรือสำราญลำเดียวกันนี้ยังมีของหวานอร่อยอีกหลายต่อหลายอย่าง ที่ขอเอ่ยถึงในที่นี้ คือ ไอศครีม คุ้กกี้ และกรองด์มาเนียร์ซูเฟล่ เริ่มที่ไอศครีมกับคุ้กกี้ก่อน ไอศครีมบาร์ของเรือสำราญลำนี้มีไอศครีมที่เข้มข้น หวาน มันและเชอร์เบทเปรี้ยวอมหวานที่คุณพ่อครัวของหวานของเรือทำแบบถึงเครื่องไว้บริการหลากชนิด ตอนต้นเคยเขียนถึงความเอร็ดอร่อยอันรื่นรมย์ในการกินไอศครีมยามเย็นของเราสามคนพี่น้องที่คุณพ่อคุณแม่พาไปหลังโรงเรียนเลิก พอมาถึงความเอร็ดอร่อยอันรื่นรมย์กับไอศครีมบนเรือสำราญนี่เป็นช่วงที่บ้านเรามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาแล้ว โดยมีทั้งน้องเขย น้องสะใภ้ และหลานสาว ซึ่งสองสาวที่เพิ่มมาชอบกินเชอร์เบทมากกว่าไอศครีม เธอว่าเชอร์เบทออกรสอมเปรี้ยวอมหวานและไม่ครีมมี่เหมือนไอศครีมที่มีส่วนผสมทั้งนม ทั้งครีมและไข่แดง เชอร์เบทที่มีให้เลือกสดชื่นบนเรือมีทั้งเชอร์เบทส้ม เชอร์เบทลูกพีช เชอร์เบทมะม่วง เชอร์เบทราสพ์เบอรี่ เชอร์เบทลิ้นจี่ เชอร์เบทมะนาว นอกจากเชอร์เบทที่ทำจากผลไม้ปั่นละเอียดแล้ว ยังมีเชอร์เบทที่ทำจากเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์อีกด้วย ซึ่งเชอร์เบทเหล่านี้จะให้ความชื่นใจเป็นพิเศษตามรสชาติของแอลกอฮอล์ที่ใส่ลงไปเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะเป็นเชอร์เบทมาร์การิต้า (เครื่องดื่มที่เป็นส่วนผสมระหว่างเตกิล่า (Tequilla เครื่องดื่มชนิดกลั่น ดีกรีแรง ทำมาจากต้นตะบองเพชรในเมืองเตกิล่า เม็กซิโก)  น้ำมะนาว  และควงโทร  (Cointreau  เหล้า  ลิเคียวร์ที่ไม่หวานผสมเปลือกส้มทั้งชนิดขมและชนิดหวาน)) เชอร์เบทเคียวร์รอยัล (เครื่องดื่มที่ทำจากแบล็คเคอแรนท์ลิเคียวร์ผลิตในแคว้นเบอร์กันดี (crème de cassis) มาราดทับด้วยแชมเปญเย็นๆ) เชอร์เบทขิงและแชมเปญ (แชมเปญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฟองที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นชองปาญหรือแคว้นแชมเปญในฝรั่งเศส โดยพระชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ริเริ่มการทำ สืบเนื่องมาจากการที่แคว้นชองปาญมีอากาศหนาวเย็นกว่าแคว้นอื่นและมีฤดูกาลเพาะปลูกที่สั้นกว่าแคว้นอื่น องุ่นสำหรับทำแชมเปญจึงต้องถูกเก็บในช่วงปลายปีและมีเวลาน้อยในการหมักบ่ม ระหว่างหมักนั้น ยีสต์ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนน้ำตาลในองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์แต่อากาศที่หนาวเย็นจะทำให้กระบวนการนี้ต้องหยุดลง พระฝรั่งเศสในยุคนั้นจึงต้องพัฒนากระบวนการให้เกิดการหมักครั้งที่สองขึ้นภายในขวดบรรจุให้ได้ในฤดูใบไม้ผลิที่ตามมา ซึ่งขั้นตอนนี้เองทำให้เกิดฟองคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้แชมเปญซาบซ่า) ส่วนเราสามคนพี่น้องรวมทั้งน้องเขยอีกหนึ่งคนนิยมกินไอศครีมมากกว่า แล้วเวลากินไอศครีมบนเรือสำราญลำนี้ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมชอคโกแลตชิพส์ชั้งค์ ไอศครีมสตรอเบอรี่ชีสเค้ก ไอศครีมพีนัท บัทเทอร์ ไอศครีมคุ้กกี้โด หรือไอศครีมคอฟฟี่บัสส์ต้องราดบัทเทอร์สก๊อตช์ข้นๆ ไปที่ด้านหน้า ราดทับอีกทีด้วยเหล้ามาลิบู (ลิเคียวร์มะพร้าวที่มีส่วนผสมของรัมขาวของจาไมก้า) แล้วกินคู่กับคุ้กกี้ชอคโกแลตชิพส์ชิ้นโตๆ หนึบหวาน จะมีความรื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง

ขอแถมท้ายของหวานอร่อยล้ำบนเรือสำราญลำนี้อีกหนึ่งอย่างที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เพราะอร่อยเหลือเกิน นั่นคือ กรองด์มาเนียร์ซูเฟล่ ซูเฟล่เป็นขนมหวานฝรั่งเศส ชื่อ Souffle นี้มาจากคำกริยาภาษาฝรั่งเศส souffler แปลว่า ใหญ่ขึ้น พองขึ้น ฟูขึ้นมา (to blow up หรือ puff up) ทำโดยการตีไข่ขาวจนขึ้นฟูซึ่งเป็นลักษณะของของหวานชนิดนี้เลยที่เบา ฟู และไข่ขาวที่จะนำมาตีได้เบา ฟูเช่นนี้ได้ต้องเป็นไข่ขาวที่อุณหภูมิห้อง ไม่ใช่ไข่ขาวเพิ่งออกจากตู้เย็น ส่วนด้านล่างจะเป็นครีมมี่ด้วยส่วนผสมของไข่แดง คุณพ่อครัวขนมหวานบนเรือจะอบซูเฟล่นี้ออกมาพอง ฟู ด้านบนกรอบนิดๆ เมื่อคุณพนักงานเสริฟยกมาเสริฟหน้าเรา จะทำการตัดด้านบนของซูเฟล่ให้เป็นช่องโหว่ แล้วราดเหล้ากรองด์มาเนียร์ (ลิเคียวร์ที่ทำจากส้มมีรสขมผสมกับคอนยัค) หอมๆ ลงไป เวลากินจะได้รสสัมผัสที่เบามากๆ หวาน หอม และแน่นอนเหล้าเต็มที่

เขียนไปเขียนมา เหมือนชอบกินขนมฝรั่งมากกว่าขนมไทย ทั้งที่จริงแล้วชอบขนมไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย และขนมไทยที่ชอบมากที่สุดตอนที่ยังเป็นเด็ก คือ ทองหยิบ ยิ่งตอนกำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีวิทยา ด้านหน้าโรงเรียนซึ่งอยู่บนถนนดินสอมีร้านขนมไทยเก่าแก่และอร่อยมากๆ ชื่อร้านแม่อุดมตั้งอยู่ จะต้องเจียดเงินค่าขนมมาซื้อทองหยิบหวาน นุ่ม ชุ่มน้ำเชื่อมชิ้นละ 2 บาทกินวันละ 2 ชิ้นหลังเลิกเรียน ทุกครั้งที่ได้กินจะปิติอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว ชอบมากขนาดที่ว่า ครั้งหนึ่งตอนเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐอเมริกา คืนหนึ่งฝันว่าไปตลาดกำลังจะได้กินทองหยิบเป็นกระบุงทีเดียวแต่ตื่นเสียก่อน ยังเสียดายทองหยิบกระบุงในฝันนั้นจนถึงเดี๋ยวนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าทองหยิบก็เป็นหนึ่งในขนมที่โปรตุเกสนำมาเผยแพร่ในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ชีวิตช่วงหนึ่งท้าวทองกีบม้าได้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณในวังโดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ระหว่างนี้เองที่ท้าวทองกีบม้าได้สอนการทำขนมหวานจำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และอื่นๆ อีกหลายชนิดให้กับผู้ที่ทำงานอยู่กับเธอ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงทองหยิบไว้ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ว่า

