• ทนายแต๊ก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thanyasaK_thailand@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 276
  • จำนวนผู้ชม : 524063
  • ส่ง msg :
  • โหวต 182 คน
ทุกเรื่องจากเมืองคอน
ทุกเรื่องที่รับรู้ บันทึกเรื่องราว บทความ บทกวี และไดอารี่ชีวิต-การงาน หรือ"สวนสมรม" ตามแบบฉบับของปักษ์ใต้(081-9786047)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2552
Posted by ทนายแต๊ก , ผู้อ่าน : 2536 , 05:09:33 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องจริงๆได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เหมือนกับหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้คนกลัวไวรัสร้ายกันทั้งเมือง เมื่อโรคติดผู้ใดแล้ว จะแพร่ไปผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว แค่หายใจรดต้นคอกัน หรือปาดน้ำมูกแล้วเอาไปลูดคลำราวบันได จะติดไปยังผู้สัมผัสเชื้อทันที

ทำให้เมียกลัวผัว ผัวกลัวเมีย ลูกกลัวแม่ แม่กลัวลูก หมอกลัวคนไข้ คนที่ยังไม่ไข้กลัวหมอ ฯลฯ

เชื้อโรคชนิดนี้จะโจมตีระบบหายใจ หลอดลม ปอด เมื่อเข้ากัดกินปอดก็ต้องตายกันทุกคนครับ

ว่าแต่ว่าบ้านเรา พี่ไทยไม่เคยกลัวอะไร เข้าไปแออัดยัดเยียดกันจนล้นสนามฟุตบอล

นายกรัฐมนตรีฯ นอกจากไม่มีความชัดเจน ในการหามาตรการลดอัตราการแพร่เชื้อ  ยังทำตัวเป็นฟรีเซ็นเตอร์ "ข้าฯไม่กลัวไวรัส" โดยไปเดินหายใจรดต้นคอแฟนบอล และผู้สื่อข่าว โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยซะอีก

หรือว่าท่านสวมหน้ากากไว้ตั้งนานแล้ว แต่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด จนผมมองไม่เห็น

ไวรัสชนิดนี้มาจากเชื้อหวัดหมู สู่คน และถ้าจากคนสู่หมู แล้วย้อนมาที่คน เชื้อยังแรงอีกเท่าตัว ก็ตายกันครึ่งโลกแน่ (ที่ไม่บอกความจริง เนื่องจากกลัวฟารม์ซีพีจะเจ๊ง ใช่ไหม..รัฐบาลเขยซีพี?)

หลายประเทศฆ่าหมูกันยกประเทศ เขาทำถูกต้องนะครับ ไม่บาปหรอก เพราะหมูทุกตัวก็ต้องตายอยู่ดี ที่สำคัญ..โลกมุสลิมเขากลัวโรคนี้มาเป็นพันปีแล้ว จึงห้ามกินหมู

บ้านเรา รัฐบาลนอกจากไม่มีมาตรการในการลดอัตราการแพร่ระบาดอย่างชัดเจนแล้ว

ยังไปเป็นฟรีเซ็นเตอร์... "ยืดอกไม่พกหน้ากากอีก" ต่างหาก(หน้ากากอนามัยนะครับ ไม่ถามหาหน้ากากอันอื่น)

ความไร้ประสิทธิภาพ เสมือนกำลังเมาน้ำลาย ความไม่ชัดเจน และความโลเล ลมเพลมพัด เชื่องช้า อืดอาดอย่างนี้แหละ ที่ทำให้ผมคิดถึงทักษิณขึ้นมาทันที ทั้งๆที่ผมลืมชายคนนั้นไปนานแล้ว

ก็คราวหวัดนกไง  ทักษิณทำเร็ว และทำถูกต้องแล้ว พิโธ่ ก็ไก่ต้องถูกฆ่าทุกตัวแหละ หรือบ้านใครเลี้ยงเอาไว้บูชา

ท่านนายกบริหารประเทศซึ่งกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างไร้ทิศทาง ไร้ความหวังอย่างนี้ ระวังหลายคนจะคิดถึงทักษิณเหมือนผมนะครับ.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
backpacker4x4 วันที่ : 24/07/2009 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaisawang
http://jimchaisawang.spaces.live.com/

แต่อยากเห็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจในแนวทางที่ถูกต้อง บอกกล่าวกับชาวบ้านอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และอยากเห็นแนวทางหรือแบบอย่างที่ถูกต้อง
อย่าลืมว่า หากรัฐบาลรณรงค์ให้ดีและชาวบ้านตื่นตัวกว่านี้ อัตราการติดเชื้อช้าลง
^
^
ทำความเข้าใจนะครับว่า
ตอนนี้เรากำลังอยู่บนแนวทางตาม who ...เป็นแนวทางที่ไม่ถูกหรือ?

