www.oknation.net/blog/thaitraining
เผยแพร่ผลงานวิเคราะห์เศรษฐกิจรายไตรมาส รวมทั้ง เผยแพร่ความรู้เรื่องการบริหารจัดการคนในธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thaitraining
วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2563
Posted by บริษัทไทยวิจัยและฝึกอบรมจำกัด , ผู้อ่าน : 172 , 10:27:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส ฉบับที่ 67/2563

แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563

ฟื้นตัวแบบ V-Shape, U-Shape หรือ L-Shape

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด

28 ตุลาคม 2563

คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความย่ำแย่ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมาอันเป็นเหตุมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 และมีความกังวลต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคตว่าจะฟื้นตัวเมื่อใด ที่สำคัญคือเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจะเป็นการฟื้นตัวแบบ V-Shape, L-Shape หรือ U-Shape[1] เป็นที่แน่นอนว่าทั้งโลกคาดหวังให้การฟื้นตัวเป็นรูปแบบ V-Shape ด้วยสมมุติฐานว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ อีกทั้งมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและมีประสิทธิผลทำลายเชื้อได้ในประชากรเกิน 70% ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเหมือนก่อนหน้าที่มีโรคระบาด อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในรูปแบบ V-Shape ยังต้องการสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์อีก 2 ข้อคือ (1) พฤติกรรมการบริโภคต้องไม่ปรับเปลี่ยน เช่น มีความต้องการออมมากขึ้นเพื่อชดเชยเงินออมที่ใช้ไปช่วงที่มีการแพร่ระบาดและสำรองเพิ่มขึ้นสำหรับวิกฤติที่อาจจะเกิดเมื่อใดก็ได้ในอนาคต และ (2)ผู้บริโภค/ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องพอเพียงที่จะบริโภคและลงทุนเหมือนก่อนเกิดการแพร่ระบาด กล่าวคือระบบธนาคารพาณิชย์ขยายสินเชื่อในระดับไม่ต่ำกว่าก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาด ซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ข้อนี้ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ใดกล่าวถึง

ในการประมาณการล่าสุด (เดือนตุลาคม) องค์กรระดับประเทศทั้งหลาย รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าสูงขึ้น โดยการฟื้นตัวเป็นรูปแบบ V-Shape  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสำหรับปีคศ. 2020 จาก -5.2 % ในการประมาณการเดือนกรกฎาคม เป็น -4.4 % ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 5.2% ในปีคศ. 2021 ดังปรากฏในรูปที่ 1 การปรับการประมาณการเศรษฐกิจสูงขึ้นนี้เป็นผลจากที่โลกควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีและมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า[2] เนื่องจากมีการผ่อนคลายการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่า lockdown อีกทั้งรัฐบาลทั่วโลกต่างกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินรวมกันถึง 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10 % ของ GDP

รูปที่ 1 การประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศหลักของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

 

ผู้วิเคราะห์ยังขาดความมั่นใจในแนวโน้มที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก ด้วยข้อมูลที่องค์กรทั้งหลายใช้ในการพิจารณาการปรับปรุงการคาดการณ์ยังมิได้รับรู้ถึงการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 หลังเดือนกันยายนทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก ดังปรากฏในรูปที่ 2 จนนำไปสู่การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Lockdown) อีกครั้ง    ซึ่งจะยังผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปลายไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ไม่เป็นไปตามที่ได้ปรับการประมาณการ ดังนั้น เพื่อที่จะคาดการณ์ผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้แม่นยำ อันจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้อง นักเศรษฐศาสตร์ควรหาความสัมพันธ์สำคัญเชิงปริมาณระหว่างการ lockdown และการขยายตัวของเศรษฐกิจ ตัวอย่างอยู่ในไตรมาสที่ 2 ที่ประเทศในกลุ่ม OECD ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบถึง 9.8% การคลายการ lockdown แม้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่การติดเชื้อรายวันก็เพิ่มสูงกว่าการระบาดในรอบแรกหลายเท่า เป็นดั่งที่นักระบาดวิทยาคาดการณ์ไว้[3] นักระบาดวิทยาบางท่านออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการคลาย lockdown ที่เร็วเกินไป[4] 

รูปที่ 2: การเพิ่มขึ้นรายวันของผู้ติดเชื้อรายใหม่ของประชากรในสหรัฐอเมริกาและประชาคมยุโรป

 

ที่มา: มหาวิทยาลัย John Hopkins

รัฐบาลทั้งโลกต่างทราบดีว่าหากไม่มีมาตรการเข้มเหมือนการ lockdown ในการระบาดรอบแรกคงยากที่จะควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่การสูญเสียทางเศรษฐกิจก็สูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้เช่นกัน ที่สำคัญคือรัฐบาลทุกรัฐบาลล้วนไม่มีงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนการแพร่ระบาดในรอบแรก ดังนั้น ทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย จึงตั้งความหวังที่การมีวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน COVID-19 แม้การผลิตวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ COVID-19 เป็นไปได้ด้วยดีและอาจจะสามารถเริ่มกระจายวัคซีนได้ราวต้นปีหน้า แต่ประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิคุ้มกันจนสามารถต้านทานเชื้อโรคได้ยังต้องรอการพิสูจน์หลังมีการใช้จริง ด้วยวัคซีนต้านโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดหมูมีประสิทธิผลเพียง 50%

การประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียวคือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ไม่ว่าจะระดับใดหรือจากสถาบันใดไม่ควรจะไปคาดเดา ทำให้ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่เผยแพร่ของทุกองค์กรล้วนอยู่บนสมมุติฐานของ “What If” ไม่อาจเชื่อถือได้[5][6]

ประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาเกือบ 6 เดือนแล้ว อีกทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายสามารถกระทำได้เกือบเป็นปกติ แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็นบวกเหมือนเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวเป็นบวกที่ 3.2% และ 4.9% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 หลังจากที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว อย่างไรก็ดีเครื่องชี้วัดสำคัญในไตรมาสที่ 3 ล้วนบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 อัตราการขยายตัวของเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ (%)

 

Q2

July

August

Manufacturing Production Index (MPI)

-20.0

-12.9

-9.3

Exports Value

-17.8

-11.9

-8.2

Private Consumption Indicators

-10.3

-0.1

-1.1

Private Investment Indicators

-12.8

-7.5

-4.6

ก่อนที่จะนำตัวเลขเศรษฐกิจเพียง 2 เดือน มาด่วนสรุปว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ในการประมาณการรอบเดือนกันยายนว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2563 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย -8.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่เศรษฐกิจหดตัว 12.2% ก่อนที่จะขยายตัวเป็น +3.6% ในปี 2564 ควรจะได้พิจารณา 3 ประเด็นสำคัญก่อน กล่าวคือ

  • เกิดอะไรขึ้นในไตรมาสที่ 2 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 12.2 % โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการ lockdown และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
  • ปัจจัยใดผลักดันให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ดังตัวเลขเศรษฐกิจของเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม
  • ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 และในปี 2564 เช่นไร

เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2

ผู้วิเคราะห์จะใช้เวลาค่อนข้างมากในการวิเคราะห์เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 เพื่อที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการหดตัวอย่างรุนแรงของ GDP เกิดจากปัจจัยชั่วคราว (Transitory Factor) คือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การฟื้นตัวเป็นรูป V-Shape หลังจากที่ปัจจัยชั่วคราวดังกล่าวหมดสิ้น หรือการหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2   มีปัจจัยพื้นฐานอื่นของเศรษฐกิจไทยร่วมด้วย   ทำให้การฟื้นตัวอาจเป็นรูปแบบ U-Shape  หรือ L-Shape เพราะแม้ปัจจัยชั่วคราวหายไป ปัจจัยถาวรยังคงอยู่[7]

การวิเคราะห์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  • วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 หดตัวอย่างรุนแรง โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Contribution to Growth
  • วิเคราะห์หาผลกระทบของการ Lockdown ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยจะ
    • วิเคราะห์ย้อนหลัง 20 ปีเพื่อจะหาปัจจัยถาวรของเศรษฐกิจไทย
    • วิเคราะห์หาผลกระทบชั่วคราวของ Lockdown Effect ในไตรมาสที่ 2 และจำลองภาพของผลกระทบที่จะมีต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 และ 4 

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2

ผลกระทบของการแพร่ระบาดทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยถึง 12.2% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งเป็นการถดถอยมากที่สุดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540[8] ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าการหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เป็นผลจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นเม็ดเงินถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2562 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของ GDP แต่การวิเคราะห์จาก Contribution to Growth เพื่อหาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะได้ข้อสรุปเป็นอื่นตามตารางที่ 2

ตารางที่ 2 การคำนวณ Contribution to Growth (%) ของ GDP ไตรมาสที่ 1 และ 2 2563

 

ไตรมาสที่ 1

ไตรมาสที่ 2

Consumption

0.9

-3.4

      Private Consumption

1.3

-3.6

      Government Consumption

-0.4

0.2

Investment

0.4

-3.9

      Fixed Capital Formation

-1.5

-1.9

      Change in Inventories

1.9

-2.0

Net Exports

4.4

-0.4

      Export of Goods and Services

-5.1

-20.0

      Less: Imports of Goods and Services

-9.5

-19.6

Expenditure on Gross Domestic Product

5.7

-7.7

      Statistical Discrepancy

-7.7

-4.5

Gross Domestic Product

-2.0

-12.2

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ก่อนจะเข้าสู่การวิเคราะห์ อยากจะชี้ให้เห็นว่าการนำเสนอตัวเลข GDP แบบ Expenditure Approach ของสภาพัฒน์ฯ มีความไม่แม่นยำสูง ทำให้การวิเคราะห์และการนำตัวเลขไปใช้ต่ออาจมีปัญหา โดยที่ค่าความคลาดเคลื่อนของสถิติ (Statistical Discrepancy) ของตัวเลขในไตรมาสที่ 2 นี้มีผลต่อ contribution to growth ถึง 4.5% หากไม่นับรวมความคลาดเคลื่อนของเศรษฐกิจนี้ เศรษฐกิจไทยจะหดตัวเพียง 7.7% ซึ่งขัดแย้งกับตัวเลข GDP แบบ Production Approach ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยหดตัว 12.2%[9] ความคลาดเคลื่อนนี้รุนแรงมากในไตรมาสก่อนหน้า เพราะหากไม่นับรวมค่าคลาดเคลื่อนทางสถิติ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 จะขยายตัวเป็นบวก 5.7% มิใช่หดตัว 2.0% ซึ่งจะขัดแย้งกับตัวเลขจากด้านการผลิต เนื่องจากในไตรมาสที่ 1 มีการผลิตภายในประเทศและการนำเข้าสินค้าลดลง โดยที่ MPI ลดลง 6.4% และการนำเข้าสินค้าลดลง 15.3% จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้บริโภคมีจะมีสินค้าให้บริโภคเพิ่มขึ้นจนทำให้ Private Consumption ขยายตัว 2.8% และมี Contribution to Growth 1.3%[10] ตามที่ปรากฏในตารางที่ 2 อย่างไรก็ดี ผู้วิเคราะห์ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องวิเคราะห์ตามตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ

ตารางที่ 2 แสดงอย่างชัดเจนว่าการหายไปของรายได้จากการท่องเที่ยวแม้จะมีผลกระทบทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ติดลบถึง 20.0% ไม่มีมีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากเพราะถูกชดเชยด้วยการลดลงของการนำเข้าสินค้าและบริการ ทำให้ในเชิงสุทธิแล้วภาคการส่งออกสุทธิ (Net Exports) มีผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพียง 0.4% รายได้ที่หายไปจาก COVID-19 ที่สำคัญคือรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 3.4 แสนล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ถูกชดเชยเกือบหมดด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่มีการกระจายเม็ดเงินจำนวน 3.3 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียวกัน การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้จึงเกิดจาก

  • การลดลงของการบริโภคภาคเอกชน ที่มาจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่รายได้จากการท่องเที่ยว
  • การลดลงของการลงทุน ที่มาจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่รายได้จากการท่องเที่ยว

ปัจจัยอื่นคือ?

การแยกปัจจัยถาวรและปัจจัยชั่วคราวจากการแพร่ระบาด

ประเด็นที่ควรวิเคราะห์ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 คือพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งแม้แต่ก่อนมีการแพร่ระบาดเศรษฐกิจไทยก็ได้ชะลอตัวมาระยะหนึ่งแล้วจนมีอัตราการเติบโตเป็นลบในไตรมาสที่ 1 ปัจจัยที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือหนี้สินภาคครัวเรือน (Household Debt) ที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากประเทศเกาหลีใต้ และสูงที่สุดในโลกสำหรับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวในระดับเดียวกัน

 ตารางที่ 3 GDP, หนี้ภาคครัวเรือน, หนี้ภาครัฐ, และรายได้จากการท่องเที่ยว

พันล้านบาท (ยกเว้น Growth Rate เป็นเปอร์เซ็นต์)

 

Average

GDP growth rate

Change in

Nominal

GDP

Change in Household Debt

Change in Government

Debt

Change in Tourism Income

GDP-H. Debt- G. Debt

2003-07

5.6

2,759

2,024

(45.0)

196

--

538

2007-11

3.0

2,230

2,719

(55.9)

947

--

-1,508

2011-15

3.0

2,437

3,670

(73.1)

999

4,261

-2,232

2015-19

3.4

3,132

2,329

(79.0)

1,347

7,982

-544

2020 Q1

-2.0

-56

12

(80.2)

114

294

-182

2020 Q2

-12.2

-601

92*

(83.8)

19

29

-712

หมายเหตุ              

1. เป็นมูลค่าเฉลี่ยของแต่ละช่วงเวลา ยกเว้นรายไตรมาสของปี 2020

2. Government Debt นับเฉพาะในส่วน Deficit Financing Bond

3. ตัวเลขในวงเล็บของ Household Debt คือ Debt/GDP (%)

4. * คาดว่าตัวเลขการเพิ่มขึ้นของ Household Debt ใน 2020 Q1 เกือบทั้งหมดมิได้เป็นการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมจริง แต่เกิดจากการพักชำระหนี้ที่สถาบันการเงินจะนับเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นมูลหนี้เพิ่ม

5. ไม่มีตัวเลข Foreign Tourism Income ก่อนปี 2011 แต่ตัวเลขไม่น่าจะสูง

ตารางที่ 3 ให้ข้อสรุปดังนี้

  • เศรษฐกิจไทยหมดประสิทธิภาพในการหารายได้จากการผลิตมาเป็นเวลานับกว่า 15 ปี กล่าวคือรายได้เติบโตไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้ผู้บริโภคต้องพึ่งรายได้เสริมคือเงินกู้ยืม (Household Debt) ทำให้สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่งแบบ Alarming Rate อีกทั้งต้องพึ่งพาการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่านการทำงบประมาณขาดดุลตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา
  • ที่เชื่อกันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินผ่านตัวทวีคูณ (multiplier) ส่งผลมีการกระตุ้นรายได้ 2-5 เท่าเป็นความเชื่อที่ผิด ในทางตรงข้าม multiplier นี้ต่ำกว่า 1 เพราะ GDP ที่เพิ่มขึ้นต่ำกว่าเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เพื่อการบริโภคและการขาดดุลงบประมาณ
  • ใน 15 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไม่มีความสามารถในการชำระคืนเงินต้น และมีการกู้ยืมเพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้สัดส่วนของหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มจาก 41% ในปี 2546 เป็น 83.8% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563
  • ในช่วงปีคศ. 2015-19 ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3.7 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.6% ของ GDP ทำให้ผู้บริโภคพึ่งพาการกู้ยืมลดลง ที่สำคัญคือรายได้การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่านี้ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ในช่วง 5 ปีนี้สูงขึ้นเป็น 3.4% การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตเป็นการบริการ(การท่องเที่ยว)เหมาะกับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย แต่กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้รายได้ลดลงเป็นศูนย์ในช่วงแพร่ระบาด และมีความเสี่ยงที่อาจไม่ฟื้นคืนเต็มที่หลังการแพร่ระบาด
  • ในขณะที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นแล้วจากรายได้ของการท่องเที่ยว ระหว่างปีคศ. 2015-19 รัฐบาลยังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างหนี้ โดยทำงบประมาณขาดดุลระดับสูงทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น 35% เทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ด้วยจะทำให้เศรษฐกิจเข้าใจว่าต้องพึ่งพาการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเศรษฐกิจไทยพึ่งพาหนี้สินภาครัฐและภาคครัวเรือนเป็นหลักในการผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงอาจสรุปได้ไม่ยากว่าเศรษฐกิจไทยจะชะงักเมื่อการขยายตัวของหนี้สินดังกล่าวชะลอตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 1 ที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือนจากที่เคยปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมไตรมาสละ 1.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว เนื่องจากกังวลถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภค ทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสดังกล่าวติดลบทันที แต่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนัก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ล้วนโทษการหดตัวของ GDP ว่ามาจากการลดลงของส่งออกที่ขยายตัว -7.3% อันเป็นผลจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าย้อนกลับไปดูตารางที่ 2 แล้วจะพบว่าข้อเท็จจริงเป็นตรงข้าม ด้วย Net Exports มีผลทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.4% เพราะแม้การส่งออกจะลดลงจริง แต่การนำเข้าลดลงเร็วกว่า ซึ่งในมุมของผู้วิเคราะห์ การลดลงของการนำเข้าสะท้อนความต้องการบริโภคในประเทศที่ลดลงเนื่องจากไม่สามารถกู้ยืมเพิ่มเติมมาบริโภคได้

ในไตรมาสที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานเชิงลบเหล่านี้ล้วนตามกระทบอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ กอรปกับมีปัจจัยสำคัญเพิ่มขึ้นมาคือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดผลลบ 2 ประการ

  • รายได้จากการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 4.5 แสนล้านบาทต่อไตรมาสหายไป
  • รายได้จากการบริโภคภายในประเทศลดลงจากการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (lockdown) และปัจจัยทางจิตวิทยา (Panic Factor)

ตารางที่ 4 การคำนวณหาผลกระทบต่อ GDP ในไตรมาสที่ 2-4 ปี 2563

พันล้านบาท

 

Q2

Q3 (Proj.)

Q4 (Proj.)

Change in Nominal GDP

-601

-355

-368

Positive Factors

-            Gov’t Programs

-            Loan Holidays

 

326

300

 

50

300

 

30

300

Negative Factors

-            Tourism Income Lost

-            Outbreak (Panic) Effects

-            Fundamental Factors

 

342

677

209

 

465

31

209

 

489

--

209

หมายเหตุ:

  1. การเปลี่ยนแปลงของ GDP ในไตรมาสที่ 3 และ 4 เป็นตัวเลขการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. มีการต่อมาตรการการพักชำระหนี้จนถึงปลายปี 2563
  3. ผู้วิเคราะห์ได้ทำการคำนวณผลกระทบเชิงตัวเลขของปัจจัยต่าง ๆ ในช่วงการระบาดของโรคในไตรมาสที่ 2 และคำนวณต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อที่จะสามารถแยกปัจจัยถาวร หรือปัจจัยพื้นฐาน ออกจากปัจจัยชั่วคราว โดยใช้สมมุติฐานอัตราการเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีที่ติดลบ 8.5% ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ผลกระทบเป็น residual ในการคำนวณหามูลค่า
  4. ผลของการคำนวณอยู่ในตารางที่ 4

ตารางที่ 4 เป็นการคำนวณจากข้อมูลจริงเพียงไตรมาสเดียวคือไตรมาสที่ 2 ความแม่นยำของตัวเลขในไตรมาสที่ 3 และ 4 ขึ้นอยู่กับตัวเลขการประมาณอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งของปี 2563 อย่างไรก็ดีตารางดังกล่าวให้ข้อสรุปดังนี้

-            รายได้ที่หายไปจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในไตรมาสที่ 2 ถูกชดเชยเกือบหมดโดยมาตรการช่วยเหลือของรัฐและมาตรการการหยุดผ่อนชำระหนี้ (Loan Payment Holidays) ของธนาคารแห่งประเทศไทยและการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน

-            สาเหตุของการหดตัวอย่างรุนแรงในไตรมาสที่ 2 มาจาก

  • ปัจจัยชั่วคราว หรือ Outbreak Factor ที่ทำให้มีการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการบริโภคและการผลิต และมีผลทางจิตวิทยา (Panic Effects) ต่อการบริโภค การผลิต และการลงทุน ซึ่งประมาณเป็นเม็ดเงินได้ราว 6.8 แสนล้านบาท
  • ปัจจัยถาวรหรือปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Factors) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภค คำนวณผลกระทบเป็นเม็ดเงินได้ราว 2 แสนล้านบาท หรือราว 4.8% ของ GDP

ไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี 2563

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการแล้วว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีจะอยู่ที่ -8.5% ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ -7.8% ผู้วิเคราะห์ไม่มีตัวเลขใดจะมาโต้แย้งการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะไตรมาสที่ 3 ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นทุกตัวเลข และอาจมีโอกาสที่จะขยายตัวติดลบลดลงเหลือต่ำกว่า 5% อันเป็นเหตุมาจาก

-            การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากการชะลอตัวของการแพร่ระบาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้ให้มีการผ่อนคลาย lockdown และเกิด pent-up demand รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้การบริโภคฟื้นคืนเร็วเกินคาดหมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่มีอัตราการขยายตัว 3.2% และ 4.9% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ทำให้การส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นมาก

-            การผลิตก็ดีขึ้นเช่นกัน โดย MPI ในเดือนสิงหาคมขยายตัว -9.3% เทียบกับอัตราการขยายตัวติดลบเฉลี่ยที่ 20%  ในไตรมาสที่ 2  หลังจากการชะลอตัวเกินจำเป็นจาก  Panic Factor ในไตรมาสที่ 2 จนต้องนำสินค้าคงคลังออกมาจำหน่ายจำนวนมาก ในไตรมาสที่ 3 จึงมีการเพิ่มการผลิตชดเชย

-            ปัจจัยที่ยังน่ากังวลในไตรมาสนี้คือความสามารถในการบริโภคเนื่องจากสถาบันการเงินยังไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม แม้ว่ามาตรการการพักชำระหนี้ยังมีผลบังคับใช้และทำให้เกิดรายได้เทียมราว 3 แสนล้านบาท แต่การบริโภคยังอ่อนตัวอยู่ โดยเฉพาะในหมวด Semi-Durable goods

ไตรมาสที่ 4 เป็นไตรมาสที่น่ากังวลเนื่องจาก

-            การแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาอาจมีผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย

-            ผู้ประกอบการหมดเงินทุนเนื่องจากมีการลดลงของการบริโภคเป็นระยะเวลายาวนานและสถาบันการเงินไม่ขยายสินเชื่อ ทำให้หมดเงินทุนในการประกอบกิจการจนต้องปิดกิจการและปลด/ลดแรงงาน

-            ผู้บริโภคหมดเงินทุนคล้ายผู้ประกอบการเนื่องจากไม่มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาเพิ่มรายได้เหมือนไตรมาสที่ 2 อีกทั้งได้รับผลกระทบจากการปลด/ลดแรงงานจากภาคธุรกิจ ทำให้อาจต้องลดการบริโภคอีกรอบหนึ่ง

เศรษฐกิจไทยอยู่ได้ด้วยหนี้มานานกว่าทศวรรษ หากจะให้เศรษฐกิจไทยขายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง จะต้องมีการขยายสินเชื่อเพื่อการบริโภคอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะความสามารถในการชำระเต็มที่แล้ว การชะลอการปล่อยสินเชื่อจึงได้เกิดในไตรมาสแรกก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19  การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้สถานการณ์แย่ลงทั้งด้านการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินและรายได้หลักของประเทศจากการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือเกิดปัจจัยชั่วคราว (Outbreak Effects) ที่กระทบต่อการบริโภคและลงทุนเกือบ 7 แสนล้านบาทต่อไตรมาสหรือราว 17% ของ GDP หากมีการระบาดรอบ 2 และจำเป็นต้องออกมาตรการ lockdown ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะสูงเช่นนี้

หลังจากที่การแพร่ระบาดในประเทศสิ้นสุดแล้ว แต่เศรษฐกิจจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่จากปัจจัยถาวรคือปัญหาสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ทับถมมาเป็นเวลานาน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการพักชำระหนี้ (Loan Payment Holidays) ที่มีผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวรวมกับการปรับโครงสร้างหนี้โดยตรงกับสถาบันการเงิน จำนวน12.5 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 6.89 ล้านล้านบาทหรือ 27% ของมูลหนี้ทั้งหมด จะทำให้ไม่มีการขยายสินเชื่ออีกเป็นเวลานาน ด้วยสถาบันการเงินจะกังวลต่อความพอเพียงของเงินกองทุน (Capital Adequacy) ในกรณีที่ผู้ของพักชำระหนี้ไม่สามารถกลับมาชำระหนี้เป็นปกติได้และการเป็นหนี้เสีย หากดูตัวอย่างจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลัง Financial Crisis ปี 1990 ที่สถาบันการเงินญี่ปุ่นตกอยู่ในฐานะเดียวกันกับสถาบันการเงินไทยในปัจจุบัน ทำให้เกิด Credit Crunch ทั้ง ๆ ที่ธนาคารชาติญี่ปุ่นปล่อยสภาพคล่องเหลือเฟือเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การเกิด Credit Crunch นี้นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นเวลานานจนได้รับการขนานนามว่า Lost Decade

สรุป เศรษฐกิจไทยเมื่อฟื้นตัว จะเป็นการฟื้นตัวแบบ U-Shape ไม่มีโอกาสที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัว V เหมือนเศรษฐกิจประเทศอื่น จากปัจจัยถาวรของการพึ่งพาการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภค ดังนั้นหากต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ V-Shape รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหา Household Debt อย่างถาวร มิใช้การเลื่อนการชำระหนี้ชั่วคราวที่เป็นผลลบในภาพรวมมากกว่าผลดี

 

หมายเหตุ : รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นรายงานที่บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อกลุ่มทีซีซีเป็นรายไตรมาส

 

บริษัท ไทยวิจัยและฝึกอบรม จำกัด



[1] การฟื้นตัวแบบ V-Shape คือการฟื้นตัวแบบทันที โดยที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในระดับที่สูงจนสามารถหรือเกือบสามารถชดเชยการหดตัวของเศรษฐกิจในปีก่อนหน้า การฟื้นตัวแบบ U-Shape เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ระยะเวลานาน เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังวิกฤติการเงินปี 1990 ที่ใช้เวลากว่า 10 ปีที่จะฟื้นตัว จนได้รับการขนานนามว่า Lost Decade ส่วนการฟื้นตัวแบบ L-Shape คือไม่มีการฟื้นตัวเลย เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัวอีกเป็นระยะเวลานาน

[2] จากรูปที่ 1 จะเห็นว่าช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ COVID-19 ต่ำที่สุด และลดลงเป็นอย่างมากจากช่วงแพร่ระบาดก่อนหน้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการบริโภคเพิ่มสูงกว่าประมาณการ

[3] การระบาดรอบที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น จากสถิติของการระบาดของ Spanish Flu ในปี 1918 มีการเสียชีวิตในการระบาดรอบที่ 2 สูงกว่ารอบแรกถึง 4.5 เท่า

[4] ตัวเลขการติดเชื้อรายวันของ COVID-19 ของประชากรทั้งโลก ณ วันที่ 23 พฤษภาคมอยู่ที่ 100,092 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 317,752 คนต่อวัน ณ วันที่ 23 กันยายน และเพิ่มเป็น 490,737 คนต่อวัน ณ วันที่ 23 ตุลาคม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงที่ IMF และองค์กรอื่นของโลกใช้เป็นฐานในการประมาณการเศรษฐกิจ

[5] การประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันอาจนำเอา quote ของ John Maynard Keynes ที่กล่าวว่า “If economists could manage to get themselves thought of as humble, competent people on a level with dentists, that would be splendid.” ด้วยนักเศรษฐศาสตร์มักตั้งสมมุติฐานสำคัญที่ตนเองไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโรค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการประมาณเศรษฐกิจสำหรับปี 2564 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.6% โดยนักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาในไตรมาสที่ 3 และมีนักท่องเที่ยวรวม 9 ล้านคน ดังนั้นในเวลาที่ External Factor ไม่มีทฤษฎีรองรับทางเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ควรจะจัดทำการประมาณการในรูปแบบ Scenario ดีกว่าที่จะทำให้สังคมเข้าใจผิดถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจ

[6] จากการที่กำลังเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ในหลายภูมิภาคทั่วโลก อาจทำให้เกิดเกิดทฤษฎีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า W-Shape

[7] การฟื้นตัวจะเป็นรูปแบบ U-Shape เมื่อปัจจัยลบถาวรยังคงอยู่แต่ไม่เลวร้ายเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวจะเป็น L-Shape เกิดขึ้นเมื่อปัจจัยถาวรเลวร้ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจเข้าสู่ Vicious Cycle ดังเช่นประเทศ Venezuela

[8] ไตรมาสที่ 2 ของปี 2541 GDP มีอัตราการขยายตัวติดลบ 12.5%

[9] การยึด GDP แบบ Production Approach เป็นหลัก และตัวเลขที่แตกต่างระหว่าง 2 approach ให้เป็นค่าความคลาดเคลื่อนทางสถิติ เป็นไปตามมาตฐานของ System of National Accounts, United Nations

[10] มีความเป็นไปได้สูงที่การบริโภคภาคเอกชนมีอัตราขยายตัวติดลบในไตรมาสที่ 1 ผู้วิเคราะห์ได้ลอง simulate ตัวเลขและพบว่าการบริโภคภาคเอกชนนี้ติดลบถึง 15.9% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้า การผลิต และการขยายตัวของสินเชื่อ บ่งชี้ถึงปัญหาที่รุนแรงของเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2020 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]