*/
  • ชมวิวทิวทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : suchartthai@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-02-27
  • จำนวนเรื่อง : 737
  • จำนวนผู้ชม : 886273
  • จำนวนผู้โหวต : 80
  • ส่ง msg :
  • โหวต 80 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม 2561
Posted by ชมวิวทิวทัศน์ , ผู้อ่าน : 4942 , 16:15:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน แม่หมี , wullopp โหวตเรื่องนี้

กุฏิรูปช้าง ที่วัดแจ้งสว่างบ้านตากลาง

โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน นักประวัติศาสตร์ชุมชน

 



 

หมู่บ้านช้างตากลาง หรือชุมชนคนเลี้ยงช้าง(กวยอาเจียงชุตากลาง) ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีวัดอยู่ ๑ แห่ง ชื่อว่า“วัดแจ้งสว่างบ้านตากลาง”กับ สำนักสงฆ์อีก ๑ แห่งเรียกว่าวัดป่าอาเจียงหรือศูนย์อบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานหมู่บ้านช้าง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกระหว่างหมู่บ้านตากลาง-หนองบัว ทั้งสองวัดทำงานประสานกันตามความเหมาะสมของงานและสถานที่ที่เอื้ออำนวย แต่ทุกอย่างต้องผสมผสานให้เป็นหนึ่งเดียวในความสามัคคีของชุมชนเป็นหลัก ดังนี้

 

๑. วัดแจ้งสว่างงานหลัก คือ บุญเดือน ๖ หรืองานอุปสมบทหมู่ประจำปีตรงกับวันขึ้น ๑๓–๑๔–๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หัวใจของงานอยู่ที่จำนวนนาคและรูปขบวนแห่ของแต่ละปีเป็นสำคัญ 

๒. วัดป่าอาเจียง มีหน้าที่ช่วยหานาคพร้อมเครื่องอัฐบริขารที่จำเป็นมามอบให้กับนาคที่ขาดแคลน และจัดขบวนแห่มาร่วมสมทบเพื่อให้ขบวนยิ่งใหญ่และมีสีสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจของงาน

๓. วัดป่าอาเจียง มีหน้าที่ให้การอบวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลังงานบวชและงานปริวาสกรรมปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานประจำปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๔–๑๓ มกราคมของทุกปี งานนี้จะมีทั้งพระภิกษุ-สามเณร-ชีพราหมณ์ คฤหัสถ์ มาร่วมปฏิบัติธรรมประจำทุกๆปี ประมาณไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน

๔. วัดป่าอาเจียง มีหน้าที่อบรมสามเณรภาคฤดูร้อนและส่งเสริมการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ปัจจุบันได้ส่งพระภิกษุ-สามเณรให้ได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปีตามลำดับ

๕. วัดป่าอาเจียง มีหน้าที่ปลูกป่า ดูแลรักษาป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพืชสมุน

ไพรทางธรรมชาติในระบบพึ่งพาแบบดั้งเดิม โดยภูมิปัญญาชาวบ้านและให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป 

๖. วัดป่าอาเจียงมีหน้าที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยภูมิปัญญาชาวบ้านมารวมไว้ในที่เดียวกัน ภายในบริเวณวัด โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายให้กลับคืนมาอีกทั้งที่เป็นนิทรรศศิลป์และของจริง

๗. วัดป่าอาเจียงมีหน้าที่รวบรวมโครงกระดูกช้างมารวมกันเป็นสุสานโขลงช้างไว้ในที่เดียวกัน

๘. วัดป่าอาเจียงมีหน้า ที่จัดพิธีสืบสานงานอนุรักษ์กฐินสามัคคีประเพณีกวยอาเจียง(คนกับช้าง)ในงานกฐินเดือน ๑๒ ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเทศกาลกฐิน ในงานนี้จะมีทั้งคนและช้างมาร่วมงานเป็นจำนวนมากผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมจารีตประเพณีท้องถิ่นที่ทุกคนทุ่มเทและฝากความหวังไว้กับอนุชนรุ่นหลังให้สานต่อ เพราะเป็นงานที่ได้รับ