ทองหยิบทิบเทียบทัด      สามหยิบชัดน่าเชยชม

หลงหยิบว่ายาดม           ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ

ทองหยิบนั้นเป็นขนมที่อยู่เป็นหนี่งในขนมที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ เสมอเพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทอง” และชื่อต่อท้ายว่า “หยิบ” อันหมายถึง หยิบทอง หยิบเงิน นำไปสู่ความร่ำรวยต่อไป นับเป็นหนึ่งในขนมมงคล 9 อย่าง อีก 8 อย่างที่เหลือ คือ เม็ดขนุน ทองหยอด (ที่พอโตมาก็ชักจะชอบกินไม่แพ้ทองหยิบเหมือนกัน) ทองเอก ฝอยทอง จ่ามงกุฏ ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น และขนมเสน่ห์จันทน์

พูดถึงขนมโปรดอย่างทองหยิบและบรรดาขนมที่มีคำว่า “ทอง” ทั้งนำหน้าหรือลงท้าย ทำให้นึกถึงขนมไทยชนิดหนึ่งซึ่งคนสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันนักแล้ว  เป็นขนมที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นมาจากการทำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองของคุณท้าวทองกีบม้า ด้วยเหตุที่ว่าขนม “ทอง” ทั้งหลายที่ได้กล่าวมาล้วนต้องใช้ไข่แดงเป็นส่วนผสมหลัก จึงมีไข่ขาวเหลืออยู่เยอะ จะทำอะไรกับไข่ขาวดีล่ะ ไอ้การจะทิ้งไปคนโบราณไม่ทำแน่ๆ นะคะ จึงมีการดัดแปลงนำไข่ขาวมาผสมกับมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยแล้วคั่วจนเหลืองหอมและน้ำตาลทรายก่อนนำไปอบ ได้ออกมาเป็นขนมชื่อไพเราะความหมายสบายใจว่า ขนมโสมนัส รสสัมผัสจะประมาณเมอแรงก์หรือละม้ายคล้ายคุ้กกี้เบาๆ นิดๆ กรอบ หวาน มัน หอมมะพร้าว เมื่อสมัยเด็กๆ ไม่ได้ชอบขนมชนิดนี้มากมายอะไร เพียงแต่ประทับใจชื่อว่า ชื่อเพราะจัง มันแตกต่างจากขนมไทยอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงนะคะ แล้วตอนนั้นก็ยังไม่เคยรู้จักขนมชื่อเพราะอื่นอย่างจ่ามงกุฎหรือเสน่ห์จันทร์ด้วยน่ะค่ะ

