www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2562
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 389 , 13:19:36 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2562

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

25 กรกฎาคม 2562

 

เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2562 ชะลอตัวรุนแรงกว่าที่ได้ประมาณการเดิมที่ได้ทำไว้ในเดือนมกราคม โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่ได้คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกเฉลี่ยทั้งปีที่ 3.8% แต่กลับมีการขยายตัวติดลบ 4.9% ในไตรมาสที่ 1 และมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการขยายตัวเป็นลบใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปี (ตัวเลขการส่งออกเชิงมูลค่าสำหรับไตรมาสที่ 2 ขยายตัวติดลบ 4.3%)  ส่งผลให้ Adjusted GDP ของไตรมาสที่ 1 ที่ไม่รวมการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังขยายตัวเพียง 0.3% ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการขยายตัวของ GDP เฉลี่ยทั้งปีที่ 1.2% (ตารางที่ 1) อย่างไรก็ดี เมื่อรวมการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังตามการคำนวณ GDP ของสภาพัฒน์ฯ แล้ว  อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไตรมาสที่ 1 ของทางการอยู่ที่ 2.8%

ตารางที่ 1: ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายปี ปี 2561 และปี 2562

                                (ประมาณการเมื่อ มกราคม 2562)

เปอร์เซนต์

 

2561

2562

Consumption

Private

Government

 

4.5

1.5

 

3.2

1.4

Investment

Gross Fixed Capital Formation

Change in Inventories

 

3.7

372.8

 

3.1

-3.2

Net Exports

Exports

Imports

 

4.0

9.1

 

3.8

6.2

GDP

3.7

1.2

 

โอกาสที่เศรษฐกิจไทย (ในรูปแบบของ Adjusted GDP) จะมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกในครึ่งหลังของปี 2562 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ลำบาก     เนื่องจากเศรษฐกิจไทยถูกแรงกดดันทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาด้านการเมืองและปัญหาจากภัยธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะเห็นเศรษฐกิจใดในโลกประสบปัญหาทั้ง 4 ด้านพร้อมกัน แม้แต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ต้นเหตุของปัญหาจำกัดอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่อยู่ในภาวะฟองสบู่และมีการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศสูงเกินความสามารถ หรือวิกฤติการเงิน Lehman Brothers ก็กระทบประเทศไทยผ่านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพียงปัจจัยเดียว ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในวิกฤติที่ผ่านมาสามารถกระทำได้อย่างเป็นระบบและใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ปัญหาทั้ง 4 ด้านมีประเด็นดังนี้

1.         เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงขึ้นในครึ่งหลังของปี แม้ว่าธนาคารกลางของหลายประเทศ รวมทั้ง Federal Reserve Board อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบ แต่เชื่อว่าแทบจะไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Liquidity Trap ยังผลให้นโยบายการเงินไร้ประสิทธิภาพดังที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นผลจาก

a.         Over Investment และ Over Consumption ในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารและรัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการรุนแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อมิให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2551 โดยเฉพาะในประเทศ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ แคนาดา และเกาหลีใต้ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จึงขยายตัวในอัตราที่ดีในช่วงหลังวิกฤติ แต่ก็เข้าสู่ภาวะชะลอตัวตามธรรมชาติหลังจากปี 2558 ซึ่งอัตราการชะลอตัวขึ้นอยู่กับสภาพฟองสบู่ของแต่ละประเทศ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจเหล่านี้จึงนำไปสู่ Global Slowdown ที่ยังไม่เสร็จสิ้น

b.        สงครามการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งจะไม่มีเพียงคู่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ขณะนี้เริ่มมีสงครามการค้าระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การบริโภคและการลงทุนเริ่มลดลง แต่ละประเทศจึงพยายามให้การบริโภคอยู่ภายในประเทศให้มากที่สุดเพื่อรักษาฐานการผลิตและระดับการจ้างงาน คาดได้ว่าการกีดกันทางการค้า ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อระบบการค้าโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

2.         เศรษฐกิจไทยมีปัญหาโครงสร้างทับถมยาวนาน ปัญหาดังกล่าวประกอบด้วย 4 ปัญหาย่อยคือ

a.         หนี้สินภาคครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าในปี 2562 จะอยู่ที่ระดับ 80% ของ GDP[1] ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีหนี้ภาคครัวเรือน/GDP สูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก แต่หากรวมหนี้สินภาคครัวเรือนนอกระบบแล้ว หนี้ภาคครัวเรือนรวม/GDP ไทยน่าจะอยู่ที่อัตราส่วน 100% หรือสูงกว่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือน/GDP เป็นอันดับที่ 6 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเซีย[2][3] ในกรณีของประเทศไทย หนี้ภาคครัวเรือน/GDP มีอัตราส่วนสูงสุดในปี 2558 ที่อัตรา 81.2% หลังจากนั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ ด้วยความสามารถในการกู้ยืมถึงขีดจำกัดและถูกกดดันให้มีการชำระหนี้คงค้าง การบริโภคหลังปี 2558 จึงลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดได้ว่าจะชะลอตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2562 ด้วยสถาบันการเงินมีความกังวลถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ถดถอยตามภาวะเศรษฐกิจ จากเหตุที่ปริมาณหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันและหนี้ที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้รวมกันอยู่ในมีสัดส่วนที่สูงถึง 15%[4] ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมด

b.        การสูญเสียประสิทธิภาพการผลิต จากรายงานที่แล้วไว้วิเคราะห์ให้เห็นว่าใน 5 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการเสีย Labor Productivity ไปประมาณ 20 % สาเหตุหลักเกิดจากการขาดการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับโครงสร้างการผลิตตามการแข่งขันในตลาดโลก โดยการลงทุนในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 2.14 %[5] ทำให้ผลผลิตจากประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในภาวะเศรษฐโลกชะลอตัว

c.         การเปลี่ยนโครงสร้างของการค้าปลีก-ส่ง ไปสู่ระบบ e-commerce ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจะทำให้ธุรกิจค้าปลีก-ส่งถูกทดแทนดังที่ประสบอยู่กับศูนย์กลางการค้าปลีก-ส่งสำคัญ เช่น สำเพ็ง ประตูน้ำ และโบ้เบ๊ แต่ที่นักเศรษฐศาสตร์มิได้ตระหนักคือธุรกิจค้าปลีก-ส่งมีมูลค่าถึง 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.6 % ของ GDP  และมีการจ้างงานในภาคธุรกิจนี้ 6.5 ล้านคน การหดตัวของธุรกิจนี้เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและจะทวีความรุนแรงขึ้น    คำนวณว่าการลดลง 25 % ของธุรกิจนี้จะทำให้ GDP ลดลง 4.1 % และก่อให้เกิดการว่างงานกว่า 1 ล้านตำแหน่ง

d.        การแข็งค่าของเงินสกุลบาทที่ในรูปของ Nominal Effective Exchange Rate (NEER) มีการแข็งค่าขึ้น 11.9 % เทียบกับเงินสกุลของคู่ค้า (ตัวเลขสิ้นเดือนมิถุนายน) ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกสินค้าแล้ว ยังมีผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ปีละประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐด้วย

3.         การเมืองขาดทิศทางที่ชัดเจนและฐานะการคลังของรัฐมีปัญหา

a.         นโยบาย 12 ด้านของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา มิได้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศทั้ง 4 ประเด็นที่กล่าวมา โดยไม่มีการกล่าวถึงนโยบายด้านหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชน นโยบายการเพิ่ม Labor Productivity นโยบายแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะมีการพูดถึงการปรับปรุงภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแนวโน้มการค้าโลกในนโยบายข้อ 5.2.2 แต่งบประมาณที่จัดสรรให้กระทรวงอุตสาหกรรมกลับมีเพียง 5,311 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งต่ำกว่างบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม จึงมิสามารถผลักดันให้มีการพัฒนาระบบการผลิตของอุตสาหกรรมไทยตามเป้าหมายที่ต้องการได้ ที่สำคัญคือนโยบายแต่ละข้อขาดการเชื่อมโยงและไม่มีการกล่าวถึงงบประมาณและแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนานโยบายเหล่านี้

b.        ฐานะการคลังของรัฐเป็นปัญหาแล้วและปัญหาจะรุนแรงขึ้น ทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือในการบริหารและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใน 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลมีการขาดดุล 5.08 แสนล้านบาท ซึ่งเกินเพดานการขาดดุลของทั้งปีงบประมาณที่ 4.5 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลดการใช้จ่ายของปีงบประมาณนี้ และจะเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 คาดได้ว่าปัญหางบประมาณขาดดุลจะรุนแรงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากรายได้ของรัฐจะลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายที่รัฐบาลให้ไว้ในช่วงหาเสียงและโครงการลงทุนผูกพัน เช่น การประกันราคาพืชผลการเกษตร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เริ่มจะใช้เม็ดเงินลงทุน เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง และงบประมาณฉุกเฉิน เช่น การชดเชยรายได้เกษตรกรจากภาวะภัยแล้ง ทำให้เป็นการยากที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย

4.         ปัญหาภัยธรรมชาติจากภาวะภัยแล้ง แม้ยังคาดการณ์ความรุนแรงมิได้ แต่จากระดับน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนต่างๆ ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในฤดูฝน บ่งชี้ว่าปัญหานี้สามารถเข้าสู่ขั้นวิกฤติและมีผลผลิตต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

การประสบปัญหาทั้ง 4 ด้านพร้อมกัน ทำให้มิอาจจะมองภาพเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังเป็นบวกได้ โดยปัจจัยลบในครึ่งหลังของปีมีดังนี้

  • กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างรวดเร็วด้วยรายได้ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาระในการผ่อนชำระหนี้คงเดิม ในขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ต้องปรับลดการใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • การบริโภคสินค้าคงทนลดลงจากการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเห็นได้จากการที่ Durable Index ขยายตัวเหลือเพียง 0.1% ในเดือนพฤษภาคม จากที่ขยายตัวเฉลี่ยถึง 8.0% ในปี 2561 และยอดขายคอนโดมิเนียมในครึ่งแรกของปี 2562 ลดลง 22%
  • ธุรกิจการท่องเที่ยวหดตัวจากทั้งปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศจีนที่มีอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสที่ 2 ต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี และปัญหาของการแข็งค่าของเงินบาท
  • การส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่อง แม้ตัวเลขการส่งออกของเดือนมิถุนายนหดตัวเพียง 2.6% แต่ถ้าไม่รวมการส่งออกทองคำแล้ว การส่งออกในเดือนดังกล่าวหดตัวถึง 8.0% ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางของการส่งออกในครึ่งปีหลัง
  • จะมีการปลดลดการจ้างงานเพิ่มขึ้นจาก 4 ภาคธุรกิจคือ อุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าคงทน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมค้าปลีก-ส่ง
  • รัฐบาลขาดสภาพคล่องในการใช้จ่ายตามงบประมาณและการบริหารประเทศ

Table2: Comparison of Selected Developed Country 10-Year Bond Yields (percent)

United States

1.98

Euro Area

0.87

United Kingdom

0.73

Japan

-0.15

Germany

-0.37

Switzerland

-0.55

Thailand

1.94

 

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงเป็น 1.25% จากอัตรา 1.75 % ในปัจจุบัน โดยเป็นการปรับลดตามธนาคารกลางอื่นและเป็นการลดแรงกดดันของการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ โดยจะเห็นจากตารางที่ 2 ว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา แต่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาอื่นมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญของการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศสู่ประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ย (ในขณะที่ธนาคารกลางอื่นชิงลดอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้าแล้ว) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยตาม มิฉนั้นอาจเห็นการแข็งค่าของเงินสกุลบาทที่ต่ำกว่าอัตรา 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างแน่นอน

แม้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ แต่เป็นการปรับลดตามธนาคารกลางอื่น มิใช่เป็นการลดนำธนาคารกลางอื่น ดังนั้นส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศกับอัตราดอกเบี้ยสากลยังมีช่องว่างที่กว้างส่งผลให้การไหลเข้าของเงินทุนเป็นปกติ หรืออาจจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักของโลกย่อมจะหมายถึงการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจนั้นๆ แต่ระบบไม่ต้องการสภาพคล่อง เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจขาลง สภาพคล่องส่วนเพิ่มจะไหลเข้าสู่ประเทศที่เป็น Safe Haven ซึ่งหนึ่งในประเทศนั้นคือประเทศไทย ด้วยมีสัดส่วนของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ/GDP สูงถึง 43.5% และสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การแข็งค่าเพิ่มขึ้นของเงินบาทจากเหตุผลนี้จะเป็นช่วงสั้น เพราะเมื่อสัญญาณการหดตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้จะกังวลและจะไหลออก สรุปคือเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเศรษฐกิจและการเมืองมีปัญหาชัดเจน เงินบาทจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว

รายงานนี้จะไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจของปี 2562 จากที่ประมาณการไว้เมื่อเดือนมกราคมเนื่องจากตัวเลข GDP ในช่วงภาวะกดดันมีความผันผวนสูง อีกทั้ง 2 ตัวเลขเศรษฐกิจหลักคือการสะสมสินค้าคงคลัง (Change in Inventories) สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางได้ทุกเมื่อ และ Next Exports มีความไม่แน่นอนสูง เพราะแม้ว่าการลดลงของการส่งออกสินค้าและบริการจะชัดเจน แต่การนำเข้าสินค้าก็ปรับลดลงเช่นกันจากกำลังซื้อที่ลดลงของเศรษฐกิจและการลดลงของการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิต ปัจจัยหลังคาดการณ์ได้ยาก ทำให้การประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ขาดความน่าเชื่อถือ แต่ที่ชัดเจนคือแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีจะเป็นดังที่ได้วิเคราะห์ และไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อื่นที่จะทำให้การวิเคราะห์นี้ผิดเพี้ยนไป

 

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด



[1]เป็นการคำนวณปริมาณหนี้ภาคครัวเรือนตามมาตรฐาน Bank of International Settlement ซึ่งไม่นับรวมหนี้นอกสถาบันการเงิน

[2]เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือน/GDP สูงจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น โดยประเทศที่มีอัตราส่วนที่สุด 10 อันดับแรกของโลกเรียงตามลำดับคือ Switzerland, Australia, Denmark, Netherlands, Canada, Norway, South Korea, Sweden, United Kingdom, และ United States

[3]เหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศมีหนี้ภาคครัวเรือนสูงเพราะมีการไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมาก เพื่อพยุงมิให้เงินสกุลของตนแข็งค่าจากเงินทุนไหลเข้า ธนาคารกลางจึงเข้ารับซื้อเงินทุนต่างประเทศเหล่านั้นโดยให้เปลี่ยนเป็นเงินสกุลท้องถิ่น เงินทุนต่างชาติที่กลายสภาพเป็นเงินสกุลท้องถิ่นนี้กระตุ้นให้มีการขยายสินเชื่อเพื่อการบริโภคอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยก็เป็นเช่นนั้น

[4]ตัวเลข ณ สิ้นสุดไตรมาสที่ 4 ปี 2561 มีความเป็นไปได้สูงว่าตัวเลขหนี้เสียจะเลวร้ายยิ่งขึ้นในครึ่งแรกของปี 2562

[5]รวมการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]