อานิสงส์ทั่วทั้งสังฆมณฑล ทุกคนจึงร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ทั้งบุญกุศล ได้ทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน ความสุขในเวลาเดียวกันที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งบุญกุศลล้วนๆของมหาชนและจำนวนช้างมหึมาตระการตาในรูปขบวนแห่องค์กฐินยาวเป็นกิโลเมตร ปีนี้ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ที่ ๒๗–๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๔ ตรงกับวันขึ้น ๑๑–๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ หากมีเวลาขอเรียนเชิญเจริญพรผู้ใจบุญทั้งหลายมาร่วมบุญโดยทั่วกัน รับรองว่าท่านจะพบแต่ปีติที่ไม่เคยพบมาก่อนอย่างแน่นอน

 

ความเป็นมาของวัดป่าอาเจียงหรือศูนย์อบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานหมู่บ้านช้างตากลาง-หนองบัว เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพระภิกษุสามเณรที่มีความสนใจในด้านปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานที่เรียกว่า“อารัญญวาสี”ถืออยู่ป่าวัดวัด เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์กิจกรรมบางอย่างตามความถนัดที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งธรรมเนียมจารีตประเพณีท้องถิ่นในภูมิปัญญาชาวบ้านให้คงอยู่

 

ปัจจุบันคนทั่วไปเริ่มรู้จักวัดป่าอาเจียงมากขึ้นตามลำดับ เพราะกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เช่นเมื่อจะรู้จักเฉพาะหมู่บ้านตากลาง เพราะมีช้าง หมู่บ้านหนองบัวจะรู้จักเฉพาะคนในเขตตำบลกระโพเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนทั่วไปเริ่มรู้จักหมู่บ้านตากลาง-หนองบัว เพราะกิจกรรมทางวัดป่าอาเจียงจัดขึ้น ในแง่บุญและการปฏิบัติของพระภิกษุ-สามเณร ตลอดทั้งญาติโยมผู้ให้การสนับสนุนและร่วมกันอุปถัมภ์ด้วยดีตลอดมา

จึงนับได้ว่าวัดป่าอาเจียงก็มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้หมู่บ้านตากลาง-หนองบัวได้เป็นที่รู้จักของบุคคลภายนอกมากขึ้นตามลำดับไปอย่างแพร่หลาย เพราะกิจกรรมต่างๆที่ทางวัดจัดขึ้น

 

อาตมาภาพในนามคณะสงฆ์ ขออนุโมทนาบุญขอบคุณมายังศรัทธาญาติโยมทุกท่านที่เสียสละให้การสนับสนุนอุปัฏฐากอุปถัมภ์ จนทำให้กิจกรรมต่างๆสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตลอดมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

ขอกุศลเจตนาที่ท่านทั้งหลายได้เสียสละอุปัฏฐากอุปถัมภ์มาแล้วทุกครั้ง จงเป็นปัจจัยหนุนนำให้สำเร็จในกิจการงานที่แม้นปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใดที่ไม่เหลือวิสัย ขอจงสำเร็จทุกประการทุกท่านเทอญ

 

ตำนานเรื่องช้างครั้งแรกของโลก

ตามตำนานแรกเริ่มได้กล่าวเอาไว้โดยยาวเหยียด ข้าพเจ้าผู้เขียนจะขอตัดตอนกล่าวไว้อย่างย่อๆ พอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้ คือ

 

กำเนิดของช้างตามคติของศาสนาพราหมณ์เล่าไว้ว่า เมื่อพระพรหมสร้างโลกครั้งแรกนั้น พระพรหมได้เนรมิตให้พระอาทิตย์ออกจากไข่ แล้วพระพรหมก็นำเอาเปลือกไข่มากำไว้ในพระหัตถ์ขวา พร้อมกับร่ายเพลง(คาถา)สามเวชอยู่เจ็ดจบก็บังเกิดเป็นช้างเอราวัณขึ้น ช้างเอราวัณถือว่าเป็นช้างเชือกแรกของโลกตามคติศานาพราหมณ์และช้างเอราวัณก็เป็นช้างที่มีรูปร่างพิลึกกึกกือ มีเศียรสามเศียร แต่ละเศียรมีเจ็ดงา, งาหนึ่งมีเจ็ดสระโบกขรณี, สระหนึ่งมีเจ็ดอุบล(ดอกบัว เจ็ดกอ), กอหนึ่งมีเจ็ดดอก, ดอกหนึ่งมีเจ็ดกลีบ(ผกา), กลีบหนึ่งมีเจ็ดนางเทพธิดา, นางเทพธิดาหนึ่งมีเจ็ดนางบริวารและทุกเส้นขนก็จะมีวิมาน มีเทพอัปสรอีกมากมาย ฯลฯ

