www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม 2561
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 1458 , 15:06:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Monchai , สุรศักดิ์ โหวตเรื่องนี้

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 56/2561

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2561

บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด

23 มกราคม 2561

          การวิเคราะห์ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะไม่มีการนำเสนอตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมและรายไตรมาส เนื่องจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product) ที่จัดทำและรายงานโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์ฯ) ที่ผู้วิเคราะห์ใช้เป็นฐานหลักในการวิเคราะห์เศรษฐกิจของไตรมาสก่อนหน้าและคาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจในไตรมาสและปีถัดไปมีความสับสน ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริงและหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งขัดแย้งกับตัวเลขเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจอื่นและตัวเลขเศรษฐกิจรายสาขา ทำให้ผู้วิเคราะห์ไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นฐานในวิเคราะห์เศรษฐกิจได้  หากมีการคาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจบนฐานของตัวเลขที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล การคาดการณ์ก็ยากที่สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจจริงอย่างเที่ยงตรง และอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ที่จะนำบทวิเคราะห์และตัวเลขการคาดการณ์นั้นไปใช้วางแผนธุรกิจและอื่นๆ ต่อไป ดังนั้น แทนที่จะให้การคาดการณ์ที่เป็นตัวเลข        ผู้วิเคราะห์จะบรรยายถึงแนวโน้มและปัจจัยที่จะ  กระทบเศรษกิจไทยในปี 2561 ทดแทน

          บทวิเคราะห์นี้จะแบ่งออกเป็น   2   ส่วนหลัก  ส่วนแรกจะวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจของปี  2560  โดยจะชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องของตัวเลขเศรษฐกิจของทางการจากหน่วยงานต่างๆ โดยในส่วนแรกนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นย่อยคือ 1. ตัวเลข GDP ของสภาพัฒน์ฯ ที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และข้อทางสังเกตทางวิชาการ 2. ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นและตัวเลขรายสาขาที่ไม่สอดคล้องกับตัวเลข GDP ของสภาพัฒนฯ และ 3. ภาพเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นของปี 2560 ส่วนที่สองจะเป็นการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของปี 2561 บนฐานของภาพเศรษฐกิจที่ผ่านการกลั่นกรอง โดยจะแยกวิเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็นเช่นกันคือ 1. สภาพ แวดล้อมเศรษฐกิจโลกและประเด็นเสี่ยง 2. ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศและประเด็นเสี่ยง และ 3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561

ส่วนที่1: ภาพเศรษฐกิจปี 2560

1.1 ตัวเลข GDP ที่สับสน

          โดยทั่วไป ตัวเลข GDP เป็นเครื่องมือหลักสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่จะนำมาวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจ โดยตัวเลข GDP นี้จะคำนวณได้ 3 รูปแบบคือ 1. Expenditure Approach ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขด้านการบริโภค การลงทุน และการส่งออก ตัวเลข GDP แบบนี้จะเป็นแบบที่พบเห็นและคุ้นเคยมากที่สุด 2. Production Approach ซึ่งเป็นการรวบรวมตัวเลขของภาคการผลิตทั้งหมดคือ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ตัวเลข GDP แบบนี้จะคำนวณควบคู่กับแบบแรก หากตัวเลขของแบบแรกไม่เท่ากับแบบที่สอง ตัวเลขของแบบแรกจะถูกปรับด้วยค่าความคาดเคลื่อนทางสถิติ (Statistical Errors) การรวบรวมตัวเลข GDP แบบสุดท้ายเป็นแบบที่ไม่ค่อยพบเห็น เนื่องจากตัวเลขรวบรวมยาก นั่นคือแบบ Income Approach ซึ่งจะเป็นการรวบรวมรายได้ของผู้ใช้แรงงาน(ค่าจ้าง/เงินเดือน) รายได้ของธุรกิจ(กำไร) และรายได้ของรัฐบาล(ภาษีอากร) การรวบรวมตัวเลข GDP ทั้ง 3 รูปแบบจะให้ตัวเลขรวมที่เท่ากันเสมอ

          ตารางที่ 1 ข้างล่างเสนอตัวเลข GDP ในรูปแบบของ Expenditure Approach ของ 3 ไตรมาสของปี 2560 รวบรวมและคำนวณโดยสภาพัฒน์ฯ โดยผู้วิเคราะห์นำข้อมูลดิบมาแปลงเป็น Contribution to Growth เพื่อแสดงให้เห็นปัจจัยย่อยผลักดันอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ

ตารางที่ 1 การคำนวณปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของ GDP (Contribution to Growth)        ปี 2560

เปอร์เซนต์

 

ไตรมาสที่ 1

ไตรมาสที่ 2

ไตรมาสที่ 3

GDP Growth

3.3

3.8

4.3

  Domestic Demand

  o/w Private Consumption

        Change in Inventories

5.8

1.6

3.8

5.6

2.0

3.5

4.5

2.1

2.1

  Net Exports

-1.7

-0.9

1.2

  Statistical Errors

-0.9

-0.9

-1.5

GDP less Change in Inventories

-0.5

0.3

2.2

ที่มา: สภาพัฒน์ฯ และการคำนวณ Contribution to Growth ของผู้วิเคราะห์

          หากวิเคราะห์ตารางที่ 1 ตามหลักเศรษฐศาสตร์ จะวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่สูงจากกำลังซื้อภายในประเทศ โดยกำลังซื้อภายในประเทศสูงมากจนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไม่พอเพียงต่อความต้องการบริโภคและลงทุน ต้องมีการนำสินค้าเข้าส่งผลให้การส่งออกสุทธิ (Net Exports) ติดลบใน 2ไตรมาสแรก แน่นอนว่าเมื่อกำลังซื้อภายในประเทศสูงเช่นนี้ (ตัวเลข Domestic Demand ของไทยอาจจะสูงเทียบเคียงกับของประเทศจีน) แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยย่อมจะเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 นี้จะมีอัตราการขยายตัวที่สูงเพิ่มขึ้นเป็น 3.6-4.6%

          เมื่อวิเคราะห์ลงไปอีกชั้น จะพบความน่าสงสัยว่าความต้องการสินค้าที่สูงนั้นมิได้นำไปบริโภคเป็นหลัก หากเป็นการซื้อของเพื่อนำไปเก็บ ทำให้ Change in Inventories ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยตัวเลขการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลังนี้ผลักดันเศรษฐกิจรายไตรมาสได้ถึง 3.8%, 3.5%  และ 2.5%  ตามลำดับ  แต่ถ้าหักตัวแปรนี้ออกไปเพื่อให้การบริโภคและลงทุน ด้วยการสะสม/นำสินค้าคงคลังมาใช้อาจไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งชี้สภาวะของเศรษฐกิจโดยตรง อัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ไทยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2560  จะลดลงจาก 3.8% เป็น 0.56% ทันที  ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจจะเป็นภาพของเศรษฐกิจไทยที่แท้จริง อย่างไรก็ดี ความผันผวนที่สูงเช่นนี้ จะมีคำถามถึงความแม่นยำของการจัดทำตัวเลข GDP ในรูปแบบ Expenditure Approach และถ้าพิจารณาต่อเนื่องถึงตัวเลข Statistical Errors ที่สูงเช่นกัน จะทำให้ความน่าเชื่อถือของตัวเลข GDP ลดลงไปอีก

          ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การรวบรวมตัวเลข GDP สามารถกระทำได้ 3 รูปแบบ การวิเคราะห์ GDP ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์รูปแบบเดียว ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมดจะทำการวิเคราะห์ในรูปแบบดังกล่าวรูปแบบเดียว หากแต่ผู้วิเคราะห์สังเกตว่าตัวเลข GDP แบบ Expenditure Approach มีปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบของ Change in Inventories รวมทั้งมีค่า Statistical Errors ที่สูงผิดปกติ จึงควรวิเคราะห์ GDP ในรูปแบบของ Production Approach เพิ่มเติม

ตารางที่ 2 อัตราการขยายตัวของ GDP รายสาขา 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 เทียบกับปี 2559

 

สัดส่วนใน GDP (%)

อัตราการขยายตัว (%)

Manufacturing

27.8

2.2

Wholesale and Retail

14.8

6.1

Transportation and Communication

10.1

7.4

Real Estate

8.0

4.2

Financial Intermediaries

7.1

4.8

Agriculture

6.4

9.9

  TOTAL

74.2

 

 

