www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม 2560
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 901 , 08:53:19 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 54/2560

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2560

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

25 กรกฎาคม 2560

 

เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงกระตุ้นเพิ่มเติม อีกทั้งปัญหาพื้นฐาน คือ ภาระหนี้สินภาคประชาชนและการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนยังมิได้มีการแก้ไข หากแต่อัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสที่ 1 กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.3% โดยเฉพาะในหมวดการบริโภคภาคเอกชนและหมวดการส่งออกที่มีอัตราการขยายตัวในระดับที่ดีที่ 3.2% และ 2.7% ตามลำดับ ที่สำคัญ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องในเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยที่ดัชนี Private Consumption Indicator (PCI) ขยายตัว 1.9% และ 2.4% และการส่งออก(ดอลลาร์สหรัฐ)ขยายตัวถึง 5.6% และ 10.6% ในสองเดือนที่กล่าวมา ที่เป็นประเด็นที่สุดคือการขยายตัวของดัชนีการบริโภคสินค้าคงทน (Durable Index) ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ชี้ถึงความมั่นใจของผู้บริโภคในระยะยาวสามารถขยายตัวได้ 11.9% และ 3.7% ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาเช่นกัน (ในไตรมาสที่ 1 Durable Index นี้ขยายตัว 11.1%) ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ชีชัดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพแล้วหรือไม่?

ที่จริงแล้วคำถามข้างต้นจะไม่เกิดหากสภาพเศรษฐกิจจริงไม่ขัดแย้งกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพราะในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศโดยภาครัฐและหน่วยงานของภาครัฐดีขึ้นเรื่อยๆ ภาวะเศรษฐกิจรอบตัวผู้บริโภคกลับบ่งชี้ในทางตรงข้าม อาทิเช่น การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ กิจการที่ทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จำนวนผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยในแหล่งการค้าตั้งแต่ตลาดสดจนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และเสียงบ่นของ  ผู้ประกอบการในทุกระดับ ทำให้เกิดคำถามถึงสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย(และความน่าเชื่อถือของตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐ) ที่สำคัญคือแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปในทิศทางใดในครึ่งปีหลังของปี 2560 และหลังจากนั้น

ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ นักเศรษฐศาสตร์ต้องพิจารณา 2 ประเด็น  ประเด็นแรกคือความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยปกติแล้วเศรษฐกิจที่มีการบริโภคและการส่งออกเพิ่มขึ้น(อุปสงค์) เศรษฐกิจจำเป็นจะต้องมีการผลิตหรือการนำเข้าเพิ่มขึ้น      (อุปทาน) มิฉะนั้นจะเกิดการขาดแคลนสินค้าในระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ประเด็นที่สองคือแหล่งเงินทุนที่นำมาบริโภคเพื่อจะได้พิจารณาถึงสาเหตุและความต่อเนื่องของการบริโภค ข้อมูลสำหรับประเด็นแรกปรากฎในตารางที่ 1

                                ตารางที่ 1: ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน

                                  (Demand and Supply Unbalance) ปี 2560

(% เพิ่มจากเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า)

หมวดสินค้า *

ไตรมาสที่ 1

เมษายน

พฤษภาคม

ยานพาหนะ

-           ส่งออก

-           ดัชนีการผลิต

 

2.6

-6.0

 

-4.2

-9.0

 

8.1

1.2

ปิโตรเลียม

-           ส่งออก

-           ดัชนีการผลิต

 

18.8

-0.2

 

15.6

2.7

 

22.9

7.1

เครื่องใช้ไฟฟ้า

-           ส่งออก

-           ดัชนีการผลิต

 

9.5

-2.8

 

-1.3

0.1

 

6.3

-1.3

สินค้าเกษตรแปรรูป

-           ส่งออก

-           ดัชนีการผลิต

 

7.4

1.7

 

11.4

-0.4

 

13.6

2.9

วงจรอิเลคโทรนิคส์

-           ส่งออก

-           ดัชนีการผลิต

 

10.8

14.5

 

3.8

10.3

 

24.8

9.2

*การแบ่งแยกหมวดสินค้าระหว่างภาคการส่งออกและภาคการผลิต (Manufacturing Production Index) แตกต่างกันบ้าง ตัวเลขที่นำมาเปรียบเทียบจึงมาจากหมวดหมู่ที่ใกล้เคียงกัน

