*/
  • ลาดพร้าวซอยสิบสอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : athammano@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2014-09-23
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 42898
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2563
Posted by ลาดพร้าวซอยสิบสอง , ผู้อ่าน : 354 , 11:00:43 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน จิตราภรณ์ โหวตเรื่องนี้

ขนมเรไรเป็นขนมอีกอย่างที่ถูกอัธยาศัยมาตั้งแต่เด็ก อาจจะด้วยความที่เป็นขนมไทยอีกชนิดที่มีสีสันสวยหวาน ล่อตาล่อใจเด็ก ทั้งสีชมพู เขียว ฟ้า เหลือง ขาว ม่วงคราม ทุกสีดูอ่อนหวานยามวางเรียงกันอยู่บนจานขนม มีการสันนิษฐานกันว่า ขนมนี้ชื่อว่าเรไรเพราะมีลักษณะเหมือนรังของตัวเรไรและลักษณะเวลากดแป้งออกจากพิมพ์จะมีเสียงบีบแป้งดังจี๊ดๆ เล็กน้อย เหมือนเสียงเรไรซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งตัวเขียวอยู่ในจำพวกจักจั่น คงจะเคยได้ยินคำที่ว่า เสียงหรีดหริ่งเรไร กลับมาที่ขนมเรไร นอกจากจะมีลักษณะคล้ายรังเรไรแล้ว ขนมชนิดนี้ก็ยังมีลักษณะคล้ายรังนกเล็กๆ ด้วย นับเป็นการสร้างสรรค์อันประณีตของชาววังจริงๆ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ได้เคยทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับขนมชนิดนี้ไว้ในบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ว่า

รังไรโรยด้วยแป้ง                        เหมือนนกแกล้งทำรังรวง

โอ้อกนกทั้งปวง                          ยังยินดีด้วยมีรัง

ปัจจุบันพยายามหาขนมเรไรที่รสชาติอร่อยเหมือนเคยกินแต่ก่อนที่ทั้งหวานหอมน้ำลอยดอกมะลิ กะทิสด และงา ตัวขนมเรไรนุ่ม เด้งนิดๆ แต่ยังไม่เคยเจอเลย จนคิดว่า ขนมชนิดนี้คงต้องกลายเป็นขนมอร่อยในแค่ความทรงจำไปเสียแล้ว

ขนมไทยที่ปรากฎในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานที่ชอบมาแต่ไหนแต่ไรไม่เคยเปลี่ยนแปลงอีกอย่าง คือ ขนมบัวลอยไข่หวาน

บัวลอยเล่ห์บัวงาม                      คิดบัวกามแก้วกับตน

ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล                      สถนนุชดุจประทุม

แน่นอนว่าต้องมีไข่หวานด้วยถึงจะชอบและอร่อยที่สุด และไข่นั้นจะต้องเป็นไข่ยางมะตูมด้วย ที่พอตัดเข้าไปแล้วไข่แดงมันๆ เยิ้มมาผสมกับน้ำกะทิที่เป็นส่วนผสมระหว่างหัวกะทิ หางกะทิ น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย และเกลือป่นนิดหน่อยจนหวานหอมแล้ว จะได้รสชาติที่หวานมันแบบยากจะบรรยาย จะต้องลิ้มรสและสัมผัสด้วยตัวเอง และที่สำคัญบัวลอยเม็ดกลมๆ ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวนั้นต้องนุ่มเหนียว