ข้อมูลที่ว่า โรคนี้จะไม่มีทางสกัดกั้นได้ ป้องกันยาก ทำได้เพียงให้ตายน้อยที่สุด และจะต้องรอจนถึงมีผู้ติดเชื้อระดับนึง แล้วการแพร่จะชะลอลง จนสุดท้ายจะกลับมาแพร่เป็นฤดูกาล แบบนี้ยังไม่ตรงไปตรงมาอีกหรือครับ?

แนวทางและแบบอย่างที่ถูกต้อง ก็ตามที่นายก ทำให้เห็นไงครับ ถ้าดูรายการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน จะเห็นว่า นายก จะล้างมือให้เห็นว่าตอนไหนควรจะล้าง อย่างไร? แต่คุณมาหาว่านายกทำตัวอย่างที่ผิดซะอีก ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ผิดอะไรเลย

มีวิธีเดียวที่จะทำให้อัตราการแพร่ลดลงคือ สั่งห้ามผู้คนออกจากบ้าน ห้ามเดินทาง ห้ามรวมกลุ่ม เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์......คุณคิดว่า ควรจะทำดีหรือไม่?

เอาง่ายๆว่า วันนี้ คุณล้างมือกี่ครั้งแล้วครับ?

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
indexthai วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 21.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เรื่อง..

วิกลจริตทางปัญญา
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/07/19/entry-1

มะเร็งทางสมอง
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/06/21/entry-1

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
RatAndCat วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 20.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratandcat


คิดถึงมากๆ เตรียมดอกไม้ใว้ให้

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
OKeel วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ

องค์การอนามัยโลกประกาศชัดเจนนะครับว่า
เนื้อหมูที่ทำสุกด้วยความร้อนเกิน 71 องศาเซลเซียส
เชื้อไวรัสตัวนี้ไม่อาจทานทนได้ เวลาเราทำอาหาร
ถ้าต้มให้เดือด อุณหภูมิก็ขึ้นไป 90 - 100 องศาแล้ว
ข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวกับซีพี ก็คงตกไป
และก็คงไม่จำเป็นไปฆ่าหมู เลียนแบบไข้หวัดนก ที่ต้องฆ่าไก่ฆ่าเป็ด

ส่วนเรื่องความบกพร่องอื่นๆ ของรัฐบาล ผมว่าถ้ามันเกินไป
ประชาชนก็จะลงโทษเองครับ

ส่วนเราทุกคนก็ทำให้เรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ก็คือพยายามไม่ทำ
ให้เชื้อมันระบาดมากขึ้น ไม่ว่าผู้ติดเชื้อหรือญาติๆ
ผมว่าถึงวันนี้ก็รู้อะไรเกี่ยวกับการป้องกันโรคเยอะพอสมควรแล้ว

กับเรื่องคิดถึงทักษิณ ชอบสไตล์ รวดเร็ว ตรวจสอบไม่ได้
ก็คงเป็นสิทธิ ความเชื่อ
กับข้อมูลต่างๆ ที่มากพอจนทุกวันนี้ ถ้าใครยังคิดไม่ได้ว่า เขาดีหรือไม่
ก็นับว่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

คห...ที่ 7

ผมไม่ได้หมายถึงนายกคนไหนปราบโรคได้ดีกว่ากันครับ แต่อยากเห็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจในแนวทางที่ถูกต้อง บอกกล่าวกับชาวบ้านอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และอยากเห็นแนวทางหรือแบบอย่างที่ถูกต้อง
อย่าลืมว่า หากรัฐบาลรณรงค์ให้ดีและชาวบ้านตื่นตัวกว่านี้ อัตราการติดเชื้อช้าลง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ยากันยุง วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


ภาค คิดถึง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
backpacker4x4 วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaisawang
http://jimchaisawang.spaces.live.com/

ขอนำเสนอข้อเท็จจริงนิดนึงนะครับ

ในการควบคุมโรคติดต่อนั้น แต่ละประเทศจะยึดแนวทางตามคำแนะนำของ WHO และนำไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละประเทศ แต่ต้องคงไว้ซึ่งมาตรฐาน

ตัวอย่างเช่น ไข้เลือดออก หากพบผู้ป่วย จะต้องทำการทำลายลูกน้ำ และฆ่ายุงตัวแก่ ในบ้านทุกหลังรัศมี 100 ม. รอบบ้านผู้ป่วย โดยทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน และครั้งแรกต้องลงมือภายใน 24 ชม. หลังได้รับรายงาน หลังจากนั้นเฝ้าระวังครบ 28 วัน ถือว่าปลอดโรค หากภายใน 28 วันนั้นพบผู้ป่วยรายอื่นอีก ให้เริ่มนับ 1 ใหม่...