ตารางที่ 1 แสดงถึงความไม่สมดุลระหว่างการส่งออก(อุปสงค์) และการผลิต(อุปทาน) ในแทบทุกหมวดการผลิตที่สำคัญ โดยอัตราการขยายตัวของการส่งออกจะสูงกว่าอัตราการขยายตัวของการผลิตสินค้าประเภทเดียวกันภายในประเทศมาก (ยกเว้นหมวดวงจร     อิเลคโทรนิคส์ที่มีอัตราการการขยายตัวใกล้เคียงกัน) ซึ่งความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply นี้เป็นความไม่สมดุลต่อเนื่องตั้งแต่     ไตรมาสที่ 1 มิใช่เป็นการผันผวนของตัวเลขรายเดือน ทำให้อุปมานได้ว่าการขยายตัวของการส่งออกมิได้เกิดความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจโลกขยายตัว และ/หรือมีการทำการตลาดเพื่อการส่งออกที่เข้มแข็งขึ้น และ/หรือมีการปรับลดของอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ แต่เป็นความจำเป็นของการอยู่รอด      ทางธุรกิจที่จำต้องส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนการหดตัวของการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งภาวะดังกล่าวสะท้อนในตัวเลขการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Capacity Utilization Index) ที่คงที่ที่ระดับ 60% ตั้งแต่กลางปี 2559 โดยมีการใช้กำลังการผลิตที่ 59.8%, 60.3% และ 60.6% ในไตรมาสที่ 1, เดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม ของปีนี้ และสอดคล้องกับการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่มีอัตราการขยายตัวของดัชนีเครื่องชี้วัดการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Indicator: PII) ที่ -0.9%, -0.4% และ -0.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน

                             ตารางที่ 2: อัตราการขยายตัวของดัชนีการบริโภคประเภทต่างๆ

(% เพิ่มจากเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า)

 

ไตรมาสที่ 1

เมษายน

พฤษภาคม

Non-Durable

-0.8

-1.2

-2.3

Semi-Durable

-0.2

-2.7

-2.8

Durable

11.1

11.9

3.7

Service

5.0

5.9

7.3

TOTAL (PCI)

2.5

1.9

2.4

 

ตารางที่ 2 เสนอภาพของเศรษฐกิจไทยที่สอดคล้องกับตารางที่ 1 และสอดคล้องกับการวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจในครั้งก่อนหน้า กล่าวคือภาคการบริโภคภายในประเทศอ่อนแออย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน โดยเห็นได้ชัดว่าการบริโภคสินค้า Non-Durable และสินค้า Semi-Durable ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันลดลง แต่เหตุที่ดัชนีการบริโภคในภาพรวม (PCI) ที่ยังผลต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) มีการขยายตัวในระดับที่ดีเกิดจากการบริโภคสินค้าคงทน (Durable) ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ คาดว่าเหตุที่สินค้าประเภทนี้มีการบริโภคเพิ่มขึ้นเพราะผู้บริโภคมีรายได้”พิเศษ” หรือที่เรียกว่า  Windfall รายได้พิเศษ     ดังกล่าวคือรายได้ภาคการเกษตรที่ได้รับผลดีทั้งการขยายตัวของปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคายางพารา (ราคายางแผ่นดิบชั้น  3) ที่เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ย 48.81 บาทต่อกิโลกรัมในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า เป็น 76.09 บาท/กก และ 69.17 บาท/กก ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ตามลำดับ ส่วนดัชนีการบริโภคภาคบริการ (Service)ได้รับผลบวกจากทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษและการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัว 7.0% และ 4.6% ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

เมื่อพิจารณาในทุกมิติแล้ว เศรษฐกิจไทยมิได้ขยายตัวบนพื้นฐานของความแข็งแกร่ง แต่เป็นการขยายตัวชั่วคราวจากปัจจัยเฉพาะกิจคือ Windfall Income ที่มาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณผลผลิตการเกษตรและราคาสินค้าเกษตร ทำให้การบริโภคบิดเบี้ยวไปสู่สินค้าคงทนและสินค้าหมวดการบริการ ในพื้นฐานแล้ว สภาพเศรษฐกิจจริงกลับอ่อนแอเพิ่มขึ้นตามที่ได้เคยวิเคราะห์ไว้ พิจารณาได้จากการ     หดตัวที่สูงขึ้นของสินค้าจำเป็น (Non-Durable และ Semi-Durable) และการไม่ขยายกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกดดันให้ส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนตลาดภายในประเทศ

 

สำหรับแนวโน้มในครึ่งหลังของปี 2560 มีประเด็นที่จะต้องพิจารณา 2 ประเด็น คือ

  • ปัจจัยเฉพาะกิจยังคงอยู่หรือไม่

  • แนวโน้มการผลิตเพื่อการส่งออก

สำหรับประเด็นแรกสามารถตอบได้โดยง่าย เนื่องจากราคาพืชผลได้กลับมาสู่ในระดับที่ต่ำ โดยที่ราคายางแผ่นชั้น 3 มีราคาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาทในเดือนกรกฎาคม อีกทั้งปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ Windfall Factor หมดสิ้น ส่งผลให้การบริโภคในภาพรวมคาดว่าจะชะลอตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งหลังของปี ซึ่งสัญญาการชะลอตัวของการบริโภคสินค้าคงทนนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในเดือนพฤษภาคม ส่วนประเด็นที่ 2 เชื่อว่าแนวโน้มของการส่งออกจะอยู่ในอัตราการขยายตัวที่ใกล้เคียงกับครึ่งปีแล้วเนื่องจากผู้ผลิตยังจำเป็นที่จะต้องส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนการ   หดตัวของการบริโภคภายในประเทศ

   ตารางที่ 3: การประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 2560                                                                                                                                                                                                                                                                       (เปอร์เซ็นต์)

 

ไตรมาส 1

ไตรมาส 2

ไตรมาส 3

ไตรมาส 4

การบริโภค

   ภาคเอกชน

   ภาครัฐบาล

 

3.2

0.2

 

2.9

0.3

 

2.0

3.7

 

2.1

1.4

การลงทุน

   การลงทุนถาวร

   การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง

 

1.7

58.0

 

3.2

19.2

 

2.4

2.4

 

1.9

-68.7

การส่งออก

 2.7

3.1

 2.8

2.9

การนำเข้า

6.0

3.7

 3.0

 3.4

GDP

3.3

3.4

2.5

2.7

           

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ได้มีการปรับการประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับครึ่งแรกของปีเนื่องจาก Windfall Factor แต่ยังคงการประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังเหมือนการวิเคราะห์ครั้งก่อนหน้า ทำให้การประมาณการอัตราการเติบโตราย    ไตรมาสของปี 2560 อยู่ที่ 3.3%, 3.4%, 2.5% และ 2.7% ตามที่ปรากฎในตารางที่ 3 และอัตราการเติบโตเฉลี่ยของGDP ทั้งปีอยู่ที่ 3.0%

            อย่างไรก็ดี การประมาณการนี้มิได้นำปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาพิจารณานั่นคือการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560 แม้จะมีการผ่อนปรนการบังคับใช้ไปจนถึงต้นปี 2561 แต่   พระราชกำหนดนี้ได้มีผลกระทบแล้วอย่างวงกว้างคือ 1. ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวชั่วคราว 2. ทำให้ต้นทุนแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นอย่างถาวร ด้วยแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายจะได้รับค่าจ้างเท่าแรงงานไทยและได้รับสวัดสิการเทียบเท่ากับแรงงานไทย ซึ่งต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้หลายกิจการไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้และอาจนำไปสู่การปิดกิจการ

 

เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2560

            เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ได้รับผบกระทบทางบวก 2 ด้านคือ ด้านการบริโภคสินค้าคงทนที่ได้อธิบายแล้ว และด้าน    ตัวเลขการใช้สินค้าคงคลัง  ซึ่งมีผลทางเทคนิคต่อตัวเลข  GDP  ในไตรมาสที่ 1 ของปีก่อนหน้ามีการใช้สินค้า  คงคลังสูงถึง 205,292 ล้านบาท แต่ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้มีการใช้สินค้าคงคลังลดลงเหลือ 69,685 ล้านบาท อาจเป็นเพราะไม่มีสินค้าคงคลังเหลือให้ใช้มากเนื่องจากไม่ได้มีการผลิตสินค้าเพิ่ม แต่การเปลี่ยนแปลงในตัวเลขสินค้าคงคลังมีผลกระทบต่อตัวเลข GDP อย่างรุนแรง เพราะหากถอดผลกระทบจากสินค้าคงคลัง (Change in Inventories) ตัวเลขอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสแรกจะติดลบ 0.4% ซึ่งนั่นคือสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจ

ปัจจัยบวก

  • ปัจจัยชั่วคราวด้านราคาสินค้าเกษตรและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรทำให้การบริโภคสินค้าคงทนขยายตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้ารถมอเตอร์ไซค์

  • การขยายตัวของการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

  • อัตราเงินเฟ้อและราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำ

ปัจจัยลบ

  • ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของหนี้สินภาคครัวเรือนทวีความรุนแรงขึ้น

  • เศรษฐกิจโลกยังไม่ขยายตัวมาก

     

เศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2560

            เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งหลังของปีจาก 3 เหตุผลหลักคือ 1. Windfall ด้านราคาและปริมาณสินค้าเกษตรได้จบสิ้น ในทางกลับกัน ราคาสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับที่ไม่คุ้มทุน โดยเฉพาะหมวดสินค้ายางพารา 2. ธุรกิจที่ได้อดทนกับรายได้ที่ลดลงหลายไตรมาสไม่มีสภาพคล่องที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป และ 3. การขาดแคลนแรงงานต่างด้าวและต้นทุนของแรงงานต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นจะให้หลายธุรกิจไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้  จึงประมาณการ (ในแง่บวก) ว่า อัตราการขยายตัวของ GDP ของครึ่งปีหลังนี้จะลดลงเหลือ 2.6%

ปัจจัยบวก

  • อัตราเงินเฟ้อและราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำ

ปัจจัยลบ

  • ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของหนี้สินภาคครัวเรือนทวีความรุนแรงขึ้น

  • เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจากการที่ประธานาธิบดีทรัมพ์ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามคาด

ปัจจัยเสี่ยง

  • การขาดแคลนแรงงานต่างด้าวและต้นทุนแรงงานในภาพรวมที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศ

  • นโยบายการเมืองระหว่างประเทศและการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศอย่างรุนแรง

 

ครึ่งแรก 2560

ครึ่งหลัง 2560

อัตราการเติบโต

  • การบริโภค
  • การลงทุน

+

+

-

-

-

-

อัตราเงินเฟ้อ*

-

-

สภาพคล่อง

-

-

การส่งออก (US$)

+

+

การนำเข้า (US$)

++

++

  • - หมายถึงการอัตราเติบโตที่ติดลบ

หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นราย      ไตรมาส




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]