www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 1252 , 10:58:44 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 52/2560

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560

บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด

30 มกราคม 2560

 

ประเด็นปัญหา อุปสรรค และความเสี่ยงที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ไม่แตกต่างกับประเด็นปัญหาของปี 2559  หากแต่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น  ประเด็นดังกล่าวแยกได้ 3 ประเด็นหลักคือ (1) ความผันผวนอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก  ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง (2) ความอ่อนแอของกำลังซื้อภายในประเทศจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่กระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) และ (3) การขาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเงินและด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากอัตราการขยายตัว 3.1% ในปีก่อนหน้า เป็น 3.4% ในปีนี้ การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจะเป็นผลจากการเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศจีนที่ได้รับการกระตุ้นอย่างรุนแรงจากรัฐบาล ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศ Emerging Markets อื่น เช่น ประเทศอินเดียและประเทศแถบละตินอเมริกาจะมีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าปี 2559 แต่สำนักวิจัยหลายสำนักกลับมีความเห็นตรงข้ามว่าเศรษฐกิจประเทศจีนในปี 2560 จะชะลอตัวเพิ่มขึ้น โดยจะมีอัตราการขยายตัว 6.3-6.5% เทียบกับอัตราการขยายตัว 6.7% ของปี 2559 เนื่องจากปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาระหนี้สินภาคเอกชน การส่งออกที่ชะลอตัว และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลด Excess Capacity ดังนั้นหากเศรษฐกิจประเทศจีนมิได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นดังที่ IMF คาดการณ์ เศรษฐกิจโลกในปี 2560 ย่อมจะชะลอตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลลบต่อให้การส่งออกของไทย

ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ด้วยการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) มีสัดส่วนถึง 51.6% ของ GDP การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ยากหากปัญหานี้ไม่ได้รับการเยียวยา จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยและศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยพบว่าสัดส่วนของภาระหนี้สินภาคครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 อยู่ที่ 81.3% มียอดกู้ยืมเฉลี่ย 544,074 บาทต่อราย และมีหนี้ค้างชำระ 16.4% ของหนี้ทั้งหมด (อัตราส่วนดังกล่าวเป็นการคำนวณจากมูลหนี้ภาคครัวเรือนเฉพาะที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งพบว่าในระบบสถาบันการเงินมีผู้กู้ยืมภาคครัวเรือนเพียง 24% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดังนั้นหากรวมภาระหนี้ภาคครัวเรือนนอกระบบสถาบันการเงิน ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่แท้จริงจะสูงกว่าตัวเลขทางการมาก) ผลกระทบของภาระหนี้สินภาคประชาชนเห็นได้ชัดจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของการบริโภคสินค้าคงทน (Durable Goods) ซึ่ง ณ เดือนพฤศจิกายนมีการบริโภคลดลงถึง 3.85% ทั้งๆ ที่การบริโภคในภาพรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 3% ที่สำคัญคือมูลหนี้ภาคครัวเรือนเฉพาะที่อยู่ในระบบที่สูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังแบบปกติเป็นไปได้ลำบาก เพราะเพียงเพื่อชดเชยการชำระคืนหนี้เงินต้นและภาระอัตราดอกเบี้ย จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี

ในปี 2560 มีการคาดหวังสูงต่อผลกระทบของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง แต่การจัดทำงบประมาณปี 2560 เป็นการจัดทำงบประมาณแบบทรงตัว ( Neutral Stance) มิใช่แบบขยายตัว (Expansionary Stance) ด้วยมีการขาดดุลงบประมาณเท่ากับปีก่อนหน้าที่ 3.9 แสนล้านบาท ที่สำคัญคืองบลงทุน 5.46 แสนล้านบาทนั้นเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีก่อนหน้าเพียง 0.4% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ 1.0% จึงสามารถสรุปได้ว่านโยบายการคลังจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปี 2560 ในขณะที่นโยบายการคลังมีผล Neutral นโยบายการเงินสำหรับปี 2560 ก็คาดว่าจะมีผล Neutral หรือไม่การเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงินมิได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใดแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคา (Inflation Targeting) เป็นหลัก สำหรับปี 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่า Core Inflation ของปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% จาก 0.8% ของปีก่อนหน้า ทำให้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคา

นโยบายสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทยคือนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน แต่เช่นเดียวกับนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยถือนโยบาย Neutral Stance ที่จะรักษาเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยไม่เน้นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นภาคการส่งออกสินค้าและบริการ โดยจะเห็นได้ว่าทั้ง Nominal Effective Exchange Rates (NEER) และ Real Effective Exchange Rates (REER) ที่เป็นดัชนีวัดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลประเทศคู่ค้าต่างๆ ค่อนข้างคงที่ตลอดทั้งปี 2559 โดยที่ REER ของเดือนพฤศจิกายน 2559 อยู่ที่ระดับ 101.01 ซึ่งแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับ 100.87 ของสิ้นปี 2558 แม้ว่าการส่งออกของไทยจะมีอัตราการขยายตัวติดลบ ซึ่งต่างกับหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกหลายประเทศที่มีการปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นการส่งออก เช่น ประเทศญี่ปุ่นและประเทศมาเลเซีย จากนโยบายที่อนุรักษ์นิยมเช่นนี้ คาดได้ว่าจะไม่มีการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้เช่นกัน

จาก 3 ประเด็นข้างต้น สรุปได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในปี 2560 และไม่มีการใช้นโยบายกระตุ้นนโยบายเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเคลื่อนไหวในทิศทางใกล้เคียงกับปี 2559 โดยมีอัตราการขยายตัวรายไตรมาสที่ 3.1%, 2.9%, 2.8%, และ 3.2% ตามลำดับ (ตารางที่ 1) ทำให้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยของทั้งปีที่ 3.0% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของปี 2559         

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะต้องเฝ้าระวังในปี 2560 คือการเคลื่อนไหวของตลาดแรงงานที่ได้เริ่มเห็นการปิดกิจการของหลายธุรกิจและการปรับลดการจ้างงานตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องหลายปี ตามทฤษฎีแล้วกลไกของระบบเศรษฐกิจตลาด (Market Economy) จะประกอบด้วย 3 ตลาดด้วยกันคือ ตลาดเงิน (Financial Market) ตลาดการผลิต (Production Market) และตลาดแรงงาน (Labor Market) การเกิดปัญหาเศรษฐกิจจะไล่เรียงไปตามลำดับของตลาด ซึ่งในทางปฎิบัติการแก้ไขปัญหาของตลาดการเงินจะไม่ยาก สามารถใช้นโยบายการเงินและการคลังแก้ไขได้โดยสะดวก ที่สำคัญคือวิกฤติในภาคการเงินจะมีผลระยะสั้น เช่น วิกฤติการเงินของประเทศไทยในปี 2540 และวิกฤติการเงิน Lehman Brothers ในปี 2551 การแก้ไขปัญหาของตลาดการผลิตจะยากกว่าและยาวนานกว่า ด้วยจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างการผลิต ดังนั้นนโยบายการเงินและการคลังโดยตรงจะไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา แต่ที่แก้ปัญหาได้ยากที่สุดคือการปัญหาในตลาดแรงงาน ด้วยมีความซับซ้อนทั้งประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อีกทั้งใช้ระยะเวลายาวในการแก้ไข ซึ่งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยจะเห็นได้ว่าทุกประเทศที่พัฒนาแล้วได้ใช้นโยบายการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างแรงเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจขยายเข้าสู่ตลาดการผลิตและตลาดแรงงาน อาทิเช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Inflation Targeting เป็น Unemployment Rate Targeting เพื่อปรับอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่า 2% ที่ถือว่าเป็นระดับปกติตามทฤษฎี (Natural Rate of Unemployment) ส่วนประเทศจีนที่ได้ใช้นโยบายการเงินและการคลังเต็มที่แล้ว หันมาให้ความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดปัญหา Excess Capacity ก่อนที่ปัญหาจะรุกลามเข้าสู่ตลาดแรงงาน 

          ตารางที่ 1: การประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 2560                                                                                                                     (เปอร์เซ็นต์)

 

ไตรมาส 1

 

ไตรมาส 2

 

ไตรมาส 3

 

ไตรมาส 4

การบริโภค

   ภาคเอกชน

   ภาครัฐบาล

 

2.6

-2.2

 

1.9

2.3

 

2.0

3.7

 

2.1

1.4

การลงทุน

   การลงทุนถาวร

   การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง

 

-4.9

77.6

 

3.2

13.0

 

2.4

-1.1

 

1.9

-125.0

การส่งออก

 0.3

1.1

 0.7

0.1

การนำเข้า

-0.4

-1.1

 0.7

 0.3

GDP

3.1

2.9

2.8

2.2

 

ปัจจัยเสี่ยงอีกประการสำหรับปี 2560 คือการเปลี่ยนแปลงในนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจากประธานาธิบดี Donald Trump ที่พึ่งเข้ารับตำแหน่งและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ซึ่งมีการคาดเดาว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัว (Expansionary Economic Policies) ผ่านนโยบายการคลัง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และนโยบายปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศจากการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ดีนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Trump ยังขาดความชัดเจนและอาจไม่สามารถนำมาปฎิบัติได้ตามต้องการ อาทิเช่น ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะนี้กำลังมีภาวะการว่างงานที่พอเหมาะและมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการกีดกัดการค้าของ Trump ยังขาดความเห็นชอบจากอีกหลายฝ่ายและติดขัดสนธิสัญญาการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทยมิใช่การเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจรายปี ซึ่งหากไม่เกิดวิกฤติภายนอกและภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ราว 3.0% ในระยะสั้นจากแรงส่ง (Momentum) ที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นการถดถอยของประสิทธิภาพการผลิตและการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติจากประเทศไทย ด้วยเศรษฐกิจกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจาก (1) ต้นทุนการผลิตที่สุงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา (2) ขาดตลาดการบริโภคภายในประเทศที่กำลังขยายตัวและมีขนาดใหญ่ เช่น ประเทศอินโดเนเซียและประเทศเวียดนาม (รวมถึงประเทศพม่าด้วย) และ (3) ไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตผ่านการลงทุน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะรักษา (Maintenance) และการปรับปรุง (Upgrade) ประสิทธิภาพการผลิต แต่ประเทศไทยกลับมีการขยายตัวของการลงทุนติดลบต่อเนื่องหลายปี โดยในปี 2559 ดัชนีการลงทุน (Private Investment Index) ลดลง 1.3%

          การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2560 เป็นแบบ Benefit of the Doubt คือไม่นำปัจจัยเสี่ยงมาพิจารณา ซึ่งเป็นหลักการเดียวที่ใช้ในการคาดการณ์ของหลายสำนักวิจัย รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พบว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัจจัยบวกในปี 2560 จึงล้วนคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 จะคงที่หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 เล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง การที่ไม่มีปัจจัยบวก พื้นฐานของเศรษฐกิจจะอ่อนแอไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติตลาดแรงงาน ตามทฤษฎี 3 ตลาดที่กล่าวมา ดังนั้นการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้ตาม momentum อาจจะเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไป

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 2559

          การเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้เป็นไปตามแนวโน้มของไตรมาสก่อนหน้า กล่าวคือการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในระดับต่ำจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือน ทำให้ไม่สามารถกู้ยืมเพื่อการบริโภคได้เต็มที่ การขยายตัวของสินเชื่อจึงลดลงเหลือ 3.7% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสอดคล้องกับการชะลอตัวของการขยายตัวของเม็ดเงิน (Broad Money) ในระบบที่บ่งชี้ถึงธุรกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว หากแต่ไตรมาสนี้ได้รับอานิสงค์จากการขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งคาดว่าเป็นการปรับตัวชั่วคราวตามฤดูกาล (Seasonal Adjustments) อาทิเช่นการ Restocking มีผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 นี้สูงกว่าของไตรมาสก่อนหน้า ประมาณการว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 3.2% และทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของปี 2559 อยู่ที่ 3.0%

ปัจจัยบวก

  • การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวราว 4.6% จากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นของประเทศจีน

  • มีการผลิตสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการใช้สินค้าคงคลังทั้งปี ทำให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นและมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

  • การเร่งการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560

  • อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

     

    ปัจจัยลบ

  • การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศทำให้สภาพคล่องส่วนเกินลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนมีเงินทุนไหลออกรวม 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

  • ภาวะน้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้

เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2560

          แม้การบริโภคภาคเอกชนจะยังอ่อนแออยู่จากภาระหนี้สิน แต่ภาคการผลิตคาดว่าจะสามารถขยายตัวอยู่ได้จากการผลิตสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการใช้สินค้าคงคลังจำนวนมากในปี 2559 ส่วนภาคการส่งออกคาดว่าจะกลับมาชะลอตัวเหมือนเดิม โดยจะมีอัตราการขยายตัวลดลงเหลือ 0.3% หลังจากปัจจัยด้านฤดูกาลหมดลง ที่ยังน่าเป็นกังวลคือการลงทุนภาคเอกชนที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวติดลบ 2.2% ในไตรมาสนี้ จากการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าระดับ 70% ทำให้ในภาพรวมของเศรษฐกิจ ไตรมาสที่ 1 คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ที่ 3.1%      

ปัจจัยบวก

  • อัตราเงินเฟ้อและราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำ

ปัจจัยลบ

  • สภาพคล่องภายในประเทศคาดว่าจะขาดแคลนเพิ่มขึ้นจากการทยอยไหลออกของเงินทุนต่างชาติ

  • ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของหนี้สินภาคครัวเรือนทวีความรุนแรงขึ้น

  • เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ปัจจัยเสี่ยง

  • ปัญหาเศรษฐกิจลุกลามไปสู่ตลาดแรงงานทำให้มีการปิดกิจการและปลดลดแรงงานเพิ่มขึ้น

  • ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศจีนกลายเป็นวิกฤติ

  • นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของประธานาธิบดี Donald Trump ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

     

เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจหลัก

 

ไตรมาสที่ 4 2559

ไตรมาสที่ 1 2560

อัตราการเติบโต

  • การบริโภค
  • การลงทุน

+

+

-

+

+

-

อัตราเงินเฟ้อ*

-

-

สภาพคล่อง

-

--

การส่งออก (US$)

-

--

การนำเข้า (US$)

--

--

  • - หมายถึงการอัตราเติบโตที่ติดลบ

 

 

 หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 02/02/2017 เวลา : 12.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28        



[ Add to my favorite ] [ X ]