          เมื่อนำตารางที่ 1 และ 2 มาวิเคราะห์ร่วมกัน จะพบความไม่เป็นเหตุเป็นผลของตัวเลข GDP ของไทย 2 ประการหลักคือ ประการแรก คนไทยไม่ได้บริโภคสินค้าแต่บริโภคบริการ ด้วยการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวเพียง 2.2% (ส่วนหนึ่งนำไปเป็นสินค้าส่งออกด้วยและเป็นสินค้าคงคลัง ทำให้เหลือบริโภคภายในประเทศไม่เต็มจำนวน) ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของ GDP ที่ 3.8% มาก ในทางตรงข้าม คนไทยกลับบริโภคสินค้าหมวดบริการ เช่น การค้าส่งและปลีก การขนส่งและสื่อสาร เครื่องมือทางการเงิน ฯลฯ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนมีอัตราการขยายตัวสูงกว่า GDP และไม่สามารถจะเป็นสินค้าส่งออกได้ ดั้งนั้นการบริโภคทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นภายในประเทศ ประการที่สอง เมื่อสินค้าที่ผลิตในระบบเศรษฐกิจเป็น “สินค้าบริการ” เป็นหลักตามตารางที่ 2 ดังนั้นจะเกิดการสะสมสินค้าคงคลังในตารางที่ 1 ได้อย่างไร ด้วยสินค้าอุตสาหกรรมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1. ใช้บริโภคภายในประเทศ 2. ส่งออก 3. นำเข้าสะสมในคลังสินค้า อีกทั้งมีการขยายการผลิตเพียง 2.2% จึงเป็นการยากที่จะมีสินค้าที่ผลิตเหลือเข้าคลังจำนวนมาก แม้แต่การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจจะมีการก่อสร้างเกินความต้องการ ทำให้มีอัตราการขยายตัวที่ 4.2% และอาจเป็นผลให้มีสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น (ไม่ทราบรายละเอียดว่าอสังหาริมทรัพย์นับที่จำหน่ายไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าคงคลังหรือไม่) ก็มีสัดส่วนใน GDP เพียง 8.0% จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจ

1.2 ตัวเลขเศรษฐกิจรายภาคที่ไม่สอดคล้อง

          ตัวเลข GDP ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า “ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เป็น 1 ใน 4 ของภาคเศรษฐกิจทั้งหมดของระบบเศรษฐกิจ ภาคเศรษฐกิจที่เหลืออีก 3 ภาคคือ ภาคการเงิน (Financial Sector) ภาคการคลัง (Fiscal Sector) และภาคระหว่างประเทศ (International Sector) ซึ่งตัวเลขของทั้ง 4 ภาคเศรษฐกิจนี้จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันและมีตัวเลขที่สอดคล้องกัน หน่วยงานเศรษฐศาสตร์เช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) จะไม่วิเคราะห์เศรษฐกิจด้วยตัวเลขของภาคใดภาคหนึ่ง แต่จะวิเคราะห์ทั้ง 4 ภาคพร้อมกันเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและถูกต้องของระบบเศรษฐกิจ

          ตัวเลข GDP ของสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวด้วย Domestic Demand คือการบริโภคและลงทุนภายในประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัวของ GDP เฉลี่ย 3 ไตรมาสที่ 3.8% และมีอัตราการขยายตัวในไตรมาสที่ 3 ถึง 4.3% ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์การขยายตัวของเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจมีสภาพคล่องหรือเม็ดเงินเพียงพอตามสูตร MV = PQ

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบอัตราการขยายตัวของปริมาณเงินกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (เปอร์เซนต์)

 

2556

2557

2558

2559

2560

Broad Money**

6.3

4.6

4.8

4.4

4.6

GDP

2.7

0.9

2.9

3.2

3.8 (est.)

** ใช้อัตราการขยายตัว November-November เนื่องจากตัวเลขเดือนธันวาคมยังไม่มี

          ตารางที่ 3 ชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2558 อัตราการขยายตัวของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของ GDP ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฏี Quantity Theory of Money โดยตรง หากยึดทฤษฎีดังกล่าวและใช้ปี 2557 เป็นฐาน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันจะมีอัตราการขยายตัวที่ 1.1%, 0.7% และ 0.9% ตามลำดับ หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบความไม่สอดคล้องของภาคการเงิน (Financial Sector) กับภาพเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เพิ่มเติม เพราะอัตราการขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนที่ขยายตัวมีระดับต่ำกว่าการขยายตัวของ GDP คืออยู่ที่ 3.3% ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าผู้บริโภคไทยมีสภาพคล่องหรือเม็ดเงินจากแหล่งใดมาใช้ในการบริโภค

ตารางที่ 4 รายรับและรายจ่ายของรัฐบาล

พันล้านบาท

 

FY 2016

FY 2017

FY17:Q3

FY17:Q4

FY18: Oct

FY18: Nov

Revenue

2,412

2,349

697

612

188

152

  (% YoY)

9.3

-2.6

-6.9

1.4

24.5

-25.6

Expenditure

2,736

2,795

641

593

425

230

  (% YoY)

9.0

2.2

-1.3

7.5

-1.9

32.8

 

ตารางที่ 5 Private Consumption Index แยกตามประเภทสินค้า ปี 2560

% YoY

H1

Q2

Q3

Oct.

