www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2563
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 469 , 08:46:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

   การวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจภายในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ภาวะสงคราม ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่   และการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง   เป็นการคาดการณ์ที่ขาดความแม่นยำเนื่องจากตัวแปรต่าง ๆ มีความแปรปรวนสูง เช่น มีการปิดแหล่งการผลิตเนื่องจากประสบภัยธรรมชาติ   หรือการสู้รบระหว่างประเทศทำให้มีการขาดแคลนแรงงานและโรงงานผลิตถูกดัดแปลงไปผลิตอาวุธสงคราม     การระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการระบาดรุนแรงสู่ระดับ Pandemic ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเริ่มมีการระบาดมีการคาดการณ์ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเป็นระยะสั้นและจำกัดวงในกลุ่มประเทศที่ระบาด[1] คล้ายคลึงกับผบกระทบของการระบาดของไวรัส SARS และไวรัส MERS ก่อนหน้า  แต่การตัดสินใจปิดนครอู่ฮั่น/มณฑลหูเป่ยและระงับการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนออกนอกประเทศส่งผลให้สถาบันวิจัยเศรษฐกิจทั้งระดับสากลและระดับประเทศมีการปรับเปลี่ยนการคาคการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2563 ในเดือนมกราคม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ราว 3.3 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากเกิดการระบาดของโรคดังกล่าวในประเทศจีน IMF ได้ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจโลกแทนที่จะมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกอาจะมีอัตราการขยายตัวเป็นลบ แต่ก็มิได้คาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวใหม่เนื่องจากทราบดีว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด และเมื่อวันที่ 9 เมษายน Ms. Kristalina Georgieva, Managing Director ของ IMF ได้ออกแถลงการณ์ว่าการถดถอยของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จะรุนแรงที่สุดตั้งวิกฤติการณ์ Great Depression ในปี พศ.2472 โดยรายงาน World Economic Outlook (WEO) ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา IMF คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเฉลี่ยจะหดตัว 3 เปอร์เซ็นต์[2] และใน Worst Case Scenario เศรษฐกิจโลกอาจจะหดตัวได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์

   ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดการประมาณการเศรษฐกิจปี 2563 จากที่เคยประมาณการไว้ตอนต้นปีที 2.5 เปอร์เซ็นต์เป็น -5.3 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนที่ IMF จะปรับการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นลบ และมีการลดการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อาทิเช่น การประกาศปิดสถานที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดในประเทศไทย การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี  2548 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 การจำกัดการเดินทางระหว่างจังหวัด การควบคุมการดำเนินกิจการของสนามบิน ฯลฯ ซึ่งการจำกัดธุรกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบของ Lockdown จะกระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ไว้ และคงต้องมีการปรับการประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเชิงสาธารณสุข

   ผู้วิเคราะห์เห็นด้วยกับแนวคิดของ IMF ว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจภายในภาวะเช่นนี้มีความคาดเคลื่อนสูง (tremendous uncertainty around the outlook) เพื่อให้การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์กระทำอย่างสมเหตุสมผล นักเศรษฐศาสตร์ไม่ควรตั้งข้อสมมุติฐานของการชะลอตัวของการแพร่ระบาดของไวรัสด้วยตนเอง[3] ควรศึกษาจากข้อมูลการระบาดในอดีต โดยเฉพาะความเห็นจากนักระบาดวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากการฟังและอ่านข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากลของการแพร่ระบาดสามารถสรุปได้ดังนี้

  • การระบาดจะมิได้มีครั้งเดียว แต่จะเป็น 2-3 ระลอก ใช้ระยะเวลาราว 3 ปี จนกว่าประชากรจะพัฒนาภูมิคุ้มกันได้
  • การระบาดในรอบที่ 2 จะรุนแรงกว่ารอบแรก เนื่องจากรอบแรกจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยวิธี Cluster คือการหา Patient zero และควบคุมการระบาดจากผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยดังกล่าว ส่วนการระบาดรอบที่ 2 จะเป็นการระบาดแบบ Overshoot คือการแพร่กระจายไม่มีรูปแบบและแหล่งแพร่กระจายไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เนื่องจากการแพร่กระจายมีมากกว่า 1 รอบ การควบคุมการแพร่กระจายจะเป็น Cycle of suppression and lift ดังที่ปรากฎใน Hong Kong, Singapore และ Japan

   การเสียชีวิตจากโรคระบาด Spanish Flu ในสหรัฐอเมริกา มีทั้งหมด 3 ระลอก ในระลอกแรกเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิของปี 1918 มีผู้เสียชีวิตราว 6 พันราย และเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนการเสียชีวิตลดลงมากทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการควบคุมการระบาดประสบความสำเร็จทำให้มีการยกเลิก/ผ่อนคลายมาตรการการควบคุมต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดการระบาดใหญ่อีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1918 ซึ่งมีการเสียชีวิตสูงและมีการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดกว่าระลอกก่อนหน้า ทำให้สามารถลดการเสียชีวิตจนเกือบจะเป็นศูนย์ในปลายปี 1918 ในช่วงนั้นมีการเฉลิมฉลองใหญ่ทั่วประเทศ ด้วยเชื่อว่าสามารถกำจัดการแพร่ระบาดได้ถาวร แต่การยกเลิก/ผ่อนคลายมาตรการการควบคุมการระบาดทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้ออีกครั้งในต้นปี 1919 หลังจากนั้นชาวอเมริกันมีภูมิต้านทานไวรัสชนิดนี้ทำให้การแพร่ระบาดหมดสิ้นไป ตามหลักทฤษฎีของ Herd Community

   การแพร่ระบาดของ Swine Flu ในประเทศอังกฤษในปี 2006 มี 2 ระลอกเช่นกัน

   การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศสิงค์โปร์และญี่ปุ่นกำลังจะเลียนแบบกล่าวคือกำลังมีการระบาดระลอกที่ 2 แบบ Overshoot ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูง หาแหล่งที่มายาก และกระจายการระบาดเป็นวงกว้าง ทั้ง 2 ประเทศจึงเลือกที่จะใช้มาตรการขั้นแข็งคือการ Lockdown ส่วนการแพร่ระบาดในประเทศไทยอาจเป็นไปได้ว่ายังอยู่ในปลายของระลอกที่ 1 ซึ่งในระลอกที่ 1 นี้การควบคุมจะเหมือนกับทุกประเทศที่เป็นการควบคุมแบบ Cluster เช่น กลุ่มสนามมวย กลุ่มผู้กลับจากต่างประเทศ กลุ่มสถานบันเทิง แต่การระบาดในระลอกที่ 2 มีความเป็นไปได้สูงที่จะตามมา เนื่องจากผลสำเร็จของการควบคุมแบบ Cluster จะมีการเรียกร้องให้มีการยกเลิก/ผ่อนคลายการควบคุมการแพร่ระบาดเพื่อคลายความกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ จนอาจเกิดการแพร่ระบาดเปลี่ยนเป็นแบบ Overshoot แทน

การบริหารการแพร่ระบาดของโควิด-19 เชิงเศรษฐศาสตร์

   มีข้อถกเถียงมากมายระหว่าง Saving Lives และ Saving Livelihoods กล่าวคือรัฐบาลต้องเลือกและสร้างความสมดุลระหว่างมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในกรณีของ Total Lockdown เมืองอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมการแพร่กระจาย แต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่มีการเปิดเผย ประเด็นสำคัญคือขนาดเศรษฐกิจของมณฑลหูเป่ยมีขนาดเล็กคิดเป็น 3.7 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจจีน การปิดมณฑลเป็นระยะเวลา 2 เดือนเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสมีผลต่อเศรษฐกิจจีนโดยในภาพรวมเพียง 0.62 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการชดเชยทางเศรษฐกิจต่อประชาชน/ธุรกิจของมณฑลหูเป่ยจึงไม่ใช่ภาระหนักของรัฐบาลจีน ในทางกลับกัน ประเทศเดนมาร์กและประเทศออสเตรียพบว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของการ lockdown สูงเกินไป ทำให้ทั้ง 2 ประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อลดภาระของรัฐบาลหลังจากทำการ lockdown ได้เพียงแค่ 1 เดือน[4] ทั้ง ๆ ที่การควบคุมการแพร่ระบาดยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ติดเชื้อกว่าร้อยรายต่อวัน คาดว่าทุกประเทศในยุโรปจะผ่อนคลายมาตรการการ lockdown เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมเช่นเดียวกัน

   งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมการแพร่กระจายและผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่น่าสนใจที่สุดเป็นงานวิจัยเรื่อง The Macroeconomics of Epidemics ของ National Bureau of Economic Research ซึ่งผู้วิจัยสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Northwestern และ Freie Universitat, Berlin งานวิจัยใช้แบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาคของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ผลของงานวิจัยสรุปว่า หากมีการปิดเมือง (Lockdown) ทั้งปี เศรษฐกิจสหรัฐฯจะถดถอย 22 เปอร์เซ็นต์ แต่หากไม่ปิดเมือง เศรษฐกิจจะถดถอยเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ แต่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5 แสนราย โดยในงานวิจัยดังกล่าวได้ประเมินมูลค่าชีวิตคนอเมริกันไว้ที่ 9.5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อราย ทำให้มูลค่าการสูญเสียจากเศรษฐกิจหดตัวรวมกับมูลค่าชีวิตที่สูญเสียจากการไม่ปิดเมืองสูงกว่าในกรณีแรก งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้สหรัฐอเมริกาใช้นโยบาย Total Lockdown อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่าหากประเมินมูลค่าชีวิตของคนอเมริกันลดลงเหลือ 5.7 ล้านเหรียญต่อคนแล้ว ทั้งสองทางเลือกคือปิดเมืองและไม่ปิดเมืองจะมีความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างกัน มูลค่าชีวิตต่อรายไม่ว่าจะเป็น  9.5 ล้านเหรียญ (310.6 ล้านบาท) หรือ 5.7 ล้านเหรียญ (186.4 ล้านบาท) คงจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันมาก ผู้วิเคราะห์ไม่ทราบว่ากลุ่มผู้วิจัยใช้มาตรฐานอะไรในการกำหนดมูลค่าชีวิตของคนอเมริกัน แต่วิธีหนึ่งที่อาจน่าสนใจคือการนำ Per capita income คูณด้วยการประมาณการอายุที่เหลือ (Average life expectancy - Average age of infected patient) ซึ่งคงจะต่ำกว่าตัวเลขทั้งสองมาก ด้วย US per capita income คือ 6.3 หมื่นเหรียญต่อปี

   เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์ทั้งของรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งสถาบันวิจัยเอกชนเช่นสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และ TDRI ไม่ทำการวิจัยในลักษณะดังกล่าวที่สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการกำหนดนโยบายทั้งทางด้านสาธารณสุขและทางด้านเศรษฐกิจที่เหมาะสมได้ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจและมาตรการการลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในลักษณะ”ตาบอดคลำช้าง”

   ในทางปฏิบัติการบริหารภายใต้สถานการณ์ของโรคระบาดรุนแรง รัฐบาลต้องสร้างความสมดุลระหว่าง

  • Health Protection
  • Economic Protection
  • Social Tolerance

ซึ่งเป็นไปได้ยาก ด้วยรัฐบาลจะเลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละด้าน แทนที่จะบรูณาการนโยบายของทั้ง 3 ด้านเข้าด้วยกัน

   สำหรับการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดเชิงเศรษฐศาสตร์ IMF ได้แนะนำการบริหารจัดการของการแพร่ระบาดเป็น 4 มาตรการคือ

  1. การให้การสนับสนุนทางการเงินต่อการควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส
  2. การให้การสนับสนุนทางการเงินต่อผู้ได้รับผลกระทบ
  3. การควบคุมเสถียรภาพของระบบการเงิน
  4. การวางแผนสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ซึ่งประเทศไทยและหลายประเทศล้วนปฏิบัติตามข้อแนะนำนี้ ยกเว้นข้อแนะนำที่ 4 ที่มีแต่ประเทศญี่ปุ่นที่มีมาตรการออกมา เช่น การสนับสนุนให้มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น มาตรการทั้ง 4 ไม่มีข้อโต้แย้งทางทฤษฎี แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจาก

  • เหตุของเศรษฐกิจถดถอยแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
  • ขนาดของปัญหาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
  • ฐานะและความสามารถในทางการคลังแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
  • เสถียรภาพของระบบการเงินแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

ผลกระทบและแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยภายในการแพร่ระบาดของโควิด-19

   การวิเคราะห์ผลกระทบของการแพร่ระบาดจะทำการวิเคราะห์เป็น 3 ส่วน คือ

  1. ที่มาของการถดถอยทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัส
  2. การประมาณการถดถอยทางเศรษฐกิจ
  3. ฐานะการคลังและสภาพคล่องภายในประเทศ

เศรษฐกิจถดถอยได้อย่างไร

   ในการวิเคราะห์ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสมักมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากการ Lockdown ซึ่งมีผลต่อการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) ดังนั้นผู้วิเคราะห์เช่น IMF จึงให้ความสำคัญต่อระยะเวลาของการ lockdown เป็นหลัก แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย การแพร่ระบาดครั้งนี้กระทบรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว (External Sector) มากกว่าการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Demand) ด้วยภาคการส่งออกสินค้าและบริการมีสัดส่วนสูงถึง 60 % ของ GDP ในขณะที่ภาคการบริโภคภาคเอกชนมีสัดส่วน 50% ของ GDP ตรงกันข้ามกับกรณีของสหรัฐอเมริกาที่การบริโภคภาคเอกชนมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP ทำให้การลดระยะเวลาการ Lockdown และกระตุ้น Domestic Demand จึงเป็นนโยบายที่เหมาะสม แต่มาตรการสากลดังกล่าวอาจมีประสิทธิผลต่ำกว่าสำหรับเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก

  • เป็นการหดตัวของเศรษฐกิจผ่าน “รายได้(จากต่างประเทศ)” มากกว่า “รายจ่าย(ภายในประเทศ)” ดังนั้นมาตรการการพยุงเศรษฐกิจแบบ income supporting เพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจจึงไม่ยั่งยืน
  • ระยะเวลาและรูปแบบของการ lockdown ในประเทศ ไม่สำคัญเท่ากับการหดตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและสถานะการณ์การระบาดในประเทศคู่ค้า เพราะมีผลกระทบต่อการสั่งสินค้าเข้าจากประเทศไทยและการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยโดยตรง
  • การพยุงเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงของเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาค เพราะเป็นการทดแทนรายได้ที่สูญไปที่เป็นเงินสกุลเงินต่างประเทศด้วยงบประมาณที่เป็นเงินสกุลบาท

ความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณการเท่าใด

   การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ควรวิเคราะห์แยกเป็นราย sector เพื่อจะเห็นภาพได้ชัด ผู้วิเคราะห์ได้ประเมินความเสียหายจากตัวเลขสมมุติฐานและการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2563 ครั้งล่าสุด ดังนี้

  1. ความเสียหายจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งสมมุติฐานว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงจาก 39.8 ล้านคนในปี 2562 เหลือ 15.0 ล้านคนในปี 2563 หรือลดลง 62.3% ทำให้ประมาณได้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของต่างชาติจะลดลงราว 1.25 ล้านล้านบาท
  2. รายได้จากการส่งออกในรูปสกุลเงินดอลลาร์ลดลงราว 8.8% หรือคิดเป็นเงินไทยราว 0.66 ล้านล้านบาท
  3. รายได้จากการบริโภคภายในประเทศลดลงราว 1.5% ซึ่งเป็นการประมาณก่อนที่จะมีการ partial lockdown และประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน คิดเป็นเม็ดเงินราว 0.13 ล้านล้านบาท
  4. รายได้การลงทุนลดลงราว 4.3% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 0.16 ล้านล้านบาท

   หากใช้ตัวเลขสมมุติฐานและการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่คำนวณเป็นเม็ดเงินถดถอยไปจากปีก่อนหน้ารวมราว 2.2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี การประมาณการนี้ละเลยผลกระทบจากมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ออกมาภายหลังการประมาณการครั้งนี้ ซึ่งทำให้เกิด Business Disruption อย่างสูงในระบบเศรษฐกิจ หากใช้สมมุติฐานว่าการปิดสถานที่ดำเนินการทางธุรกิจ การกำหนดเวลาทำธุรกิจ การให้มีการทำงานจากบ้าน และการควบคุมการเดินการเข้าออกของจังหวัดต่าง ๆ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นอีก 1.57 ล้านล้านบาท ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะต้องใช้พยุงเศรษฐกิจมิให้เข้าสู่ภาวะถดถอยอยู่ที่ 3.77 ล้านล้านบาท

รัฐช่วยได้เท่าใด

   มาตรการกระตุ้นเยียวยาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระยะที่ 3 ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 มีมูลค่ารวมกัน 1.9 ล้านล้านบาท คือราว 12% ของ GDP มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการดังนี้

  1. พรก.กู้เงินเพื่อเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจวงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น
    1. เยียวยาประชาชน เกษตรกร และดูแลสาธรณสุข วงเงินรวม 6 แสนล้านบาท
    2. สนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท
  2. พรก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออก soft loan เพื่อดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท
  3. พรก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท[5]

   จะเห็นได้ว่าเม็ดเงินที่จะเข้าไปช่วยพยุงเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคโดยตรงคือเม็ดเงิน 1.a ที่มีอยู่เพียง 6 แสนล้านบาท (ถ้าสามารถใช้เต็มจำนวน) ซึ่งเป็นเพียงครึ่งเดียวของรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถมองอีกนัยหนึ่งได้ว่า การชดเชยรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน เทียบเท่ากับ 25% ของรายได้เฉลี่ยของคนไทยต่อเดือนที่อยู่ที่เดือนละ 2 หมื่นบาท (Per capita income per month) หมายความว่าผู้บริโภคยังคงต้องลดการใช้จ่ายลดถึง 75% การกระตุ้นด้วยเม็ดเงินเพียงเท่านี้จึงไม่นัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ นับเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือทางสังคมมากกว่าเศรษฐกิจ

รัฐบาลกระตุ้นมากกว่านี้ได้หรือไม่

   ทุกรัฐบาลในโลกย่อมต้องการพยุงระบบเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด แต่กำลังและฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลต่างกันมาก รวมตั้งเสถียรภาพของระบบการเงินภายในประเทศและการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศก็ต่างกันมาก ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลแตกต่างกันมาก ตั้งแต่สูงถึง 21.8% ของ GDP ของรัฐบาลเยอรมันนี จนต่ำเพียง 0.8% ของ GDP ของรัฐบาลอินเดีย มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลไทยแม้จะดูว่าอยู่ในระดับที่สูงตามมาตรฐานสากลถึง 12% ของ GDP แต่ถ้านับมาตรการข้อ 1.a ก็จะคิดเป็นเพียง 3.7% ของ GDP

   ข้อจำกัดของการช่วยเหลือจากภาครัฐมีประเด็นต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ

  1. ข้อจำกัดด้านงบประมาณ หากพิจารณาจากงบประมาณปี 2562/63 ของรัฐบาลไทย รัฐบาลมีงบประมาณที่จะใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของการแพร่ระบาดได้เพียง 45,000 ล้านบาทในงบกลาง ทำให้มาตรการแรกที่จะชดเชยรายได้จำกัดผู้ได้รับการช่วยเหลือเพียง 3 ล้านรายและช่วยเหลือเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทเป็นระยะเวลา 3 เดือน

   แต่ในทางปฏิบัติแล้ว งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนดังกล่าวก็มีปัญหาในการใช้จ่ายจริง เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการมาก ด้วยรายได้ของปีงบประมาณ 62/63 ประมาณการด้วยสมมุติฐานรายได้เพิ่มขึ้นราว 5% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ หากยึดการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยล่าสุด รายได้ของรัฐน่าจะหดตัวลง 5% จากปีก่อนหน้า ทำให้รัฐบาลอาจมีรายได้ต่ำว่าประมาณการราว 2.7 แสนล้านบาท ทำให้ต้องออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมอยู่ดี ดังนั้นความเป็นไปได้ของโครงการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความสามารถกู้ยืมเงินของรัฐบาล ซึ่งพระราชกำหนดกำหนดเพดานเงินกู้ยืมในครั้งนี้ที่ 1 ล้านล้านบาท

  1. ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องภายในประเทศ แม้พระราชกำหนดกู้ยืม 1 ล้านล้านบาท ยังอยู่ภายใต้กรอบการกู้ยืมที่กำหนดในพระราชบัญญัติวินัยการคลังของรัฐปี 2561 ที่กำหนดเพดานการกู้ยืมสูงสุดไว้ 60% ของ GDP ทำให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมได้สูงถึง 3 ล้านล้านบาท ปัญหาคือระบบการเงินไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินเพียงพอที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากสภาพคล่องส่วนเกินไม่พอเพียง รัฐบาลมีทางเลือก 2 ประการ ประการแรกกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศ[6] ประการที่สอง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก ซึ่งเป็นการผิดหลักการของการบริหารเสถียรภาพทางการเงินอย่างชัดเจน ด้วยจะทำให้ปริมาณ Money Supply ไม่สมดุล อันอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับประเทศในแถบละตินอเมริกาหลายประเทศ

   ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ระบบการเงินไทยมีสภาพคล่องส่วนเกิน (Excess Liquidity) ไม่ถึง 3 แสนล้านบาท อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ พิจารณาได้จากการไหลออกของเงินทุนที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนคงลงอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นผลทั้งจากการขาดรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออก ความผันผวนของตลาดทุน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยน ข้อจำกัดนี้ทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการออกพันธบัตรกู้ยืม ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพคล่องภายในประเทศนี้ การใช้เงินเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลจึงไม่น่ากระทำได้เต็มจำนวนที่ขออนุมัติ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563

   จากโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ ฐานะการคลังที่อ่อนแอ และสภาพคล่องในประเทศที่มีจำกัด เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบอย่างรุนแรงในปี 2563 นี้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวติดลบ 5.3% IMF ในการคาดการณ์รอบล่าสุด คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบถึง 6.7% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ +2.4% เมื่อช่วงต้นปีก่อนมีการแพร่ระบาด และจากตัวเลขเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากแพร่ระบาดจากไวรัสเช่นกัน (และรุนแรงกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ) จะมีอัตราการขยายตัวของ GDP เป็นลบอีกเพียง 2 ประเทศคือสิงคโปร์ (-3.5%) และมาเลเซีย (-1.7%)[7]

   ขอย้ำว่าการประมาณเศรษฐกิจโลกและรายประเทศของ IMF ในกรณีของ Base-case Scenario แท้จริงแล้วเป็น Best-case Scenario เนื่องจากใช้สมมุติฐานว่าการแพร่ระบาดของไวรัสมีระลอกเดียวและมีการชะลอตัวของการแพร่ระบาดในเดือนพฤษภาคม ที่สำคัญประเทศเศรษฐกิจหลักไม่มีการ Lockdown ในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่ยังต้องรอการพิสูจน์ อย่างไรก็ดี คงจะต้องยึดตัวเลขการประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ -6.7% เป็นหลัก

   ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ -6.7% คาดหวังได้ว่า

  • แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตให้มีมีการพักการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือระบบธนาคารพาณิชย์มิให้ต้องบันทึกหนี้เสีย แต่เมื่อการผ่อนชำระต้องดำเนินเป็นปกติ หนี้เสีย (Non-performing loans) จะเพิ่มในระดับเลขสองหลักตามสภาวะเศรษฐกิจจริง ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งต้องเพิ่มทุนหรือรับการช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ ธนาคารพาณิชย์จะระมัดระวังในการขยายสินเชื่อเพิ่มเติม ทำให้ไม่มีการขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคสินค้าคงทน อีกทั้งทำให้โครงการ soft loans สำหรับ SMEs ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ
  • ภาคธุรกิจที่ได้รับการกระทบหนักจะมี 4 ภาคธุรกิจใหญ่คือ
    • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องที่รายได้คาดว่าจะหายไปเกินครึ่งในปีนี้ และมีการปลด/ลดแรงงานกว่า 4 ล้านคน
    • อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
    • อุตสาหกรรมยานยนต์
    • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก
    • สภาพคล่องที่ตึงตัวทั้งเป็นอันมาก อัตราดอกเบี้ยอาจไม่ปรับขึ้นเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมอยู่ แต่การขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนเป็นไปได้ยาก
    • ยอดจำหน่ายสินค้าคงทน (Durable Goods) เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และสินค้าอิเลคทรอนิคส์จะลดลงเป็นอันมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยสินเชื่อในการผ่อนชำระ
    • เกิดภาวการณ์ว่างงานอย่างรุนแรง ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องมีการจ้างงานประมาณ 7.7 ล้านคน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งจะถูกปรับให้ออกจากการเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยว หากรวมการปลด/ลดคนงานจากอุตสาหกรรมการส่งออกและอุตสาหกรรมสินค้าคงทน และภาคบริการอื่น คาดว่าอัตราการว่างงานอาจสูงถึง 10 ล้านคน ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจต่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่รุนแรงด้วย
    • มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและการลดค่าของอัตราแลกเงินบาท
    • อาจมีอัตราเงินเฟ้อที่สูง ทั้งจากการมีปริมาณเงินมากเกินระดับสมดุลและ imported inflation

   อย่างไรก็ดี ในปี 2563 ปัญหาเศรษฐกิจมหภาพจะมีแรงกดดันน้อยกว่าปัญหาทางสังคมเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศไทยบิดเบี้ยว ทำให้ผลกระทบของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมากระหว่างกลุ่มรายได้

      จากข้อเท็จจริงที่

  • รายได้ต่อหัวต่ำที่เดือนละประมาณ 20,000 บาท แต่มีภาระการชำระ(เฉพาะหนี้ในระบบ) 16,960 ต่อเดือน
  • มีหนี้สินภาคประชาชน (Household Debt) สูงถึง 80% ของ GDP
  • และมีช่องว่างระหว่างรายได้สูงที่ประชากร 1% ครอบครองสินทรัพย์ 58%

   เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นบวกและอยู่ในระดับที่สูงตลอดเวลา และ/หรือมีการขยายตัวสินเชื่อบุคคลอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่พอเพียง มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มีรายได้ต่างกันในสังคม ดังนั้นการมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบเช่นปี 2563 จะเป็นการทดสอบโครงสร้างเศรษฐกิจ/สังคมของประเทศที่สำคัญ

 

 

หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

 

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด



[1] การระบาดของไวรัส SARS ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีผลกระทบให้อัตราการขยายตัวของ GDP จีนลดลงจาก 11 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9 เปอร์เซ็นต์เพียงไตรมาสเดียว ก่อนที่เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเกินระดับ 10 %หลังจากนั้น

[2] แยกการคาดการณ์ของเศรษฐกิจประเทศหลักดังนี้ สหรัฐอเมริกา -5.9 %, เยอรมันนี -7.0%, ญี่ปุ่น -5.2%, อังกฤษ -6.5%, และจีน +1.2%

[3] ในการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก IMF ทำการคาดการณ์ภายใน 4 สุมมติฐาน คือ Base Case ที่การระบาดมีระลอกเดียว ไม่มีการ lockdown ในครึ่งหลังของปี; Case 1: การ lockdown นานกว่าในกรณี Base Case 50%; Case 2: มีการระบาดระลอกที่ 2 ในครึ่งปีหลัง แต่ไม่รุนแรง; และ Case 3 (Worst Case): มีการระบาดไปจนถึงปี 2021 ซึ่งน่าจะคล้ายคลึงกับกราฟที่ 1

[4] เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนในช่วง lockdown รัฐบาลเดนมาร์กชดเชยรายได้ให้แก่ผู้เป็นลูกจ้าง 75 เปอร์เซ็นต์ผ่านนายจ้าง โดยที่นายจ้างสนับสนุนรายได้ 25 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ รัฐบาลชดเชยรายได้ให้ 90 เปอร์เซ็นต์

[5] วงเงินนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นวงเงินที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปช่วยธุรกิจเอกชนสามารถ refinance หนี้เดิมที่จะครบกำหนดชำระได้ ด้วยนักลงทุนไม่มีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจและฐานะของธุรกิจเอกชน หากธุรกิจเอกชนไม่สามารถจะ refinance หนี้ที่จะครบกำหนดชำระได้ จะเกิดหนี้เสียเป็นวงกว้างจากการ cross default จนระบบธนาคารพาณิชย์และการเงินล่มสลายไม่ต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ในแง่หลักการ ย่อมไม่เป็นการเหมาะสมที่ธนาคารกลางจะยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจเอกชน แต่ในภาวะวิกฤติ ธนาคารกลางหลายแห่งละทิ้งหลักการนี้ รวมทั้ง Federal Reserve Board ของสหรัฐอเมริกาด้วย ปัญหาคือธนาคารกลางเมื่อเข้าไปรับภาระของเอกชนต้องปลดภาระนั้นให้ออกโดยเร็ว มิฉะนั้นธนาคารกลางจะไม่สามารถควบคุมระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของการที่ธนาคารกลางเข้าไปอุ้มภาระหนี้ของภาคเอกชนเคยเกิดขึ้นแล้วกับ Bank of Philippines จนทำให้ธนาคารกลางดังกล่าวล้มละลาย IMF และ World Bank จึงต้องช่วยจัดตั้งธนาคารกลางขึ้นใหม่ให้ประเทศฟิลิปปินส์ และมีชื่อใหม่ว่า Bankgo Sentral ng Pilipinas

[6] ขณะนี้ 90 ประเทศจากจำนวนสมาชิก 189 ประเทศของ IMF ได้ขอยื่นกู้เงินเพิ่มเติมจากสถาบันเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

[7] เป็นที่น่าสังเกตว่าการประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP รายประเทศของ IMF จะย้อนแย้งกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ทั้งไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ล้วนมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในขนาดเกิน 10% ของ GDP กลับมีอัตราการขยายตัวเป็นลบ ส่วนอินโดเนเซียและฟิลิปปินส์ ที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 2.6% และ 1.5% ของ GDP ตามลำดับ กลับมีการประมาณการให้อัตราการขยายตัวเป็นบวก 0.5% และ 0.6% บ่งชี้ว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจที่เป็น Outward-oriented มีผลกระทบต่ออัตราการเติบโตมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]