ไข้หวัดนก ก็มีมารตรฐานการควบคุมโรคกำหนดไว้ว่า พื้นที่ที่พบโรค ต้องทำการฆ่าสัตว์ปีกในฟาร์มปศุสัตว์รัศมี 1 กม. (ไม่แน่ใจตัวเลข) แล้วก็เฝ้าระวังต่อ บลาๆๆ.....

เจ้าไข้หวัด 2009 นี่ก็เช่นกันครับ เค้าก็มีข้อกำหนดการควบคุมโรคต่างๆเอาไว้ และยังชี้ลงมาด้วยว่า ไม่มีทางจำกัดการแพร่ได้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาและงบประมาณกับการพยายามสกัดกั้น ให้เอาทรัพยากรไปทุ่มตรงที่รู้เร็ว รักษาเร็วดีกว่า บลาๆๆ......

ซึ่งยืนยันว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยก้ได้ดำเนินการตามมาตรฐานนั้น เหมือนเช่นอเมริกา เหมือนเช่นอีกหลายประเทศในยุโรป และสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกันเลย

ที่จะบอกก็คือ การฆ่าเป็ดฆ่าไก่ ที่ทำตอนที่ไข้หวัดนกระบาด ทักษิณไม่ได้เป็นคนคิดค้นวิธีการเหล่านั้นขึ้นมาเองนะครับ ก็แค่ทำตามมาตรฐานการควบคุมโรคโดยสากล แต่ครั้งนั้นมันเป็นการแพร่จากสัตว์สู่คน ดังนั้นแค่คนที่ไม่ได้เข้าใกล้ฟาร์มปศุสัตว์ โอกาสติดโรคก็แทบไม่มี ไม่ได้แปลว่า โรคมันหยุดระบาดเพราะทักษิณสั่งฆ่าไก่หรือเพราะกินไก่ KFC โชว์นะครับ เพราะปัจจุบัน ช่วงทุกปลายปีก็ยังเป็นช่วงระบาดของไข้หวัดนก

คราวนี้เป็นการแพร่จากคนสู่คน ความแตกต่างจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง เราไม่สามารถขังคนไว้กับที่ได้ เราไม่สามารถฆ่าคนที่ติดเชื้อในรัศมี 1 กม.ได้ ฯลฯ....และเราก็กำลังทำตามมาตรฐานการควบคุมโรคอยู่ครับ

โรคนี้จะไม่หายไปในทันที แต่ท้ายที่สุด จะกลายเป็นโรคประจำฤดูกาล ดังเช่นไข้หวัดนก ที่ไม่เคยหายไปไหนครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

คิดถึง...
ท่านทนาย..
สบายดีครับผม..

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
จิ้งจอกภูเขา วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 08.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/RealStoryNewVersion

คิดถึง ทักSIN มากมาย
เตรียมป่าช้าไว้ให้แล้ว ท่าน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ค.โคกทราย วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SeksantS

ไข้หวัดหมูครับ อย่าหลอกตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ป้ากันนา วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarrapee19
สุขสันต์วันนี้ สุขชีวีทุกวัน

โรคนี้ น่ากลัวมาก อย่าหวังพึ่งใคร โดยเฉพาะ
คนที่ชอบทำอะไรวูบวาบ ฉาบฉวย สร้างภาพให้ดูดีเสมอๆ
ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด และร่วมมือกันทุกคน
ไม่ใช่รอแต่ หมอ พยาบาล นโยบายไหนๆคงจะไม่ได้แล้วล่ะ
รอไม่ได้.....ทุกคนต้องลงมือ
ไม่ว่า รัฐ หรือประชาชน ใครก็ตายได้
ก่อนจะเถียงกัน โทษกันไปมาให้

กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากไว้ก่อน
อยู่ที่โล่งๆ ออกกำลังให้แข็งแรงสู้โรคไว้ก่อนดีกว่า
สมุนไพรไทยๆก็รู้จักหากิน ภูมิปัญญาบรรพบุรุษอย่าดูถูก

การระบาดของโรคขึ้นกับอนามัยส่วนบุคคลด้วย
แต่คนไทย ส่วนหนึ่ง ไร้วินัย ดื้อรั้น เอาแต่ใจตนเอง
คิดเอาเองว่า ใคร......ที่ไหนจะมาช่วยได้
ทางออกต้องพึ่งตนเองก่อน ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่แค่พูด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทิดอ่ำ วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 06.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amp

คงไม่ถึงกับตายกันทุกคนมั้งครับ
ไม่ใช่สวมหน้ากากแล้วไม่ติด ผมว่าอยู่ที่ร่างกายแต่ละคนมากกว่า ถ้าร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ ผมว่าไม่น่ากลัว แต่อย่างไรกันไว้ดีกว่าแก้ แต่ถ้าหากกลัวจนเกินเหตุระวังจะเป็นโรคปอดอย่างอื่นนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 23/07/2009 เวลา : 06.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

เรื่องที่นำมาเล่าในรายละเอียดครั้งนี้ได้มาจากคุณเทพชู ทับทอง วัดสระเกศ มีฝูงแร้งคอยกินซากศพคนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แล้ว เพราะครั้งนั้นได้เกิดอหิวาตกโรค หรือเรียกสั้นๆว่า โรคห่า หรือไข้ป่วงขึ้นในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใกล้เคียง ปรากฏว่ามีคนตายเป็นจำนวนมาก ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่าเพียง 15 วันกว่าเท่านั้น คนตายด้วยโรคนี้เป็นจำนวนถึง 30,000 คน ขนาดที่เรียกว่า ป่าช้าและศาลาดินวัดต่างๆมีศพกองกันเป็นภูเขาเลากาเหมือนกองฟืน แม้แต่ในแม่น้ำลำคลองก็เต็มไปด้วยซากศพจะใช้กินใช้อาบก็ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดสระเกศมีมากมายจนไม่สามารถจะเผาหรือฝังได้ทัน ต้องขุดหลุมขนาดใหญ่และโยนลงไปในหลุมเดียวกัน และมีฝูงแร้งกาตลอดจนสุนัขมาลงกินเป็นประจำ มีเรื่องเล่าว่าแร้งที่มากินศพที่วัดสระเกศตัวหนึ่งมาไกลมากคือ มาจากจังหวัดพิจิตร มีชื่อว่า “หงษ์ทอง” เป็นแร้งที่พระภิกษุเมืองพิจิตรเลี้ยงไว้จนเชื่อง แล้วเอาผ้าแดงมาผูกไว้เป็นเครื่องหมาย สาเหตุที่ทราบว่าเป็นแร้งเมืองพิจิตรก็เพราะว่าพระภิกษุท่านนั้นลงมากรุงเทพฯแล้วก็ต้องเดินทางทางเรือ เป็นแรมเดือน ก็มาพบว่าหงษ์ทอง แร้งของท่านกำลังจิกกินซากศพที่วัดสระเกศโดยบังเอิญ อหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 2 ได้ความว่า เกิดขึ้นที่ปีนังมาก่อน และระบาดเข้ามาทางปากน้ำทำให้ชาวเมืองสมุทรปราการอพยพหนีเข้ามาในกรุงเทพฯและนำโรคติด ต่อมาเผยแพร่ด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดให้มีพระราชพิธีอาพาธพินาศ เป็นการบำรุงขวัญราษฏรตามโบราณราชประเพณี มีการซื้อปลา สัตว์สองเท้า สี่เท้า เพื่อทรงปล่อย ประกาศห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตให้อยู่แต่ในบ้าน ตอลดจนทรงปล่อยนักโทษที่จองเวรอยู่ในคุกในตะรางอีกด้วย ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 ก็เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองขึ้นทุกรัชกาลเลยทีเดียว มีจำนวนผู้คนล้มตายมากมาย ในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามพระราชพงศาวดาร ระบุว่า ความไข้ครั้งนั้นตรวจดูตามบัญชีเบี้ยหวัดมรายื่นจำหน่ายตายในปี พ.ศ. 2392 อยู่ในราวสิบลดสอง คนบ้านใหญ่ที่มีคนอยู่เป็นร้อยๆจะตายถึง 20 คน ในหนังสือบริรักษ์เวชการอนุสรณ์เรื่องการควบคุมโรคติดต่ออันตรายในประเทศไทย ที่นายแพทย์ประเมิน จันทรวิมล บอกว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 คนจะตายประมาณ ร้อยละ 101 ถึง 200 คน มีการสำรวจพบที่วัดสระเกศ วัดบพิตรพิมุข วัดสังเวช 28 วัน พบศพถึง 5 พันกว่า เฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 194 ศพ คือ ร้อยละ 10 ของพลเมือง เป็นเรื่องน่าตกใจในการตายของคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคห่า เมืองที่ใกล้กับกรุงเทพฯ คือ เมืองปทุมธานี ก็พบว่ามีคนตาย 96 คน ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เมืองพิษณุโลกตาย 57 คน ที่อ่างศิลาตาย 5 คน มีพระเจ้าลูกยาเธอ 2 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์ ที่สิ้นพระชนม์ด้วยโรคนี้ ส่วนเสนาบดีถึงอสัญกรรมไป 1 ท่าน คือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา แม่ทัพใหญ่ โรคร้ายแรงก็ไม่ได้ละเว้นเชื้อชาติใด สูงต่ำอย่างไรก็มาโดยทั่วถึง เมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เกิดอหิวาตกโรคในปลายปี พ.ศ. 2403 ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าในทุกบ้านจะมีคนตาย 2-3 คน จากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีถึงพระองค์เจ้าปัทมราช ฉบับที่ 1 เมื่อพ.ศ. 2403 ทรงกล่าวถึงโรคนี้ว่า ในเดือน 5 ข้างขึ้น ในกรุงเทพมหานคร แขวงกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใกล้เคียงก็มีความไข้ป่วงลงรากเกิดขึ้น คนตายตั้งแต่ขึ้นค่ำ 1-2 ค่ำ วันละ 4-5 คนทุกวัน เป็นความไข้อยู่ถึง 15-16 วัน จึงค่อยสงบลง ในความไข้ครั้งนี้คนตายแต่ไพร่มาก เมื่อความไข้ครั้งก่อนๆก็เห็นว่าคนตายไม่มากนัก คิดนับคนในกรุงเทพมหานครภายในวันกำลังความไข้ชุมนั้นวันละ 34-35 คน หลังจากนั้นก็ค่อยๆลดลงมา ในความไข้ครั้งนี้พระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายหน้า ฝ่ายใน ที่มีตำแหน่งเฝ้าในพระบรมราชวังนี้เชิญพระราชาคณะ ฐานานุกรมบาเรียน ไม่มีใครเป็นอันตรายจนคนหนึ่งขึ้นไป ความไข้ครั้งนี้ในวังนี้ใครเป็นลงเขาก็รับไปเสียนอกวังเพราะเป็นไพร่ ตั้งแต่เกิดความไข้ไปจนสงบนับคนที่ป่วยมากต้องเอาไปนอกวังวันละประมาณ 1-2 คนขึ้นไป จนเมื่อกำลังชุกวันละ 16-17 คน นับก็ได้ 73 คน สืบได้ว่าตายไปเสีย 43 คน หายไป 30 คน ในพระราชวังนั้นไพร่ก็ตายมากเหมือนกัน ผีเจ้าปู่ หอปู่โรง หรือหมอเวทย์มนต์ ห้ามมาอยู่หลอกได้ยินว่าผู้ดีที่เป็นเจ้าจอม เจ้าจอมลาว เจ้าจอมญวน ก็ตายหลายคน ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้นหลายครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2416 หลังจากรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เกิดระบาดครั้งใหญ่เลย มาอีก 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2434 และ พ.ศ. 2443 ก็เกิดระบาดครั้งใหญ่ขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2434 เป็นปีที่มีอหิวาตกโรคระบาดร้ายแรงที่สุดคราวหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนตายหลายหมื่นคน พอปี พ.ศ. 2443 ก็เกิดอหิวาตกโรคในกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่งก็เกิดมีคนตายหลายพันคน จนแม่น้ำเจ้าพระยามีซากศพคนตายลอยเต็มไปหมด เมื่อคนตายมากมายก็ไม่สามารถที่จะกำจัดหรือฝังซากศพได้ทัน ซากศพดังกล่าวนั้นจึงเป็นเหยื่อของแร้งกาตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร้งวัดสระเกศได้กินซากศพจำนวนมากทุกครั้งที่มีโรคระบาด พระคุณเจ้าองค์หนึ่งคือ หลวงปู่เทียน ท่านคุ้นเคยกับสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศตั้งแต่เป็นมหาอยู่ ท่านมาวัดสระเกศบ่อยครั้ง ท่านบอกว่า เห็นแร้งวัดสระเกศเป็นฝูงๆลงกินศพอย่างเอร็ดอร่อยมาก แร้งจะรุมแย่งกันกินจนกระดูกขาวโพลน เพียงเวลาไม่นานหลังจากนั้นสัปเหร่อก็จะเอากระดูกไปเผาหรือฝังอีกที แต่บางครั้งกว่าที่สัปเหร่อจะเอากระดูกไปเผาหรือฝังได้หลายวันเศษเนื้อคนที่ติดกระดูกก็มักจะส่งกลิ่น ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรดาแร้งต่างๆเมื่ออิ่มหมีพีมันก็มักจะบินไปจับเจ่าอยู่บนต้นไม้ทิ้งกระดูกไว้ให้ขาวโพลนไปทั่วและ ตัวแร้งเองก็ปล่อยมูลขาวโพลนไปทั่วต้นไม้ มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งเป็นผู้บังคับการเรือโคเมตของฝรั่งเศส ชื่อเรือเอกหลุยส์ คาติส รูเฟอร์เน่ ได้บรรยายและบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อได้เห็นและได้กลิ่นซากศพ ภาพนกอันน่าเกลียดที่เกาะอยู่บนหลังคาวัดผุๆพังๆเพื่อคอยอาหารของมัน และได้ฟังคำอธิบายของภิกษุรูปร่างพิลึกและน่ากลัวในบริเวณอันน่าสลดใจก็ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ใจเสมือนฝันร้ายและกล่าวได้ว่าสภาพเช่นนี้เป็นนรกอเวจีและเป็นบริเวณที่ประหลาดที่สุดของกรุงเทพมหานคร นายเรือเอก หลุยส์ คาติส รูเฟอร์เน่ ได้เขียนเอาไว้อีกว่า กรุงเทพมหานครมีทั้งอารยธรรมสมัยใหม่และสมัยเก่าควบคู่กันไปเพราะกรุงเทพมหานครสมัยนั้น ไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว ถนนหนทางก็มีรถรางไฟฟ้าวิ่ง มีสายโทรเลข มีโทรศัพท์ระเกะระกะไปหมด มีเรือแบบใหม่ๆ มีโรงฝึกทหารแบบยุโรป ขณะเดียวกันยังมีความรู้สึกนึกคิดจารีตประเพณีโบราณละคนอยู่เช่นกัน การทิ้งซากศพให้แร้งกินมีเรื่องน่าสนใจว่า บริเวณที่ทิ้งซากศพที่วัดสระเกศพระท่านชอบใช้เป็นที่ปลงอนิจจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่สวยสดงดงามเรียกว่าคนธรรมดา ชาวบ้าน พระเณร เห็นยังรู้สึกว่าสวยเหลือเกิน แต่พอตายไปแล้วพระผู้ใหญ่ท่านอนุญาตให้พระเณรทุกองค์ไปลูบคลำผู้หญิงคนนั้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครทำ แร้งเป็นนกที่กินซากศพของสัตว์และคน โดยปกติแล้วคนไทยจะถือว่าแร้งเป็นนกอัปมงคล ถ้าบินมาเกาะต้นไม้ภายในบ้านและบริเวณบ้านจะถือว่าไม่ดี แต่บางท่านก็ไม่ถือและมักจะเล่าว่าถ้าเข้ามาก็มักจะได้เป็นใหญ่โต เคยมีแร้งตัวหนึ่งบินเข้าไปเกาะหลังคากุฏิพระมหาอยู่ วัดสระเกศ ท่านบอกว่าดีๆ ต่อไปท่านจะได้เป็นใหญ่เป็นโตและต่อมาท่านก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในที่สุด มีเรื่องเล่าอีกว่า แร้งเคยบินไปเกาะบ้านเจ้าพระยาธรรมา ที่ยศเส แม่ครัวบอกว่า อ้าวท่านพระยาหงษ์ทองบินมาเกาะขอให้ท่านจงเจริญ เจ้าของบ้านปีนั้นก็ได้รับรางวัลเป็นที่เชิดหน้าชูตามีชื่อเสียง ปัจจุบันยังคงยากที่จะได้เห็น ถ้าอยากเห็นก็ให้ไปดูที่เขาดินว่าหน้าตาเป็นอย่างไร กลับสู่หน้าวิทยุ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]