อันที่จริงยังมีอีกหลากหลายขนมไทยที่ประทับอยู่ในใจและชอบกิน ไม่ว่าจะเป็น ขนมเหนียวที่ว่ากันว่าเป็นขนมพื้นบ้าน ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียว คลุกมะพร้าว เวลากินโรยหน้าด้วยข้าวคั่ว ราดน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลโตนดข้นหวานและหอม หรือจะเป็นกล้วยบวดชี ฟักทองแกงบวด ซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ เต้าส่วน ขนมเปียกปูน ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวสังขยา ขนมสามอย่างหลังนี้จะอร่อยไม่ได้เลยถ้าส่วนประกอบหลัก คือ ข้าวเหนียวมูน ไม่อร่อย ตัวข้าวเหนียวต้องเป็นเม็ดสวย ผสมด้วยกะทิคั้นสดๆ ปรุงด้วยเกลือ น้ำตาลกำลังเหมาะให้ทั้งหวาน มัน และหอม ซึ่งข้าวเหนียวแบบที่บ้านเราชอบกินต้องเป็นร้าน ก. พานิช ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ถ้าไม่เช่นนั้นจะเป็นข้าวเหนียวป้าเจือที่หัวหินที่เราจะได้กินกันปีละครั้งตอนไปเที่ยวหัวหินประจำปีของครอบครัวเรา ที่เราจะต้องซื้อมากินในห้องพัก หลังจากกินอาหารกลางวันกันมาแบบอิ่มแปล้แล้ว เราก็จะมารวมกันที่ห้องพักของคุณพ่อคุณแม่แล้วจัดการกับข้าวเหนียวป้าเจือราดน้ำกะทิฉ่ำๆ กินกับมะม่วงสุกบ้าง สังขยาบ้าง จนอิ่มแปล้ยกกำลังสองถึงจะแยกย้ายไปนอนผึ่งพุงก่อนลงเล่นน้ำ และเพราะมาเขียนถึงเรื่องราวขนมและอาหารนี้เองทำให้มีโอกาสได้ไปอ่านบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 โดยละเอียด ทำให้ได้ทราบว่า ข้าวเหนียวสังขยาก็เป็นอีกหนึ่งในขนมหวานที่มีมานานนม

สังขยาหน้าไข่คุ้น                        เคยมี

แกมกับข้าวเหนียวสี                   โศกย้อม

เป็นนัยนำวาที                           สมรแม่ มาแม่

แถลงว่าโศกเสมอพ้อม                เพียบแอ้อกอรฯ             

พูดถึงข้าวเหนียว อดไม่ได้ที่จะนึกถึงขนมโปรดของคุณยายที่ชอบซื้อมาฝากคุณยายในยามบ่ายจากร้านเครือทิพย์ที่ปากทางลาดพร้าว นั่นคือ ข้าวเหนียวตัด ขนมที่ทำจากข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูด ถั่วดำ น้ำดอกไม้สด น้ำตาลทรายและเกลือ จะเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมด้านหน้าข้าวเหนียวเหมือนมีกะทิราดอยู่ ที่เรียกว่าข้าวเหนียวตัดเพราะมักจะทำใส่ในถาดสี่เหลี่ยมใหญ่ พอสุกแล้วถึงจะตัดเป็นชิ้นเท่าที่ต้องการ ที่ไม่ค่อยทำใส่ใบตองห่อเพราะถ้าทำเช่นนั้นต้องเย็บห่อใบตองดีๆ ถ้ารั่วน้ำกะทิจะแห้งหมด ไหนๆ ก็พูดถึงขนมที่ทำจากข้าวเหนียวแล้ว

ขอต่อไปยังขนมอีกอย่างที่หน้าตาแปลกดี ไม่เคยเห็นมาก่อน ไปได้เห็นเมื่อครั้งไปเดินตลาดนัดทุ่งหวังที่จังหวัดสงขลา คือ ขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นการเอาข้าวเหนียวเหมือนข้าวหลามแต่แทนที่จะใส่ในกระบอกไม้ไผ่ นำมาใส่ในหม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงแทน ก่อนใส่นั้นต้องล้างให้สะอาดเสียก่อนเพราะมักจะมีแมลงอยู่ในนั้น แล้วถึงใส่ข้าวเหนียว ใส่กะทิเข้าไป แล้วนำไปนึ่ง เวลาจะกินก็ต้องเด็ดตรงปากของหม้อออกก่อน แล้วกินทั้งอันได้เลย ถ้าเปลือกของหม้อข้าวหม้อแกงลิงแข็งก็ค่อยคายที่หลัง คุณอาที่อยู่สงขลาบอกว่า เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชค่อนข้างหายาก ขนมชนิดนี้จะมีขายเฉพาะตามตลาดนัดในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์เท่านั้น ไม่มีขายทุกวัน ว่ากันว่าที่พืชชนิดนี้ชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิงเพราะลิงดื่มน้ำฝนจากหม้อของพืชชนิดนี้

คงต้องสรุปในส่วนของหวานเสียทีเพราะถ้าจะเอ่ยถึงขนมไทยทุกอย่างที่ชอบกินคงจะอดเล่าถึงอาหารอย่างอื่นๆ ที่ชอบกินเช่นกันเป็นแน่ ดังนั้น ของปิดท้ายในส่วนของขนมที่ชอบไว้ด้วย ขนมที่ใคร่ครวญดูแล้วชอบมากและอาจจะมีคนยังไม่รู้จักอีกมาก นั่นคือ ขนมโค อันเป็นขนมที่เคยกินมาตั้งแต่ฝีมือคุณย่าจนมาฝีมือคุณอาเวลาขึ้นมาเยี่ยมจากใต้ ขนมโคเป็นขนมพื้นบ้านของทางปักษ์ใต้ ลักษณะค่อนข้างคล้ายขนมต้มแดงต้มขาวของคนภาคกลาง (แต่อร่อยกว่า!) ทางใต้เชื่อกันว่า ขนมโคเป็นขนมมงคล ใช้บนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ โดยนำเอาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำเป็นขนมเพื่อบูชา เลียนแบบชาวอินเดียที่ใช้ขนมลาดูบูชาพระพิฆเนศ เหตุที่เลียนแบบชาวอินเดียเพราะบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ในอดีตเป็นสะพานเชื่อมโยงการค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มีพ่อค้าจากอินเดียและจีนเดินเรือเลียบชายฝั่งมาค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของและตั้งถิ่นฐาน พร้อมทั้งนำลัทธิศาสนาพราหมณ์และฮินดูเข้ามาเผยแพร่ เกิดการผสมผสานกับความเชื่อพื้นบ้านเรื่องผีที่มีอยู่เก่าก่อน ทำให้มีการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น การบนบานองค์พระพิฆเนศด้วยขนมโค ลองมาดูวิธีทำขนมโคของคุณอาอรุณ พัฒนกิจกันเผื่อจะลองทำชิมดูบ้าง เริ่มแรกเอาแป้งข้าวเหนียวมาผสมน้ำแล้วนวด ขูดมะพร้าวไว้คลุกกับขนมโค อย่าลืมใส่ถั่วเขียวคั่วลงไปในมะพร้าวขูดด้วย พร้อมกันนั้น ต้องไม่ลืมส่วนผสมสำคัญที่สุดของขนมโค คือ ไส้ที่ทำจากน้ำตาลโตนดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม เวลาทำ ต้มน้ำให้เดือด ปั้นแป้งเป็นแผ่นกลมแบนใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทหน่อย วางไส้น้ำตาลโตนดลงไปตรงกลาง ห่อปิด คลึงให้ได้ลูกกลมเลย หย่อนลงไปในน้ำเดือดๆ รอจนลอย ตักขึ้นมาคลุกกับมะพร้าวขูดและถัวเขียวคั่ว จนเคลือบรอบลูกขนมโคกลมๆ เท่านี้เองก็พร้อมกินแบบกัดผ่านแป้งข้างนอกนุ่มๆ เข้าไปเจอกับไส้หวานกรุบกรอบเยิ้มละลายนิดๆ ด้านใน ยิ่งมีความมันหอมของมะพร้าวขูดและถั่วเขียวคั่วด้วยแล้ว อร่อยอย่าบอกใคร กินไปแบบรู้ตัวอีกทีก็จุกแอ้กเสียแล้ว

ว่าจะจบเรื่องของหวานที่ขนมโค แต่คุณพ่อแย้งขึ้นมาว่า ขนมขึ้นชื่ออีกอย่างของสงขลาที่ปัจจุบันหากินยากและน่าจะบันทึกไว้ด้วย คือ ขนมดู ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องขนมดูคุณพ่อก็เล่าให้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อเกือบสิบปีก่อน คุณพ่อลงไปประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาและมีคุณแม่ติดตามไปด้วย คุณพ่อพาคุณแม่ไปเดินที่ตลาดสดเทศบาลสงขลา เห็นมีแม่ค้าขายขนมดูก็เลยแวะเข้าไปแนะนำให้คุณแม่รู้จักขนมดู พร้อมอธิบายคุณแม่ว่ามีญาติอยู่แถวบ้านประตูชัย (ข้ามทะเลสาบสงขลาไปทางหัวเขาแดง) ทำขนมดูเก่งและเคยมาขายขนมดูที่ตลาดนี้ แม่ค้าขนมดูถามคุณพ่อว่า “น้ารัญใช่ไหม?” ปรากฎว่า แม่ค้าขนมดูเป็นหลานสาวคุณพ่อเองซึ่งไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย ญาติคุณพ่อซึ่งเคยทำขนมดูเก่งเป็นแม่ของแม่ค้าขายขนมดูคนนี้ ดูสิว่าเรื่องของขนมดูมันบังเอิญขนาดไหน

เรื่องของขนมดูยังไม่จบ ความที่ขนมดูนับได้ว่าเป็นขนมคู่เมืองสงขลา ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาได้เคยจัดงานย้อนรอยวิถีไทย “บ้านวัฒนธรรม ลานวัฒนธรรม” เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 และมีการแต่งเพลงขนมดูไว้ด้วย

ฟังคำโปรดจำเอาไว้                                ชื่อขนมไทยนั้นคือขนมดู

ขนมไทยเลื่องลือมานาน                         ทำไมลูกหลานไม่ช่วยกันเชิดชู

ไปหลงมนต์ของนอกมาขาย                    ทั้งหญิงทั้งชายลืมได้ขนมดู

ปู่ย่ากินกันมานาน                                  เดี๋ยวนี้ลูกหลานไม่รู้จักขนมดู

ฟังเพลงแล้ว คงชักอยากจะทราบแล้วว่า ขนมดูนี้เป็นอย่างไร การทำขนมดูเริ่มจากนำข้าวเหนียวมาคัดกากออกแล้วล้างให้สะอาด จากนั้นนำข้าวเหนียวที่ล้างสะอาดแล้วไปแช่น้ำ เมื่อแช่ข้าวเหนียวจนได้ที่แล้ว นำไปใส่ตะแกรงทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ และนำข้าวเหนียวที่แห้งแล้วไปคั่วในกระทะจนเหลืองกรอบ วางพักให้เย็น บดข้าวเหนียวที่คั่วแล้วจนเป็นแป้งละเอียด แบ่งแป้งจำนวนหนึ่งไว้เป็นแป้งเชื้อสำหรับคลุกขนมไม่ให้ติดกัน นำแป้งส่วนที่เหลือไปทำขนม จากนั้นเคี่ยวน้ำผึ้งเหลวจนข้นเป็นยาง ใส่มะพร้าวขูดกับเกลือเล็กน้อยแล้วคนให้เข้ากัน ขั้นตอนสุดท้ายใส่แป้งข้าวเหนียวลงไป คนจนแห้งพอปั้นเป็นก้อนได้ ขนมดูที่ได้จะมีรูปทรงค่อนข้างกลม บิดเบี้ยว สีทึมๆ ขนาดประมาณเหรียญสิบบาท คลุกฝุ่นแป้งสีขาว ขนมดูโดดเด่นด้วยรสหวานของน้ำผึ้ง เข้ากันได้ดีกับความเหนียวนุ่มของแป้งข้าวเหนียว และความมันของมะพร้าว นี่ล่ะคือขนมดูขนมคู่เมืองสงขลา

และขอจบตอนเอร็ดอร่อยกับของหวานด้วยของหวานของโปรดของคุณยายและครอบครัวเรา คือ กะลอจี๊ สมัยยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เวลามารอรถเมล์ตรงสามแยกเกษตร จะมีอาม่าท่านหนึ่งยืนขายกะลอจี๊แบบดั้งเดิมเลยคือใช้กรรไกรทองตัดกะลอจี๊ ต้องซื้อกลับมากินกับคุณยายที่บ้านตอนบ่ายๆ ประจำ จิ้มป้อนคุณยายบ้าง จิ้มกินเองบ้าง เจ้าแป้งข้าวเหนียวที่ถูกนวดมาแบบได้ที่เหนียวหนึบ ทอดจนด้านนอกกรอบ โรยน้ำตาลทราย ถั่วลิสงป่น และงาดำป่นนั้น อร่อยจริงจังและเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ ระหว่างเราสองคนจริงๆ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุรพงศ์ วันที่ : 13/04/2020 เวลา : 15.53 น.
https://www.new-key.net/

เห็นภาพขนมแล้วหิวเลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 13/04/2020 เวลา : 11.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

ขนมที่ไม่เคยเห็นเลยคือขนมดู กับกะลอจี๊ค่ะ
อ่านเรื่องบ้านนี้ไม่ไหวค่ะ
หิวขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน