www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม 2562
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 172 , 07:44:51 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 61/2562

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2562

15 พฤษภาคม 2562

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

การวิเคราะห์แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน ด้วยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเดียว คือขาลง โดยตัวชี้วัดหลักทั้งหลายล้วนแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวเพิ่มขึ้นของภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆ ข้อยกเว้นจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจบางหมวดที่ขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริง    อาทิเช่น    การสะสมสินค้าคงคลังจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของสินเชื่อและปริมาณเงินภายในประเทศที่ต้องใช้จ่ายในการจัดซื้อสินค้าเข้าคลัง หรืออัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า Full Employment ตามมาตรฐานสากลที่ระดับ 2 เปอร์เซนต์ โดยอัตราการว่างงานของไทยอยู่ที่เพียง 1 เปอร์เซนต์ และหากเชื่อในตัวเลขอัตราการว่างงานของทางการ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยมิได้ชะลอตัว หากแต่อยู่ในภาวะ Overheat ซึ่งตรงข้ามกับสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง

ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเป็นขาลงอย่างต่อเนื่องมีด้วยกัน 3 ปัจจัยคือ (1) การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคลดลง,  (2) การส่งออกที่ชะลอตัว  และ  (3) การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ปริมาณหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้น 4.8 เท่าตัว คือจากยอดสินเชื่อคงค้าง 2.6 ล้านล้านบาทในปี 2546 เป็น 12.6 ล้านล้านบาทในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยปีละ 32.3 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของ GDP มาก หมายความว่าเม็ดเงินที่ใช้ในการบริโภคสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจมิได้มาจากรายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้น หากแต่มากจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด โดยหลักการนี้ เมื่อใดที่การกู้ยืมชะลอตัว การขยายตัวของการบริโภคย่อมจะชะลอตัวลงเช่นกัน การกู้ยืมภาคประชาชนนี้ถึงจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 ที่สัดส่วนของหนี้สินภาคครัวเรือนต่อ GDP (หนี้สินของประชาชนต่อรายได้รายปี) อยู่ที่ 80.2 เปอร์เซนต์ หากรวมหนี้สินนอกระบบด้วย     ตัวเลขนี้อาจสูงเกิน 100 เปอร์เซนต์     ทำให้สถาบันการเงินเริ่มระมัดระวังในการให้สินเชื่อ จากความสามารถในการกู้ยืมที่ลดลง ทำให้อัตราส่วนนี้ก็ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 77.8 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว(ตัวเลขล่าสุด) การลดลงของอัตราส่วนนี้สอดคล้องกับตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เคยขยายตัว 6.0 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว ขยายตัวเพียง 4.0 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ และแนวโน้มของการชะลอตัวของสินเชื่อนี้คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง ซึ่งย่อมจะฉุดให้การบริโภคสินค้าชะลอตัวเพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการบริโภคสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้สูงถึง 10.6 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว ขยายตัวลดลงเหลือ 5.2 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้

อีก 2 ปัจจัยที่เหลือถูกมองว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่จะวิเคราะห์ต่อไปว่าปัจจัยภายในของประเทศไทยเองก็มีผลไม่น้อย หรืออาจเป็นเหตุหลักด้วยซ้ำไป ปัจจัยทั้งสองนั่นคือประเด็นของการชะลอตัวของการส่งออกสินค้า และการชะลอตัวของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การชะลอตัวของการส่งออกสินค้า(เชิงมูลค่า, ดอลลาร์สหรัฐ) ชัดเจนมากในตารางที่ 1 โดยที่การส่งออกสินค้าลดลงที่เคยขยายตัวสูงถึง 12.2 เปอร์เซนต์ในครึ่งแรกของปี 2561 กลายเป็นหดตัว 3.6 เปอร์เซนต์ในไตรมาสแรกของปีนี้ และเมื่อดูหมวดสินค้าย่อยของการส่งออกก็พบว่าแนวโน้มเป็นเช่นเดียวกันในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดสินค้าหลัก 4 หมวดที่ปรากฎในตาราง หมวดสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ   โดยรวมกันมีสัดส่วนในมูลค่าการส่งออกถึง 55.4 เปอร์เซนต์   จึงเป็นตัวแทนที่ดีที่จะแสดงให้เห็นภาพของอุตสาหกรรมการส่งออกของประเทศ ด้วยแนวโน้มของการส่งออกที่ชัดเจนเช่นนี้  สามารถคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าการส่งออกทั้งปีของปี  2562  จะมีอัตราการขยายตัวติดลบ การวางเป้าหมายการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 3-5 เปอร์เซนต์ เป็นการคาดหวังที่ขาดหลักการ

ตารางที่ 1: อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้า(ดอลลาร์สหรัฐ)     

                                                                                                                                                         เปอร์เซนต์

 

2561 H 1

2561 Q3

2561Q4

2562 Q1

TOTAL EXPORTS

12.2

2.8

2.3

-3.6

-        Automotive

15.3

6.2

-2.9

-3.8

-        Electronics

12.4

3.6

-6.2

-11.3

-        Agro-manufacturing

8.5

5.8

2.7

2.1

-        Petroleum Related

26.5

19.7

16.4

-7.2

 ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ได้คือรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2561 ประเทศมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.2 เปอร์เซนต์ของ GDP เฉลี่ยแล้วมีการใช้จ่ายประมาณ 52,500 บาทต่อราย และได้ตั้งเป้าว่าในปี 2562 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.5 เปอร์เซนต์ และจะมีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซนต์ หมายความว่าค่าใช้จ่ายต่อรายเพิ่มขึ้น 2.5 เปอร์เซนต์หรือราว1,300 บาท เป้าหมายนี้ไม่สอดคล้องกับตัวเลขจริงที่เกิดขึ้น (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2: อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว

                                                                                                                เปอร์เซนต์

 

2561 H 1

2561 Q3

2561Q4

2562 Q1

จำนวนนักท่องเที่ยว

12.2

3.1

1.9

1.5

การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

7.1

-10.1

-5.5

1.2

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ตารางดังกล่าวนอกจากจะแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าเป้าหมายมาก ยังแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย  หมายความว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวลดลง   สาเหตุอาจมี 3 ประการ คือ หนึ่ง มีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่มีงบประมาณการท่องเที่ยวต่ำกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น สอง เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้นักท่องเที่ยวลดการใช้จ่าย และ สาม อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 10 เปอร์เซนต์ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ทำให้แม้นักท่องเที่ยวได้จัดงบประมาณการท่องเที่ยวเท่าเดิม แต่รายจ่ายในรูปเงินบาทลดลงตามค่าเงินที่แข็งค่า

เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2562

ดังที่กล่าวมาแล้ว การเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยเป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขเศรษฐกิจในหมวดหลักของไตรมาสที่ 1 ล้วนบ่งชี้ถึงการชะลอตัวเพิ่มขึ้น โดยที่

o  ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวลดลงจากอัตราเฉลี่ย 4.7 เปอร์เซนต์ของทั้งปี 2561 เป็น 3.5 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 1 และมีอัตราการขยายตัวลดลงเหลือ 2.6 เปอร์เซนต์ในเดือนมีนาคม โดยมีอัตราการขยายตัวของสินค้าประเภทไม่คงทน (Non-Durable Goods) ติดลบ 0.8 เปอร์เซนต์ในเดือนดังกล่าว

o  ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 1.3 เปอร์เซนต์ในไตรมาสนี้ เทียบกับที่ขยายตัวบวก 3.5 เปอร์เซนต์ในปี 2561

o  ดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวติดลบ 1.1 เปอร์เซนต์ในไตรมาสที่ 1 และขยายตัวติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เปอร์เซนต์ในเดือนมีนาคม

o  มูลค่าการส่งออกลดลง โดยขยายตัวติดลบ 3.6 เปอร์เซนต์ในไตรมาสนี้ เทียบกับการขยายตัวบวก 7.2 เปอร์เซนต์ของทั้งปี 2561

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองหลังเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม การชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ความไม่แน่นอนของ Brexit และการแข็งค่าของค่าเงินบาท ไม่มีปัจจัยบวกใดที่จะเกื้อหนุนในเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 กระเตื้องขึ้นจากไตรมาสแรกที่ Leading Indicators ทุกตัวชะลอตัว กลับมีแนวว่าจะย่ำแย่กว่าไตรมาสแรก โดยเฉพาะจากปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน

หากไม่พิจารณาตัวเลข GDP ของทางการ น่าจะเป็นที่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) อย่างเป็นทางการ ด้วยมีอัตราการขยายตัวติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน

แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2562

หากจะพูดว่าเศรษฐกิจไทยขาดความแน่นอน จะเป็นการพูดแบบให้กำลังใจ เพราะเศรษฐกิจไทยแน่นอนว่าจะเป็นเป็นขาลงต่อไป ด้วยขาดปัจจัยบวกสนับสนุน อีกทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินของประเทศถึงทางตันแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ด้วยเพียงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลแล้ว 4.77 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเพดานการขาดดุลของงบประมาณที่กำหนดไว้ว่าสามารถขาดดุลได้ไม่เกิน 4.5 แสนล้านบาทของปีงบประมาณทั้งปี ทำให้ในครึ่งหลังของปีงบประมาณ หากไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินปี 2562 รัฐบาลจะต้องทำการใช้จ่ายแบบเกินดุลได้เท่านั้น ทำให้นโยบายการคลังนอกจากจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังจะเป็นตัวชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอีกโสตหนึ่ง ในส่วนของนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำที่ 1.75 เปอร์เซนต์แล้ว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ติดลบได้ ที่สำคัญคือธนาคารแห่งประเทศไทยทราบดีว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ช่วยกระตุ้นให้มีการขยายตัวของสินเชื่อจากปัญหาหนี้สินที่เกินความสามารถในการชำระคืนของผู้บริโภค

จากปัจจัยลบภายในประเทศและปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่วิกฤติ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้จะเกิดจากภาวะการว่างงาน (Massive Unemployment) จากการปลดลดแรงงานขนานใหญ่ของระบบการผลิต และหากเกิดการว่างงานเป็นวงกว้างจริง จะส่งผลให้เกิดวิกฤติของสถาบันการเงินต่อเนื่อง ด้วยแรงงานไม่สามารถชำระหนี้สินที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้ ทำให้ระบบสถาบันการเงินเกิดปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างรุนแรง ณ ปัจจุบันส่วนของผู้ถือหุ้น (Capital Funds) ของระบบธนาคารพาณิชย์มีอยู่ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับ NPLs ของสินเชื่อภาคครัวเรือนได้ไม่เกิน 15 เปอร์เซนต์ แต่หากเกิด Massive Unemployment จริง NPLs สามารถสูงถึง 25-50 เปอร์เซนต์ได้จากประสบการณ์ของหลายประเทศที่เข้าสู่ภาวะ Depression ซึ่งวิกฤติการเงิน Lehman Brothers เป็นหนึ่งในตัวอย่าง

การประมาณการ GDP ของปี 2562

ด้วยปัจจัยลบที่กล่าวมา ไม่มีประสิทธิผลที่จะประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 เพราะการประมาณการย่อมจะแสดงให้เห็นถึงอัตราการขยายตัวของ GDP ที่ติดลบทั้งในไตรมาสที่ 1 และ ที่ 2 ซึ่งจะขัดแย้งกับตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของทางการมาก ซึ่งคาดเดาได้ว่าจะขยายตัวเป็นบวกราว 3.8 เปอร์เซนต์ เมื่อตัวเลขอัตราการขยายตัวของ GDP ไม่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจ จึงขอใช้ตัวเลขการประมาณการ GDP ที่ได้ทำไว้ในครั้งก่อน ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขบางหมวดได้ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงแล้ว เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ตัวเลขจริงจะมีอัตราการขยายตัวติดลบ ไม่เป็นบวก 3.8 เปอร์เซนต์ดังปรากฎในตาราง

ตารางที่ 3: ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายปี ปี 2561 และปี 2562

เปอร์เซนต์

 

2561

Prev. Est. and (Act.)

2562

Proj.

Consumption

Private

Government

 

4.5 (4.6)

1.5 (1.8)

 

3.2

1.4

Investment

Gross Fixed Capital Formation

Change in Inventories

 

3.7 (3.8)

372.8 (344.9)

 

3.1

-3.2

Net Exports

Exports

Imports

 

4.0 (4.2)

9.1 (8.9)

 

3.8

6.2

GDP

3.7 (4.1)

1.2

 

ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

หากมองว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจที่นำเสนอเป็นการวิเคราะห์ในเชิงลบ ด้วยเศรษฐกิจมีทั้งขาขี้นและขาลง ดังนั้นหากประเทศมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน อาทิเช่น การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่ยุค 4.0 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจของไทยจากดำเป็นขาวได้ แต่ก่อนที่จะตั้งสมมุติฐานดังกล่าว ขอให้ตั้งคำถามก่อนว่า “เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงชะลอตัวต่อเนื่องมาหลายปี และมีความผันผวนสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก” เมื่อมีคำตอบแล้ว จึงสามารถตอบคำถามต่อไปว่า “เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่”

คำตอบของคำถามแรกอยู่ในรูปที่ 1

รูปที่ 1: การเคลื่อนไหวของ Labor Productivityของประเทศไทยในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี คศ.2009 -2018

 

 

โดยปกติแล้ว กราฟของ Labor Productivity จะมีแต่ขาขึ้น เพราะการนำเทคโนโลยีและทุนมาใช้จะทำให้ผลผลิตต่อแรงงาน (Labor Productivity) เพิ่มขึ้น และในแต่ละช่วงของการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงระบบการผลิตจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างดีจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิต ซึ่งก็คือ Gross Domestic Product นั่นเอง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากการทอผ้าด้วยมือเป็นทอผ้าด้วยเครื่องจักรกลที่เรียกว่า Spinning Jenny นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงจาก Spinning Jenny เป็น เครื่องจักรทอผ้าขนาดใหญ่ นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมอีกรอบ แต่ประเทศไทยเดินสวนทางกับโลกที่พัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ Labor Productivity ของไทย ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 อยู่ที่ดัชนี 121.98 ลดลง 20.6 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนไม่ขอตอบ ทุกคนในประเทศไทยทราบดี

แต่ที่ทุกคนในประเทศไทยไม่ทราบคือประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกลดลง 20.6 เปอร์เซนต์ และหากรวมผลกระทบของการแข็งค่าของเงินสกุลบาทไปด้วยแล้ว ขีดความสามารถของประเทศไทยลดลง 37.5 เปอร์เซนต์ (กรณีคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแบบ NEER) และลดลง 29.2 เปอร์เซนต์ (กรณีคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแบบ REER) ดังนั้นเมื่อความต้องการสินค้าโลกลดลง ผลผลิตจากประเทศไทยคงจะเป็นประเทศแรกที่ตลาดโลกไม่ต้องการ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่ง 30-40 เปอร์เซนต์ ความเสี่ยงของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นคือผู้ผลิตไม่สามารถแข่งขันและอาจมีผลให้ต้องปิดกิจการหรือปลดลดคนงานดังที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้า

ตารางที่ 1 ยืนยันการวิเคราะห์นี้

เมื่อตอบคำถามแรกแล้ว คำถามถัดมาก็สามารถตอบได้ไม่ยาก ด้วยหากแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจาก Recession เป็น Depression เนื่องจากมีการผลิตที่ลดลงและภาวะการว่างงานขนานใหญ่ที่กระทบการบริโภคภายในประเทศ การวางแผนที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 จะไม่มีทางเป็นไปได้เพราะประเทศจะไม่มีเงินทุนและผู้ประกอบการพอที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

 

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]