ย้อนกลับมาเล่าเรื่องขนมไทยที่ชอบต่อคะ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยานั้น ยังมีคุณแม่ค้าหาบขนมชนิดหนึ่งที่ชอบกินมากเวลาโรงเรียนเลิกแล้วมายืนรอรถคุณแม่หน้าประตูโรงเรียน คือ ขนมถ้วยหน้ากะทิ ในหาบนั้นจะมีขนมหน้ากะทิบรรจุอยู่ในถ้วยตะไลขอบสีน้ำเงินวางเรียงรายอยู่ยามคุณแม่ค้าเปิดผ้าขาวบางที่คลุมขนมออก เวลาเราซื้อคุณแม่ค้าจะแจกไม้คล้ายไม้ไอติมสั้นๆ หน่อยให้แคะกินเอาจากถ้วยตะไลเลย สมัยนั้นยังเด็กไม่ค่อยได้คิดมากว่าไม้แคะจะมีการใช้ซ้ำหรือเปล่า! ขนมถ้วยหน้ากะทินี้จะเป็นขนมที่มีสองชั้นให้รสสัมผัสสองแบบในชิ้นเดียว คือ ส่วนของตัวแป้งด้านล่างที่ทำจากหางกะทิ แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม น้ำตาลปึก น้ำใบเตย เวลาทำต้องหยอดส่วนผสมส่วนตัวแป้งนี้ลงไปครึ่งถ้วยตะไลแล้วนึ่งให้สุกก่อน แล้วจึงราดส่วนผสมส่วนหน้ากะทิที่ทำจากหัวกะทิ แป้งข้าวเจ้า และเกลือป่นลงไปด้านหน้าแล้วนึ่งต่อให้สุก เป็นขนมที่แคะเพลิน กินเพลินจริงๆ  

ขนมหวานของไทยที่ชอบมากๆ อย่างต่อไปที่อยากจะเล่าคือ กล้วยเชื่อม และต้องเป็นกล้วยเชื่อมสีแดงเท่านั้น เมื่อเด็กๆ ไม่ชอบกล้วยเชื่อมสีเหลืองเลย ในความรู้สึกกล้วยเชื่อมสีแดงมันหนึบๆ ดีเวลาเคี้ยว เคยคิดว่าเขาใส่สีถึงได้ออกมาเป็นสีแดง โตมาถึงได้ทราบว่า ถ้าเราเชื่อมกล้วยน้ำว้ากับน้ำตาลปี๊บและน้ำ เชื่อมไปเรื่อยๆ จนน้ำงวด กล้วยเชื่อมก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงเอง ส่วนกล้วยเชื่อมสีเหลืองนั้น คือ กล้วยไข่ที่นำไปเชื่อมในน้ำเชื่อมที่มีความเหนียวได้ที่ด้วยไฟกลางๆ ค่อนมาทางอ่อน เพื่อให้น้ำเชื่อมค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อกล้วยเต็มที่ เวลากินราดน้ำกะทิให้ท่วมจะทั้งหวาน เค็ม มัน

