www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม 2561
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 928 , 08:09:53 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 57/2561

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาสและบทความพิเศษ:

ประจำไตรมาสที่ 2 พศ. 2561

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

24 เมษายน 2561

 

จากการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลายไตรมาสที่ผ่านมาจะมีประเด็นที่ซ้ำๆ กัน 2 ประเด็นคือ (1) แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยนแปลง   การเพิ่มขึ้นของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำมีการใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 65% การขยายตัวของสินเชื่อคงที่ที่ระดับ 4.0% และการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนและหมวดสินค้าบริการ และ (2) ข้อมูลเศรษฐกิจขาดความสอดคล้อง อาทิเช่น ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายการผลิตในระดับต่ำ แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและการบริโภคสินค้าคงทนกลับขยายตัวสูง ทำให้เกิดคำถามว่ามีการนำสินค้าจากแหล่งผลิตใดมาบริโภคและส่งออก ส่วนรายได้ภาษีอากรของรัฐขยายตัวติดลบสวนทางกับการขยายตัวของ GDP ที่ 4.0% ภาคการเงินก็เช่นกัน มีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อที่ราว 4.0% เทียบกับการบริโภคสินค้าคงทนที่ขยายตัว 7.9% ความไม่สอดคล้องดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาในการวิเคราะห์ถึงสภาพอันแท้จริงของเศรษฐกิจไทย

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบตัวเลขดัชนีการผลิตและการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปี พ.ศ. 2560

 

กันยายน

ตุลาคม

พฤศจิกายน

MPI (% Growth)

5.3 (4.6)

1.0 (-0.3)

6.3 (4.2)

Capacity Utilization %

68.4 (63.5)

65.2 (60.2)

69.1 (64.2)

Note: ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บคือตัวเลขของเดือนเดียวกันแต่ประกาศเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้า

ความไม่สอดคล้องของข้อมูลเศรษฐกิจยิ่งสับสนขึ้นในรายงานเศรษฐกิจเดือนล่าสุดที่รวบรวมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยมีการปรับตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม(MPI) และการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Capacity Utilization) โดยมิได้บอกกล่าวเหตุผล ดังตารางที่ 1 ข้างบน การปรับตัวเลขนี้แม้จะทำให้ภาคการผลิตและภาคการบริโภค/การส่งออกมีความสอดคล้องกัน   แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้กลับทำให้ภาคเศรษฐกิจจริง  (Real Sector) ไม่สอดคล้องกับภาคการเงิน (Monetary Sector) และภาคการคลัง (Fiscal Sector) มากยิ่งขึ้น

จากเหตุผลหลักข้างต้น จึงขอปรับรูปแบบการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ (ในระยะนี้) โดยจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน         ส่วนแรกเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสตามปกติ    โดยจะวิเคราะห์ทั้งไตรมาสก่อนหน้า    ไตรมาสปัจจุบัน   และแนวโน้มของไตรมาสถัดไป แต่จะเป็นการวิเคราะห์แบบย่อ ไม่เน้นการพยากรณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ด้วยการพยากรณ์บนฐานข้อมูลที่มีข้อกังหาจะขาดความแม่นยำและน่าเชื่อถือ  ส่วนที่สองจะเป็นส่วนบทความพิเศษประจำไตรมาส ซึ่งจะยกประเด็นเศรษฐกิจที่น่าสนใจมานำเสนอให้เป็นความรู้

บทความพิเศษสำหรับการวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นบทความที่มีการถกเถียงในวงกว้างทั้งจาก Policy Makers และ Academics ในระดับสากล หากแต่แทบจะไม่ได้ยินเรื่องดังกล่าวในประเทศไทย นั่นคือการเกิด Paradigm Shift ของ Driving Factors ในระบบเศรษฐกิจ ทำให้แนวคิดของ Classical Economics และแนวคิดของ Keynesian  Economics   ซึ่งถูกนำมาใช้บริหารนโยบายเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้เกิดข้อกังขาว่ายังจะสามารถดำเนินเศรษฐกิจภายในกรอบของทุนนิยม (Capitalism) ได้ต่อไปหรือไม่ อีกทั้งการที่จะคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะต้องเติบโตอย่างต่อเนื่องยังเป็นจริงอีกหรือไม่ 

 ส่วนที่ 1

การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยรายไตรมาส

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เศรษฐกิจไทยมีความเคลื่อนไหวน้อยมากและเป็นการเคลื่อนไหวตามแนวโน้มเดิมที่ได้คาดการณ์ไว้ เหตุเพราะไม่มีปัจจัยใหม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิต และการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยพิจารณาได้จากตารางที่ 2

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบ Contribution to Growth ของ GDP ไตรมาสที่ 3 และที่ 4 ปี 2560

%

 

Q3

Q4

Consumption

   Private

    Government

  

2.1

1.8

0.3

1.7

1.7

0.0

Investment

    Gross Fixed Capital Formation

    Change in Inventories

2.2

0.3

1.9

2.4

0.1

2.3

Net Exports

    Exports

    Imports

1.1

5.5

4.4

0.5

4.9

4.7

GDP

4.3

4.0

 

เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ปี 2560

            จากไตรมาสที่ 3 สู่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 เศรษฐกิจไทยมีการเคลื่อนไหวไม่มาก โดยเริ่มมีการชะลอตัวลงของการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งการบริโภคนี้เชื่อว่าจะชะลอตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 เนื่องจากการบริโภคที่ขยายตัวเป็นการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และตาม definition ของสินค้าคงทนจะไม่มีการบริโภคซ้ำเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นความต้องการสินค้าในหมวดนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ยกเว้นจะมีการเพิ่มขึ้นของรายได้และ/หรือมีการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภค การบริโภคภาครัฐแทบจะไม่มีผลต่อการกระตุ้น GDP ทั้งจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและรายได้ภาครัฐลดลงจึงต้องชะลอการใช้จ่าย ที่น่าเป็นห่วงคือตัวเลขในหมวดการลงทุน ด้วยเศรษฐกิจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนย่อมจะต้องมีการลงทุนปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตให้ทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศและต่างประเทศ   แต่การลงทุนของไทยกลับอยู่ในระดับต่ำมาเป็นระยะเวลานาน   อีกทั้งลดลงเกือบทุกไตรมาส ทำให้สมควรตั้งคำถามว่าระบบการผลิตของไทยยังสามารถผลิตได้และสามารถแข่งขันได้เป็นปกติหรือไม่ จากการคำนวณ Contribution to Growth ของ GDP ในตารางดังกล่าว ปัจจัยที่ผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยคือ “การสะสมสินค้าคงคลัง” ซึ่งในทั้ง 2 ไตรมาสปัจจัยนี้ผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยการบริโภคภาคประชาชนทีมีจำนวนผู้บริโภค 68.6 ล้านคนรองรับเสียอีก บ่งชี้ว่าระบบการผลิตของไทยผลิตแล้วไม่ขายแต่สะสมสินค้าเข้าคลัง?

            ภาคการส่งออกแม้จะสามารถขยายตัวได้ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่องหลายไตรมาส และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีในไตรมาสถัดๆ ไป หากแต่การนำเข้าก็ขยายตัวสูงเช่นกัน ทำให้ Net Exports มีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่มาก และแนวโน้มนี้คงจะต่อเนื่องในปี 2561 ดังนั้นหากจะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยเป็น Export-led Growth คงจะไม่ใช่ แต่เป็น Inventory-led Growth

เศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มปี 2561

            เนื่องจากตัวเลขภาพรวมของเศรษฐกิจหรือ GDP ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ยังมิได้มีการประกาศ การวิเคราะห์จึงกระทำบนตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 ซึ่งถ้ายึดถือตัวเลขใหม่ของทางการที่ Capacity Utilization ของเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ปรับปรุงมาอยู่ที่ระดับ 70.5% และ 70.4% ตามลำดับ ระบบการผลิตจะเริ่มลงทุนตามหลักทฤษฎี ซึ่งก็ได้เห็นการเพิ่มขึ้นของดัชนีการลงทุนบ้าง แต่ยังตั้งข้อสังเกตว่าเป็น seasonal factor จึงต้องเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของตัวเลขนี้อีกระยะหนึ่ง      การบริโภคเอกชนในไตรมาสนี้น่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะมีการลดการบริโภคสินค้าคงทน จากที่เคยมีอัตราการขยายตัว 12.6% ในไตรมาสที่ 4 ปีก่อนหน้า อัตราการขยายตัวในหมวดสินค้านี้ลดลงเหลือ 6.9% ใน 2 เดือนแรกของปี หากแต่การบริโภคสินค้าคงที่ลดลงถูกชดเชยด้วยการบริโภคสินค้าภาคบริการเพิ่มขึ้น เช่น การท่องเที่ยว ทำให้การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) ในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดี

            ภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้สูง โดยเฉพาะหมวดยานยนต์ โดยใน 2 เดือนแรกของปีการส่งออก (เชิงมูลค่า) ขยายตัวเฉลี่ย 12.2% หากแต่การนำเข้า(เชิงมูลค่า)มีอัตราการขยายตัวสูงกว่าที่เฉลี่ย 22.1%  ทำให้ Net Exports ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจคล้ายไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัวติดลบ 3.5%  ในช่วงเวลาเดียวกัน สืบเนื่องมาจากฐานะการคลังที่ย่ำแย่ โดยใน 2 เดือนแรกของปีมีการขาดดุลเงินสด 100.7 พันล้านบาท ส่วนภาคการเงินก็มีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อเอกชนในระดับเพิ่มขี้นเล็กน้อยเป็น 4.2%

            อย่างไรก็ดี คาดกว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ของสภาพัฒน์ฯ สำหรับไตรมาสแรกนี้จะอยู่ที่ระดับ 4.0 – 4.2%

            สำหรับ 3 ไตรมาสที่เหลือของปี ยังไม่เห็นแนวโน้มของการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยหลักๆ ของระบบเศรษฐกิจคือ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก(สุทธิ) ไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แม้ตัวเลขอัตราการขยายตัวในภาพรวมของทางการคงจะอยู่ที่ราว 4% พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแอเหมือนเดิม โดยประเด็นเสี่ยงที่ควรจะพิจารณาคือ (1) ฐานะการคลังของรัฐบาลที่ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณปัจจุบันขาดดุลเงินสดไปแล้ว 5.38  แสนล้านบาท ซึ่งสูงมากเมือเทียบกับการดุลเงินสดในปีงบประมาณ 2559/60 ที่ขาดดุลเงินสด 4.06 แสนล้านบาทของปีงบประมาณทั้งปี และขาดดุลเงินสด 3.82 แสนล้านบาทในปีงบประมาณก่อนหน้า (2) รายได้ภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากราคาพืชผลตกต่ำและผลผลิตที่ลดลงตามสภาพดินฟ้าอากาศ ทำให้ Farm Income ใน 2 เดือนแรกของปีมีอัตราการขยายตัวติดลบเฉลี่ย 5.4% และ (3) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกตามวัฎจักรเศรษฐกิจและนโยบายการจำกัดการขยายตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน และประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป

ส่วนที่ 2

บทวิเคราะห์พิเศษสำหรับไตรมาสที่ 2 พศ. 2561: The End of Capitalism?

   หลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อของวิกฤติ Lehman Brothers เศรษฐกิจโลกได้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด การศึกษาของธนาคารโลก ในระยะเวลา 55 ปี (ค.ศ. 1961-2016) ยืนยันแนวโน้มนี้ ทั้งๆ ที่ธนาคารกลางหลายแห่งได้ใช้นโยบายการเงินอย่างรุนแรงที่ไม่เคยใช้มาก่อน อาทิเช่น การเข้าซื้อสินทรัพย์ภาคเอกชนจำนวนมหาศาล การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ  และการกำหนดนโยบายการเงินในทิศทางเดียวกันของธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจสำคัญ รวมทั้งมีการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ

   ผู้นำของการใช้นโยบายนี้คือ Federal Reserve Board หรือธนาคารของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบาย Quantitative Easing โดยได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 25% ของ GDP ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นก็ใช้นโยบายดังกล่าวตาม อาทิเช่น Bank of England, European Central Bank, และ Bank of Japan แม้ว่า Bank of China มิได้มีนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบโดยตรงเหมือนธนาคารกลางของประเทศอื่น แต่ธนาคารกลางจีนก็ได้ผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ (ด้วยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของประเทศจีนล้วนเป็นธนาคารของรัฐ รัฐบาลจีนจึงสามารถกระตุ้นสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ) และรัฐบาลจีนเองก็ได้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 ปี

   ตามหลักทฤษฎี Quantity Theory of Money การอัดฉีดเม็ดเงิน 25% ของ GDP จะทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP เพิ่มขึ้น 25% ตาม แต่ผลมิได้เป็นเช่นนั้น โดยภายใน 9 ปี หลังจากมีการใช้นโยบายดังกล่าว เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวรวมเพียง 11.8% หรือเฉลี่ยปีละ 1.3% จึงมีคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจภายในกรอบความคิดของ Classical และ Keynesian Economic Theories เพราะแม้จะไม่มีนโยบาย QE และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ  เศรษฐกิจสหรัฐฯ เองก็น่าจะขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 1.2% ตาม Labor Productivity ที่เพิ่มขึ้น

   เหตุที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับที่ต่ำและไม่สนองตอบต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจคาดว่าเป็นผลมาจาก

  1. การชะลอตัวของอัตราการเพิ่มของประชากร โดยในปี 1950-55 อัตราการขยายตัวของประชากรอยู่ที่ 4.97% และลดลงเหลือ 2.3% ในปัจจุบัน คาดการณ์ว่าภายในปี 2095-2100 อัตรานี้จะลดลงเหลือ 1.99% ปัจจัยนี้มีผลให้จำนวนผู้บริโภคสินค้าและบริการโลกลดลง (Reduction in Number of Consumers)

  2. ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรชะลอตัว อายุเฉลี่ยของประชากรโลกได้เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 1990 ประชากรโลกมีอายุเฉลี่ย 24 ปี อายุเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 29.6 ปีในปี 2015 และคาดการณ์ว่าอายุเฉลี่ยของประชากรโลกจะเป็น 41.6 - 49.1 ปีภายในปี 2100 ปัญหา Aging Population นี้รุนแรงในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเยอรมันนีที่มีอายุเฉลี่ยของประชากรในปี 2017 ที่ 47.3 ปี และ 47.1 ปีตามลำดับ ส่วนประเทศไทยในปี 2017 มีอายุเฉลี่ยของประชากร 37.7 ปี ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนและสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30.4 ปี พอสมควร ปัจจัยนี้มีผลให้ความต้องการการบริโภคต่อหัวลดลง (Reduction in Consumption per Capita)

  3. การไม่เพิ่มขึ้นของ Real Wage ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแทบทุกระบบเศรษฐกิจ จากการศึกษาของ Bank of England พบว่า Real Wage ในอังกฤษหยุดขยายตัวตั้งแต่เดือน November 2009 ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1875-1878 เหตุผลหลักที่ทำให้ Real Wage ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะลดลงเนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตและมีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานสูงไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ ปัจจัยนี้มีผลให้ผู้บริโภคมีความสามารถในการบริโภคลดลง (Reduction in Income)

   ปัจจัยทั้ง 3 ทำให้การบริโภคของโลกในภาพรวมชะลอตัว อาจพูดได้ว่าเป็น Limit to Growth สำหรับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน การลดลงของการบริโภคจะชัดเจนในหมวดสินค้าคงทนด้วยไม่ใช่ความต้องการของผู้บริโภคที่มีอายุเพิ่มขึ้น Paradigm Shift ในเรื่องของประชากรและเทคโนโลยี (ที่นำมาใช้ทดแทนแรงงาน) ทำให้กลไกตลาดภายใต้ General Equilibrium Theory ซึ่งเป็นแกนของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน และการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำงานและไร้ผล ด้วยผู้บริโภคไม่ตอบสนองตอบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นชัดเจนในประเทศญี่ปุ่นที่อายุเฉลี่ยของประชากรสูงมาก ทำให้นโยบาย Monetary Easing ของ Bank of Japan และนโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรงไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนได้ เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการการบริโภคลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานนี้ดี จึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ให้ภาคเอกชนเพิ่ม Real Wage แทน เพื่อให้เกิดการบริโภคในกลุ่มผู้มีอายุน้อย แต่การตอบรับของนโยบายยังมีจำกัดเนื่องจากธุรกิจเอกชนกังวลเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เนื่องด้วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นเศรษฐกิจ Export-oriented Economy

   เมื่อระบบทุนนิยม (Capitalism) ผ่านกลไกตลาดแบบ Invisible Hands ของ Adam Smith และการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Keynesian ไม่สามารถทำงานได้ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะเป็นเช่นไร? คำถามนี้ตอบได้ไม่ยาก คือจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่า 2% และมีอัตราการขยายตัวลดลงเรื่อยๆ ตามแนวโน้มของปัจจัยด้านประชากรและปัจจัยด้านรายได้ค่าแรงที่จะเป็นลบเพิ่มขึ้น

   ประเทศไทยก็ไม่สามารถหลีกพ้นปัญหานี้เช่นกัน เพราะเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาทั้งด้าน aging population ที่เป็นผลจากการมีอัตราการขยายตัวของประชากรที่ต่ำเพียง 1.5% และมีอัตราค่าจ้างที่สูง ทำให้ประเทศมี competitiveness ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ไม่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ อีกทั้งมีฐานผู้บริโภคที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่จะคาดหวังให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน Labor Productivity ที่ขยายตัว 1.66% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 (ตัวเลขอัตราการขยายตัวของ GDP คงจะไม่มีความสัมพันธ์กับตัวเลขเศรษฐกิจอื่น) คงเป็นไปได้ยาก

 

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2018 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]