 

เมื่อพระพรหมเนรมิตช้างเอราวัณขึ้นมาแล้วก็ทรงขับเพลงสามเวชต่อไปอีกเจ็ดจบก็บังเกิดช้างขึ้นจบละตัว รวมเจ็ดจบเรียกว่า“ช้างโลกบาล” คือช้างที่มีหน้าที่ดูแลรักษาตามทิศต่างๆ ช้างที่พระพรหมเนรมิตขึ้นแต่แรกๆนี้ล้วนเป็นช้างพลายทั้งหมด(คือ ช้างเพศผู้มีงา) พระพรหมท่านเป็นเทวดาที่รอบคอบและใจดี ต่อมาจึงทรงเนรมิตช้างพัง(คือช้างเพศเมีย)ขึ้นอีกเป็นคู่กับช้างพลาย จากนั้นก็จึงผสมพันธุ์กันขึ้น ตกลูก-หลานมาจนเท่าทุกวันนี้ ถือเป็นกำเนิดของช้างตามลัทธิพราหมณ์ถึงปัจจุบัน

 

เมื่อพระพรหมได้เนรมิตช้างให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกแล้วนั้น ช้างถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงจะมีอยู่เฉพาะบนสวรรค์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะช้างในสมัยพระพรหมสร้างโลกนั้น ช้างมีหน้าที่เป็นพาหนะของเทวดาเท่านั้น เช่น ช้างเอราวัณก็จะเป็นพาหนะของพระอินทร์ ส่วนช้างอื่นๆในตระกูลต่างๆก็จะอยู่รับใช้เป็นพาหนะของเทวดา พรหม ยมราช นาครินทร์ ฯลฯ เรื่องของช้างนี้แหละบางครั้งก็สะดวก สนุกสนานเพลิดเพลิน บางครั้งก็ล้มละลายแทบจะไม่มีที่อยู่อาศัยก็มากมายเช่นกัน ดั่งเช่นช้างเอราวัณเชือกนี้อยู่มาวันหนึ่งพระอินทร์ได้ทรงช้างเอราวัณประพาสป่า พอดีมาพบฤษีตนหนึ่งชื่อว่า“ฤษีทุรวาส” ฤษีทุรวาสได้ถวายพวงมาลัยดอกไม้สดแด่พระอินทร์ พระอินทร์ก็ได้นำพวงมาลัยนั้นวางไว้บนหัวช้างเอราวัณ บังเอิญช้างเอราวัณเชือกนั้นก็เป็นช้างที่มีนิสัยเบ่งอยู่นิดหน่อย เพราะว่าเจ้านายของตนเป็นถึงพระอินทร์ ก็เลยใช้งวงจับพวงมาลัยของพระฤาษีทุรวาสลงมาเหยียบทิ้งต่อหน้าต่อตาฤษีทรุวาส พอเห็นตาฤษีทุรวาสได้เป็นช้างเอราวัณกระทำอย่างนั้นก็เกิดความโมโหขึ้นอย่างแรง จนกระทั่งหนวดกระดิกและสั่นไปทั้งตัว ฤษีทุรวาสก็เลยสาบให้พระอินทร์ต้องสูญสิ้นสมบัติทั้งปวง รวมทั้งช้างเอราวัณด้วย แต่อีตาฤษีทุรวาสยังมีความปราณีพระอินทร์อยู่ จึงได้สาปต่อไปว่า ถ้าพระอินทร์อยากได้สมบัติทั้งหวงกลับคืนมาพร้อมทั้งช้างเอราวัณด้วยก็ต้องไปทำพิธีกวนเกษียรสมุทร เพื่อหาน้ำ“อมฤต” ต่อมาพระอินทร์จึงได้ไปชวนพวกอสุราทั้งหลายมาช่วยกันกวนเกษียรสมุทรเกือบแห้งเหลือเพียงเล็กน้อยและน้ำอมฤตนี้ถ้าใครได้ดื่มกินแล้ว ผู้นั้นจะไม่ตาย ชีวิตจะเป็นอมตะตลอดกาล