ด้วยความที่เป็นคนชอบกินกะทิจนแทบจะเข้าข่ายสาวกกะทิ ดังนั้น ขนมอะไรที่มีกะทิก็มักจะชอบทั้งสิ้น ขนมอีกอย่างที่ชอบตั้งแต่เด็กจนวันนี้ คือ ขนมปลากริมไข่เต่า โดยจะชอบใส่ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนออกรสหวานมากกว่าส่วนสีขาวรสเค็มๆ ในอดีตนั้น ขนมชนิดนี้ชื่อว่า ขนมแชงมา หรือ ขนมแฉ่งม้า เล่ากันว่า มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วยังมีปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงกล่อมเด็ก “โอ้ละเห่ โอละหึก ลุกขึ้นแต่ดึกทำขนมแฉ่งม้า ผัวก็ตี เมียก็ด่า ขนมแฉ่งม้าก็คาหม้อแกง” จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์      ผู้เชี่ยวชาญอาหารคาวหวานและผู้แต่งตำราแม่ครัวหัวป่าก์ในสมัยนั้น บันทึกไว้ว่า วันหนี่งอุบาสิกาเนย วัดอมรินทร์ ได้นำขนมมาให้ วางถาดขนมลง 2 หม้อ หม้อหนึ่ง คือ ขนมไข่เต่า (ขนมที่ใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และแป้งมันปั้นเป็นรูปกลมๆ ต้มกับกะทิและเติมแป้งให้น้ำข้นเล็กน้อย เติมเกลือให้มีรสเค็ม เป็นขนมที่มีสีขาว) อีกหม้อหนึ่ง คือ ขนมปลากริม (ขนมที่ใช้แป้งเช่นเดียวกันแต่ปั้นให้มีลักษณะเป็นตัวยาวๆ นำไปต้มกับน้ำตาลปึกให้มีสีน้ำตาล) อุบาสิกาเนยได้บอกกับเธอว่า “ขนมชนิดนี้คือขนมแชงมา” เธอจึงได้ถามออกไปว่า “ขนมเช่นนี้เขาเรียกกันว่าขนมปลากริม ขนมไข่เต่าไม่ใช่หรือ” อุบาสิกาเนยจึงบอกว่า “โบราณใช้ผสมสองอย่างเข้าด้วยกันจึงเรียกว่าขนมแชงมา ถ้าอย่างเดียวจะเรียกว่า ขนมปลากริม ขนมไข่เต่า รับประทานครั้งละครึ่งกัน ตักขนมปลากริมลงไปก่อนแล้วจึงตักขนมไข่เต่าทับลงหน้า เมื่อรับประทานเอาช้อนคน รับประทานด้วยกัน” แต่ขนมปลากริมไข่เต่านี้ไม่น่าจะเป็นขนมยอดนิยมของตัวเองคนเดียว คนไทยทั่วไปน่าจะนิยมกินกันมากด้วยจนคุณสุรพล สมบัติเจริญยังเคยเอาไปร้องเพลง “พ่อค้าขนมปลากริม” ไว้ว่า “ขนมแม่เอ๊ย ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมปลากริมไข่เต่าแม่เอ๊ย... ขนมแม่เอ๊ย หวานใครทานบ้างครับ หากใครอยากรับ เชิญครับขอเชิญทุกท่าน ขนมปลากริมไข่เต่าของผมหวานมัน เชิญชิมดูซิครับท่าน หากไม่หวานมันผมไม่เอาเงิน...” ปัจจุบันนี้ทั้งขนมปลากริมทั้งขนมไข่เต่าก็ถูกปั้นเป็นตัวยาวๆ รีๆ เหมือนกันไปหมดแล้ว ต่างกันแค่สีเท่านั้น ไม่ได้ปั้นต่างกันเป็นตัวกลมเหมือนไข่เต่าและตัวยาวเหมือนตัวปลาอย่างแต่ก่อน เด็กรุ่นหลังก็อาจจะสงสัยได้ว่า ทำไมถึงเรียกปลากริมไข่เต่า

ขนมโปรดมากๆ ไม่แพ้กันชนิดต่อไป คือ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมไทยถ้วยจิ๋ว สีหวาน เนื้อนุ่มนวล กินเพลิน ที่ทำมาจากวัตถุดิบหาได้ง่ายไม่กี่อย่าง มีแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย สีผสมอาหาร แค่นี้เอง ผสมๆ นึ่งๆ ในถ้วยตะไลก็จะได้ออกมาเป็นขนมน้ำดอกไม้ที่กินเล่นเบาๆ เผลอแป๊บเดียวกินไปหลายถ้วยไม่รู้ตัว เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเขาเรียกแป้งท้าวยายม่อม นั่นเพราะแป้งชนิดนี้สกัดมาจากหัวมันท้าวยายม่อม ไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 1-2 เมตร แป้งที่ได้จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีขาว เป็นเงา เวลาใช้ต้องบดให้ละเอียดเป็นผง เวลาเอาไปทำอาหารจะให้ความข้น เหนียวหนืด และใส นิยมนำมาใช้ร่วมกับแป้งชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้ความข้นเหนียว อย่างขนมน้ำดอกไม้นี่นำมาผสมกับแป้งข้าวเจ้า


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 10/04/2020 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

เหมือนจมูกได้กลิ่นน้ำหวานเคี่ยวหอม ๆ ของปลากริม ไข่เต่า ทะลุจอมาเลยค่ะ ที่ในบรรดาขนมไทยที่กล่าวมา ท่าทางจะหายากกว่าเพื่อนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน