www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม 2561
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 562 , 08:47:56 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 58/2561

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส:

ประจำไตรมาสที่ 3 พศ. 2561

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

25 กรกฎาคม 2561

 

          ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไตรมาสที่ 1   ปี 2561    ชี้ถึงการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสนี้  โดยมีอัตราการขยายตัวที่ 4.8% (ตารางที่ 1) ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวรายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี การขยายตัวต่อเนื่องหลายไตรมาสแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จนทำให้ธนาคารพัฒนาเอเซีย (Asian Development Bank)  ทำการปรับการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 4.2%     สาเหตุหลักของอัตราการขยายตัวที่สูงนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง (Change in Inventories)  ที่มีการสะสมสินค้าคงคลัง  6.2  หมื่นล้านบาทในไตรมาสเทียบกับการใช้สินค้าคงคลัง 6.5 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ของปีก่อนหน้า ในทางเศรษฐศาสตร์สามารถมองเหตุการณ์นี้ได้ 2 แบบ คือ ในเชิงบวกที่มีการผลิตสินค้าเข้าคลังเพื่อเตรียมจำหน่ายในไตรมาสถัดไป หรือในเชิงลบที่มีการผลิตสินค้าออกมาแต่จำหน่ายไม่หมดจนต้องนำสินค้าเข้าคลัง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาควบคู่กับการใช้จ่ายภาคเอกชนและการใช้กำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจ   อย่างไรก็ดี  เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังในไตรมาสที่ 1 นี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยเป็นการสะสมสินค้าปิโตรเลียมเป็นหลักเนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในช่วงปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น 29.6% ในไตรมาสเดียวกัน

            การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสินค้าคงคลังทำให้เกิดผลกระทบทางบัญชีเชิง  Accounting Trick ทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP (Contribution to Growth) ของการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลังสูงถึง 2.9% หรืออีกนัยหนึ่ง หากไม่มีการสะสมสินค้าปิโตรเลียมและสินค้าคงคลังอื่น เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 นี้จะมีอัตราการขยายตัวเพียง 1.9% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจรายสาขาอื่นที่ยังบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบ Contribution to Growth ของ GDP ไตรมาสที่ 3 และที่ 4 ปี 2560 และไตรมาสที่ 1 ปี 2561

 

Q3

Q4

Q1

Consumption

Private

Government

 

2.1

1.8

0.3

1.7

1.7

0.0

2.0

1.7

0.3

Investment

Gross Fixed Capital Formation

Change in Inventories

2.2

0.3

 

1.9

2.4

0.1

 

2.3

3.7

0.8

 

2.9

Net Exports

Exports

Imports

1.1

5.5

4.4

0.5

5.5

5.0

-1.1

4.5

5.6

GDP

4.3

4.0

4.8

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

            ตัวเลขชุดแรกที่ยังไม่แสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคือตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) ที่มีอัตราการขยายตัวชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 นี้มีอัตราการขยายตัวลดลงเหลือ 4.1% จากอัตราการขยายตัว 5.0% และ 4.4% ของไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ปีก่อนหน้า หากแยกพิจารณาหมวดการผลิตที่สะท้อนความต้องการบริโภคภายในประเทศจะยิ่งน่าเป็นห่วง ด้วยอัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียง 2.3% ภาคอุตสาหกรรมที่มีอัตราการขยายตัวสูงในระดับเลข 2 หลักจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก อาทิเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องยนต์ ฮาร์ดดิสก์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

            ตัวเลขชุดที่สองยังไม่ส่งสัญญาฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคือดัชนีการบริโภคเอกชน (Private Consumption Indicators) ที่มีอัตราการขยายตัวรวมเพียง 2.8% และอัตราการขยายตัวของดัชนีการบริโภคจะอยู่ในหมวดสินค้าคงทนที่ขยายตัว 6.5% ในขณะที่หมวด Non-Durable ที่จำเป็นต่อการบริโภคพื้นฐาน มีอัตราการขยายตัวเพียง 0.5% ภาคการเงินก็ยังอ่อนแอเช่นกัน โดยมีการขยายตัวของสินเชื่อเฉลี่ยเ 4.4%     ภาคเศรษฐกิจเดียวที่มีอัตราการขยายตัวที่สูงคือภาคการส่งออก ที่มีอัตราการขยายตัวสูงในหมวดสินค้าที่มีต่างชาติเป็นผู้ลงทุน กล่าวคือ สินค้าอิเลคโทรนิคส์ (13.6%) และยานยนต์ (15.8%) อีกหมวดสินค้าหนึ่งที่มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงคือหมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 26.2% ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่กำลังการผลิตภายในประเทศเหลือ อย่างไรก็ดีการขยายตัวของการส่งออกมิได้ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามกับทำให้ Contribution to Growth ของ Net Exports เป็นลบที่อัตรา -1.1% เนื่องด้วยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูง เป็นสินค้าที่มี Import Contents สูงเช่นกัน โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

            ตัวเลขเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสที่ 2 มีตัวเลขจริงแล้วสำหรับเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ทั้งสองเดือนเศรษฐกิจไทยเคลื่อนไหวไม่ต่างกับไตรมาสแรก จึงคาดว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ในภาพรวมจะอยู่ในระดับสูงเช่นกัน จาก 1) มีการนำเข้าสินค้าปิโตรเลียมในอัตราที่สูงเนื่องจากราคาพลังงานโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสนี้ โดยใน 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 มีการนำเข้าปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นถึง 47.3% คาดได้ว่าจะมีการสะสมสินค้าคงคลังของสินค้าประเภทนี้เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน และ 2) หมวดสินค้าที่เคยส่งออกได้ดียังมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงไม่ต่ำกว่าไตรมาสที่ 1

            คาดว่าตัวเลข GDP ของไตรมาสที่ 3 และการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับไตรมาสที่ 1 และ ไตรมาสที่ 2 อย่างไรก็ดี ต้องจับตาดูความสามารถในการส่งออกของไตรมาสนี้ที่อาจชะลอตัวจากผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาและการเริ่มชะลอตัวของการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบโลก กอรปกับการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เริ่มชะลอตัวจากฐานะการคลังที่อ่อนแอ

            จากการสังเกตการพัฒนาของเศรษฐกิจไทยในหลายไตรมาสที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าตัวเลขการขยายตัวของ GDP ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยเป็นการขยายตัวในอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้บริโภคภายในประเทศต่ำ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคส์ คาดว่าการเพิ่มการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นการใช้กำลังการผลิตให้เกิด Economies of Scale เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 96.6% ในเดือนพฤษภาคม แต่เมื่อความต้องการบริโภคภายในประเทศไม่สอดคล้องกับระดับการผลิตดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงนำผลผลิตส่วนเกินส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ สิ่งที่น่าสังเกตมี 2 ประเด็นคือ แม้อุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีการใช้กำลังการผลิตเกิน 85% แต่จะไม่เห็นการลงทุนขยายกำลังการผลิต และสินค้าในหมวดเหล่านี้มีผู้ประกอบการที่มีตลาดชัดเจนในต่างประเทศ สามารถดำเนินการระบายสินค้าออกไปยังตลาดต่างประเทศได้โดยง่าย การเคลื่อนไหวเช่นนี้คงเป็นไปอีกหลายไตรมาส จนกระทั่ง ผู้ประกอบการมีกำลังการผลิตในประเทศอื่นที่ cost effective กว่าการผลิตสินค้าในประเทศไทย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทความพิเศษ

Thailand 4.0 : หนึ่งเดียวในโลก

25 กรกฎาคม 2561

 

โมเดลการพัฒนา 4.0 เป็นการวางเป้าหมายทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยก้าวพ้นระดับการพัฒนาของประเทศโลกที่ 2 ไปสู่ประเทศโลกที่ 1 โดยเครื่องชี้วัดที่สำคัญคือ Per Capita Income ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 6,125.7 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017  ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่ 12,000 ดอลลาร์ของประเทศโลกที่ 1 พอควร เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เศรษฐกิจไทยจำเป็นที่ต้องมีอัตราการขยายตัวของ GDP ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อเนื่อง 20 ปี     ซึ่งรัฐบาลมีความเห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน     ที่เรียกว่าเศรษฐกิจแบบ 3.0 ไม่สามารถจะบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 4.0 ที่สามารถให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงพอ

บทความนี้จะวิเคราะห์ความหมายของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 4.0 ความพร้อมของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจแบบ 4.0 และความเป็นไปได้ของประเทศไทยที่จะบรรลุโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 4.0

คำนิยามของเศรษฐกิจ 4.0

ไม่มีทฤษฎีและรูปแบบมาตรฐานของเศรษฐกิจ 4.0 ในระดับสากล หากมี คงมีบทความทางวิชาการ ตำราเรียน และหลักสูตรการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ 4.0 นอกจากนี้คงจะได้ยินนโยบาย Germany 4.0, Mexico 4.0, South Korea 4.0, หรือ Singapore 4.0 ที่มีขั้นตอนและกระบวนการการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบ 4.0 อย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่ปรากฏ มีแต่ Thailand 4.0 ดังนั้นคำนิยามของเศรษฐกิจ 4.0 จึงเป็นการตีความของนักวิชาการและผู้เชียวชาญแต่ละท่าน อย่างไรก็ดี การตีความจะพ้องกันว่าเศรษฐกิจ 4.0 คือเศรษฐกิจที่ระบบการผลิตใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยการผลิตหลัก (Innovation Driven Economy) ซึ่งที่จริงแล้วก็มิใช่อะไรที่ใหม่ แนวความคิดเช่นนี้เป็นแนวความคิดดั้งเดิมตั้งแต่มนุษย์ชาติรวมตัวเป็นสังคม มีการทำศึกกับประเทศอื่นเพื่อชิงความมั่งคั่ง ทั้งจากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ มีการค้นคิดนวัตกรรมเพื่อให้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำลง มีการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เพื่อสร้างรายได้ ฯลฯ อาจเรียกได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และระบบตลาด เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมนุษย์ชาติ มิใช่ปรากฎการณ์ของทศวรรษนี้

ต้นกำเนิดของคำนิยาม เศรษฐกิจ 4.0 มาจาก อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)  ที่เป็นแนวความคิดที่พัฒนาในประเทศเยอรมันนี  ซึ่งการพัฒนาของอุตสาหกรรมแต่ละขั้นเป็นไปตามแผนภูมิข้างล่าง โดยเริ่มมาจากเทคโนโลยีการผลิตพื้นฐานคือ Steam Engine และเครื่องทอผ้าที่ชื่อ Spinning Jenny อุตสาหกรรมเด่นของยุคอุตสาหกรรมที่ 1 คืออุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมรถไฟ และอุตสาหกรรมเรือกลไฟ หลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ 2 ที่เป็นยุคของอุตสาหกรรมหนักที่มีฐานมาจากทรัพยากรเหล็กและการใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเด่นของยุคนั้นคืออุตสาหกรรมรถยนต์ ในยุคอุตสาหกรรมที่ 3 ฐานการผลิตแทบจะมิได้เปลี่ยนแปลง ประเภทของสินค้าและบริการไม่แตกต่างจากยุคที่ 2 มาก ที่แตกต่างคือกระบวนการผลิตที่ปรับเปลี่ยนปัจจัยการผลิตจากแรงงานไปสู่คอมพิวเตอร์และระบบจักรกลอัตโนมัติ เหตุผลคือต้นทุนทางด้านแรงงานมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านสวัสดิการ แต่มีปริมาณของแรงงานลดลง การก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ 4 เป็นการก้าวเพิ่มจากระบบ automation ที่มนุษย์เป็นคนสั่งเครื่องจักรกล เป็นเครื่องจักรกลสั่งเครื่องจักรกลด้วยกันเองผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เนตและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ตัวอย่างที่สำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ Self-driving Technologies ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบโลจิสติคของอนาคตอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนรูปแบบของกระบวนการผลิตและการตลาดใหม่ทั้งหมด

แนวคิดของอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้เกิดความแพร่หลายของคำว่า 4.0 เช่น Enterprise 4.0 และ Economy 4.0 ซึ่งหมายถึงยุคใหม่ที่จะต้องคิดใหม่ทำใหม่ ทิ้งแนวความคิดเดิม เช่น จากการพัฒนาธุรกิจแบบ Asset Base ไปสู่การพัฒนาแบบ Profit Base ที่เรียกว่า Less is More , จากการพัฒนาแบบ Centralized เป็นแบบ De-Centralized, และการพัฒนาธุรกิจแบบ Competition ไปสู่แบบ Collaboration

4.0 แบบไทยๆ

เนื่องจากไม่มีทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ 4.0 อย่างชัดเจน จึงต้องสร้างที่มาที่ไปของทฤษฎีนี้ โดยได้มีการจัดกระบวนการวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจเป็น 4 ขั้นตอน คือ

  • เศรษฐกิจ 1.0 เป็นเศรษฐกิจการเกษตรที่ใช้ทรัพยากรที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

  • เศรษฐกิจ 2.0 เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเบาที่ใช้แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

  • เศรษฐกิจ 3.0 เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนักที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

  • เศรษฐกิจ 4.0 เป็นเศรษฐกินวัตกรรมที่ใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

 

ตามแนวคิดของเศรษฐกิจ 4.0 รัฐบาลไทยได้กำหนดเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ประเภทอุตสาหกรรม อีกทั้งวิสาหกิจที่จะเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมนั้นๆ ตามแผนภูมิข้างบน จะสังเกตได้ว่าระบุแต่เพียงประเภทอุตสาหกรรม/ผู้ประกอบการที่ต้องการ แต่มิได้ระบุถึงที่มาของเทคโนโลยี ระดับการลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ และผู้ใดจะเป็นผู้ประกอบการ ที่สำคัญคือไม่ได้พูดถึง GDP Impacts ของแต่ละอุตสาหกรรม กล่าวคือเป็นนโยบายที่เป็นนามธรรม ขาดความเป็นรูปธรรมเพื่อที่จะได้ประเมินความสำเร็จของแผนงานได้ ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้อุตสาหกรรม 4.0 ข้างต้นมีสัดส่วน 20% ใน GDP และมีอัตราการเติบโตปีละ 10% เพื่อผลักดันให้ GDP ในภาพรวมขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมาย สามารถคำนวณจากตัวเลข Nominal GDP ของไทยในปัจจุบันว่าในปีที่ 5 จากนี้ไป ประเทศไทยจะต้องมีผู้ประกอบการ 4.0 จำนวน 10,000 ราย รายหนึ่งมีกำไรปีละ 370 ล้านบาท (จากผลกำไรประมาณ 20% คำนวณคืนได้ว่ารายได้ของแต่ละธุรกิจน่าจะประมาณ 1.8  - 2.0 พันล้านบาทต่อผู้ประกอบการต่อปี)

คำถามคือทำเช่นไรจึงจะมีผู้ประกอบการในธุรกิจใหม่จำนวน 10,000 ราย และแต่ละรายมีขนาดธุรกิจปีละ 2,000 ล้านบาทต่อภายในระยะเวลาสั้นๆ 5 ปี ซึ่งขนาดของเศรษฐกิจไทยไม่สามารถสร้างธุรกิจขนาด 2 พันล้านได้จำนวนมากและรวดเร็วเช่นนี้

นอกจากประเทศไทยจะไม่สามารถผลักดันประเทศให้เป็นเศรษฐกิจ 4.0 ได้ จากตัวเลขที่เป็นไปได้ยากข้างบน ประเทศอื่นในโลกก็ไม่สามารถทำได้ เป็นเหตุให้ไม่มีประเทศอื่นกำหนดนโยบายเศรษฐกิจแบบ 4.0 ทุกประเทศล้วนพัฒนาเทคโลยีตามรูปแบบของ Indurstry 4.0 บนฐานของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีการสร้างอุตสาหกรรมใหม่แบบเฉพาะเจาะจง อาทิเช่น Self-driving techologies ที่เป็นเทคโนโลยีของ 4.0 จะอยู่บนฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้จะมีองค์กรอื่นที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้เช่น Google ท้ายสุดต้องนำไปจำหน่ายให้บริษัทผลิตรถยนต์เพื่อติดตั้งในรถยนต์ที่คนผลิต หรือ On-line Distribution เช่น Amazon, Alibaba และอื่นๆ จำเป็นต้องอาศัยระบบการผลิตปัจจุบันที่ผลิตสินค้าและบริการราคาถูกมาจำหน่าย on-line ที่สำคัญคือยอดจำหน่ายสินค้า on-line ไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคในภาพรวม ด้วยการบริโภคเป็นผลจากปัจจัยของรายได้และราคา (Income and Price Effects) ตามทฤษฎีการบริโภค

 

Missing Links ไปสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.0 สำหรับประเทศไทย

ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย Thailand 4.0 ประเทศไทยขาดปัจจัยพื้นฐานหลัก 2 ประการ คือ

ประการแรก ขาดผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้นทางในระบบ 3.0 เหตุผลคืออุตสาหกรรมแกนกลาง (Core Industry) เกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนจากต่างชาติ เทคโนโลยีการผลิตเป็นของต่างชาติ ไม่มี Technology transfer ใดๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมรถยนต์ที่ไม่มีบริษัทไทยเป็นเจ้าของแม้แต่รายเดียว แม้จะมีการพัฒนามาเกือบ 60 ปี จนทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก ทำให้การคาดหวังว่าคนไทยจะสามารถพัฒนาเทคโนโยลีไปสู่ระดับที่สูงกว่าสำหรับ 4.0 เช่น Self-driving Technologies, Electric car batteries, และ Fuel-cell vehicles เป็นสิ่งที่เป็นได้ยากยิ่ง

ประการที่ 2 ขาดฐานการผลิตขนาดใหญ่และขาดความสามารถในการทำการตลาดในระดับสากล ทำให้ไม่เกิด cost-effectiveness ในการพัฒนาเทคโนโลยี 4.0 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีมีต้นทุนสูงมาก เช่น การพัฒนาตัวยาหนึ่งตัวอาจต้องมีการลงทุนหลายพันล้านบาท  แต่พัฒนาแล้วไม่สามารถนำไปจำหน่ายในระดับสากลเพราะยังต้องไปผ่านการพิจารณาขององค์กรอาหารและยาของแต่ละประเทศ ทำให้การพัฒนาตัวยาไม่คุ้มทุน จะง่ายกว่าหากขายสิทธิบัตรยาดังกล่าวให้บริษัทยาระดับโลกนำไปพัฒนาต่อยอดและจัดจำหน่ายในระดับสากล หรือการพัฒนา Robotech หากพัฒนาได้แล้วจะนำไปจำหน่ายให้อุตสาหกรรมใดในประเทศ อุตสาหกรรมสัญชาติไทยล้วนมีขนาดเล็ก มีความต้องการหุ่นยนต์อุตสาหกรรมไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมข้ามชาติมักจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เอง ไม่มึความจำเป็นที่จะต้องรอเทคโนโลยีจากประเทศไทย

 

นโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม

ด้วยฐานทรัพยากรที่มีจำกัด ขนาดของตลาดที่มีจำกัด และฐานการผลิตที่มีจำกัด การวางเป้าหมายให้อุตสาหกรรม 4.0 เป็นแกนของการพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แม้รัฐบาลจะกำหนดเป้าหมายได้ เช่น กำหนดให้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม 4.0 ถึง 10,000 รายในระยะเวลา 5 ปี แม้อาจจะประสบความสำเร็จในแง่ปริมาณ แต่จะทำให้แต่ละรายมีรายได้ปี 2 พันล้านบาทเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่อัตราการเติบโต 5 % เกิดขีดความสามารถของขนาดเศรษฐกิจไทย ธุรกิจเหล่านั้นจะต้องเป็นธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งจะทำให้การพัฒนามีความซับซ้อนเพิ่มขี้นอีกมาก

หลักการคือต้องลดเป้าหมายทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับทรัพยากร ขนาดของตลาด และฐานการผลิตที่มีอยู่ ประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยคือ 1) Aging Population และ Shrinking Population ที่ทำให้ภาวะการขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาวรุนแรงขึ้น 2) ฐานการบริโภคที่หดตัวภายในประเทศ   และ     3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในระดับสากล อีกทั้งให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตในระบบ 3.0 และยังให้เกิด Technolohy Transfer และสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการไทยรายใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจไทยข้ามชาติ เพื่อเป็นฐานของการพัฒนาในอนาคต

 

หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มีประโยชน์มากครับ...

การที่ไทยพึ่งพิงอุตสาหกรรม รถยนต์-ชิ้นส่วนรถยนต์
อาจจะต้อง "แข่งกันรอบใหม่" กับ รถไฟฟ้า

ซุึ่ง
มีชิ้นส่วนน้อย
ไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาบ่อย

กราบเรียน-เรียนเสนอ รัฐบาล
เพิ่ม
การผลิต สาขาที่จบมาแล้วมีงานทำ
ไม่ก่อหนี้สูญให้ กยศ.

เช่น
นักบิน นักวิทยุการบิน ช่างการบิน
หมอฟัน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล หมอ
หมอนวดแผนไทย (ที่มีประกาศนียบัตร)

กราบเรียน-เรียนมาด้วยความเคารพครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]