 

เรื่องกวนเกษียรสมุทรขอพักไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะมีเรื่องสัมพันธ์ไปถึงการทูตระหว่างยักษ์และเทวดาต้องขาดสะบั้นลง เพราะเทวดาเล่นไม่ซื่อไปโกงยักษ์ คือเทวดาหลอกให้ยักษ์กินสุราจนเมาลืมสติไม่รู้สึกตัว เสร็จแล้วเทวดาไปจับเอายักษ์ทุ่มลงจากเมืองสวรรค์ แล้วเทวดาก็แย่งเอาสมบัติ เอาวิมานของยักษ์ไปจนหมด ทำให้ยักษ์แค้นมา จึงเกิดสงครามระหว่างยักษ์กับเทวดาบนอากาศ พวกเทวดาก็ได้อาศัยช้างเอราวัณนี้แหละขับขี่เหาะไปทำสงครามกับยักษ์ แต่ไปรบทีไรช้างเอราวัณที่เทวดาขับขี่นั้นต้องตกใจกับเสียงร้องของยักษ์ทุกครั้ง ช้างเอราวัณจึงพาเทวดาเหาะหนียักษ์ทุกที เป็นเหตุให้เทวดาเสียชื่อเสียงหมด เพราะรบสู้ยักษ์ไม่ได้ เรื่องจึงร้อนถึงพระพรหม เพราะเทวดาไปฟ้องพระพรหมหาว่าช้างเอราวัณไปตื่นตกใจเสียงร้องของยักษ์ ทำให้สู้รบกับยักษ์ไม่ได้ พระพรหมท่านก็เลยไปสาปเอาช้างเอราวัณว่า ต่อไปนี้ให้ช้างมีเวลาตกมัน เมามันโดยไม่รู้จักกลัวอะไรเหมือนสุนัขบ้า เวลาไปรบกับยักษ์จะได้ไม่ต้องกลัวยักษ์อีกต่อไป เพราะฉะนั้นตั้งแต่นั้นมาช้างก็เลยมีอาการตกมันทุกปี จนถึงปัจจุบันนี้นี่เอง เมื่อพอถึงเวลาช้างตกมันแล้ว เทวดาก็รีบขับขี่เหาะไปทำสงครามสู้รบกับยักษ์อีก แต่ก็ยังไม่สามารถสู้รบกับยักษ์ได้ เทวดาทั้งหลายก็เกิดการโมโห จึงลงโทษช้างเอราวัณอีก พวกเทวดาก็หาว่าเพราะกลิ่นเหงื่อไคลอันแสนเหม็นของช้างตกมันนี้เองที่ทำให้เทวดาทั้งหลายพากันเป็นลมไปตามๆกันจนสู้รบยักษ์ไม่ได้ พระพรหมท่านเป็นเทวดาใจดีและออกจะหูเบาสักหน่อยก็เลยสาปช้างอีกว่า ต่อไปนี้ให้เหงื่อออกภายในและถ่ายเหงื่อออกทางงวง-ทางแก้ม-ทางอวัยวะเพศ พร้อมกันนั้นพระพรหมก็สาปให้อัณฑะของช้างเข้าไปอยู่ภายในท้องจะไม่ต้องเกะกะ ทั้งนี้ก็เพราะว่า“พระพาย”ท่านเป็นผู้แนะนำ เวลาเทวดาขับขี่ช้างออกไปรบ ช้างเคลื่อนไหวไม่สะดวกเพราะหนักลูกอัณฑะ

 

