www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2558
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 13457 , 14:50:14 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 45/2558

 

แนวโน้มเศรษฐกิจของปี 2558 (ทบทวน)

 

บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรม

23 เมษายน2558

 

            ในไตรมาสที่ 1 เห็นได้ชัดเจนว่า“สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ” (Economic Environment) ของไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่สมดุล ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เพราะเมื่อระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องไม่พอเพียง ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะขาดสภาพคล่องและทำการลดการบริโภคและการลงทุน (Domestic Demand) จนกระทั่งสภาพคล่องกลับมาสู่สภาวะปกติตามหลักของกลไกตลาดที่เรียกว่า Invisible Hands ผลกระทบของการปรับตัวนี้คือเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจนอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งได้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2557 ที่ผ่านมา ที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของ GDP ทั้งปีอยู่ที่ 0.7% หากแต่ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจและนักวิชาการส่วนใหญ่กลับเชื่อว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาเป็นผลของความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วการเมืองมีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ด้วยความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภค หลักฐานที่ชัดเจนคือแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่นำไปสู่ความสงบแล้วในเดือนพฤษภาคมปี 2557 เศรษฐกิจไทยกลับยิ่งชะลอตัวเพิ่มขึ้นตามสภาวะสภาพคล่องที่ลดลง แทนที่จะปรับตัวดีขึ้นตามสภาวะทางการเมืองที่ดีขึ้น ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้นำไปสู่ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเอง ยังผลให้การบริหารนโยบายเศรษฐกิจหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่เน้นการนำนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประเด็นที่สำคัญจากนี้คือ เมื่อสภาพคล่องได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นปกติหรือไม่? คำตอบคือ จะยังไม่เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจนในปี 2558 แต่อาจเห็นการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปี 2559 เหตุผลของคำตอบนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการคือ ประการที่ 1 สภาพคล่องที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ ต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อยครึ่งปีก่อนที่จะสะสมสภาพคล่องส่วนเกินได้พอ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องประสบภาวะชะลอต่อไปอีกระยะหนึ่ง ประการที่ 2 กลไกของการผลิตสภาพคล่องที่สำคัญคือการขยายสินเชื่อของระบบการเงินยังไม่เป็นปกติ และประการที่ 3 รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง

โดยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เรื่อง Quantity Theory of Money (สูตร MV = PQ)  การที่จะให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1% จะต้องใช้เม็ดเงินหรือสภาพคล่อง 1.21 แสนล้านบาท (ภายใต้สมมุติฐาน Ceteris Paribus กล่าวคือปัจจัยอื่นคงที่) แม้ว่าสภาพคล่องส่วนเกินของระบบการเงินไทยจะดีขึ้นมากจากระดับติดลบในช่วงกลางปีที่แล้วมาอยู่ที่ระดับ 2.06 แสนล้านบาทในเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องการ (หากต้องการการขยายตัวของ GDP ที่ 3.0% และมีอัตราเงินเฟ้อที่ 1.5% จะต้องใช้เม็ดเงิน 5.445 แสนล้านบาท) ดังนั้นหากไม่มีการใช้นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจจะต้องใช้เวลาอีก 6 – 12 เดือนกว่าจะสะสมสภาพคล่องส่วนเกินได้เพียงพอ ในระหว่างนี้จะเห็นการชะลอตัวของการบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนต่อไป

เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องพอเพียงดังที่ได้บรรยายมา ระบบการผลิตสภาพคล่องของประเทศตามหลักของ Net Domestic Assets จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพ นั่นคือระบบธนาคารพาณิชย์และระบบสินเชื่ออื่นจะต้องสามารถขยายสินเชื่อได้เป็นปกติ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยด้วยหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่จะเกื้อหนุนให้มีการปล่อยสินเชื่อ จากการประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่าหนี้ภาคครัวเรือนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 สูงถึง 84.2% ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ของ GDP ในไตรมาสที่ 4 (ในปี 2552 อัตราส่วนนี้อยู่ที่ 61.4% ของ GDP) ภาระหนี้สินนี้ที่สูงส่งผลให้อัตราการเพิ่มของการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น 30.4% ในไตรมาสดังกล่าว ด้วยความสามารถในการชำระหนี้ที่ต่ำ จึงคาดได้ว่าธนาคารพาณิชย์และระบบสินเชื่ออื่นจะเข้มงวดในการขยายสินเชื่อทำให้ระบบการผลิตสภาพคล่องของประเทศไม่น่าจะทำงานได้เป็นปกติ

นโยบายการคลังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยเพิ่มระดับของสภาพคล่องภายในประเทศ ดังนั้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลของประเทศต่างๆ มักจะปรับเพิ่มงบประมาณแผ่นดินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน แต่รัฐบาลไทยกลับมีนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยงบประมาณแผ่นดินสำหรับปีงบประมาณ 2558 เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2557 เพียง 2.0% โดยงบรายจ่ายประจำ ซึ่งคิดเป็น 78.7% ของงบประมาณทั้งหมด เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% และงบประมาณลงทุนพิ่มขึ้น 2.0% จากปีงบประมาณก่อนหน้า จากการจัดทำงบประมาณดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายการคลังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพราะ (1) มีอัตราการเพิ่มต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 2.3% และ (2) เกือบ 80% ของงบประมาณเป็นงบรายจ่ายประจำ ทำให้การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณหรือการใช้งบประมาณเต็มจำนวนไม่มีผลกระทบมากต่อเศรษฐกกิจ ด้วยสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ในหรือใช้งบประมาณได้เต็มที่เฉพาะส่วนของงบลงทุนที่มีส้ดส่วนเพียง 17.5% ของงบประมาณทั้งหมด นอกจากนี้ หากมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจริงในช่วงต้นปีงบประมาณ ในช่วงปลายปีงบประมาณก็จะไม่เหลือเม็ดเงินลงทุนมาก ทำให้เศรษฐกิจในช่วงปลายชะลอตัว ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวมของเศรษฐกิจเฉลี่ยทั้งปี

เงื่อนไข 3 ประการที่กล่าวมาทำให้ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงมาก แม้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือนมีนาคม จาก 2.0 % เหลือ 1.75% เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีเงินออมบริโภคและลงทุนมากขึ้นตามหลักทฤษฎี คาดว่านโยบายการเงินดังกล่าวจะไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มผู้มีเงินออมไม่มีความต้องการบริโภคเพิ่มเติม และผู้ประกอบการไม่มีความประสงค์ที่จะลงทุนขยายกำลังการผลิตเนื่องจากขณะนี้มีการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เฉลี่ยอยู่เพียง 61.4% 

 จากเหตุผลที่กล่าวมา แม้จะเห็นชัดเจนว่าปัญหาสภาพคล่องตึงตัวได้ผ่อนคลายลงมาก แต่จะคงการประมาณการการขยายตัวของ GDP เฉลี่ยทั้งปีไว้ที่อัตรา 2.8% เหมือนการวิเคราะห์ในเดือนมกราคม หากแต่การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในแต่ละไตรมาสจะต่างกว่าครั้งก่อนหน้าเล็กน้อย ดังปรากฎในตารางที่ 1 ซึ่งจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ในแต่ละไตรมาสที่อัตรา 2.9%, 3.4%, 2.5%, และ 2.6% ตามลำดับ

 

ตารางที่ 1: การประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 2558                                                                                                                                                                                                                                     (เปอร์เซ็นต์)

 

ไตรมาส 1

 

ไตรมาส 2

 

ไตรมาส 3

 

ไตรมาส 4

 

การบริโภค

   ภาคเอกชน

   ภาครัฐบาล

 

2.5

3.9

 

2.1

3.1

 

1.8

2.9

 

1.6

3.5

การลงทุน

   การลงทุนถาวร

   การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง

 

3.4

 -15.2

 

3.6

-4.5

 

3.9

11.3

 

4.2

148.2

การส่งออก

 

  -1.2

-0.9

 -2.2

-3.4

การนำเข้า

 

-2.8

-3.2

 -3.1

 -4.2

GDP

 

2.9

3.4

2.5

 2.6

 

            การประมาณการที่กล่าวมาอยู่บนสมมุติฐานว่า (1) ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) มิได้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติ เพราะถึงแม้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ระดับของ NPL ของสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะอยู่ที่เพียง 2.4% ของปริมาณสินเชื่อรวม แต่อัตราการเพิ่มขึ้น NPL ก็เพิ่มขึ้นถึง 16.5%  เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า  (2) การชะลอตัวของการส่งออกมิได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และ (3) ไม่มีการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ

            เนื่องจากการใช้นโยบายการเงินจะไม่ประสบผลในทางปฏิบัติ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอีกในปีนี้ ด้วยเกรงว่าจะทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศและอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริง (Real Interest Rates) ติดลบ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะคงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันตลอดทั้งปี

 

ภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2557

 

            ในภาพรวม เศรษฐกิจในไตรมาสนี้ถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งในด้านการผลิตและด้านการบริโภค หากพิจารณาเป็นรายตัว จะพบว่าตัวเลขจะดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น การบริโภคสินค้าคงทน การลงทุนภาคเอกชน และการนำเข้าสินค้าทุน แต่เหตุผลของการเพิ่มสูงขึ้นของตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นเพราะไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 มีฐานที่ต่ำ ด้วยมีอัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ -0.5% ทำให้เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าแล้วจะเห็นอัตราการเพิ่มที่เป็นบวก กอรปกับไตรมาสนี้คาดว่าจะเกิดการปรับฐานชั่วคราวหลังจากที่เศรษฐกิจได้ชะลอการบริโภคและการลงทุนมาเป็นระยะเวลานาน

            ประเด็นที่น่าสนใจของไตรมาสนี้คือการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่มีการเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เดือนละประมาณ 1 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของ Domestic Demand ทำให้เงินออมในระบบเพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็น Source of Funds) และการชะลอการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (ซึ่งเป็น Use of Funds) ความไม่สมดุลระหว่าง Source of Funds และ Use of Funds นี้อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะกรรมการนโยการเงินตัดสินใจที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้มีการนำเงินออมที่เพิ่มขึ้นมาบริโภคและลงทุน

 

ปัจจัยบวก

 

  • สภาพคล่องในระบบที่ดีขึ้น
  • อัตราดอกเบี้ยที่คงที่ในระดับต่ำและมีการปรับลดลงในเดือนมีนาคม
  • ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

 

ปัจจัยลบ

 

  • ความสามารถในการกู้ยืมเพื่อการบริโภคลดลงต่อเนื่อง
  • ปัญหา NPL เพิ่มสูงขึ้น ทำใหสถาบันการเงินระมัดระวังในการขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภค
  • การดำเนินนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยม
  • อัตราแลกเปลี่ยนสกุลบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งและคู่ค้าหลัก

ภาพเศรษฐกิจในสามไตรมาสหลังของปี 2558

 

            หากไม่เกิดวิกฤติใดๆ ทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น วิกฤติ NPL วิกฤติราคาสินค้าเกษตร วิกฤติการส่งออก หรือวิกฤติการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยใน 3 ไตรมาสหลังของปี 2558 จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังไม่มีสภาพคล่องส่วนเกินที่เพียงพอ และนโยบายการคลังไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณกระทำได้เฉพาะส่วนที่เป็นงบลงทุน ส่วนมาตรการทางการเงินผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงคาดว่าแทบจะไม่มีผลทางปฏิบัติเนื่องจากกลุ่มผู้ออมและกลุ่มผู้ต้องการบริโภคเป็นคนละกลุ่มกัน

            นอกเหนือจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่กล่าวมา จะต้องเฝ้าจับดาดูวิกฤติการณ์ทางการเมืองใน 3  ไตรมาสหลังนี้ด้วย เพราะมีความเป็นไปได้ที่วิกฤติการณ์ทางการเมืองจะถูกกระตุ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจ เช่น ปัญหา NPL นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน นำไปสู่ความไม่พอใจของเกษตรกร และปัญหาการเลิกจ้างงานนำไปสู่ความไม่พอใจของผู้ใช้แรงงาน

 

ปัจจัยบวก

 

  • สภาพคล่องส่วนเกินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกอย่างต่อเนื่องแม้ว่าการส่งออกจะลดลง
  • อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ
  • อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

 

ปัจจัยลบ

 

  • สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากปัญหา NPL ทีเพิ่มขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมที่ลดลง
  • รัฐบาลคงใช้นโยบายการคลังเชิงอนุรักษ์นิยม
  • การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้อต่อการส่งออก
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่ง

 

ปัจจัยเสี่ยง

 

  • การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่ดีขึ้น
  • วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเรื้อรัง

                             ตารางสรุปเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ

 

 

2558

ไตรมาส 1

2558

ไตรมาส 2-4

อัตราการเติบโต

  • การบริโภค
  • การลงทุน

+

+

+

+

+

+

อัตราเงินเฟ้อ*

+

+

สภาพคล่อง

++

++

การส่งออก (US$)

-

-

การนำเข้า (US$)

--

--

  • + มากขึ้นหมายถึงอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
  • - หมายถึงการเติบโตที่ติดลบ

พร้อมกันนี้ขอแถมท้ายลิ้งค์เรื่อง ภาษีอากร กับ ความสุขของคนในชาติ โดย ดร. อรัญ ธรรมโน ไว้ตามนี้ค่ะ

http://www.oknation.net/blog/thaitraining/2015/04/20/entry-1

 หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัดจัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีทุกไตรมาส




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]