Nov.

Non-Durable

-0.9

-1.0

0.7

0.5

0.4

Semi-Durable

-0.1

-0.2

-0.3

-2.6

-0.2

Durable

8.3

5.7

4.9

9.0

13.4

Service

5.7

6.3

4.4

5.8

7.2

 Less Tourist Spending

7.8

12.0

9.3

21.3

25.0

PCI

2.1

1.8

1.6

1.1

1.9

Private Consumption in GDP

3.1

3.0

3.1

--

--

 

          ตารางที่ 4 และตารางที่ 5 เพิ่มความไม่สอดคล้องระหว่างภาคเศรษฐกิจกับตัวเลข GDP โดยในตารางที่ 4 รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรและอื่นๆ ลดลง 2.6% ในปีภาษี 2560 สวนทางกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ราว 3.5% ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งในปีภาษีดังกล่าวก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างภาษี อัตราภาษีที่สำคัญ และการลดหย่อนภาษีที่สำคัญ เว้นแต่จะเกิดการหย่อนยานในการเก็บภาษีอากรของรัฐ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือความไม่สอดคล้องของการบริโภค การเงิน และGDP ของตารางที่ 5 ซึ่งนอกจากอัตราการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนจะสูงกว่าการขยายตัวของดัชนีการบริโภคอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ดัชนีการบริโภคยังชี้ว่าการขยายตัวหลักของการบริโภคอยู่ในหมวดสินค้าคงทน ซึ่งย่อมจะหมายถึงสินค้าในหมวดอุตสาหกรรม แต่ในขณะที่ดัชนีการบริโภคสินค้าคงทนใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ 7.2% การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับขยายตัวเพียง 2.2% ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าประชาชนนำสินค้าคงทนจากแหล่งใดมาบริโภค? และถ้าดูลึกลงไปถึงสินค้าหมวดยานยนต์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของสินค้าคงทน ก็จะพบปัญหาเดียวกันคือ การบริโภครถยนต์เพิ่มขึ้น 13.3% แต่การผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นเพียง 0.435% ดังนั้นผู้ผลิตนำรถยนต์จากแหล่งผลิตใดมาจำหน่าย หากเพิ่มประเด็นการส่งออกรถยนต์ที่ขยายตัว 2.5% อีก แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีรถยนต์จำหน่ายพอเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศ ทางออกที่ว่าเป็นการนำรถยนต์ในคลังออกมาจำหน่าย มิได้ผลิตรถยนต์เพิ่มเติม ก็ขัดแย้งกับองค์ประกอบของ GDP ที่ให้ตัวเลขว่าเศรษฐกิจมีการสะสมสินค้าคงคลังในระดับที่สูง มิได้นำสินค้าคงคลังออกมาบริโภค นอกจากนี้ ตัวเลขการบริโภครถยนต์ดังกล่าวก็ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าสินเชื่อมีการขยายตัวเพียง 3.3% ไม่สอดคล้องกับยอดจำหน่ายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น 13.3%

1.3 ภาพเศรษฐกิจปี 2560

          เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจมีความสับสน   ขัดแย้ง   และไม่สอดคล้องกับทฤษฎี    ภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของปี  2560  คืออะไร? ผู้วิเคราะห์จะยึดภาคการเงินและภาคการผลิตเป็นฐาน โดยอัตราการเติบโตของ GDP น่าจะอยู่ราว 1.0-2.0% พิจารณาจากการขยายตัวของผลผลิตการเกษตรที่มีอัตราการขยายตัวที่ 6.4% ที่ได้รับผลบวกจากสภาวะดินฟ้าอากาศที่เป็นปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 2.2% เหตุที่ GDP เติบโตในอัตราดังกล่าวเนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ เป็นผลจากการที่อัตราการขยายตัวของปริมาณเงินในระบบ (Broad Money) ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 4.5% และมีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนเพียง 3.3% ซึ่งไม่พอเพียงที่จะพยุงการบริโภคภายในประเทศ กำลังซื้อที่อ่อนแอนี้ทำให้ผู้ผลิต ทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องพึ่งพาความต้องการสินค้าจากนอกประเทศ ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัว(เชิงมูลค่าในรูปดอลลาร์สหรัฐ) 22.7% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม(เชิงมูลค่าในรูปดอลลาร์สหรัฐ)ขยายตัว 9.3% ในสามไตรมาสแรกของปี

          ภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะทรุดตัวเพิ่มขึ้นจากฐานตัวเลขที่สูงของไตรมาสที่ 4 ปีก่อนหน้าและกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว แต่ตัวเลข GDP ของสภาพัฒน์ฯ สำหรับไตรมาสสุดท้ายนี้จะอยู่ที่ 4.0% ทำให้อัตราการเติบโตทางการของ GDP สำหรับปี 2560 มีอัตราการขยายตัวทั้งปีที่ 3.8% ตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 คือ ผลผลิตภาคการเกษตรที่ขยายตัวติดลบ 1.1% (เฉลี่ยเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน) จากฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเฉลี่ยเหลือ 1.95% ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนก็อ่อนตัวลงเช่นกัน โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนลดลงเหลือ 1.5% อีกภาพสะท้อนของกำลังซื้อที่อ่อนแอคือการเร่งการส่งออกของผู้ผลิตเพื่อชดเชยยอดจำหน่ายที่อ่อนแอภายในประเทศ โดยการส่งออกสินค้าเกษตร(เชิงมูลค่าในรูปดอลลาร์สหรัฐ)เพิ่มขึ้น 16.7% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม(เชิงมูลค่าในรูปดอลลาร์สหรัฐ)เพิ่มขึ้น 14.8% ทั้งๆ ที่ผลผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ที่น่าสังเกตคือหมวดสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงที่สุดในช่วง 2 เดือนดังกล่าวคือหมวดยานยนต์ที่มีอัตราการขยายของการส่งออกตัวสูงถึง 19.9% ทั้งๆ ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นเพียง 4.0%

ส่วนที่ 2: ภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2561

2.1 สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกและประเด็นเสี่ยง

  • เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2560 แต่อัตราการขยายตัวจะผ่อนคลายลงจากการที่มีฐานตัวเลขที่สูงในปีก่อนหน้าและการชะลอการใช้นโยบายการเงินและการคลังของประเทศหลักของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเศรษฐกิจของทุกประเทศขยายตัวดีเกินคาดในปี 2560 และเริ่มมีแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อ ทำให้จำเป็นต้องชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านนโยบายการเงิน

  • เศรษฐกิจจีนจะเกิดการชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลงจากอัตรา 6.9% ในปี 2560 เหลือราว 6.5% ในปี 2561 จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนและ Excess Capacity ของอุตสาหกรรมหนัก

  • หากไม่เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดในตลาดเงินและตลาดทุนโลก การส่งออกของไทยและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะยังได้รับผลดีจากการส่งออกและการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า

  • ปัจจัยเสี่ยงหลักของปี 2561 คือการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายออกจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนา เนื่องจากผลตอบแทนทางการเงินของกลุ่มประเทศที่พัฒนาเริ่มสูงขึ้น ที่ชัดเจนคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 0.75% - 1.0% ในปีนี้ นอกจากนั้นธนาคารกลางของญี่ปุ่น แม้จะไม่มีนโยบายปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่จะกระตุ้นให้ดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้นผ่านการลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุนจากนโยบายการเงินที่ผ่านมา ซึ่งมีการประมาณการว่าผลการขาดทุนของ Bank of Japan สูงกว่าทุนของธนาคารแล้ว

  • ประเทศไทยที่อาศัยเงินทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากฐานเงินออมของประเทศมีไม่พอเพียง จะอ่อนไหวต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ที่จะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องภายในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง

  • ผลตอบแทนของตลาดเงินโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เชื่อว่าจะมีผลให้ตลาดทุนชะลอตัว ประเด็นเสี่ยงคือต้องจับตาการปรับตัวอย่างรุนแรงของตลาดทุนที่มีแรงเก็งกำไรสูง

2.2 ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศและประเด็นเสี่ยง

  • กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอเพิ่มขึ้น จากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจ(จริง)มีอัตราการขยายตัวต่ำ ทำให้ผู้บริโภคมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องลดการบริโภคเพิ่มขึ้น

  • เศรษฐกิจการขาดการกระตุ้นจากภาครัฐ เนื่องจากรายได้ของรัฐที่ขยายตัวติดลบทำให้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐเป็นไปได้ยาก แม้รัฐบาลจะประกาศความตั้งใจที่จะเพิ่มงบการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ข้อจำกัดทางการเงินจะทำให้ไม่สามารถใช้นโยบายได้ ส่วนนโยบายการเงินอนุรักษ์นิยมก็ไม่เป็นผลบวกต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจจริงจะไม่เคลื่อนไหว โดยภาคการผลิตจะไม่เพิ่มกำลังการผลิตและไม่มีการลงทุน เนื่องจากไม่มีความต้องการสินค้ารองรับภายในประเทศ อีกทั้งมีการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในระดับที่ต่ำที่ 60-65% ภาคการผลิตต้องพึ่งพาการส่งออกเหมือนปีก่อนหน้า ส่วนภาคการเกษตรจะไม่มีผลบวกจากฐานที่ต่ำของปีก่อนหน้า ทำให้ระดับการผลิตใกล้เคียงกับปี 2560 แต่ภาคการเกษตรจะได้ผลกระทบรุนแรงจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว

  • ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่สำคัญของปี 2561 คือการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนรวมกับการปรับเพิ่มของค่าแรงขั้นต่ำ ปัจจัยทั้ง 2 จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง ซึ่งในทางทฤษฎีเรียกว่า Unit Labor Cost การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 5-22 บาทต่อวัน โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวหลักที่มีการปรับเพิ่มถึง 7.2% รวมกับการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนบาท/ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น 9.75% จากปีที่แล้ว ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของรประเทศลดลงกว่า 10% ในปี 2561 ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงด้วยประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวมากกว่าปีก่อนหน้า การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระดับที่สูงจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

  • ปัจจัยเสี่ยงหลักของประเทศคือการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งความเสี่ยงนี้จะมาจากทั้ง 2 ด้านคือด้าน Supply และด้าน Demand ด้าน Supply คือสภาพคล่องของโลกจะไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเหมือนปีก่อนหน้า ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนชะลอตัว ด้วยทุกประเทศยุติการเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบ ในบางประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา กลับจะมีการดูดซับสภาพคล่องกลับคืนผ่าน Open Market Operation ส่วนทางด้าน Demand จะเป็นผลจากการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนในเศรษฐกิจหลักของโลก

2.3 แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561

  • คาดว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ของทางการจะอยู่ที่ราว 4.2% เพื่อแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งสามารถขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 หรือในปี 2562

  • แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจริงคาดว่าจะอยู่ที่ 1.0% หรือต่ำกว่าจากปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยภายในประเทศที่กล่าวไว้ รวมกับปัจจัยลบด้านความสามารถในการแข่งขัน

  • เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกจะยังพอพยุงตัวอยู่ได้ (ในสมมุติฐานว่าค่าเงินบาทไม่แข็งค่าขึ้นไปกว่าระดับปัจจุบัน) แต่เศรษฐกิจจะทรุดตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งหลังของปี หลังจากที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องทยอยปิดตัวลงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอภายในประเทศและสูญเสียตลาดส่งออกจากค่าเงินที่แข็งบวกกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นเริ่มต้นจากเดือนเมษายน

  • ภาคการเกษตรจะได้ผลกระทบอย่างหนักจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยราคาผลิตผลทางการเกษตรหลักเช่น ข้าวและยางพารา อ้างอิงราคาเกษตรโลก ซึ่งค่าเงินที่แข็งค่า 10% ย่อมหมายถึงราคาในรูปเงินสกุลบาทจะลดลง 10% เช่นกัน

  • คาดว่าเงินทุนยังไหลเข้าสู่เอเซียอย่างต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของปี 2560 ที่ดีเกินความคาดหมาย แต่ในครึ่งปีหลังเงินทุนอาจเริ่มไหลออกจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐอเมริกาและการลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในประเทศพัฒนาแล้ว

  • จากนโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยม จะไม่มีการแทรกแซงอัตราแลกเปลียนเพื่อพยุงผู้ส่งออกและภาคการท่องเที่ยว จะให้กลไกของตลาดเป็นผู้ตัดสิน

ตารางที่ 6: เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ

 

ปี 2560

ปี 2561

อัตราการเติบโต

  • การบริโภค
  • การลงทุน

+

+

-

-

-

-

อัตราเงินเฟ้อ*

-

                       +                    

สภาพคล่อง

-

-

การส่งออก (US$)

+

+

การนำเข้า (US$)

++

++

  • - หมายถึงการอัตราเติบโตที่ติดลบ

     

    หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

     

     

    บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]