ต่อไปขอเล่าเรื่องช้างในเมืองมนุษย์

โดยมีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งช้างบนสวรรค์ได้จัดรายการท่องเที่ยว โดยพาคณะเหาะลงมาเที่ยวป่าหิมพานต์ ช้างนักท่องเที่ยวคณะนั้นได้เหาะลงมาเกาะอยู่บนกิ่งไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่เชิงชายป่าในป่าหิมพานต์สูงถึง ๒ โยชน์ กิ่งไทรทนรับน้ำหนักของช้างทั้งโขลงไม่ไหว ซึ่งเป็นเหตุทำให้กิ่งไทรต้องหักลงสู่พื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเหตุให้ฤษีตนหนึ่งมีนามว่า“ฑีฆตปา”ตกใจ ตื่นจากการบำเพ็ญตบะ ลืมตาขึ้นมาก็มองไปเห็นช้างโขลงนั้นทั้งโขลงส่งเสียงร้องดังสนั่นป่า ตาฤษีฑีฆตปาทั้งกลัวจนตัวสั่น, ทั้งโมโห, เพราะตนเองบำเพ็ญกำลังถึงความสงบก็เลยเกิดความโมโหขึ้นมาทันทีเห็นช้างทั้งโขลงมาทำลายตะบะของตน ฤษีฑีฆตปา จึงสาปช้างว่า ต่อไปนี้ขอให้พวกเจ้าที่เป็นช้างทั้งหลายจงเหาะไม่ได้ เพราะจะไปรบกวนผู้อื่นเขาให้อยู่แต่ในป่านี้แหละนะ อยากเหาะไปรบกวนผู้อื่นเขาเก่งนัก บรรดาช้างทั้งหลายจึงถูกสาปจากฤษี“ฑีฆตปา”พากันตกค้างอยู่ในโลกมนุษย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ลงเหลือแต่ช้างโลกบาลเท่านั้นที่ยังอยู่บนโลกสวรรค์ที่ยังไม่ทันต้องถูกคำสาป เพราะรับเหาะหนีไปทันก่อนเหตุการณ์ เนื่องจากช้างโลกบาลเป็นช้างที่แสนฉลาด รู้ทันการณ์ นับตั้งแต่นั้นมาช้างทั้งโขลงก็เลยกลายเป็นสัตว์ของโลกมนุษย์และสืบพันธุ์ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ที่เรียกว่าสมบัติแห่งโลกมนุษย์นั่นแหละ

 

ต่อไปก็จะกล่าวถึงช้างโลกบาลที่หนีรอดจากคำสาปของฤษีไปได้ เมื่อเหาะหนีไปถึงสวรรค์แล้วก็รีบเฝ้าพระพรหมทันที จึงทูลให้พระพรหมทราบว่า“บัดนี้ บรรดาช้างทั้งหมดได้ตกค้างอยู่ในโลกมนุษย์หมดแล้ว เพราะถูกคำสาปจากฤษี“ฑีฆตปา” โดนสาปจนเหาะไม่ได้อีกแล้ว ขอให้ท่านพระพรหมรับหาวิธีช่วยเหลือบรรดาช้างเหล่านั้นด้วยเถิด”

 

แต่พระพรหมนั้นก็ไม่สามารถจะแก้คำสาปของตาฤษีฑีฆตปานั้นได้ ซึ่งก็ได้ทำแล้วทุกวิถีทางก็หมดปัญญาเช่นกัน พระพรหมจึงได้รับปากว่า ต่อไปนี้จะส่งหมอช้างลงมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อดูแลรักษาช้างเหล่านั้นต่อไป ว่าแล้วท่านพระพรหมก็รีบเริ่มหาวิธีช่วยเหลือบรรดาช้างทั้งหมดที่ตกค้างอยู่ในโลกมนุษย์ทันที โดยพระพรหมได้เนรมิตนางงามขึ้นคนหนึ่งโดยให้ชื่อว่า“นางสาวรุจิรา” ปรากฏว่า“นางสาวรุจิรา”นั้นเป็นนางฟ้าที่สวยงามมากที่สุด จนทำให้บรรดาเทวดาหนุ่มทั้งหลายที่อยู่บนสวรรค์ต้องฆ่ากันตายไปวันละหลายองค์ เพราะเหตุที่จะแย่งนาวสาวรุจิราไปครองนี้เอง ส่วนนางสาวรุจิรานี่ก็ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ละ เพราะถือว่าตัวเองนั้นสวยกว่าใครๆในบรรดานางฟ้าทั้งหลาย ก็เลยมีกิริยาเย่อหยิ่ง จองหอง โอหังตามธรรมเนียมของคนสวยทั่วๆไป จนทำให้ท่านพระพรหมต้องเดือดร้อนเป็นประจำ

