www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2563
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 353 , 09:19:16 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2563

                                                                                                       บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

ประเด็นสรุปสำคัญ

เนื่องจากบทวิเคราะห์นี้เป็นการวิเคราะห์เชิงวิชาการ มีการอ้างอิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก อาจทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีภูมิหลังด้านเศรษฐศาสตร์เกิดความสับสน ผู้วิเคราะห์จึงขอนำประเด็นสรุปสำคัญสำหรับผู้อ่านที่มีเวลาจำกัดและไม่ถนัดด้านเศรษฐศาสตร์ ดังนี้

  • การแพร่ระบาดของ COVID-19 ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ เช่น IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ในปีนี้จะหดตัว 3.5 เปอร์เซ็นต์     แต่ตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสิงคโปร์จริงในไตรมาสที่ 2 ติดลบ 41.2 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรานี้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะรุนแรงกว่ายุค Great Depression
  • การหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจเป็นผลจากการ lockdown ที่ได้จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิตและการบริโภค นอกจากนี้ ความตื่นตระหนกของการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทน
  • งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้อยู่เฉลี่ย 12.6 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลกไม่สามารถชะลอการหดตัวของเศรษฐกิจโลกได้ ประสบการณ์จาก Great Depression บ่งชี้ว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณถึง 100 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จึงจะสามารถยุติการถดถอยอย่างถาวรของเศรษฐกิจ
  • หลังจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จบสิ้น ซึ่งไม่อาจคาดเดาว่าจะเป็นเมื่อใด เศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในภาวะถดถอยต่อไปอีก 5 ปี เนื่องจากผู้บริโภคต้องออมเงินชดเชยเงินออมที่ใช้ไปในระหว่างการแพร่ระบาดและเพิ่มระดับเงินออมเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP จากระดับ 25 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP (ก่อนการแพร่ระบาด) ซึ่งพบว่าไม่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตในช่วงวิกฤติ และเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจต่อวิกฤติอื่นที่อาจเกิดในอนาคต
  • ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตราที่สูงถึง 12.6 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐานจะหดตัวทันที 12.6 เปอร์เซ็นต์เมื่อขาดรายได้นี้ การขาดรายได้ที่สำคัญนี้รวมกับการชะลอตัวของการส่งออก ส่งผลให้การจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศลดลงตาม มีผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ติดลบไม่ต่ำกว่า 11.7เปอร์เซ็นต์
  • เศรษฐกิจไทยจะหดตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2563 เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของโครงการเราไม่ทิ้งกันและโครงการเยียวยาเกษตรกรจำนวน 3.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 9.0 เปอร์เซ็นต์ของ GDP รายไตรมาสสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
  • แม้เงินออมของประเทศจะอยู่ในระดับที่ดีคือประมาณ 4 เดือนของรายได้รายปี แต่ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ออมมีเงินออมเฉลี่ยเพียง 10 วัน ซึ่งถูกนำมาใช้หมดสิ้นแล้วในไตรมาสที่ 2 ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี
  • ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ได้ใช้เงินออมจนหมดในไตรมาสที่ 2 เช่นกัน ส่งผลให้มีการปิดตัวของธุรกิจและเลิกจ้างงานจำนวนมากในครึ่งหลังของปี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่หมด ไม่สามารถใช้กรอบความคิดเดิมซึ่งขอเรียกว่า Pre-COVID นำมาใช้ได้ ด้วยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรของพฤติกรรมผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้แบบจำลองหรือโมเดลทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ทั้งหมดต้องทำการปรับปรุงทั้งตัวโมเดล ซึ่งหมายถึงสมการ (Equations) และค่าสัมประสิทธิ์ (Coefficients)[1] ทำให้การคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ด้วยโมเดลทางเศรษฐกิจเดิมของทุกสำนักคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง[2] ตัวอย่างเช่น ในสมการการบริโภคของโมเดล Pre-COVID จะมีค่า Marginal Propensity to Consume (MPC) เท่ากับ 0.9 กล่าวคือหากรายได้เพิ่มขึ้น 100 บาท ผู้บริโภคจะบริโภคเพิ่มขึ้น 90 บาท แต่ในยุค Post-COVID  ค่า MPC นี้อาจจะลดลงเหลือ 0.8      เนื่องจากผู้บริโภคต้องการออมเพิ่มขึ้นจากที่เคยมีเงินออมเท่ากับ 3 เดือนของรายได้ต่อปี[3] และพบว่าไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพในระหว่างการแพร่ระบาด เป็นเงินออม 4.8 เดือน[4]ของรายได้ต่อปี เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันจากวิกฤติอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงของค่า MPC นี้จะทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกที่ IMF ได้คาดการณ์ไว้ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว -4.9 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และขยายตัวบวก 5.4 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้าคลาดเคลื่อนอย่างมาก และไม่ว่าองค์กรจะปรับการประมาณการกี่รอบ การคาดการณ์ก็จะยังคลาดเคลื่อนอยู่เนื่องจากยังไม่ได้ปรับโมเดลและค่าสัมประสิทธ์ของโมเดล การประมาณการคาดเคลื่อนแบบ over-estimation นี้จะกระทบทุกสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

หลักฐานของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค

จากสมการเศรษฐศาสตร์

S = Y – C

การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคสามารถใช้ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงในปริมาณการออมเป็นตัวแทนได้ โดยทฤษฎีแล้ว เมื่อใดที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจในแนวโน้มเศรษฐกิจจะทำการบริโภคลดลงและเพิ่มการออมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้ตนเอง การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจะกระทำเป็น 4 ช่วง คือ (1)ช่วง Great Depression (2)ช่วง Pre-COVID (3) ช่วงระหว่างการระบาด (Outbreak Period) และ (4)ช่วง Post-COVID

The Great Depression (1930-1941)

การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคแบบถาวรเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนในยุค Great Depression ที่เริ่มต้นในปลายปีคศ.1929 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าสถิติเศรษฐกิจโลกมิได้มีการเก็บเป็นกิจจะลักษณะจนกระทั่งปี 1960 จึงต้องวิเคราะห์จากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นหลักที่มีการเก็บตัวเลขเศรษฐกิจตั้งแต่ปีคศ. 1930

กล่าวกันว่าจุดเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มจากการล่มสลายของตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 1929[5] ในยุคดังกล่าวประชาชนส่วนใหญ่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ต่อปีต่อเนื่องกัน 10 ปี การล่มสลายของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งภายในระยะเวลา 3 ปีสูญเสียมูลค่าไป 89.2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เงินออมของทั้งภาคธุรกิจและประชาชนหมดสิ้น จึงเกิดการลดการบริโภคและชะลอการลงทุนตามมา ยังผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว -8.5 เปอร์เซ็นต์, -6.4 เปอร์เซ็นต์, และ -12.9 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 1930-32 ตามลำดับ และกลับมาขยายตัวเป็นบวกในปี 1933 หลังจากที่ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เริ่มต้นโครงการ New Deal (1933-1396) ด้วยการขาดดุลงบประมาณราว 16 เปอร์เซ็นต์ของ GDP[6] แต่เมื่อโครงการนี้สิ้นสุดลงในปี 1936 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดและกลับมาขยายตัวติดลบ 3.3 เปอร์เซ็นต์ในปี 1938 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการปรับตัวถาวรของพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะเมื่อเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหยุด ผู้บริโภคกลับมาชะลอการบริโภคเหมือนเดิม

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างสูงอีกครั้งหลังจากที่มีการเพิ่มงบประมาณสงครามทำให้เกิดการจ้างงานสู่อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธยุธโทปกรณ์และการเกณฑ์แรงงานชายเข้าเป็นทหาร ส่งผลให้ในปี 1941 และปี 1942[7] เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัว 17.7 เปอร์เซ็นต์ และ 18.9 เปอร์เซ็นต์ การชนะสงครามโลกของสหรัฐอเมริกาและฝ่ายพันธมิตรทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนอีกครั้ง และเป็นต้นกำเนิดของพฤติกรรมการบริโภคแบบ Pre-COVID ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเป็นอันมาก เรียกได้ว่าเป็น 60 Years of Prosperity

จากประสบการณ์ของช่วงนี้อาจกล่าวได้ว่านโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถยุติการถดถอยของเศรษฐกิจได้ แต่สงครามสามารถยุติได้เนื่องจากทำให้เกิด Full Employment[8]

Pre-COVID Economic Boom (1960-2020)

ตัวเลขการออมต่อ GDP ของธนาคารโลกตั้งแต่ปี 1960 – 2019 (รูปที่ 1) พบว่าผู้บริโภคลดการบริโภคและเพิ่มการออมทุกครั้งที่เศรษฐกิจโลกประสบความผิดปกติ เช่น เศรษฐกิจถดถอยในปี 1983 ส่งผลมีการออมเพิ่มขึ้น 8.4 เปอร์เซ็นต์, เหตุการณ์สงครามอิรัค ในปี 1991 ส่งผลให้มีการออมเพิ่มขึ้น 11.2 เปอร์เซ็นต์, เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 ส่งผลมีการออมเพิ่มขึ้น 12.0 เปอร์เซ็นต์, และวิกฤติการเงิน Sub-prime ส่งผลให้มีการออมเพิ่มขึ้น 12.8 เปอร์เซ็นต์[9] จึงสรุปได้ว่าจากตัวเลขการออมของโลกในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ไม่มีครั้งใดเลยที่ผู้บริโภคไม่ออมเพิ่มขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติที่กระทบเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคนี้ไม่เป็นการถาวร เมื่อผู้บริโภคคลายความกังวลจากเหตุการณ์ดังกล่าว อัตราการออมโลกการจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 24 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่หลังจากปี 2011การออมของเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นได้ว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจว่ามาตรการ Quantitative Easing จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ถาวร ยังผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวลดลงเหลือ 3.0 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทียบกับเฉลี่ย 4 เปอร์เซ็นต์ของ 50 ปีก่อนหน้า

ช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19

การระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดการ lockdown ซึ่งเป็นการหยุดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิตและการบริโภคอย่างรุนแรง สำหรับประเทศไทย ดัชนีผู้บริโภค (Private Consumption Index) ลดลง 14.4 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา และดัชนีภาคการผลิต (Manufacturing Production Index) ลดลง 18.2 เปอร์เซ็นต์ และ 23.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน บ่งชี้ถึงการหดตัวของอัตราการเติบโต 15–20 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 2[10] การลดลงของการบริโภคและการผลิตในอัตราที่สูงนี้ชี้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่กระจายเงินงวดแรกในต้นเดือนเมษายนไม่เพียงพอต่อการรักษาระดับการบริโภคและการผลิต แม้ว่าเม็ดเงินช่วยเหลือต่อเดือนจะสูงถึง 1.25 แสนล้านบาท ซึ่งเทียบเท่า 9.0 เปอร์เซ็นต์ของ Monthly GDP ดังนั้นหากไม่มีมาตรการเงินช่วยเหลือนี้ การ lock down ของระบบเศรษฐกิจอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 นี้หดตัวกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ อนึ่ง โครงการเราไม่ทิ้งกันนี้โอนเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 8 มิถุนายน ส่วนโครงการเยียวยาเกษตรกรจะสิ้นสุดวันที่ 15 กรกฎาคม จึงคาดได้ว่าการบริโภคและการผลิตของไทยจะทรุดตัวอีกครั้งหลังเดือนมิถุนายน

ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าผู้บริโภคสามารถปรับพฤติกรรมการบริโภคได้อย่างรุนแรงและทันทีคือการหดตัวของเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ของประเทศสิงคโปร์ที่มีอัตราการขยายตัวติดลบ 41.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการหดตัวของเศรษฐกิจที่สูงกว่าวิกฤติ Great Depression หลายเท่า แต่ที่น่าสนใจกว่าอัตราการเติบโตที่ติดลบสูงคือสุขภาพของเศรษฐกิจสงค์โปร์ที่ไม่ประสบปัญหา (1) การล่มสลายของระบบธนาคาร (2) การปิดตัวถาวรของธุรกิจจำนวนมาก (3) การว่างงานที่สูง และ (4) ปัญหาสังคมที่รุนแรง เหตุเป็นเพราะสิงค์โปร์มีการออมที่สูง โดยมีอัตราการออมต่อ GDP ที่ 43 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 25.123 เปอร์เซ็นต์มาก[11] ทำให้มีภูมิต้านทานต่อการล่มสลายของเศรษฐกิจ กรณีศึกษาจากสิงคโปร์ตอกย้ำความสำคัญของการออมต่อการต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจอื่นในภายหน้า

เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของ Great Depression และ COVID-19 Depression ได้สรุปไว้ให้ในตารางข้างล่างนี้

ความเหมือนของ 2 วิกฤติ

ความแตกต่างของ 2 วิกฤติ

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจ

ไม่สามารถคาดการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดและจุดสิ้นสุดของการแพร่ระบาด

สูญเสียเงินออมในช่วงวิกฤติ

ใช้มาตรฐานทองคำในยุค Great Depression ทำให้มีข้อจำกัดของปริมาณเงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ข้อดีคือไม่ก่อปัญหาต่อเสถียรภาพทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน จึงไม่มีการไหลเข้าออกของเงินทุนผิดปกติ

มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ไม่สามารถชะลอการหดตัวของเศรษฐกิจได้

ใช้มาตรฐานกระดาษในยุคปัจจุบัน สามารถสร้างเม็ดเงินได้ไม่จำกัด ข้อเสียคือเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งมีความผันผวนต่อการไหลเข้า/ออกของเงินทุน

 

มีการ lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้เศรษฐกิจหดตัวเป็นอย่างมากในช่วงระหว่างมีการแพร่ระบาด

 

ในช่วง Great Depression ไม่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที เนื่องจากประธานาธิบดี Hoover เป็นกังวลต่อฐานะการคลังของรัฐบาล

 

มีการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ สูงผ่าน Supply Chain, Import/Export Demand, การท่องเที่ยว และการไหลเข้าออกของเงินทุน ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องเป็นการร่วมมือระดับสากล ทั้งด้านการควบคุมการแพร่ระบาดและการค้าโลก

 Post-COVID Behavioral Adjustment

บทวิเคราะห์นี้จะไม่คาดเดาว่าการระบาดของ COVID-19 จบสิ้นเมื่อใด เพราะการมีวัคซีนอาจไม่เพียงพอต่อการหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสเนื่องจาก (1) การฉีดวัคชีนให้ทั่วถึงต้องใช้ระยะเวลา และ (2) effectiveness ของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสยังต้องรอการพิสูจน์[12] หากแต่ในทางเศรษฐศาสตร์ การแพร่ระบาดของไวรัสยิ่งเนิ่นนานเท่าใดจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3 ประการคือ

  • ส่งผลให้มีการนำเงินออมที่ขณะนี้โลกมีอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ของ GDP มาใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตมากขึ้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลมีเม็ดเงินจำกัด ไม่สามารถพยุงการบริโภคได้เป็นระยะเวลานาน
  • ทำให้รัฐบาลทั้งหลายที่ขณะนี้ใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 12.6 เปอร์เซ็นต์ของ world GDP อาจะต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ ทำให้เกิดภาระทางการคลังเกินกว่าที่เศรษฐกิจจะรับได้และบั่นทอนเสถียรภาพของตลาดเงิน
  • เกิดการล่มสลายของในหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ เนื่องจากขาดรายได้เป็นระยะเวลานานเกินสภาพคล่อง(เงินออม)ที่มีอยู่

อย่างไรก็ตาม หลังจากการหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสแล้ว เศรษฐกิจโลกจะไม่กลับมาเป็นปกติเหมือนยุค Pre-COVID เนื่องจากเกิดการะต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะบริโภคลดลงและออมเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดหรือวิกฤติเศรษฐกิจอื่นในอนาคต

จากสมมุติฐานที่โลกต้องการออมเพิ่มขึ้นจากระดับ 25 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือ 3 เดือนของรายได้ต่อปี เป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือ 4.8 เดือนของรายได้ต่อปี จะเกิดสิ่งต่อไปนี้

  • ออมเพิ่มขี้นเพื่อชดเชยเงินออมที่ถูกนำมาใช้จ่ายทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งจะตั้งสมมุติฐานเพิ่มเติมว่าใช้จ่ายไป 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทำให้เงินออมของทั้งระบบลดลงเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP
  • ออมเพิ่มขึ้นอีก 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จากระดับ Pre-COVID เพื่อบรรลุเป้าหมายเงินออม 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP

ทำให้หลังจากหมดการแพร่ระบาดและระบบการผลิตสามารถกลับมาดำเนินการเป็นปกติแล้ว ผู้บริโภคจะต้องออมเพิ่มขึ้นรวม 25 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทยอยออมเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ต้องใช้จ่ายเพื่อดำรงมาตรฐานการดำรงชีพ (Standard of Living)  หากผู้บริโภคออมเพิ่มขึ้นปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จะใช้ระยะเวลา 5 ปีกว่าจะสามารถออมได้ครบ และในระยะเวลา 5 ปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ recession เนื่องจากจะมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจติดลบ[13]

เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2563

คงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกสำนักวิจัยทั้งระดับสากลและระดับประเทศประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ เหตุเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวจากต่างชาติในระดับที่สูง โดยในปี 2562 ประเทศไทยมีสัดส่วนของการส่งออกสินค้าและบริการสูงถึง 59.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP[14] ที่สำคัญคือรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่าประเทศอื่นมาก โดยมีสัดส่วนของรายได้ของการท่องเที่ยวต่อ GDP ที่ 12.6 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 6.1 เปอร์เซ็นต์ของสิงคโปร์ และ 0.7 เปอร์เซ็นต์ของญี่ปุ่น[15] ดังนั้นในระหว่างที่มีการปิดเศรษฐกิจไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและห้ามการเดินทางระหว่างจังหวัด รายได้นี้จะกลายเป็นศูนย์ ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวทางตรงจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทันที 12.6 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อรวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การขนส่ง ร้านอาหาร การค้าปลีก ฯลฯ การสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจมีผลต่อเศรษฐกิจถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาทไม่เพียงพอที่จะชะลอการถดถอยของเศรษฐกิจไทย ด้วยสามารถชดเชยรายได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ที่หายไป รายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป เมื่อรวมรายได้จากการส่งออกที่ลดลง (รายได้ลดลง 3.3 เปอร์เซ็นต์ และ 23.6 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม) กับการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง (ดัชนีการบริโภคลดลง 14.4 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม) อาจจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยติดลบไม่ต่ำกว่า 11.7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และหากแยกอัตราการเติบโตเป็นรายไตรมาส อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตรา -1.8 เปอร์เซ็นต์, -9.6 เปอร์เซ็นต์, -19.3 เปอร์เซ็นต์, และ -16.1 เปอร์เซ็นต์ จากไตรมาสที่ 1 ถึง 4 ตามลำดับ[16]

เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจาก

  • เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาทถูกใช้ในครึ่งปีแรกเกือบหมดสิ้นแล้ว โดยเฉพาะมาตรการเราไม่ทิ้งกันได้จ่ายเงินงวดสุดท้ายในต้นเดือนมิถุนายนและมาตรการเยียวยาเกษตรกรจ่ายเงินงวดสุดท้ายเดือนกรกฎาคม ส่วนเม็ดเงินจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวน 4 แสนล้านบาทนั้นคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 63/64 คือตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทำให้ไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ เม็ดเงินจะถูกทยอยใช้ตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและระเบียบการเบิกจ่ายของราชการ จึงอาจมีการเบิกจ่ายจริงไม่มากในไตรมาสที่ 4
  • เงินออมและแหล่งเงินกู้ของประชาชนถูกนำมาใช้หมดสิ้นแล้วในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากมาตรการเราไม่ทิ้งกันชดเขยและโครงการเยียวเกษตรกรรายได้เพียงเดือนละ 5000 บาท หรือเป็น 1 ส่วน 4 ของรายได้ต่อเดือนปกติ (Monthly Per Capita Income) ทำให้ประชาชนต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่ายหรืออาจต้องกู้ยืมเพิ่มเติมในไตรมาสดังกล่าว เมื่อเงินออม/เงินกู้ยืมที่นำมาใช้เป็น Supplement Income ไม่มีหรือลดน้อยลงในครึ่งหลังของปี การบริโภคย่อมจะลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
  • โรงงาน/ธุรกิจปิดตัวเพิ่มขึ้นมากด้วยเหตุผลเดียวกันกับผู้บริโภค กล่าวคือเงินออม/เงินกู้ยืมของธุรกิจหมดสิ้น การปิดกิจการของธุรกิจจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เฟสคือ เฟสแรกเป็นการปิดตัวของธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกและการท่องเที่ยวของต่างชาติ เฟสที่สองเป็นการปิดตัวของธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และเฟสที่สามเป็นการปิดตัวของธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งในครึ่งปีหลังจะเห็นการปิดตัวของเฟสที่สาม
  • การระบาดของ COVID-19 ในต่างประเทศยังรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นการระบาดในรอบที่สองและรอบที่สาม ทำให้ไม่สามารถคาดหวังการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในปีครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้สามารถตั้งสมมุติฐานได้ว่าจะไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่ไม่มีรายได้มาเกือบหนึ่งปีต้องปิดกิจการและปลด/ลดแรงงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกมาก
  • การส่งออกคาดว่าจะชะลอตัวเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าในหมวด Durable Goods เช่นรถยนต์ วงจรอิเลคโทรนิคส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรกล จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาคือสินค้าส่งออกหมวดนี้มีมูลค่ารวม 43 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมด
  • อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นมาก โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนในรูป NEER (Nominal Effective Exchange Rate) แข็งค่าขึ้น 21.4 เปอร์เซ็นต์ (20 มิถุนายน 2563 เทียบกับ 1 มกราคม 2557) ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของไทย

ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่เป็นประโยชน์เท่าใด แต่ด้วยปัจจัยลบทั้งหลายที่กล่าวมา เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวติดลบกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าภาวะเศรษฐกิจคือภาวะทางสังคมที่ประชาชนจำนวนมากจะไม่มีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพในครึ่งหลังของปี

ประเทศไทยหลังจากปี 2563

ตราบใดที่การระบาดของ COVID-19 ยังไม่สามารถมีข้อสรุปได้ เช่น อาจจะมีการระบาดหลายระลอกข้ามไปสู่ปี 2564 จนต้องมีการ lockdown ซ้ำแล้วซ้ำอีก การคาดการณ์เศรษฐกิจในปีถัดจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้อย่างมีหลักการ แต่ถึงแม้การแพร่ระบาดสามารถจบสิ้นสมบูรณ์ในปี 2563 เศรษฐกิจโลกยังจะชะลอตัวในรูปแบบของ Recession อีก 5 ปี จนกว่าการออมของผู้บริโภคจะบรรลุเป้าหมาย

เพื่อการอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยภายใต้ New Normal หรือการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค เศรษฐกิจจะต้องพึ่งพา External Sector ลดลงจากระดับเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่พึ่งพาถึง 11.1 เปอร์เซ็นต์ของ GDP (BOP Basis) ตัวอย่างที่ดีคือเศรษฐกิจประเทศจีน ที่มีสัดส่วนของ Exports of Goods and Services เพียง 20.7 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจจีนไม่ต้องปรับตัวมากภายใต้เงื่อนไข New Normal[17]

การปรับตัวที่จำเป็นของธุรกิจ

การปรับพฤติกรรมการบริโภคในยุค Post-COVID จะกระทบการบริโภคใน 2 หมวดหลักคือ หมวดสินค้าคงทน (Durable Goods)  ซึ่งประกอบด้วย  รถยนต์  อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอิเลคโทรนิคส์  และสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods) เช่น สินค้าแบรนด์เนม และการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจดังกล่าวจะต้องทำการปรับตัวเป็นอันมาก แต่ผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นก็ต้องปรับตัวเช่นกันจากการบริโภคในภาพรวมลดลง ที่สำคัญคือสภาพคล่องส่วนเกินในระบบจะลดลงมาก เนื่องจากรัฐบาลมีภาระหนี้สินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิดสูงและอาจมีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องหลังจากนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเป็น Recession อยู่ ทำให้เงินออมของประชาชนถูกรัฐบาลนำไปใช้ ทำให้การหาแหล่งสินเชื่อลำบากขึ้นและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลก (Life Changing Event) การหดตัวของเศรษฐกิจในระดับ Great Depression หรือแย่กว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลใดคิดว่าสามารถจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาตรฐาน เช่น นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อหยุดยั้งผลกระทบของการแพร่ระบาดคงจะเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการปรับตัวของทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านเงินออมของประเทศที่จะต้องอยู่ในระดับที่สูงและแพร่กระจายทั่วถึง หลังจากวิกฤตินี้ทุกประเทศจะเป็น Domestic demand-led growth ประเทศไทยที่ใช้กลยุทธ์ Export-led growth จะต้องปรับตัวเป็นอันมาก 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาคผนวก

การไร้ประสิทธิผลของนโยบายการคลัง

เพื่อบรรเทาการหดตัวของเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักทั้งในและนอกประเทศเสนอให้ใช้นโยบายการคลังเพื่อคงการจ้างงาน เช่น การชดเชยค่าจ้าง 80 เปอร์เซ็นต์ให้แก่นายจ้างของเดนมาร์กและอังกฤษ เพื่อมิให้ปลด/ลดแรงงาน โดยยึดหลักทฤษฎีที่ว่าตราบใดที่รายได้ไม่ลด การบริโภคย่อมจะไม่ลดลงเช่นกัน ( สมการการบริโภค C = f(Y)) [18] สำหรับประเทศไทย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกลุ่ม CARE เสนอให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังเพื่อคงการจ้างงานสำหรับ SMEs โดยกลุ่ม CARE เสนอให้รัฐบาลให้สินเชื่อแก่ SMEs จำนวน 1 ล้านราย รายละ 2 ล้านบาท เพื่อคงการจ้างงานและรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในความเห็นของผู้วิเคราะห์เชื่อว่านโยบายนี้ แม้จะดีในแง่สังคม แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว อีกทั้งสร้างภาระทางการคลังอย่างไม่จำเป็น

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการไร้ประสิทธิผลของนโยบายการคลังคือกรณี Lost Two Decades ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นระหว่างปี 1991-2010 ที่มีเหตุจากการเกิดฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ในปลายปี 1991  ส่งผลให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการบริโภค แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในช่วงดังกล่าว แต่มิสามารถหยุดยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ทำให้ Nominal GDP ของปี 2010 เท่ากับปี 1992

ข้อพิสูจน์แนวคิดของผู้วิเคราะห์อยู่ในตารางข้างล่างนี้

 

CASES

Supply

(GDP)

Demand

(GDP)

Employ-

ment

Gov’t Supported

Employment

Unem-

Ployment

  1. Pre-COVID

100

100

100

0

0

  1. Post-COVID Stage I

100

80

100

0

0

  1. Post-COVID Stage II

80

80

80

0

20

  1. Post-COVID with Gov’t Support

80

80

80

20

0

 

กรณีที่ 1 คือเศรษฐกิจก่อนยุคโควิดที่ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภค 100 หน่วย ผู้ผลิตจึงผลิต 100 หน่วย และจ้างงาน 100 คน ถือว่าเป็น Full Employment

กรณีที่ 2 หลังเกิดโควิค ผู้บริโภคจึงปรับพฤติกรรมการบริโภค โดยลดการบริโภคลง 20 หน่วยเพื่อจะออมเพิ่มขึ้นตามการวิเคราะห์ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ผู้ผลิตยังมิได้ปรับลดการผลิตใน Stage I จึงยังจ้างงานคงเดิม ในกรณีนี้ GDP จะยังไม่หดตัว โดยในบัญชี GDP แบบ Expenditure Approach จะมี Consumption 80 หน่วย และมี Investment ในรูปของ Inventories เพิ่มขึ้น 20 หน่วย

กรณีที่ 3 ผู้ผลิตปรับตัวโดยลดการผลิตและลดการจ้างงาน นี่คือสภาพเศรษฐกิจที่ทุกประเทศกำลังประสบในปัจจุบัน และเป็นสภาพเศรษฐกิจของ Great Depression ทำให้มีอัตราการว่างงานสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และเศรษฐกิจหดตัวรวมกว่า 30 เปอร์เซ็นต์จากปี 1930-32

กรณีที่ 4 รัฐบาลใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างการจ้างงานเทียม เช่น นโยบาย New Deal และนโยบายคงการจ้างงานของรัฐบาลอังกฤษ 1.9 แสนล้านปอนด์ แม้นโยบายนี้จะสร้างรายได้ให้แรงงานให้เป็น 100 เหมือนในกรณีก่อนเกิดโควิด แต่ไม่เพิ่มความต้องการการบริโภคเพราะผู้บริโภคได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคแล้ว ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ 2 ที่แรงงานยังมีการจ้างงานเต็ม แต่มีความต้องการบริโภคลดลง ข้อสังเกตของความไร้ประสิทธิผลของนโยบายนี้คือเศรษฐกิจจะชะลอตัวอีกรอบและอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อรัฐบาลหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจดังที่เกิดในปี 1937 ที่หมดนโยบาย New Deal ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นเป็น 19 เปอร์เซ็นต์

มาตรการการจ้างงานเทียมนี้ยังลดประสิทธิภาพของการผลิต ด้วยโรงงานผลิตต้องการแรงงานเพียง 80 คนเพื่อผลิตสินค้า 80 หน่วย แต่รัฐบาลให้คงการจ้างงานไว้ที่ 100 คนเพื่อผลิตสินค้า 80 หน่วย เท่ากับว่าประสิทธิภาพการผลิต (Labor Efficiency) ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ

การวิเคราะห์นี้ล้มล้างความเชื่อที่ว่าการจ้างงานจะหยุดการถดถอยของเศรษฐกิจได้ถาวร ทำให้มาตรการช่วยเหลือการจ้างงานดูจะเป็นมาตรการที่ดีที่สุด แต่เมื่อใดที่รัฐยุติมาตรการช่วยเหลือ เศรษฐกิจจะกลับคืนสู่ภาวะถดถอยทันที พร้อมกับภาระหนี้สินภาครัฐจำนวนมหาศาลให้ชดใช้อีกหลายสิบหรือหลายร้อยปี รัฐบาลทั่วโลกจะต้องมองหามาตรการที่มีประสิทธิผลและยั่งยืนกว่ามาตรการกระตุ้นการจ้างงานเทียม

กรณีประเทศไทย: มาตการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไร้ผล?

รัฐบาลได้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 2 โครงการหลักคือ โครงการเราไม่ทิ้งกันที่ช่วยเหลือค่าครองชีพ 15.1 ล้านราย รายละ 5000 ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็นเม็ดเงินรวม 2.265 แสนล้านบาท โดยจ่ายเงินในวันที่ 8 เมษายน, 8 พฤษภาคม, และ 8 มิถุนายน และโครงการเยียวยาเกษตรกรจำนวน 10 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 5000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็นเม็ดเงินรวม 1.5 แสนล้านบาท โดยจ่ายเงินในวันที่ 15 พฤษภาคม, 15 มิถุนายน, และ 15 กรกฎาคม  ตารางข้างล่างนี้สรุปผลกระทบของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวในเดือนเมษายนและพฤษภาคม[19]เทียบกับ 2 เดือนก่อนหน้าที่ไม่มีโครงการใด ๆ แต่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แล้ว[20]

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจของก่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและระหว่างโครงการ

(กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม)

 

กุมภาพันธ์

มีนาคม

เมษายน

พฤษภาคม

เม็ดเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

--

--

75,500

ล้านบาท

125,500

ล้านบาท

การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ

(Broad Money) %

3.2

7.7

9.1

10.8

Manufacturing Production Index %

-4.2

-10.5

-18.2

-23.2

การบริโภคสินค้า Non-Durable Goods %

1.3

1.2

-11.8

-7.5

Core Inflation %

(Non-Food, Non-Fuel)

0.58

0.54

0.41

0.01

 

ตารางดังกล่าวชี้ชัดว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถทำให้การบริโภคปรับเพิ่มขึ้นและการผลิตดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม ยิ่งรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าใด เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัวมากเท่านั้น จนอาจต้องตั้งคำถามว่ามาตรการที่สร้างภาระหนี้สินที่สูงเหล่านี้ counter-productive หรือไม่

คำตอบที่อาจเป็นไปได้คือเม็ดเงินที่รัฐบาลใส่ในระบบน้อยกว่าเงินออมที่ทยอยหมดไปเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดการปรับพฤติกรรมการบริโภคลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นรัฐบาลมีทางเลือก 3 ทางคือ (1) เพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้พอเพียงกับรายได้ที่หายไปนั่นคือประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะต้องใช้งบประมาณถึง 2.1 ล้านบาทต่อปี (2) หามาตรการอื่นที่สร้างความมั่นใจต่อการบริโภค และ (3) ยอมรับเศรษฐกิจที่จะถดถอยอย่างรุนแรง

 

หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด



[1] แบบจำลองทางเศรษฐกิจ (Economics Model) จำลองพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจ (Economic Units) เพื่อประโยชน์ของการเข้าใจระบบเศรษฐกิจ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจ และการคาดการณ์เศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แบบจำลองจำต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วย

[2] IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะขยายตัว -3.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020 แต่อัตราการขยายตัวจริงในไตรมาสที่ 2 ของสิงคโปร์คือ -41.2 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ขยายตัว -0.7 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 1 ทำให้อัตราการขยายตัวทั้งปีติดลบไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

[3] จากตัวเลข Gross Savings/GDP ของ World Bank พบว่าในปี 2018 โลกมีการออม 25.123 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือเทียบเท่ากับ 3.015 เดือนของรายได้

[4] เทียบเท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งตัวเลขนี้ได้จากข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ให้ความเห็นว่าผู้บริโภคควรมีการออม 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือราว 4.5 เดือนของรายได้ ผู้วิเคราะห์ปรับตัวเลข ideal savings เพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับ Post-COVID

[5] วิกฤติเศรษฐกิจมิเคยเกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือเหตุการณ์พิเศษที่เกิดในวันเดียว ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์ดาวน์โจนส์จะล่มสลายในเดือนตุลาคม 1929 เศรษฐกิจโลกได้ประสบปัญหาก่อนหน้ามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว จากการ overspending, overinvestment, และ overborrowing หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เรียกกันว่ายุค Roaring Twenties ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเกินศักยภาพ

[6] เม็ดเงินที่ใช้จ่ายจริงในโครงการ New Deal น่าจะสูงราว 20 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ด้วยประธานาธิบดี Roosevelt ได้เพิ่มภาษีของผู้ที่มีรายได้สูงจาก 6.8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 15.7 เปอร์เซ็นต์ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจากโครงการ

[7] แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการหลังจากการทิ้งระเบิดที่ Pearl Harbor ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 แต่สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการสู้รบกับฝ่ายอักษะตั้งแต่สงครามจีน-ญี่ปุ่น ในปี 1937 และการเข้าบุกยึดโปแลนด์ของเยอรมันในปี 1939 และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดี Roosevelt ยุติโครงการ New Deal เพื่อเตรียมงบประมาณเพื่อใช้ในการทหาร

[8] ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว สงครามโลกครั้งที่ 2 มิได้ยุติการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่เป็นการใช้งบประมาณเพื่อการสงครามต่างหาก โดยตั้งแต่ปี 1937-1945 มีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นราว 100 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ผลลบของการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 1942 และอัตราเงินเฟ้อเกือบแตะ 20 เปอร์เซ็นต์ในปี 1947

[9] เป็นที่น่าสังเกตว่าการเร่งการออมจะเพิ่มสูงขึ้นจะขึ้นทุกครั้งที่มีวิกฤติใหม่

[10] ไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยหดตัว 1.8 เปอร์เซ็นต์

[11] ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการออมในภาพรวมสูงเช่นกัน โดยมี Savings/GDP ที่ 31 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP  หรือประมาณ 4 เดือนของรายได้รายปี หากแต่การออมกระจุกตัวเป็นอันมาก โดยที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรถือเงินออม 93 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยมีเงินออมเฉลี่ยเพียง 5,863 บาทต่อราย หรือเท่ากับสามารถดำรงชีพอยู่ได้ประมาณ 10 วันโดยที่ไม่มีรายได้

[12] วัดซีนสำหรับโคโรนาไวรัสทุกประเภทมิได้กำจัดไวรัสโดยตรง หากแต่สร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ติดเชื้อกำจัดไวรัสด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีประสิทธิผลต่างกันในผู้รับวัคซีนแต่ละราย อาทิเช่น วัคซีนสำหรับ Swine Flu มีประสิทธิผลเพียงครึ่งเดียว และไม่มีประสิทธิผลในกลุ่มผู้สูงอายุ

[13] หากศักยภาพของการผลิตสามารถทำให้ผลผลิตขยายตัวได้ 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในภาวะปกติ Demand จะขยายตัวตาม Supply ส่งผลให้ GDP growth เท่ากับ 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงของการเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ผู้บริโภคจะลดการบริโภคลง 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อสร้างฐานเงินออม ทำให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าและบริการลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ตามความต้องการที่ลดลงของผู้บริโภค ดังนั้น GDP growth จะกลายเป็น -1 เปอร์เซ็นต์แทน

[14] Malaysia มีสัดส่วนของ Exports of Goods and Services สูงกว่าประเทศไทยที่ 68.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่มีสัดส่วนของรายได้จากการท่องเที่ยวเพียง 5.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP มาเลเซียจึงถูกประเมินโดย IMF ว่าเศรษฐกิจในปี 2020 จะหดตัวเพียง 3.8 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการหดตัว 7.7 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจไทย

[15] อ้างอิงจาก World Tourism Organization หากคำนวณจาก Balance of Payments ของธนาคารแห่งประเทศไทย สัดส่วนของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อ GDP ของไทยจะอยู่ที่ 11.1 เปอร์เซ็นต์

[16] เป็นการคาดเดาบนพื้นฐานของการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโมเดลที่มีอยู่ไม่สามารถจะใช้ประมาณการได้ นอกจากนี้ ยังไม่สามารถคาดเดาการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เพราะการแพร่ระบาดในประเทศอื่นจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย

[17] จีนใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปี 2020 เพียง 4.5 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 12.6 เปอร์เซ็นต์ของ GDP มาก

[18] แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะมีงบประมาณช่วยเหลือการจ้างงานสูงถึง 9.3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งครอบคลุมแรงงานกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ IMF ปรับลดการประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษจาก -3.7 เปอร์เซ็นต์ในการประมาณการเดือนมีนาคม เป็น -10.2 เปอร์เซ็นต์ในการประมาณการเดือนมิถุนายน

[19] ตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย

[20] ประเทศจีนห้ามนักท่องเที่ยวจีนออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2563




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]