 

ท่านพระพรหมก็เลยสาปให้นางสาวรุจิราลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ โดยให้มีชื่อใหม่ว่า“นางสาวกุณาวดี” หลังจากนางสาวกุณวดีตกลงมาอยู่ในเมืองมนุษย์ ด้วยความไม่เคยชิน นางจึงเดินหลงป่า เดินร้องไห้ไปเรื่อยในที่สุดก็เดินพลัดหลงเข้าไปในเขตอาศรมของฤษีตนหนึ่งมีนามกรว่า“มะตังคะ” ฤษีมะตังคะนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าอย่างเงียบสงัด

 

เมื่อได้ยินเสียงนางสาวกุณาวดีเข้า ท่านฤษีก็แปลกใจยิ่งนัก เพราะท่านฤษีไม่เคยเห็นคนผ่านมาแถวนี้ จึงเข้าใจผิดว่าเป็นนางยักษ์หรือเทวดาแปลงตัวมาเพื่อจะทำลายตะบะของตน เกิดตกใจยังมิได้ไถ่ถาม ท่านฤษีก็เลยออกปากว่าจะสาปให้นางสาวกุณาวดีกลายเป็นช้าง เพื่อจะให้ขับไล่นางยักษ์หรือเทวดาที่แปลงตัวตามที่ท่านคิด

 

บังเอิญแท้ๆซึ่งนางสาวกุณาวดีก็เป็นเพศหญิงอยู่ก่อนแล้ว พอถูกคำสาปของตาฤษีมะตังคะเท่านั้นแหละนางก็กลายเป็นช้างพังไปเลย ท่านฤษีมะตังคะก็บำเพ็ญตบะต่อไปเรื่อยๆ ครั้นเมื่อตาฤษีได้สาปนางสาวกุณาวดีไปแล้ว ท่านฤษีก็ได้พิจารณาตามกฎแห่งกรรมของนักบำเพ็ญตบะ จึงได้ทราบความจริงว่า ช้างพังตังนี้ที่จริงแล้วนางเป็นคนแท้ๆร้องไห้มาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเรา เพราะเรายังไม่ได้ตั้งสตินึกว่าแต่เป็นนางยักษ์จึงตกใจกลัวก่อนที่จะพิจารณาจึงสาปให้นางเป็นช้างพังไปก่อนแล้ว ต่อมาตาฤษีมะตังคะจึงหาวิธีช่วยเหลือนางสาวกุณาวดีให้กลับเป็นคนคืนมาอีกครั้ง แต่ก็หมดหนทางช่วยเหลือนางไม่ได้อีกแล้ว จึงได้แต่นั่งเสียใจไปวันๆ เพราะนางมีกรรมเก่าที่อยู่บนสวรรค์ให้บรรดาเทวดาต้องฆ่ากันวันละหลายตนประกอบกับความเย่อหยิ่งจองหองของนางด้วย นางจึงกลับมาเป็นคนอีกไม่ได้ ตาฤษีมะตังคะจึงสาปต่อไปอีกว่า หากจะพ้นคำสาปนั้นก็ต่อเมื่อนางได้กินน้ำ“อสุจิ”ของฤษีที่ชื่อว่า สามคายนะ แต่สามคายนะฤษีก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพื่อนโยนบาปมาให้แท้ๆและคำสาปนั้นมีความว่า“หากนางกุณาวดีได้ให้กำเนิดโอรสแล้ว จึงจะพ้นคำสาปของตาฤษีมะตัวคะนั้นได้

 

ขอบคุณโพสต์บทความ และรูปภาพถ่ายของ อ.เจริญ ตันมหาพราน ที่ถ่ายภาพเก็บเอาไว้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน

 


อ.เจริญ ตันมหาพราน

นักประวัติศาสตร์ชุมชน

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน